0 Views

ตอนที่ 35 ย่านการแลกเปลี่ยนสินค้า

 

เมื่อยามที่กู้พ่านพ่านตื่นขึ้นมา เธอก็รู้สึกเต็มเปี่ยมไปด้วยพละกำลังจนแทบทำให้เธอคำรามออกมา ผลักเปิดประตูห้องออกไปยังทางเดิน แล้วจึงค้นพบว่าพี่ชายของเธอนั่งรออยู่ที่นั่นแล้ว ข้างหนึ่งคือจ้าวฉิงซึ่งมีมุมปากเป็นแผลช้ำ และเหยียนฮ่านชิงซึ่งมีขอบตาเป็นสีม่วงดำ ทั้งยังมีเอ้อร์ไตซึ่งกำลังมองลงไปยังเหยียนฮ่านชิงด้วยแววตาดุร้าย และเสี่ยวเปาจื่อซึ่งกำลังหลับปุ๋ยอยู่ในอ้อมอกของจ้าวฉิงอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว

 

กู้พ่านพ่านไม่สามารถอดกลั้นไว้ได้ จึงถามออกมา “ฉิงเจี่ยเจีย พี่กับชิงเกอ(พี่ชิง)…. เกิดอะไรขึ้นกันเหรอ?”

 

“ไม่มีอะไร เราแค่ลองประมือกันเพื่อชี้แนะการต่อสู้” จ้าวฉิงหั่นแอปเปิ้ลออกมาชิ้นหนึ่ง แล้วใช้ไม้จิ้มฟันจิ้มมันส่งให้กับกู้พ่านพ่าน “หิวรึเปล่า เธออยากกินอะไรก่อนจะออกไปเดินเล่นบ้างมั้ย?”

 

กู้พ่านพ่านกัดลงไปบนชิ้นแอปเปิ้ล รู้สึกถึงความไม่แน่ใจบางอย่าง “พี่ชาย พี่หิวรึเปล่า”

 

กู้ชวนพยักหน้า จากนั้นกู้พ่านพ่านจึงเอ่ยตอบ “นี่อาจจะเป็นเพราะว่าพวกเราเพิ่งเลื่อนขั้น ฉันเองก็ดูดซับเพื่อเสริมพลังกายไปเยอะ ฉันก็รู้สึกหิวอยู่หน่อยๆ เหมือนกัน…”

 

“ฉันจะไปเตรียมมื้อเย็น” จ้าวฉิงยืนขึ้นและมุ่งหน้าไปที่ห้องครัว พร้อมกับเหยียนฮ่านชิงซึ่งเสนอตัวตามไปด้วยทันที “ผมจะไปช่วยด้วย”

 

บางทีอาจเป็นความสามารถพิเศษเฉพาะตัวของพวกเขา ทักษะการทำอาหารของทั้งเหยียนฮ่านชิงและจ้าวฉิงต่างก็ไม่เลวเลย เมื่อทั้งคู่ร่วมมือกัน ก็ทำอาหารมื้อเย็นเสร็จออกมาได้อย่างรวดเร็ว

 

หลังจากทานกันจนอิ่มแล้ว ทั้งกลุ่มก็มุ่งหน้าออกไปเดินเล่น เพื่อหาดูว่าจะแลกเปลี่ยนสิ่งของที่พวกเขาต้องการได้บ้างหรือไม่

 

เนื่องเพราะเป็นยุคโลกาวินาศ สกุลเงินหยวนนั้นได้กลายสภาพเป็นมีค่าเทียบเท่ากับเศษกระดาษแผ่นหนึ่ง การทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนส่วนใหญ่ในยุคนี้นั้นใช้การแลกเปลี่ยนสิ่งของกัน บางทีหากว่าหลังจากนี้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนเริ่มมั่นคงขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อความสะดวกในการทำธุรกิจระหว่างฐานต่างๆ และเพื่อรักษาเสถียรภาพในชีวิตของผู้คน พวกที่กุมอำนาจอยู่ในระดับสูงอาจจะเริ่มกำหนดระบบที่คล้ายคลึงกับสกุลเงินออกมาในอนาคต

 

จ้าวฉิงคาดการณ์ว่าสกุลเงินใหม่ที่ว่านี้น่าจะเป็นผลึกจากซอมบี้ ถึงอย่างไรเหล่าผู้ใช้พลังพิเศษนั้นก็จำเป็นจะต้องเลื่อนระดับของตัวเอง หากพวกเขาใช้เพียงแค่การออกไปเสี่ยงชีวิตข้างนอกเพื่อพยายามเลื่อนระดับขึ้นไป แม้จะมีถึงแปดชีวิตก็คงจะไม่เพียงพอ นอกจากนั้น โครงสร้างของชิ้นผลึกนั้นยังมีขนาดเล็กและพกพาได้สะดวก ดังนั้นมันจึงเหมาะสมจะใช้เป็นสกุลเงินที่สุดแล้ว

 

ณ ขณะนี้ แน่นอนว่าย่อมมีบางคนที่ค้นพบเรื่องผลึกซอมบี้แล้ว ทว่าคนที่ไม่รู้เรื่องนี้ก็ยังมีอยู่บ้างแม้จะไม่มากนัก ยิ่งไปกว่านั้น คนส่วนใหญ่ยังมีแนวคิดที่ว่า ‘ฉันค้นพบเรื่องนี้แล้ว แต่จะบอกคนอื่นไม่ได้เด็ดขาด ต่อให้ต้องบอกจริงๆ ฉันก็จะรอจนฉันเลื่อนระดับความแข็งแกร่งของตัวเองขึ้นไป จนถึงขั้นที่คนอื่นๆ ทำได้เพียงมองดูแต่ไม่อาจทำตามได้’

 

รอจนกระทั่งทุกคนต่างค้นพบการมีอยู่ของผลึกซอมบี้กันทั่วหน้า ความแข็งแกร่งของผู้ใช้พลังพิเศษย่อมพุ่งทะยานขึ้นไปอีกมาก ยามนี้ผู้ใช้พลังพิเศษส่วนใหญ่ต่างยังอยู่ในระดับหนึ่ง จำนวนผู้ใช้พลังระดับสองนั้นช่างมีน้อยจนน่าสังเวช และผู้ใช้พลังระดับสามนั้นยิ่งแทบจะไม่เคยได้ยินว่ามีเลยด้วยซ้ำ ใช้ความแข็งแกร่งเพียงระดับนี้ในการต่อสู้กับซอมบี้กลุ่มเล็กๆ อาจจะนำไปสู่ชัยชนะได้อยู่ ทว่าการออกไปสำรวจยังเมืองใหญ่ๆ นั้นจะยากลำบากกว่ากันมาก

 

หลังจากคิดฟุ้งซ่านไปครู่ใหญ่ ในที่สุดจ้าวฉิงและคนอื่นๆ ก็มาถึงยังย่านแลกเปลี่ยนสินค้าของฐานแห่งนี้ ถึงแม้จะเรียกว่าย่านการค้าสำหรับแลกเปลี่ยน แต่อันที่จริงมันก็เป็นเพียงถนนกว้างขวางซึ่งทั้งสองฟากฝั่งเต็มไปด้วยร้านขายสินค้าแผงลอยริมถนน

 

สินค้าแผงลอยทุกประเภทเท่าที่จะจินตนาการได้ต่างมารวมอยู่ที่นี่แล้ว มีทั้งทอง, เครื่องประดับอัญมณี, นาฬิกาแบรนด์ดัง, หินสีมีค่า และยังมีสิ่งของหรูหราฟุ่มเฟือยอื่นๆ ทั้งยังมีเสื้อผ้าทุกรูปแบบ, มีดสั้น, ขวาน, มีดมาเชเต้, และอาวุธอื่นๆ รวมถึงอาวุธปืนบางรุ่นด้วย

 

อาวุธปืนส่วนใหญ่ต่างเป็นปืนพก ซึ่งคละแบบกันไป หากตัดสินจากเลขโมเดลประจำรุ่น ดูเหมือนว่าพวกมันจะมาจากสถานีตำรวจ

 

ยังมีเจ้าของร้านที่ค้าขายเด็กหญิงตัวน้อย เด็กหญิงคนนี้อายุเพียงประมาณสิบสองถึงสิบสามปี สวมใส่ชุดกระโปรงลายดอกไม้ที่ดูชำรุดทรุดโทรม นัยน์ตาคู่นั้นดูค่อนข้างซึมเซา แต่รูปลักษณ์ของเธอกลับดูสดใหม่และสะอาดบริสุทธิ์เต็มสิบส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งดวงตารูปผลซิ่ง(เมล็ดอัลมอนด์)คู่นั้น ควบคู่กับขนตายาวงอน ทั้งยังมีผิวกายนวลเนียนละเอียด หลังจากนี้ไม่นานย่อมต้องเติบโตเป็นเด็กสาวผู้งดงามสะสวยคนหนึ่งอย่างแน่นอน

 

ขณะที่จ้าวฉิงและคนอื่นๆ กำลังเดินผ่านไป เจ้าของร้านผู้นั้นก็พยายามค้าขายเด็กหญิงอย่างกระตือรือร้น “เด็กน้อยคนนี้ยังเป็นสาวบริสุทธิ์ เพียงจ่ายด้วยข้าวห้าสิบจิน(25 กิโลกรัม) แล้วก็เอาตัวเธอไปได้เลย คุณจะทุบตีดุด่าเธอยังไงก็ได้ เธอจะทำตัวเฉลียวฉลาดเชื่อฟังอย่างแน่นอน”

 

กู้พ่านพ่านย่นคิ้วเข้าหากันทันที เธอคันไม้คันมืออยากจะทุบตีเจ้าของร้านผู้นี้จนแทบทนไม่ไหว แต่เธอก็ยังตระหนักดีว่าที่นี่เป็นฐานผู้รอดชีวิตของคนอื่นเขา ดังนั้นแล้ว เธอจึงจำเป็นต้องล้มเลิกความคิดไปอย่างฝืนใจเอามากๆ แต่เธอก็ยังอดเยาะเย้ยเขาไม่ได้อยู่ดี “มีแค่คนที่โยนศีลธรรมในจิตใจให้สุนัขกินไปหมดแล้วเท่านั้นแหละที่จะทำอะไรแบบนี้ได้ ว่ามั้ย?”

 

“นี่เป็นลูกสาวของฉัน เหตุผลเดียวที่เธอเติบโตมาได้จนถึงทุกวันนี้ก็เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันมอบให้เธอ แล้วตอนนี้ ไม่ใช่ว่าเธอควรจะจ่ายคืนให้ฉันบ้างงั้นเรอะ!?” เจ้าของร้านคนนั้นกล่าวราวกับว่ามันเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามเหตุและผล

 

กู้พ่านพ่านโกรธแค้นจนเธอกำลังจะระเบิดออกมาแล้ว เพราะไม่อาจทนทานต่อไปได้อีก เธอจึงเหลือบมองไปที่จ้าวฉิงอย่างขอความช่วยเหลือ จ้าวฉิงเองก็ขมวดคิ้วขึ้นมาเช่นกัน ข้าวห้าสิบจินนั้นไม่นับเป็นอย่างไรได้สำหรับเธอ แต่ประเด็นสำคัญก็คือว่า หลังจากซื้อเด็กหญิงคนนี้ไปแล้วจะทำยังไงต่อไป

 

พวกเขามีความจำเป็นที่จะต้องออกไปจากฐานนี้แทบจะทันที และการเดินทางต่อไปนั้นก็จะต้องมีเรื่องพลิกผันเกิดขึ้นมากมายอย่างแน่นอน ในขณะที่เด็กหญิงคนนี้ดูคล้ายจะมีปัญหาด้านสติปัญญา(IQ)อยู่บ้าง นี่ยังไม่นับเรื่องที่ว่าเธอมีอายุแค่ประมาณสิบสองสิบสามปีเท่านั้น การนำเธอไปด้วยก็เป็นเพียงการเพิ่มภาระใส่ตัว

 

ตอนนี้จ้าวฉิงเองก็มีทีมของเธอแล้ว เธอย่อมต้องคิดเผื่อไว้เพื่อประโยชน์ของทีมเป็นหลัก

 

ถ้าหากจ้าวฉิงซื้อตัวเด็กหญิงคนนี้แล้วปล่อยไปตามยถากรรม ในฐานที่ไร้ความหวังเช่นนี้ สุดท้ายแล้วเด็กหญิงย่อมต้องมีจุดจบเช่นเดียวกันกับกลุ่มเด็กสาวที่พวกเขาได้เห็นยามที่ก้าวเท้าเข้ามาในฐาน

 

ชะตากรรมของเธออาจจะน่าอเนจอนาถยิ่งกว่า เพราะดูเหมือนว่าเธอจะไม่มีความสามารถใดๆ ในการปกป้องตัวเองเลยแม้แต่น้อย

 

กู้พ่านพ่านเองก็เข้าใจในจุดนี้ ดังนั้นเธอจึงรู้สึกลังเลขึ้นมา ทั้งยังรู้สึกหดหู่อย่างมาก เธอหันมามองที่จ้าวฉิง แล้วก็หันไปจ้องมองที่กู้ชวน

 

เด็กหญิงนี้ดูเหมือนเพิ่งจะย่างเข้าสู่วัยสิบสองสิบสามขวบปีได้ไม่นาน ยังอ่อนเยาว์และเปราะบางอย่างยิ่ง ถ้าเธอปล่อยให้เด็กหญิงตรงหน้าเธอต้องถูกขายออกไปและถูกบดขยี้ทำลายลง จิตใจของเธอย่อมต้องมีเงามืดสายหนึ่งประทับไว้แน่นอน

 

จ้าวฉิงเองก็ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร ขณะที่พวกเขากำลังจมอยู่ท่ามกลางความลังเลใจนั้นเอง ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งซึ่งดูเหมือนว่าจะมาจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนก็ก้าวเดินเข้ามา สายตาของเขาดูลามกและหยาบคาย ขณะที่กวาดตามองผ่านจ้าวฉิงและกู้พ่านพ่าน ราวกับจะจ้องมองให้ทะลุเข้าไปในเสื้อผ้าและสังเกตสังกาไปยังบริเวณเร้นลับของพวกเธอให้จงได้

 

วินาทีนั้น จ้าวฉิงต้องการจะควักเอาลูกตาของเขาออกมาและกระทืบมันลงกับพื้น

 

เขาพูดคุยกับเจ้าของร้าน แต่สายตากลับยังจ้องมองจ้าวฉิงอย่างไม่ลดละ เขาเอ่ยถาม “สาวน้อยนี่ราคาเท่าไหร่”

 

เจ้าของร้านรีบตอบกลับทันควัน “ข้าวห้าสิบจิน!”

 

ชายกลางคนนั้นเดาะลิ้นจึ๊กจั๊กและถอนหายใจ “นั่นมันแพงไปหน่อยนะ ดูที่เด็กน้อยนี่สิ เธอดูอ่อนแอเปราะบางเสียจริง หลังจากเล่นด้วยสักรอบสองรอบก็คงแตกหักไปแล้วล่ะมั้ง ไม่คุ้มค่าเลย ไม่คุ้มค่าเลยจริงๆ”

 

เจ้าของร้านยื่นนิ้วออกมาอีกครั้ง “เราทุกคนก็เป็นพวกสุจริตจริงใจกันทั้งนั้น สามสิบจิน(สิบห้ากิโลกรัม) ฉันจะไม่ลดต่ำไปกว่านี้แล้ว!”

 

ชายผู้นั้นยังคงดีดลูกคิดรางแก้วว่าจะต่อรองลดราคาลงไปอีกสักหน่อย ทว่าเขากลับได้ยินจ้าวฉิงเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ “สามสิบจิน ฉันจะพาเธอไปเอง”

 


 

 

 

ติดตามกันได้ที่แฟนเพจ

Fanpage  “วันโลกาวินาศของมารดาปีศาจ -นิยายจีนแปล”