0 Views

        “เช่นนั้นพระสนมทรงคิดว่า องค์จักรพรรดิจะไม่ทรงเปลี่ยนรัชทายาทแล้วใช่หรือไม่? องค์ชายทรงขึ้นตำแหน่งเป็นรัชทายาทได้อย่างไรพวกเราต่างรู้เส้นสนกลในเป็นอย่างดี ตอนนี้องค์จักรพรรดิก็ทรงพระชนมายุมากแล้ว ทรงเคยกล่าวกับพระสนมถึงเรื่องให้องค์ชายขึ้นสืบทอดราชบัลลังก์หรือยังพ่ะย่ะค่ะ?” จวินหวงถาม

        พระสนมกุ้ยเฟยมองจวินหวงอย่างตกตะลึง คำพูดที่กล่าวออกมาล้วนจี้ใจดำของนางพอดี หลายวันมานี้นางเคยลองพระทัยองค์จักรพรรดิ แต่ไหนเลยใต้ฝ่าพระบาทจะยอมแย้มพระโอษฐ์ถึงเรื่องนี้ ทุกครั้งที่กล่าวถึงล้วนหลบเลี่ยง เห็นได้ชัดว่าทรงไม่ค่อยอยากจะให้ฉีเฉินเป็นผู้สืบทอดราชบัลลังก์ หากไม่ใช่เพราะอุบายของเว่ยหลานอิ๋ง มีหรือที่ใต้ฝ่าพระบาทจะมอบตำแหน่งรัชทายาทให้กับฉีเฉินง่ายๆ แบบนี้?

        นางนิ่งคิดอยู่สักพัก ถึงกดเสียงให้เบาลงมาเอ่ยปากถามขึ้น “เจ้ามีแผนดีๆ หรือไม่?”

        จวินหวงเหลือบตาขึ้นมาพระสนมกุ้ยเฟย “ข้ามียาพิษที่ออกฤทธิ์ช้าอยู่ชนิดหนึ่ง…”

        “ไม่ได้ หากองค์จักพรรดิรู้เข้า จะเป็นผลร้ายต่อเฉินเอ๋อร์” พระสนมกล่าวตัดบททันทีโดยไม่ต้องคิด พลางจ้องจวินหวงด้วยสายตาไม่พอใจ

        นางไม่รู้สึกเกรงกลัวสายตาของพระสนมกุ้ยเฟยสักนิด ทั้งยังสงบนิ่งอย่างเห็นได้ชัด รอจนกระทั่งพระสนมกุ้ยเฟยพูดจบนางถึงค่อยกล่าวต่อ “ยาชนิดนี้ไม่มีสีไม่มีกลิ่น ใช้ทุกวันเพียงนิดเดียวก็สามารถทำให้คนค่อยๆ อ่อนแอลงได้ แต่องค์จักรพรรดิจะเพียงนึกว่าพระองค์ค่อยๆ ชราและอ่อนแอลงจากการกรำงานราชกิจแผ่นดิน นอกจากนี้ผู้น้อยได้ยินว่าช่วงนี้ตงอู๋มีประสงค์ต้องการสงบศึก จึงส่งสมุนไพรมาจำนวนหนึ่ง แม้ว่าองค์จักพรรดิจะเป็นอะไรขึ้นมาจริงๆ ทุกคนก็จะนึกว่านี่เป็นเจตนาอันชั่วร้ายของแคว้นตงอู๋ จะมีผู้ใดคิดมาถึงองค์ชายกันเล่า?”

        เมื่อได้ฟังจวินหวงกล่าวเช่นนี้ ใจของพระสนมกุ้ยเฟยเริ่มสั่นคลอนเล็กน้อย พระนางมุ่นคิ้วมองจวินหวงอย่างหวาดระแวงแล้วถามขึ้น “เจ้าทำทุกวิถีทางเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเช่นนี้เพื่ออะไร? มีวัตถุประสงค์ใดกันแน่?”

        จวินหวงยกมุมปากขึ้นยิ้ม “คนเราเกิดมาย่อมมีบางสิ่งบางอย่างที่อยากจะทำในชีวิต ผู้น้อยไม่มีใจฝักใฝ่ในกิจการราชสำนัก แต่ก็ไม่อยากให้ความสามารถของตนเองถูกฝังไปพร้อมกับร่างนี้โดยเปล่าประโยชน์ องค์ชายทรงเป็นโอรสสวรรค์อย่างแท้จริง หากได้ช่วยองค์ชายให้เป็นจักรพรรดิ วันข้างหน้าชื่อของผู้น้อยย่อมได้จารึกลงในประวัติศาสตร์”

        จวินหวงกล่าวตามความรู้สึกนึกคิดของคนธรรมดาทั่วไปได้อย่างแนบเนียนไร้ช่องโหว่ พระสนมกุ้ยเฟยจึงเชื่อมั่นในทันที พระนางรับขวดกระเบื้องเคลือบสีขาวใบเล็กมากำไว้แน่นในอุ้งมือ หายใจเข้าลึกๆ เฮือกหนึ่งแล้วพาคนรับใช้ของตนเองเดินจากไป จวินหวงส่งนางไปด้วยสายตา รอยยิ้มที่มุมปากยิ่งกว้างขึ้นเรื่อยๆ

        แต่ทางฉีเฉินหลังจากที่ส่งพระสนมกุ้ยเฟยกลับไปแล้ว ก็มานั่งเล่นอยู่กับหนานกู่เยว่ในศาลา เขารินน้ำชาให้หนานกู่เยว่อย่างระมัดระวัง ยิ้มอย่างเบิกบานใจ เขาไม่รู้เกี่ยวกับแผนการที่จวินหวงกับพระสนมกุ้ยเฟยสมรู้ร่วมคิดกันไว้

        “กู่เยว่ เจ้าคิดว่าพวกเราช่วยน้องเฟิงหาคู่ที่เหมาะสมสักคนดีหรือไม่?” ฉีเฉินถามขึ้น เขานั่งเอามือเท้าศีรษะมองมาที่หนานกู่เยว่

        “แต่เมื่อก่อนท่านบอกว่าเขาไม่สนใจเรื่องพวกนี้ไม่ใช่หรือ?” หนานกู่เยว่มุ่นคิ้วสงสัย

        ฉีเฉินหัวเราะเบาๆ ออกมา “แต่บุรุษอย่างพวกเราสุดท้ายแล้วก็ต้องการมีสตรีผู้หนึ่งอยู่เคียงข้าง เอาอย่างนี้ดีไหม อีกสองวันพวกเราพวกเราจะไปวัดนอกเมืองเพื่อขอพรให้บุตรของพวกเราอยู่แล้วมิใช่หรือ เราก็ถือโอกาสพาน้องเฟิงไปด้วย พวกเราก็ให้เขาไปขอโชคลาภด้านความรัก แล้วก็ช่วยเขาหาคู่ที่เหมาะสมให้เขาสักคนในเร็ววัน เป็นอย่างไร”

        “แบบนี้ก็ดี” หนานกู่เยว่พยักหน้าเห็นด้วย

        เมื่อตกลงได้ตามนี้แล้ว ช่วงเย็นฉีเฉินก็เลยไปบอกกล่าวกับจวินหวง น้ำใจเปี่ยมล้นยากจะปฏิเสธ นางเองก็ไม่กล้าขัดในความหวังดีของฉีเฉิน เมื่อไม่มีทางเลือก จวินหวงจึงได้แต่ตอบตกลง ก็แค่ไปไหว้พระขอพรเรื่องความรัก อย่างไรเรื่องนี้ยังเอาแน่เอานอนไม่ได้

        วันนี้ท้องฟ้าแจ่มใส ฉีเฉินให้คนมาตะโกนเรียกจวินหวงแต่เช้า จวินหวงตื่นนอนมาได้สักพักแล้ว กำลังดื่มน้ำชายามเช้า เมื่อเห็นสาวใช้เดินเข้ามาในเขตเรือน เว่ยเฉี่ยนไม่รอให้จวินหวงออกไปก็เดินเข้าไปหาสาวใช้ผู้นั้น

        เว่ยเฉี่ยนสีหน้าเรียบเฉย เดิมนางก็เป็นผู้ที่ฝึกยุทธ์อยู่แล้ว ใบหน้านอกจากจะไม่มีความอ่อนโยนในแบบสตรี ยังมีความแข็งกร้าวเย็นยะเยือกชวนให้ขนหัวลุก “มีธุระอะไร?”

        สาวใช้หัวหดถอยหลังไปสองก้าว กลืนน้ำลายเอื๊อกก่อนจะตอบว่า “ไท่จื่อให้บ่าวมาแจ้งคุณชายว่าจะออกเดินทางเดี๋ยวนี้แล้วเจ้าค่ะ”

        จวินหวงเดินข้ามธรณีประตูออกมา ยืนพูดอยู่ที่ใต้ชายคา “เจ้าไปแจ้งกับฝ่าพระบาทว่าข้าจะไปถึงในไม่ช้า”

        เมื่อมองไปตามเสียงที่ได้ยิน ก็เห็นชายหนุ่มที่มีดวงตางดงามราวกับภาพวาด ยืนถือถ้วยชาอยู่ในมือ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มอบอุ่นดุจสายลมวสันต์ ชุดคลุมตัวยาวสีครามบนร่างกายดั่งสายน้ำแห่งสรวงสวรรค์

        ‘โอ… ในโลกนี้ยังมีบุรุษที่งดงามราวกับเทพบุตรเช่นนี้อยู่ด้วยหรือนี่’

        สาวใช้มองตะลึงค้าง แต่เว่ยเฉี่ยนกลับไม่กล้ามอง หัวใจของนางเต้นเร็วจนคล้ายเสียงรัวกลอง

        กว่าสาวใช้จะได้สติกลับมาก็นานพอสมควร นางออกจากเรือนไปอย่างเร่งรีบ เดินไปก็หันกลับมามองเป็นพักๆ จวินหวงรู้สึกจนใจเล็กน้อย นางก้มลงมองการแต่งตัวของตนเองก็ไม่เห็นว่าจะมีตรงไหนไม่เหมาะสม นางถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งแล้วดื่มชาในถ้วยให้หมด จากนั้นถึงเดินออกไปที่โถงใหญ่อย่างไม่รีบร้อน

        ฉีเฉินประคองหนานกู่เยว่ กำลังมองบรรดาคนรับใช้เก็บสัมภาระ จวินหวงรู้สึกสงสัยเล็กน้อย เดินเข้ามาถาม “ฝ่าพระบาทคิดจะไปกี่วันหรือ?”

         ฉีเฉินหันกลับไปมองจวินหวงด้วยรอยยิ้มแล้วกล่าวว่า “วัดเป็นสถานที่ที่ช่วยชำระล้างจิตใจคนมาแต่ไหนแต่ไร พอดีช่วงนี้ในราชสำนักก็ไม่ค่อยมีเรื่องอะไรมาก และข้าได้มอบหมายงานไว้กับผู้ใต้บังคับบัญชาไว้แล้ว หากในวังมีเรื่องค่อยให้พวกเขามาหาข้า”

        จวินหวงแสดงท่าทางว่าเข้าใจ พยักหน้าและไม่กล่าวสิ่งใดอีก เพียงแค่แหงนศีรษะขึ้นมองท้องฟ้าสีคราม ช่างเข้ากับเสื้อผ้าที่ตนเองสวมใส่ในวันนี้จริงๆ

        รอจนกระทั่งพ่อบ้านอาวุโสจัดข้าวของเสร็จเรียบร้อย ท้องฟ้าก็มีฝนตกลงมาปรอยๆ ฉีเฉินกำลังอารมณ์ดี เลยไม่สนใจฝนที่ตกลงมา เขาประคองหนานกู่เยว่เข้าไปในรถม้าก่อน ตอนที่จวินหวงก้าวขึ้นรถไปแล้วมองเข้าไปในจวนครู่หนึ่ง บังเอิญเห็นเว่ยหลานอิ๋งวิ่งออกมา นางเลิกคิ้วขึ้นแต่กลับไม่พูดอะไร

        ฉีเฉินสังเกตเห็นจวินหวงมีสีหน้าผิดปกติ หัวคิ้วของเขามุ่นเข้าหากันแล้วมองออกไปนอกรถม้า ทันทีที่เห็นเว่ยหลานอิ๋ง สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป รอจนกระทั่งจวินหวงนั่งเรียบร้อยแล้วจึงสั่งให้คนขับรถม้า “รีบออกรถได้แล้ว”

        เมื่อฉีเฉินออกปากมาแล้ว คนขับรถม้าก็ไม่กล้าร่ำไร รีบก้าวขึ้นมานั่งที่ด้านนอกของรถม้าแล้วสะบัดแส้ลงไป อาชาสีขาวสองตัวที่อยู่ด้านหน้าก็วิ่งตะบึงไปข้างหน้าทันที

        ลมพัดผ่านเข้ามาในรถม้าผ้าม่านที่อยู่ด้านบนพลิกเปิดขึ้นมา เห็นเว่ยหลานอิ๋งยืนอยู่ท่ามกลางสายฝน สีหน้าแววตาเต็มไปด้วยความโศกเศร้าอย่างชัดเจน จวินหวงเห็นแล้วก็อดรู้สึกสลดใจไม่ได้ สาวใช้ของนางถือร่มวิ่งมากลับถูกนางผลักล้มลงไปที่พื้น สิ่งที่เปื้อนอยู่บนใบหน้าของนางไม่รู้ว่าเป็นน้ำตาหรือว่าน้ำฝน

        จวินหวงเบนสายตาไปที่ฉีเฉิน ฉีเฉินมองเห็นทั้งหมดอย่างชัดเจน แต่ใบหน้าของเขานิ่งงันไม่มีทีท่าใดๆ สักนิด เพียงแต่หันไปไถ่ถามทุกข์สุขร้อนหนาวของหนานกู่เยว่อย่างใส่ใจ จู่ๆ นางก็คิดถึงตอนที่เว่ยหลานอิ๋งแต่งงานกับฉีเฉินใหม่ๆ ฉีเฉินก็เอาอกเอาใจทุกอย่างเช่นกัน แต่ตอนนี้ก็กลับกลายมาเป็นอย่างที่เห็น นางไม่กล้าจินตนาการเลยว่าต่อไปฉีเฉินจะปฏิบัติต่อหนานกู่เยว่อย่างไร

        หนานกู่เยว่มีจิตใจบริสุทธิ์ดีงาม ไม่ว่าอย่างไรนางก็จะไม่ยอมให้หนานกู่เยว่ต้องถูกทำร้ายเหมือนกับเว่ยหลานอิ๋ง แต่เรื่องดำเนินมาถึงขนาดนี้แล้ว ก็คงทำได้เพียงแค่อธิษฐานให้ฉีเฉินรักหนานกู่เยว่ขึ้นมาบ้าง และจดจำความอ่อนโยนที่หนานกู่เยว่มีให้เขา ไม่หักหลังทำร้ายนาง

        “น้องเฟิงกำลังคิดอะไรอยู่หรือ?” ฉีเฉินถามขึ้นกะทันหัน จวินหวงจึงได้สติกลับมาทันที นางหัวเราะพลางส่ายหน้า แล้วพูดชื่นชมความงดงามของทิวทัศน์นอกเมือง

        ตอนที่มาถึงวัดนอกเมืองฝนได้หยุดแล้ว จวินหวงลงจากรถแล้วมองไปรอบๆ รู้สึกว่าที่นี่ดูวังเวงกว่าวัดในเมืองพอสมควร แต่ความรู้สึกแบบนี้ทำให้จิตใจสงบราวกับว่าความกลัดกลุ้มทั้งหมดพลันมลายหายสิ้น

        พอหันหน้ามาก็เห็นหน้าประตูวัดมีคนคนหนึ่งยืนอยู่ เมื่อตั้งใจมองให้ดีถึงเห็นอย่างชัดเจนว่าที่แท้ก็คือหนานสวิน จวินหวงตะลึงเพริดไปชั่วขณะ ในขณะที่นางกำลังประหลาดใจ หนานสวินก็เดินมาแล้ว

        ยังมีฉีเฉินอีกคนที่รู้สึกประหลาดใจเช่นกัน เขาเลิกคิ้วขึ้นมองหนานสวิน “เสด็จพี่ก็มาด้วยหรือนี่ พวกเราช่างมีวาสนาต่อกันจริงๆ”

        หนานสวินไม่ได้อยากจะมีวาสนามาพบพานอะไรอย่างที่ฉีเฉินกล่าวถึง จึงเพียงแค่พยักหน้า สีหน้าเรียบเฉยไม่เปลี่ยนแปลง ฉีเฉินรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย บังเอิญเจ้าอาวาสออกมาพอดี และพาเณรน้อยออกมาต้อนรับฉีเฉิน

        ขณะที่เข้าไปในวัด ฉีเฉินประคองหนานกู่เยว่เดินนำหน้าสุด จวินหวงและหนานสวินค่อยๆ ตามอยู่ด้านหลัง เดินมาได้สักพักจวินหวงอดใจไม่ไหวกล่าวกระเซ้าคนข้างๆ

        “ไม่คิดว่าหวางเหย่จะเชื่อเรื่องเทพ ผี วิญญาณอะไรเทือกนี้ด้วย เอ… หรือว่าที่หวางเหย่ได้ชัยชนะตลอดมาล้วนเป็นคุณูปการของพระพุทธเจ้า”

        หนานสวินสำลักเบาๆ “แค่ว่างจากงานจึงออกมาเดินเล่นเท่านั้น ไม่คิดว่าพวกเจ้าก็มาด้วย”

        จวินหวงยักไหล่ เดินเข้าไปด้านใน ขณะที่เดินผ่านวิหารหลวงก็คิดว่า ไหนๆ ก็มาแล้วควรจะเข้าไปไหว้สักหน่อยดีกว่า จึงหันมาพูดกับเว่ยเฉี่ยนที่อยู่ข้างๆ “เจ้าไปบอกไท่จื่อ ว่าข้าไปเดินเล่นรอบๆ”

        เว่ยเฉี่ยนพยักหน้าแล้วรีบเดินไป จวินหวงตรงเข้าไปในวิหารหลวง หนานสวินก็ไม่คิดจะแยกไปไหนอยู่แล้ว จึงตามนางเข้าไปในวิหารด้วย

        ด้านในของวิหารอบอวลไปด้วยควันธูป พระพุทธรูปปิดทองทั้งองค์ดูราวกับมีชีวิต บริสุทธิ์ผุดผ่องไม่ถูกอาบย้อมด้วยกลิ่นอายโลกีย์ จวินหวงรับธูปมาจากเณรน้อยที่อยู่ด้านข้าง ยกธูปขึ้นจบไหว้พระ ท่าทางเปี่ยมไปด้วยความเคารพบูชา หนานสวินที่ยืนอยู่ข้างๆ มองดูอยู่เงียบๆ สายตาจับจ้องอยู่ที่จวินหวงอยู่ตลอด

        หลังจากกราบนมัสการครบสามครั้ง จวินหวงก็ปักธูปลงในกระถางบนโต๊ะด้านหน้า คุกเข่าบนเบาะรองแล้วโขกศีรษะกับพื้น เรือนผมสีดำที่ไม่ได้มุ่นขึ้นแผ่ลงไปบนพื้น สิ่งที่นางอธิษฐานอยู่ในใจไม่ใช่เพื่ออนาคตที่สดใส ไม่ใช่เพื่อหาเนื้อคู่มาเคียงข้าง แต่ขอให้น้องชายตัวน้อยสุขภาพแข็งแรงและมีความสุข และขอให้นางได้แก้แค้นให้กับแว่นแคว้นและวงศ์ตระกูลได้ในเร็ววัน

        “ข้าให้พระสนมกุ้ยเฟยวางยาพิษองค์จักรพรรดิ” ผ่านไปชั่วครู่ จวนหวงค่อยๆ ลืมตาขึ้นและเอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

        หนานสวินได้ยินเช่นนั้นหัวคิ้วผูกกันแน่นทันที นิ้วมือที่อยู่ภายใต้แขนเสื้อหลวมกำแน่น เขาจะนิ่งเฉยอยู่ได้อย่างไร องค์จักรพรรดิเป็นผู้มีพระคุณดุจดังป๋อเล่อของเขา หากไม่ใช่เพราะองค์จักรพรรดิ เขาจะสามารถขึ้นมาเป็นอ๋องได้อย่างไร และจะได้ออกไปต่อสู้ทำศึกสงครามทั่วทั้งสี่ทิศเพื่อแว่นแคว้นได้อย่างไร

        จวินหวงไม่ได้สนใจความนิ่งเงียบของหนานสวิน นางยังคงพูดต่อไป “เรื่องนี้ข้าคิดดีแล้ว ตงอู๋ตั้งใจจะสงบศึก แต่สันดานทะเยอทะยานเยี่ยงสุนัขป่าอย่างพวกเขา มีหรือจะปล่อยไปแบบนี้? ยิ่งไปกว่านั้น… เวลาของข้าก็เหลือไม่มากแล้ว”

        หนานสวินไม่กล่าววาจาใดออกมาเลย ในลำคอเต็มไปด้วยความขมฝาด เขาหายใจเข้าลึกๆ มองออกไปด้านนอก ที่กลางลานมีต้นไม้สูงตระหง่านอยู่ต้นหนึ่ง ใบไม้ร่วงปกคลุมไปทั่วลาน เณรน้อยหยิบไม้กวาดออกไปกวาดใบไม้ เดินก้าวหนึ่งหยุดก้าวหนึ่งกวาดไปเรื่อยๆ

        ความเงียบของเขาก็คือการยอมรับในวิธีการของจวินหวงอย่างไม่ต้องสงสัย ไม่รู้เพราะเหตุใดความตึงเครียดก่อนหน้านี้ได้หายไปแล้ว นางถอนหายใจด้วยความโล่งอก หันกลับไปมองหนานสวินด้วยดวงตากระจ่างใสงดงาม ใบหน้าแขวนรอยยิ้มบางๆ “ท่านวางใจเถอะ ยานั่นแค่ทำให้คนรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีอันตรายถึงชีวิต” นางกล่าวอย่างสบายใจ

        “ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เจ้าต้องรู้จักระวังความปลอดภัย อย่าให้ใครรู้ได้ นี่เป็นโทษร้ายแรงถึงขั้นตัดหัว ข้ากลัวว่าพอถึงเวลานั้นจะคุ้มครองเจ้าไม่ได้” หนานสวินกล่าวเรียบๆ

        จวินหวงหัวใจเต้นแรงขึ้น สีหน้าเริ่มแดงระเรื่อ นางรีบหันหน้าไปด้านข้างไม่มองเขาอีก สูดลมหายใจลึกๆ แล้วผ่อนช้าๆ ระงับระลอกคลื่นที่โหมซัดอยู่ภายในใจ สักพักก็ยืนขึ้น ยกมือปัดๆ รอยยับบนอาภรณ์

        เมื่อนางหันมากลับยังเห็นสายตาที่ลึกซึ้งของหนานสวินมองตนเองอยู่ นางตอบรับสายตาของหนานสวินอย่างเปิดเผย แต่ทว่าในใจกลับเหมือนอยู่ในม่านหมอกทึบ ผ่านไปครู่ใหญ่หนานสวินถึงเบนสายตาออกไป และเดินออกจากวิหารหลวงไปก่อน จากนั้นจวินหวงก็เดินตามไป



ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ลิขิตหงสาเหนือปฐพี” :https://bit.ly/2QkkL9l

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/1275

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม