0 Views

        “คุณชายเป็นอะไรหรือไม่?” ฉีเฉินเดินมาถึงด้านหน้าของจวินหวง ความอ่อนเปลี้ยปรากฏชัดบนใบหน้า

        จวินหวงส่ายหน้า นางกระแอมในคอแล้วหันมามองหนานกู่เยว่ที่อยู่ด้านข้างด้วยรอยยิ้ม “วันนี้ผู้น้อยมาเพื่อแจ้งเรื่องพระเชษฐาของพระชายา”

        “พี่ชายข้าหรือ? พี่ชายข้าเป็นอะไร?” หนานกู่เยว่นิ่วหน้าถามด้วยความกังวล กลัวว่าหนานจี๋หานจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น

        “พระชายาโปรดวางพระทัย องค์ชายไม่ได้เป็นอะไร เพียงแค่เขาจะกลับหนานมู่แล้ว แต่เพราะมีธุระจึงไม่สามารถมาบอกพระชายาด้วยตนเองได้ จึงไหว้วานให้ผู้น้อยมาแจ้ง พระชายาจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง” จวินหวงค่อยๆ พูด

        หนานกู่เยว่ฟังแล้วน้ำตาก็ค่อยๆ รื้นขึ้นมาเต็มกรอบดวงตา รู้สึกเศร้าสลดยากที่จะควบคุมตนเองได้ ร่างกายซวนเซเกือบจะหน้ามืดล้มลง จวินหวงคิ้วขมวด ตอนที่ฉีเฉินเข้ามาประคองหนานกู่เยว่ นางก็เข้ามาให้คำแนะนำ “ฝ่าพระบาทพาพระชายาไปนั่งก่อน ผู้น้อยจะตรวจชีพจรให้พ่ะย่ะค่ะ”

        ฉีเฉินพยักหน้า “เช่นนั้นก็ต้องขอบคุณคุณชายเป็นอย่างสูง” พูดจบก็พาหนานกู่เยว่กลับเข้าไปในศาลา จวินหวงรีบตามเข้าไป

        หลังจากฉีเฉินประคองให้หนานกู่เยว่นั่งลงแล้ว นางถึงนั่งลงฝั่งตรงข้าม ล้วงเอาผ้าเช็ดหน้าวางบนข้อมือของหนานกู่เยว่ จากนั้นจึงยื่นมือเข้าไปช่วยตรวจชีพจรให้นาง

        นางเลิกคิ้วขึ้นคล้ายฉงน ในที่สุดก็หัวเราะเสียงดังออกมา รู้สึกยินดีกับพวกเขาจากใจจริง “ขอแสดงความยินดีกับฝ่าพระบาทด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

        ฉีเฉินมองจวินหวงอย่างมึนงง รอนางพูดประโยคถัดไป

        “พระชายาทรงพระครรภ์แล้ว เพียงแค่สุขภาพอ่อนแอเล็กน้อย เดี๋ยวผู้น้อยจะไปจัดยาบำรุงครรภ์มาเพื่อปรับสภาพร่างกายให้”

        ฉีเฉินได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มจนหางตาเพิ่มริ้วอีกหลายเส้น หนานกู่เยว่ที่พิงอยู่ในอ้อมแขนของเขาก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น ยื่นมือออกไปลูบหน้าท้องน้อยๆ ที่ยังไม่นูนออกมา ใบหน้าระคนไปด้วยความยินดีและประหลาดใจ

        ฉีเฉินกระซิบพูดที่ข้างหูหนานกู่เยว่เบาๆ ดูไปแล้วคล้ายกับคู่พระคู่นางที่เหมาะสมกันทีเดียว จวินหวงค่อยๆ ถอยออกไปจากศาลาเงียบๆ ทิ้งเพียงความว่างเปล่าเหลือเอาไว้ให้พวกเขา

        เช้าวันต่อมา จวินหวงเพิ่งจะตื่นนอนได้ไม่นาน ฉีเฉินก็มาหาที่เรือนข้างด้วยตนเอง จวินหวงรู้สึกตระหนกในความกรุณานั้นเล็กน้อย ไม่รู้ว่าเขาต้องการจะทำอะไร

        นางเดินออกไปก็เห็นมีเสื้อผ้าแพรต่วนและเครื่องประดับของมีค่าจำนวนหนึ่งวางอยู่ในสวน นางมุ่นคิ้วถามด้วยความสงสัยทันที “ฝ่าพระบาทนี่มันอะไรกันหรือ?”

        ฉีเฉินยังคงดื่มด่ำกับความตื่นเต้น อดไม่ไหวต้องเดินเข้าไปจับมือของจวินหวงไว้ “หากไม่ใช่เพราะคุณชาย เปิ่นหวางก็ยังไม่รู้ว่าหนานกู่เยว่ตั้งครรภ์ นอกจากนี้คุณชายยังถือว่าเป็นพ่อสื่อให้กับเปิ่นหวางและหนานกู่เยว่ ของพวกนี้ยังไม่เพียงพอที่จะบรรยายความรู้สึกขอบคุณของเปิ่นหวางได้ด้วยซ้ำ หากคุณชายมีความประสงค์ต้องการสิ่งใด ก็บอกมาได้เลย”

        จวินหวงมองเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความยินดีของคนที่กำลังจะเป็นพ่อคนครั้งแรกอย่างฉีเฉิน หนึ่งคืนผ่านไปแล้วยังคงยิ้มแก้มปริอยู่เหมือนเดิม มือที่กุมมือของจวินหวงไว้แรงเยอะไม่เบา จวินหวงพยายามแกะอย่างไรก็ไม่หลุดเลยปล่อยไว้ตามแต่ใจเขา

        ผ่านไปครู่หนึ่งดูเหมือนว่าฉีเฉินจะนึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ จึงปล่อยมือจวินหวง กระแอมขึ้นมาแล้วกล่าวว่า “ตอนแรกพระชายาอยากจะไปส่งพี่ใหญ่ด้วยตนเอง แต่ตอนนี้นางมีครรภ์อยู่ ไม่สะดวกเดินทาง เปิ่นหวางเห็นว่าคุณชายกับพี่ใหญ่มีความสัมพันธ์ต่อกันไม่เลว หากคุณชายสะดวกจะรบกวนคุณชายออกไปส่งเขาแทนพวกเราสองคน”

        จวินหวงฟังแล้วก็พยักหน้า พอดีในตอนนั้นนางมองเห็นบรรยากาศอันเงียบสงบภายในสวน ชั่วขณะนั้นในหัวใจเกิดความรู้สึกที่ไม่อาจบรรยายออกมาได้ เพียงแค่เห็นแล้วก็เคลิ้มไปเล็กน้อย ฉีเฉินรู้จักจวินหวงดี ว่านางเป็นคนรักความสงบแบบนี้เป็นที่สุด ใจของนางโปร่งใสยิ่งกว่าใครๆ อีกอย่างด้วยความเป็นห่วงชายารักไม่คิดจะอยู่นานจึงเดินออกไป กว่าจวินหวงจะได้สติกลับมา ฉีเฉินก็ไปนานแล้ว ไม่มีทิ้งร่องรอยใดๆ ในเรือนข้างมีแต่เว่ยเฉี่ยนที่กอดกระบี่ยืนพิงต้นเสาอยู่ สีหน้าภายใต้แสงอาทิตย์อ่อนๆ ในยามเช้ามองเห็นไม่เด่นชัดเท่าไรนัก

        จนกระทั่งฉีเฉินให้คนมาแจ้งกำหนดการกลับที่แน่นอนของหนานจี๋หาน จวินหวงถึงเดินลงมาจากระเบียงเข้าไปในสวน ยกชาขมขู่ติงที่สาวใช้ชงไว้ให้ขึ้นมาชิมหนึ่งคำความขมขื่นกระจายไปทั่วทั้งปาก แต่หัวคิ้วของนางกลับไม่กระดิกด้วยซ้ำ

        ไม่นานนักก็มาถึงวันที่หนานจี๋หานเดินทางกลับ ไม่ว่าอย่างไรเขาก็เป็นองค์ชายของแคว้นหนึ่ง จักรพรรดิย่อมดำเนินการจัดเตรียมอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้เขา พระองค์คิดจะให้องครักษ์จำนวนมากเดินทางไปส่ง แต่ถูกหนานจี๋หานทัดทานไว้ เนื่องจากไม่ต้องการให้เกิดความยุ่งยาก และตอนที่เขามาก็พาคนมาด้วยไม่น้อย

        การปรากฏตัวของจวินหวงอยู่เหนือความคาดหมายของเขา เดิมทีเขาเดินทางไปพักไปเพื่อรอหนานกู่เยว่ ใครจะรู้ว่ากลับกลายเป็นจวินหวง เวลานั้นเขาดีใจมากจนลืมน้องสาวอย่างหนานกู่เยว่ไปในบัดดล

        “คุณชายท่านมาได้อย่างไร?” ความรู้สึกยินดีบนใบหน้าของหนานจี๋หานไม่อาจปิดบังไว้ได้ เขาพลิกกายลงจากม้าเข้ามาหาจวินหวงทันที

        “มาส่งองค์ชายแทนพระชายา” กล่าวจบจวินหวงก็ลงจากม้า เดินเคียงหนานจี๋หานค่อยๆ เดินไปข้างหน้า

        ในเวลานี้ได้มาถึงเส้นเขตชายแดนเป่ยฉี ด้านหนึ่งเป็นทะเลทราย อีกด้านหนึ่งเป็นพื้นที่สีเขียวกลางทะเลทราย ในพื้นที่สีเขียวมีวัวและแพะรวมกันอยู่ฝูงหนึ่ง แต่ในฝั่งที่เป็นทะเลทรายมีเพียงดินทรายสีเหลืองอันเวิ้งว้าง มองไม่เห็นสิ่งมีชีวิตใดๆ

        ด้านบนคือท้องฟ้าอันไร้ขอบเขต มีห่านป่ากางปีกบินผ่านเป็นครั้งคราว เสียงร้องแสบหูชวนให้รู้สึกรำคาญ

        หลังจากเดินไปสักพัก หนานจี๋หานมองจวินหวงแล้วถามขึ้น “ที่น้องหญิงไม่มาเพราะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับนางหรือไม่?”

        จวินหวงส่ายหน้า “เรื่องมงคล ตอนนี้พระชายาทรงพระครรภ์แล้ว องค์ชายควรจะรู้สึกยินดีกับพระชายาถึงจะถูก”

        หนานจี๋หานฟังแล้วก็อึ้งงัน พูดไม่ออกอยู่นาน ในที่สุดก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา สีหน้าเต็มไปด้วยความยินดี “จริงหรือ?”

        “แน่นอน” จวินหวงมองหนานจี๋หานแล้วก็ยิ้มหัวเราะเบาๆ แววตากระจ่างใสสงบนิ่ง เพียงชั่วพริบตาก็เบนสายตาทอดมองไปยังสถานที่ห่างไกลเสียแล้ว

        คนเช่นนี้กลับทำให้หนานจี๋หานลืมไม่ลง ในหัวใจของเขาเหมือนกับแมวข่วน หรืออาจจะมีลิงนั่งเกาหูเกาแก้มอยู่ตัวหนึ่ง ทำให้เขาไม่อาจสงบนิ่งได้

        การตั้งครรภ์ของหนานกู่เยว่ถือว่าเป็นข่าวดีสำหรับเขา ก่อนหน้านี้เขายังเป็นกังวล ว่าด้วยนิสัยของนาง นางอาจจะไปล่วงเกินและสร้างศัตรูกับอนุชายาคนอื่นๆ ของฉีเฉิน มาตอนนี้นางมีครรภ์แล้ว คิดว่าคงไม่มีใครกล้ามาทำอะไรนาง

        นอกจากนี้นี่คือลูกคนแรกของฉีเฉิน ไม่ว่าอย่างไรฉีเฉินก็ต้องคุ้มครองความปลอดภัยของนาง รอจนเด็กคลอดออกมา ก็จะไม่มีใครแตะต้องหนานกู่เยว่ได้อีก ต่อไปนางก็มีที่พึ่งพิงแล้ว ดีจริงๆ

        ยิ่งคิดได้อย่างนี้อารมณ์ของเขาก็ยิ่งฮึกเหิม ยิ่งได้เห็นแววตาที่กระจ่างใสสงบนิ่งของจวินหวงก็ยิ่งรู้สึกดีมาก เมื่อคืนเขานอนคิดมาคิดไป จากการที่เขาได้สัมผัสกับจวินหวงในช่วงเวลาที่ผ่านมา เขาแน่ใจแล้วว่าตนเองไม่ได้คิดกับจวินหวงในแบบสหาย แต่เป็นความรู้สึกที่ลึกซึ้งไปกว่านั้น เป็นความรู้สึกที่เขาเองก็ลำบากใจ บางครั้งเขาก็อยากให้จวินหวงมีฐานะเป็นสตรี เขาจะได้ไม่ต้องกังวลกับความรู้สึกของตนเองเยี่ยงนี้

        เท่าที่ได้สัมผัสกับนางในช่วงเวลาหนึ่ง หนานจี๋หานรู้ถึงความดีงามและความจริงใจของนาง ความเฉียบแหลมและมองการณ์ไกลของนางทำให้เขาต้องยอมสวามิภักดิ์ให้ แล้วแบบนี้จะไม่ให้เขาตกหลุมรักคนอย่างนางได้หรือ?

        คิดไปคิดมาเขายิ่งรู้สึกว่าตนเองใกล้วิปลาสเข้าไปทุกที ในใจของตนรู้ดีว่าจวินหวงไม่ยอมไปกับเขาแน่นอน ยิ่งรู้ดีว่าสิ่งที่ตนเองคิดมันขัดต่อจารีตประเพณี เดิมทีเขาตัดสินใจเก็บความรู้สึกเอาไว้ในใจ แต่… จวินหวงมาแล้ว

        หากนางไม่มา เขายังคงเก็บความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่เต็มอกเอาไว้ข้างในได้… คนเราก็เป็นอย่างนี้เอง รู้อยู่เต็มอกว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร แต่ก็ยังถามอย่างโง่งมครั้งแล้วครั้งเล่า และทุกครั้งก็ต้องมาเจ็บหนักกับคำตอบที่ได้รับ

        หลังจากที่หนานจี๋หานใจลอยอยู่นาน ก็หยุดยืนหันไปมองจวินหวง จวินหวงเห็นเขาหยุดก็หยุดด้วย นึกว่าหนานจี๋หานจะมีคำพูดฝากฝังอะไรเป็นครั้งสุดท้าย จึงคอยฟังเขาเอ่ยปากอยู่เงียบๆ

        “คุณชายตัดสินใจแล้วจริงๆ หรือ?” หนานจี๋หานเอ่ยปากด้วยใจตุ้มๆ ต่อมๆ

        จวินหวงฟังแล้วก็เห็นแววตาของหนานจี๋หานที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย เรื่องนี้พูดถกกันมาหลายครั้ง นางคิดว่าหนานจี๋หานรู้คำตอบตั้งแต่ต้นแล้ว ไม่คิดว่าเขาจะถามขึ้นมาอีกครั้ง

        เขาไม่ให้โอกาสจวินหวงได้ตอบคำถามก็กล่าวต่อไปอีก “เหตุใดคุณชายไม่กลับไปกับเปิ่นหวาง อยู่ที่นี่มีอะไรต้องเป็นห่วง? แคว้นที่แข็งแกร่งย่อมไม่ขาดปัญญาชน แคว้นของข้าแม้จะเล็ก แต่ไม่ปิดกั้นความสามารถของคุณชาย วันข้างหน้าเปิ่นหวางได้ขึ้นเป็นจักรพรรดิ เปิ่นหวางสัญญาว่าคุณชายจะได้รับตำแหน่งที่อยู่ใต้คนเพียงคนเดียวแต่อยู่เหนือคนนับหมื่น ตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีของหนานมู่จะเป็นของคุณชายเท่านั้น”

        “เดิมทีข้านึกว่าท่านจะเข้าใจความคิดของข้าแล้ว ข้าวางแผนกลยุทธ์ให้กับฉีอวิ๋นไม่ได้เพราะกระหายอยากจะได้ตำแหน่งขุนนางใดๆ หากข้าต้องการทำเพื่ออำนาจเกียรติชื่อเสียง หรือต้องการได้รับการบันทึกชื่อในประวัติศาสตร์ ข้าคงจะไม่ได้ทำดังเช่นที่ทำอยู่ในตอนนี้” จวินหวงกล่าวพลางหัวเราะเบาๆ

        “เปิ่นหวางไม่เข้าใจความคิดของคุณชายจริงๆ เหตุใดคุณชายไม่อธิบายให้เปิ่นหวางเข้าใจเล่า?” หนานจี๋หานร้อนใจ เดินเข้ามาคว้าแขนจวินหวงเอาไว้ ระหว่างการยื้อยุดแขนของจวินหวงถูกข่วนจนเป็นแผลมีเลือดออก

        “พวกเราต่างอยู่คนละเส้นทาง ไยองค์ชายต้องฝืนใจไม่ยอมรับด้วยเล่า? อีกอย่างพวกเรามีพันธสัญญากันแล้ว วันหน้าหากองค์ชายต้องการใช้ผู้น้อย ผู้น้อยก็จะพยายามช่วยเหลือองค์ชายสุดความสามารถ องค์ชายไม่ควรทำให้ผู้น้อยลำบากใจด้วยการพาผู้น้อยกลับไปด้วย”

        จวินหวงหายใจลึกๆ ความเจ็บปวดจากแผลที่แขนทำให้นางเสียสมาธิ ในเวลานี้พิษในร่างกายของนางเริ่มจะแผลงฤทธิ์ออกมาอีกแล้ว

        ในเวลานี้ดวงตาของหนานจี๋หานแดงก่ำ ไหนเลยจะมองเห็นความทุกข์ทรมานบนใบหน้าของจวินหวงได้ ในระหว่างที่ยื้อยุดฉุดกระชากกันนั้นเขาใช้แรงเยอะมาก ไม่ได้ยินคำอธิบายเหตุผลของจวินหวงใดๆ ทั้งสิ้น แม้ว่านางจะกล่าวด้วยน้ำใสใจจริงก็ตาม

        จวินหวงดิ้นไม่หลุด หัวคิ้วขมวดเครียด สุดท้ายสุดขีดความอดทนแล้วจริงๆ นางจึงสูญเสียความเยือกเย็นสง่างามทั้งหมดที่เคยมี พูดกับเขาด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว “ผู้น้อยไม่อยากไปหนานมู่กับองค์ชาย หากองค์ชายยังยืนกรานเช่นนี้ก็ไม่มีพันธมิตรระหว่างเราอีกต่อไป”

        หนานจี๋หานฟังแล้วก็ตะลึงงัน ปล่อยแขนของจวินหวงทันที จวินหวงได้รับอิสระสมดังตั้งใจก็ถอยหลังติดต่อกันหลายก้าว ความระแวงไม่ไว้ใจที่เผยชัดบนใบหน้าของนางบาดลึกในหัวใจของหนานจี๋หาน

        ในหัวใจของเขามีความจริงใจเพียงจันทร์กระจ่าง แต่น่าเสียดายแสงที่เจ้าฉาบฉายกลับกลายเป็นความเศร้า

        เพื่อให้คุยกันสะดวกขึ้น ทั้งสองคนจึงแยกตัวออกมาจากคนกลุ่มใหญ่ เขามองไปรอบๆ ที่นี่ไม่มีใครอื่นนอกจากเขา นาง และเหล่าองครักษ์เงาที่ซุ่มตัวอยู่รอบๆ ฉับพลันแรงปรารถนาอันแรงกล้าก็เกิดขึ้นในใจ ครั้งนี้เขาจะไม่ให้โอกาสใดๆ กับจวินหวงอีก เขาเดินตรงเข้าไปคว้าข้อมือจวินหวงอีกครั้ง

        จวินหวงไม่รู้ว่าเขาคิดจะทำสิ่งใดขึ้นมาอีก จึงขัดขืนต่อสู้สุดกำลัง นางรู้สึกถึงกลิ่นคาวเลือดพวยพุ่งขึ้นมาจุกอยู่ที่หน้าอก สีหน้าของนางย่ำแย่ถึงขีดสุด ครานี้หนานจี๋หานสังเกตเห็นอย่างชัดเจน ใจเขาอยากจะถามนางว่านางเป็นอะไรหรือไม่ แต่ก็กลัวว่านางอาจจะแกล้งทำเพื่อให้เขาตายใจ เวลานี้เขาจึงไม่กล้าบุ่มบ่ามทำอะไร

        ผ่านไปครู่หนึ่งสีหน้าของจวินหวงค่อยๆ ผ่อนคลายลงเล็กน้อย หนานจี๋หานขยิบตาให้องครักษ์เงาที่ยืนซุ่มอยู่ด้านข้าง อาศัยจังหวะทีเผลอ องครักษ์ลับลอบเข้ามาด้านหลังแล้วยกสันมือฟาดลงไปที่ต้นคอด้านหลังของนาง จวินหวงรู้สึกมึนงง วิสัยทัศน์การมองเห็นเริ่มเลือนราง แต่ยังคงพยายามขืนตัวจะผลักตัวหนานจี๋หานออกไป

        หนานจี๋หานกลัวว่าจวินหวงจะทำร้ายตัวเอง จึงไม่กล้าปล่อยมือจากนาง ไม่นานนักดวงตาทั้งคู่ของจวินหวงจึงพลิกกลับ แล้วหมดสติไปในที่สุด หนานจี๋หานพุ่งเข้าไปรับตัวนางไว้

        “องค์ชายตัดสินใจจะพาคุณชายเฟิงไปทั้งอย่างนี้จริงๆ หรือ? หากรัชทายาทฉีเฉินรู้เข้า…” หนึ่งในเหล่าองครักษ์เงาเอ่ยถามขึ้น

        “หุบปากเดี๋ยวนี้” เขาตวาดองครักษ์ที่เพิ่งเอ่ยปากถามเมื่อครู่ แล้วกวาดตามองเหล่าองครักษ์เงาทุกคนด้วยสายตาเย็นเยียบ เมื่อเห็นว่าไม่มีใครเอ่ยปากอะไรออกมาแล้ว จึงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว

        “พวกเจ้าจงจำเอาไว้ให้ดี คุณชายเฟิงเป็นผู้ออกปากจะไปเอง หากใครกล้าพูดจามั่วซั่ว เปิ่นหวางจะตัดลิ้นมันผู้นั้น”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ลิขิตหงสาเหนือปฐพี” :https://bit.ly/2QkkL9l

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/1275

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม