0 Views

        ราตรีนี้หนานจี๋หานยากจะข่มตาหลับลงได้ เรื่องที่จู่ๆ หนานสวินก็เข้ามาต่อยเขา เขาคิดอย่างไรก็คิดไม่ออก ตนเองไม่เคยล่วงเกินหนานสวินมาก่อน เหตุใดอยู่ดีๆ เขาต้องมาต่อยตนเองด้วย

        เรื่องเหล่านี้น่าอายเกินกว่าที่จะบอกให้ผู้อื่นรู้ เขาแค่คิดอยู่ในใจคนเดียวก็พอแล้ว เปลวเทียนส่องประกายในความมืด เขาจ้องมองออกไปด้านนอกอยู่เนิ่นนานถึงพอจะรู้สึกง่วงขึ้นมาบ้าง

        กะพริบตาอีกทีก็เป็นเช้าวันใหม่ ตะวันทอแสงผ่านกรอบหน้าต่างกระดาษเข้ามาในห้อง เบ้าตาของเขายังรู้สึกปวดแปลบๆ

        “องค์ชาย คุณชายเฟิงขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์เงาที่หนานจี๋หานพามาด้วยมาเคาะประตูเรียกด้วยความนบนอบ

        หนานจี๋หานรู้สึกยินดีอย่างเห็นได้ชัด รีบตะกายลุกขึ้นมาจากเตียง พูดกับคนที่อยู่นอกประตูว่า “ยังไม่รีบเชิญคุณชายเข้ามาอีก” หลังจากออกคำสั่งเสร็จก็ลงจากเตียง สวมชุดคลุมตัวนอก หลังจากที่เขาล้างหน้าล้างตาเสร็จ จวินหวงก็เดินช้าๆ ผลักประตูเข้ามา

        จวินหวงยังคงเป็นเหมือนเดิมเช่นทุกครั้ง พบหน้ากันก็ต้องประสานมือคารวะก่อน วันนี้ก็ไม่ยกเว้นเมื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นหนานจี๋หานขอบตาแดงบวมเป่งดูน่าขันมาก นางปิดปากกลั้นหัวเราะ แววตามีรอยยิ้มอย่างอดไม่ได้ “องค์ชายเป็นอะไรไปหรือ”

        หนานจี๋หานเดิมทีก็กลัดกลุ้มอยู่แล้ว เห็นจวินหวงหัวเราะอย่างเห็นเป็นเรื่องสนุกเช่นนี้ ก็เกือบจะหลุดปากไปว่า ‘ก็เป็นฝีมือเจ้าบ้าหนานสวินนั่นน่ะสิ’ แต่สุดท้ายก็หยุดอยู่แค่ริมฝีปากและถูกเขากลืนกลับเข้าไป ริมฝีปากของเขาเปลี่ยนคำพูดกลับมาเป็น “ไม่ได้เป็นอะไรมาก เมื่อคืนตอนที่กลับมาไม่ทันระวัง เลยหกล้มไปเท่านั้น”

        จวินหวงกระดกคิ้วขึ้น เห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อเหตุผลข้างๆ คูๆ ของหนานจี๋หาน แต่นางก็ไม่ได้ซักไซ้อะไรมาก เพียงแค่มองพิจารณาหนานจี๋หานเงียบๆ ก็พบว่านอกจากที่เบ้าตาของเขาแล้ว ก็ไม่พบอาการบาดเจ็บที่อื่น

        “คุณชายอย่ามัวแต่ยืนอยู่เลย มานั่งดื่มชาก่อนเถอะ” หนานจี๋หานรู้สึกเหมือนเพิ่งตื่นขึ้นจากความฝัน เริ่มออกปากต้อนรับจวินหวง เขานั่งลงที่โต๊ะไม้จันทน์ก่อน แล้วยกกาน้ำชาที่เสี่ยวเอ้อชงมาให้แต่เช้าตรู่ขึ้นมา แล้วเทให้จวินหวงด้วยตนเอง และตบๆ ม้านั่งที่อยู่ด้านข้าง

        จวินหวงก็ไม่มีทีท่าจะเกรงใจหนานจี๋หาน เดินตรงเข้าไปนั่งลง ยกชาหลงจิ่งบนโต๊ะขึ้นมาสูดกลิ่น รสชาติขมเฝื่อนแต่เจือด้วยความหอมหวาน น่าจะเป็นชาดีที่มีไม่มาก นางไม่มีความลังเลสักนิดที่จะจิบเข้าไปคำหนึ่ง เพลิดเพลินกับรสชาติหอมหวานที่กรุ่นอยู่ในปาก

        สายตาของหนานจี๋หานจับจ้องอยู่ที่จวินหวง เขารู้สึกว่าทุกอากัปกิริยาท่าทางที่เคลื่อนไหวของจวินหวงล้วนมีเสน่ห์ ทุกการแสดงออกทางสีหน้าไม่ว่าจะทุกข์สุขชอบชังล้วนมีชีวิตชีวา หากจวินหวงเป็นสุรา คงจะเป็นสุราที่มีคนมากมายนับไม่ถ้วนยินดีจะดื่มจนเมามาย แต่นางไม่ใช่ นางเป็นเพียงบุรุษผู้มากด้วยสติปัญญาและกลยุทธ์ต่างๆ มากมาย นางมิได้ดูองอาจห้าวหาญ สิ่งที่นางมีเพียงหนึ่งเดียวคือ ความรู้ความสามารถที่อยู่ในสองมือ

        จวินหวงเหลือบมองกลับมาเห็นหนานจี๋หานกำลังมองตนเองอยู่ก็ขมวดคิ้วมุ่นทันที นางรู้สึกว่าสายตาของหนานจี๋หานไม่ใช่ความรักฉันมิตร แต่มีความคะนึงหาอาลัยอาวรณ์ในแววตา นางเห็นแล้วก็รู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย

        “หากองค์ชายเป็นแบบนี้อยู่ เห็นทีผู้น้อยคงต้องขอลา” จวินหวงบีบถ้วยชาในมือเล่นดูราวกับไม่ได้ใส่ใจ แต่ความจริงในคำพูดมีนัยเตือนสติอยู่

        หนานจี๋หานจึงต้องถอนสายตากลับมา หายใจลึกๆ ก่อนจะหัวเราะไปตามเรื่องแล้วกล่าวว่า “ตอนนี้พวกเราเป็นพันธมิตรกันแล้ว ขอคุณชายโปรดเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่มีใจกว้างขวาง อย่าได้ถือสากับความอยากเปิดหูเปิดตาของเปิ่นหวาง”

        จวินหวงเพียงแค่ยิ้มแล้วนิ่งเงียบ ไม่ว่าหนานจี๋หานจะกล่าวอ้างอะไรก็เพียงเท่านั้น สำหรับนางแล้ว คำพูดของเขาไม่ได้มีความสำคัญอะไร

        ในขณะที่จวินหวงกำลังจะบอกจุดมุ่งหมายที่นางมาในวันนี้ หนานจี๋หานกลับเอ่ยวาจาหน้าตายออกมาอีก

        “คุณชายไม่คิดกลับไปหนานมู่กับเปิ่นหวางจริงๆ หรือ? แม้ว่าหนานมู่จะเทียบเป่ยฉีไม่ได้ แต่เหลี่ยมเล่ห์แผนการน้อยกว่าเป่ยฉีเยอะมาก จะต้องดีกว่าเป่ยฉีของพวกเขามากแน่นอน เหตุใดคุณชายจึงยังยืนกรานที่จะอยู่ในมุมแคบๆ มุมหนึ่งของสถานที่แห่งนี้? หรือว่าหนานมู่ของข้ายังยิ่งใหญ่เทียบกับจวนเฉินอ๋องไม่ได้?”

        จวินหวงดวงตาแข็งกร้าวขึ้นมาทันที นางลุกขึ้นยืนอย่างฉับพลัน วางถ้วยชาในมือกระแทกกับพื้นโต๊ะอย่างแรง น้ำชาในถ้วยกระฉอกออกมาเปียกผ้าต่วนปักลายที่คลุมอยู่บนโต๊ะไม้จันทน์ ไม้จันทน์ที่เปียกน้ำส่งกลิ่นหอมแตะจมูก เมื่อสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ ทั้งร่างกายและจิตใจรู้สึกผ่อนคลายมีความสุข

        นางแสยะยิ้มเย็นเยียบ “ในเมื่อองค์ชายไม่ใส่ใจกับคำพูดของข้า ข้าคิดว่าพวกเราก็ไม่มีอะไรต้องคุยกันอีกแล้ว” พูดจบก็จะเดินออกไปข้างนอกทันที

        ท่าทีของจวินหวงทำให้หนานจี๋หานมึนงงถึงที่สุด นิ่งอึ้งอยู่นาน กว่าเขาจะรู้ตัวจวินหวงก็เดินไปถึงประตูแล้ว เขารีบลุกขึ้นวิ่งเข้าไปขวางจวินหวงไว้ สีหน้าร้อนใจอย่างเห็นได้ชัด

        “คุณชายอย่าเพิ่งโมโห เป็นเปิ่นหวางที่ขาดความยั้งคิดไปเอง ต่อไปจะไม่พูดเรื่องนี้อีกแน่นอน” หนานจี๋หานดึงชายเสื้อของจวินหวงไว้ไม่ให้นางไป

        จวินหวงหายใจลึกๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ แววตาใสกระจ่างมองหนานจี๋หานราวกับจะมองให้ถึงที่สุดถึงจะยอมเลิกรา ผ่านไปครู่หนึ่งนางถึงเอ่ยปากเรียบๆ “วันนี้ที่มารบกวนเพราะข้านัดกับองค์ชายสี่ไว้ หากองค์ชายมีเวลา พวกเราก็ควรจะไปเจอกันสักครั้ง”

        หนานจี๋หานพยักหน้า “ได้ คุณชายกล่าวมีเหตุผล พวกเราพบกันเร็วหน่อยก็ดี”

        “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ องค์ชายก็ตามผู้น้อยไปเถิด” พูดจบก็เดินออกไปจากห้องก่อน หนานจี๋หานรีบตามไปทันที ราวกับกลัวว่าหากตนเองช้าไปสักนิดจะทำให้จวินหวงไม่พอใจ

        ความจริงแล้วหนานจี๋หานยังไม่เคยพบกับฉีอวิ๋น งานเลี้ยงในวังครั้งที่แล้วฉีอวิ๋นแจ้งว่าป่วยจึงไม่มาร่วมงาน ดังนั้นในใจของหนานจี๋หาน ฉีอวิ๋นเป็นเพียงองค์ชายอ่อนแอขี้โรคพึ่งพาไม่ได้คนหนึ่งเท่านั้น เขาอยากจะเห็นจริงๆ ว่าองค์ชายแบบไหนที่สามารถทำให้จวินหวงยินยอมพร้อมใจจะรั้งอยู่ในสถานที่แห่งนี้

        เมื่อมาถึงหอสุราที่มาอยู่เป็นประจำ จวินหวงก็ก้มศีรษะลงพูดกับเสี่ยวเอ้อสองสามประโยค เสี่ยวเอ้อรับคำแล้วก็สะบัดผ้าสีขาวที่พาดอยู่บนไหล่ พริบตาเดียวเขาก็ออกไปแบบไม่ทิ้งร่องรอย

        พวกเขาขึ้นไปห้องเล็กที่ชั้นสอง ไม่นานเสี่ยวเอ้อก็มาเคาะประตู ด้านหลังของเขามีคุณชายผู้สง่างามสวมอาภรณ์แพรต่วนสีม่วง ด้านหน้าของพัดที่ถืออยู่ในมือมูลค่ามิอาจประเมินได้ น่าจะเป็นลายมือของบรรพจารย์ที่เขียนทิ้งเอาไว้ก่อนจะล่วงลับ ผู้ที่ถือพัดแบบนี้จะต้องเป็นผู้ที่เห็นคุณค่าเหนือกว่าความงดงามที่อยู่ในมือ

        ไม่ว่าอย่างไรหนานจี๋หานก็คิดไม่ถึงว่าชายหนุ่มที่ตนเองได้ยินใครๆ พูดกันว่าร่างกายอ่อนแอ โดนแม้กระทั่งลมยังไม่ได้ จะมีรูปลักษณ์แบบนี้ จึงมองตาค้างไปชั่วขณะ

        ในขณะที่หนานจี๋หานยังอึ้งงันไม่ได้สติ จวินหวงก็ยืนขึ้นเดินเข้าไปต้อนรับ ยิ้มทักทายปราศรัยกัน

        ตอนที่หนานจี๋หานรู้สึกตัวได้สติกลับมา ฉีอวิ๋นก็เดินมาอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว พร้อมรอยยิ้มที่อ่อนโยนดั่งสายลมฤดูวสันต์ เป็นสุภาพชนผู้อ่อนน้อมสะดุดตาผู้คน ดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มระยิบระยับฉ่ำพราวราวกับมีน้ำกลิ้ง งดงามดุจดั่งดอกเถาฮวา[1]

        “ผู้น้อยฉีอวิ๋นได้ยินคำกล่าวขวัญถึงองค์ชายมานานแล้ว วันนี้เมื่อได้พบหน้าถึงรู้ว่าองค์ชายมีบุคลิกโดดเด่นอย่างแท้จริง มิได้มีลักษณะหยาบกร้านดิบเถื่อนเช่นชาวหนานมู่คนอื่นๆ เลย” ฉีอวิ๋นคารวะอย่างมีมารยาทและเอ่ยปากเบาๆ น้ำเสียงเต็มไปด้วยการสรรเสริญเยินยอ ทำให้คนฟังเข้าไปไม่ถึงความหมายที่แฝงอยู่ในถ้อยคำเหล่านั้น

        จวินหวงนั่งอยู่ด้านข้างเลิกคิ้วมอง คนทั้งสองเพิ่งพบหน้ากันก็มีกลิ่นดินปืนตะหงิดๆ แล้ว นางเอามือเท้าศีรษะไว้เตรียมรอชมว่าหนานจี๋หานจะจัดการโต้กลับไปอย่างไร

        เดิมทีหนานจี๋หานก็ไม่ค่อยพอใจฉีอวิ๋นเพราะเรื่องจวินหวงอยู่แล้ว มาตอนนี้ยังมาได้ยินคำพูดที่ซ่อนความหมายให้ตีความเอาเองในน้ำคำของฉีอวิ๋นอีก ย่อมไม่รู้สึกยินดีแน่นอน แค่นเสียงเย็นชาพ่นออกมาทางจมูก บอกให้เสี่ยวเอ้อวางสุราลงแล้วออกไป จากนั้นถึงค่อยลุกขึ้นยืนประสานมือคำนับ และกล่าวอย่างไม่ช้าไม่เร่ง

        “ผู้น้อยก็ได้ยินกิตติศัพท์ขององค์ชายมานานเช่นกัน เดิมทีนึกว่าจะเป็นเพียงองค์ชายว่างงาน ปราศจากภูมิปัญญาอันยิ่งใหญ่ ใฝ่ใจเพียงขุนเขากับสายน้ำ แต่ไม่ทราบว่าองค์ชายใช้ปรีชาญาณข้อใด ถึงรู้สึกว่าตนเองสามารถเทียบเทียมกับฉีเฉินได้? หรือองค์ชายเพียงคิดตื้นๆ ว่า ค่แก้แค้นพวกเขาสองแม่ลูกที่ทำร้ายพระมารดาของท่านจนถึงแก่ความตายได้แล้ว ท่านก็หมดเสี้ยนหนามแล้วเช่นนั้นหรือ?”

        ฉีอวิ๋นดวงตาเย็นเยียบขึ้นมาทันที แม้แต่จวินหวงก็อดหน้าตึงคิ้วย่นไม่ได้ ไม่คิดว่าหนานจี๋หานจะพุ่งมาประเด็นนี้โดยตรง คำพูดก็ไม่ขัดเกลาวาทศิลป์สักนิด ปากคอเราะร้ายทีเดียว

        บรรยากาศรอบข้างมีกลิ่นดินปืนอันน่าอึดอัดขยายตัวแผ่ซ่านรอการประทุขึ้นมาอย่างฉับพลัน จวินหวงสังเกตเห็นฉีอวิ๋นออกแรงบีบพัดที่อยู่ในมือหนักขึ้น จนข้อนิ้วปรากฏให้เห็นเส้นเลือดเขียวปูดโปนออกมา นางรู้สึกกังวลจริงๆ กลัวว่าทั้งสองคนจะใช้กำลังกัน ขณะที่นางคิดจะยืนขึ้นเพื่อยุติบรรยากาศอันน่าอึดอัดนี้ลง ก็ได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ ขึ้นมาเสียงหนึ่งของฉีอวิ๋น ความกังวลที่แขวนอยู่ในใจค่อยๆ กลับลงมา รู้สึกโล่งใจได้ในที่สุด

        ‘ดีที่เขายังสามารถหัวเราะออกมาได้ อย่างนี้คงไม่มีปัญหาใหญ่อะไรแล้ว’ นางกล่าวในใจ

        ฉีอวิ๋นหรี่ตาลงมองหนานจี๋หานดูคล้ายว่ายิ้มแต่ไม่ใช่ นิ่งเฉยไม่กล่าววาจาใดๆ สักประโยค ตรงไปนั่งลงที่ด้านหนึ่ง ยกสุราที่จวินหวงเทไว้ให้ขึ้นมาดื่ม หนานจี๋หานอึ้งไปเล็กน้อย ไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดฉีอวิ๋นจู่ๆ ก็เงียบไปไม่กล่าวอะไรแล้ว เขาขมวดคิ้วยุ่ง ในที่สุดก็นั่งลง ดวงตาทั้งคู่จ้องอยู่ที่ร่างฉีอวิ๋น ราวกับจะมองให้ขาดว่าเขามีดีตรงไหนให้จวินหวงอาลัยอาวรณ์

        เขาจ้องมองอยู่เป็นเวลานาน จากสายตาที่พยายามสืบค้นความจริงได้เปลี่ยนแววไปแล้ว จู่ๆ ฉีอวิ๋นก็เงยหน้าขึ้นมองตาหนานจี๋หานตรงๆ หนานจี๋หานตกใจจนแทบกระโดดหนี แววตาของฉีอวิ๋นเย็นเยียบน่ากลัวเหลือเกิน เขาอดรู้สึกหนังศีรษะชาขึ้นไม่ได้

        “องค์ชายอยากได้ยินผู้น้อยตอบว่าอย่างไรหรือ? เฮอะ! คุณชายเฟิงอุตส่าห์ลดตัวลงมาเป็นผู้แนะนำ ข้าว่าก็ดูธรรมดาพื้นๆ เท่านั้นเอง” ฉีอวิ๋นวางจอกสุราในมือลง รอยยิ้มเยาะหยันอย่างที่สุด

        หนานจี๋หานได้ยินเช่นนั้นก็ตบโต๊ะลุกขึ้นมา ชี้หน้าฉีอวิ๋นแล้วกล่าวว่า “เหตุใดหวางเหย่จึงต้องพูดจาให้ร้ายผู้อื่นเช่นนี้ด้วย? ข้าก็เพียงแค่พูดเรื่องจริง หวางเหย่ยังไม่ทันแก้ต่างก็กล่าวหาข้าเช่นนี้แล้วหรือ?”

        ในช่วงเวลานั้นสถานการณ์เข้าขั้นคับขัน ความเงียบราวกับเป็นเกราะกำบังในชั้นบรรยากาศที่ไม่อาจถูกทำลายลงได้ จวินหวงที่ดูเหตุการณ์อยู่ขมวดคิ้วมุ่นไม่คลาย เริ่มคิดว่าตนเองคิดถูกหรือไม่ที่ให้ทั้งสองคนมาพบกัน

        “องค์ชายรู้หรือไม่ว่าสิ่งใดหมายถึงแว่นแคว้น สิ่งใดหมายถึงใต้หล้า?” จู่ๆ ฉีอวิ๋นก็เปลี่ยนเรื่องสนทนากะทันหัน ดวงตาจับจ้องหนานจี๋หาน สีหน้าของเขาไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย

        “เฮอะ! ไม่เห็นจะยากตรงไหน รากฐานของแว่นแคว้นก็คือครอบครัว ความยิ่งใหญ่ของใต้หล้าก็มาจากหลายๆ แว่นแคว้นมารวมตัวกัน ใต้หล้ามีจุดเริ่มต้นมาจากแว่นแคว้น ความเจริญรุ่งเรืองแห่งแว่นแคว้นก็มาจากครอบครัว” หนานจี๋หานเลิกคิ้วขึ้นกล่าวอธิบายอย่างฉะฉานมีหลักการ ใบหน้าที่มองมาที่ฉีอวิ๋นเห็นได้ชัดว่าเต็มไปด้วยการท้าทาย

        ฉีอวิ๋นฟังแล้วก็ส่ายหน้า ยกสุราใสบนโต๊ะขึ้นดื่มคำหนึ่ง หลังจากนั้นครู่หนึ่งถึงค่อยๆ คลี่ริมฝีปากเอ่ยวาจา “องค์ชายอาจจะเข้าใจความหมายของแว่นแคว้นและใต้หล้าผิดไปแล้ว”

        “ข้ากำลังรอฟังความอยู่”

        “รากฐานแห่งแว่นแคว้นคือประชาชน แว่นแคว้นคือป้อมปราการที่ปกป้องประชาชน แต่ประชาชนคือจุดเริ่มต้นของแว่นแคว้น แม้ใต้หล้าจะกว้างใหญ่ แต่สุดท้ายก็เป็นเพียงสถานที่อยู่อาศัยของปวงชน ผู้เป็นกษัตริย์ควรจะสร้างประโยชน์สุขให้แก่ไพร่ฟ้า เห็นประชาเป็นสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด มิเช่นนั้นแล้วจะคู่ควรแก่การเป็นกษัตริย์ได้อย่างไร?”

        หนานจี๋หานกลายเป็นบื้อใบ้ ในหูไม่ได้ยินเสียงใดๆ ไปชั่วขณะ ผ่านไปชั่วครู่เขาจึงยื่นมือออกมาตบๆ หน้าของตนเอง สีหน้าเผยความรู้สึกชื่นชมออกมาให้เห็นเป็นครั้งแรก “หวางเหย่องอาจกล้าหาญมีอุดมการณ์ ผู้น้อยรู้สึกเลื่อมใส เพียงแต่ก็นึกอยากรู้เป็นอย่างยิ่งว่าบุคคลเช่นหวางเหย่ เพราะเหตุใดจึงมีใจหมายในราชบัลลังก์?”

        “จิตใจย่อมนำมาซึ่งหนทาง เหตุผลง่ายๆ มีเพียงสองประการ ประการแรก พี่รองไม่เหมาะสมที่จะปกครองใต้หล้าที่กว้างใหญ่ แว่นแคว้นมีประชาชนเป็นรากฐาน หากเขาไม่สนใจไยดีประชาชน แคว้นเป่ยฉีของข้าจะต้องกลายเป็นเช่นไร? ประการที่สอง… อุดมการณ์ลูกผู้ชาย

        “อุดมการณ์ลูกผู้ชาย”

        คำกล่าวทิ้งท้ายคำนี้ทำให้หนานจี๋หานมองฉีอวิ๋นด้วยความรู้สึกทึ่ง แต่สีหน้าของฉีอวิ๋นยังคงเรียบเฉย ราวกับว่าทุกสิ่งล้วนสมควรแก่เหตุผลเช่นนั้นอยู่แล้ว และความเย็นชากร้านกร้าวของเขาเมื่อครู่ บัดนี้ได้เลือนหายไปจนหมดสิ้นแล้ว

…………………………………………………………………………………………….

        [1] ดอกเถาฮวา คือ ดอกท้อ


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ลิขิตหงสาเหนือปฐพี” :https://bit.ly/2QkkL9l

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/1275

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม