0 Views

        “เฟิงไป๋อวี้ เจ้าทำแบบนี้หมายความว่าอย่างไร?”

        “ผู้น้อยไม่เข้าใจสิ่งที่องค์ชายกล่าวมา” จวินหวงพยายามใจเย็นอย่างที่สุด ราวกับว่าคนที่ถูกจับข้อมือจนกระดิกไม่ได้มิใช่ตนเอง มิใช่แม้แต่คนที่ตนเองรู้จัก

        ครู่หนึ่งหลังจากนั้น หนานจี๋หานก็รู้ตัวว่าตนเองเสียมารยาทแล้ว จึงปล่อยข้อมือของจวินหวง หายใจลึกๆ เฮือกหนึ่งแล้วจึงกล่าวว่า “ในเมื่อเจ้ากับข้ามีพันธสัญญากันแล้ว เช่นนั้นพบกันจะเป็นอันใดไปหรือ? ไยเจ้าต้องหลบหน้าข้าด้วย?”

        จวินหวงปิดปากหัวเราะขึ้นเบาๆ ราวกับได้ยินเรื่องขำขันอย่างที่สุด ดวงตางดงามเป็นประกายสว่างเจิดจ้า “องค์ชายกล่าวเช่นนี้ผู้น้อยมิอาจรับได้ หากผู้น้อยคิดจะหลบเลี่ยงจริงๆ ก็คงไม่มาปรากฏตัวที่นี่แล้ว”

        หลังสิ้นวาจานั้น ทั้งสองก็ตกอยู่ในความเงียบงันไปชั่วขณะ ด้านหนึ่งของพวกเขาเป็นสระน้ำ ปลาจิ๋นหลี่[1] สัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่งส่ายหางริกๆ แหวกว่ายอยู่ในสระด้านข้างอย่างเริงร่า ต้นหลิวริมทะเลสาบโอนเอนพลิ้วไหวไปตามลมที่โชยเอื่อย ทั้งยังโน้มกิ่งก้านลงไปในน้ำเกิดเป็นระลอกคลื่นเล็กๆ ที่อ่อนโยน ไม่นานนักในหัวของจวินหวงก็มีความคิดเกิดขึ้น

        ยามที่ได้มองบุรุษผู้สุขุมคัมภีรภาพที่อยู่ตรงหน้า หนานจี๋หานรู้สึกวาบหวามในหัวใจอย่างไม่อาจหยุดได้ ความคิดนี้น่ากลัวเกินไป เขาอยากจะลืมแต่ก็ทำไม่ได้ เขาไม่ได้ดื่มเหล้าแท้ๆ เหตุใดจึงยังรู้สึกหวั่นไหวกับบุรุษผู้หนึ่งได้อีก?

        จวินหวงเป็นผู้เชี่ยวชาญในการอ่านสีหน้าและวาจาของผู้อื่นเป็นที่สุด ไม่นานนางก็รู้สึกถึงสายตาแปลกๆ ของหนานจี๋หาน ย้อนคิดไปถึงเรื่องราวต่างๆ ในคืนนั้น หัวคิ้วพลันขมวด และค่อยๆ ถอยหลังมาก้าวหนึ่งอย่างไร้สุ้มเสียง เพื่อรักษาระยะห่างที่ปลอดภัยขณะสนทนากันระหว่างนางกับหนานจี๋หาน

        หนานจี๋หานเดินก้าวเข้าไปก้าวหนึ่ง เอ่ยปากจริงจังผิดปกติ “คุณชายไม่คิดจะพิจารณาเงื่อนไขของเปิ่นหวางจริงๆ หรือ? สิ่งที่พวกเขาให้เจ้าข้าก็ให้ได้ ขอเพียงแค่คุณชายยอมช่วยข้า สาวงามในหนานมู่มีเท่าไรข้ายินดียกให้คุณชายทั้งหมดเลย”

        “องค์ชายก็ทราบความปรารถนาของผู้น้อยดีอยู่แล้ว ไยจึงต้องถามซ้ำแล้วซ้ำเล่า? คำตอบของผู้น้อยมีแต่จะทำให้องค์ชายเสียใจหรือขุ่นเคืองใจอีกเท่านั้น” จวินหวงตอบอย่างสุภาพ หลุบตาลงทอดมองไปยังทิวทัศน์ในอุทยานบุปผาหลวง

        ฝั่งตรงข้ามมีนางกำนัลในวังหลวงยกสุราเดินไปยังสถานที่จัดงานเลี้ยง กระโปรงสีเหลืองอ่อนของนางพลิ้วไหว บรรยากาศที่เห็นอยู่ในสายตาให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในสระหยกแห่งแดนเทพอยู่หลายส่วน

        ตอนนี้ความสนใจของนางอยู่ที่อื่น จึงไม่เห็นหนานจี๋หานที่เข้ามาใกล้ และยื่นมือเข้ามาหมายจะจับตัวนาง แต่มือของเขายังไม่ได้สัมผัสถูกตัวจวินหวง ก็ถูกหนานสวินคว้ามือเอาไว้ได้เสียก่อน

        แววตาของหนานสวินคมกริบราวกับจะสังหารคนได้ หนานจี๋หานเป็นเพียงองค์ชายที่หนักบุ๋นเบาบู๊[2] ไม่เคยเจอสายตาที่เต็มไปด้วยกลิ่นไอสังหารเช่นนี้มาก่อน ก็ตกใจลนลาน จนทำพัดในมือหล่นลงไปในบ่อปลาจิ๋นหลี่

        เขาไม่ได้เอื้อนเอ่ยแม้แต่คำเดียว แต่กลับเหมือนกล่าวจนสิ้นแล้วนับพันวาจา หนานจี๋หานสะบัดมือสุดแรงให้หลุดออกจากมือหนานสวิน มองหนานสวินแวบหนึ่งอย่างตื่นตะลึง สายตาเยียบเย็นกร้านกร้าวของหนานสวินทำให้เขารู้สึกหวาดกลัว ในที่สุดก็มองจวินหวงอีกครั้ง ก่อนจะกัดฟันเดินจากไป

        รอจนกระทั่งหนานจี๋หานจากไปแล้ว หนานสวินจึงหันมามองจวินหวงที่อยู่ข้างหลัง คิ้วเข้มขึงขมวด แล้วถามขึ้น “ที่แท้แล้วเกิดอะไรขึ้น?”

        จวินหวงเหมือนตื่นขึ้นมาจากความฝัน นางจ้องหนานสวินตาปริบๆ ดวงตาใสกระจ่างดูน่ารักชวนให้ใจสะดุด หนานสวินเอื้อมมือเข้าไปปิดตาของนางเสีย ก่อนจะหายใจลึกๆ “บอกข้ามา”

        ท่าทีเช่นนี้ของหนานสวินทำให้จวินหวงรู้สึกสนุก นางยิ้มอย่างซุกซน รอยยิ้มที่เจิดจ้าภายใต้ดวงตาที่สดใส ให้ความรู้สึกราวกับไม่มีอยู่จริง หนานสวินรู้สึกว่าลมหายใจถูกช่วงชิงไป

        “หนานจี๋หานต้องการให้ข้าไปทำงานรับใช้เขาที่แคว้นหนานมู่”

        “ทำงานรับใช้? เจ้ารู้จักกับเขาได้อย่างไร?” หนานสวินถามต่อทันที

        จวินหวงเบ้ปาก ตอนนี้คิดๆ ดูแล้วก็รู้สึกว่าการกระทำของหนานจี๋หานช่างน่ารังเกียจจริงๆ ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะทำเรื่องลักพาตัวออกมาได้ “เดิมทีก็ไม่รู้จัก แต่วันงานสมรสของฉีเฉิน ไม่รู้ว่าเขาเห็นข้าได้อย่างไร ตอนค่ำข้าเมาเลยอยากออกไปเดินเล่น ก็เลยถูกคนที่เขาส่งมาพาตัวไป”

        หนานสวินดวงตาเย็นเยียบแข็งกร้าวขึ้นในฉับพลัน เขานึกขึ้นมาได้ว่าสองวันก่อนตนเองแอบเข้าไปหาจวินหวงแต่ไม่พบ และช่วงนั้นมีข่าวลือว่ามีผู้พบคราบเลือดปริศนา พอเอาเรื่องทั้งหมดมาเชื่อมโยงกัน เขายิ่งรู้สึกตื่นกลัว เขาเข้าไปจับไหล่ทั้งสองข้างของนางอย่างลนลาน ทำเอาจวินหวงตกใจแทบกระโดดหนี

        “เจ้าได้รับบาดเจ็บหรือไม่?” ในดวงตาพญาเหยี่ยวของเขาเผยให้เห็นความห่วงใยอย่างชัดเจน โดยที่แม้แต่ตัวเขาเองก็อาจจะไม่เคยสังเกต แต่จวินหวงกลับเห็นทุกอย่างอย่างชัดเจน ในหัวใจคล้ายได้รับการปลอบประโลมอย่างอ่อนโยน ริมฝีปากคลี่ยิ้มออกมาทันที

        “ไม่ได้หนักหนา เขามีเจตนาจะดึงข้าไปเป็นพวก จะทำร้ายข้าได้อย่างไร?” จวินหวงตอบเสียงแผ่วเบา เมื่อครู่ดื่มสุราไปเล็กน้อย ตอนนี้เริ่มรู้สึกปวดที่ขมับ หน้าอกราวกับมีอาชานับหมื่นควบตะบึงผ่านไป

        หนานสวินฟังจวินหวงกล่าวเช่นนี้ก็ค่อยคลายความกังวลใจ ตอนนี้เพิ่งจะเห็นว่าตนเองกับจวินหวงอยู่ใกล้ชิดกันมาก ราวกับว่าเสียงลมหายใจของจวินหวงอยู่ที่ข้างหู จึงรีบปล่อยมืออย่างลนลาน ใบหน้าเห่อร้อนแดงขึ้น จวินหวงก็รู้สึกกระอักกระอ่วน ไม่กล้าสบตาหนานสวิน เบนหน้าไปมองทางอื่น

        ทั้งสองคนอยู่ในความเงียบไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง ในอากาศราวกับจะมีเพียงความอึดอัดหลงเหลืออยู่เท่านั้น เวลาผ่านไปนานพอดู ก็มีสตรีงดงามอ่อนช้อยนางหนึ่งเดินเข้ามา นางแต่งกายแบบนางรำ ชุดไหมปักดิ้นคลุมด้วยแพรโปร่งสีขาวทำให้นางดูนุ่มนวลราวกับเทพธิดา ใบหน้าขาวเกลี้ยงเกลาแม้ไม่ถึงกับงามล่มบ้านล่มเมือง กลับชวนให้รู้สึกสบายตาอย่างน่าประหลาด เพียงแต่ว่าสตรีเช่นนี้ไม่นานผู้คนก็ลืมเลือน

        “หวางเหย่ องค์จักรพรรดิกำลังรอพบท่านอยู่” สตรีผู้นั้นค่อยๆ เอ่ยวาจา ความอบอุ่นอ่อนโยนในแววตาของนางทำให้จวินหวงรู้สึกกินน้ำส้ม[3]ขึ้นมาเล็กน้อย นางเบ้ปากมองไปที่หนานสวิน อยากจะเห็นว่าหนานสวินจะปฏิกิริยาอย่างไรบ้าง

        ท่าทางการแสดงออกของหนานสวินเฉยชาราวกับน้ำแข็ง เขาเพียงพยักหน้า “แม่นางโปรดล่วงหน้าไปกราบทูลก่อน ว่าข้าจะไปเดี๋ยวนี้”

        สตรีผู้นั้นพยักหน้า สะบัดแขนเสื้อเบาๆ แล้วเดินจากไป ตอนที่หนานสวินหันกลับมามองจวินหวง ก็เห็นนางหรี่ตามอง มุมปากยกยิ้มอย่างมีเลศนัย “ไม่คิดว่าหวางเหย่จะมีดวงเรื่องสตรีเช่นนี้”

        หนานสวินทำหน้าลำบาก “นี่เจ้ากล่าวอันใด…”

        “ใต้ฝ่าพระบาทกำลังตามหาท่านอยู่ ท่านก็รีบไปเถอะ” จวินหวงไม่ฟังคำพูดประโยคหลังของหนานสวินสักนิด เพียงแค่เตือนขึ้นเสียงเรียบๆ

        ความในใจนับหมื่นพันวาจาของเขาต้องถูกเก็บกลับไปด้วยคำพูดง่ายๆ เพียงประโยคเดียวของจวินหวง หากยังยืนกรานจะพูดก็คงจะแปลกเกินไป หนานสวินเป็นเพียงแม่ทัพทื่อๆ คนหนึ่ง ไหนเลยจะมีความคิดละเอียดลออปานนั้นได้ ผ่านไปครู่หนึ่งเขาก็พยักหน้า “งั้นข้าไปก่อนล่ะ เจ้าก็รีบกลับจวนเฉินอ๋องเร็วหน่อย ตอนนี้เขายังคุ้มครองเจ้าได้อยู่” พูดจบก็หมุนกายกลับไป แต่ดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงหันศีรษะกลับมา “เจ้าวางใจได้ เรื่องหนานจี๋หานมอบให้ข้าจัดการเถอะ”

        จวินหวงยืนมองเงาร่างของหนานสวินที่ค่อยๆ ห่างออกไป หัวใจของนางมีความรู้สึกนับร้อยที่ไม่อาจอธิบายได้ ไม่ขมไม่หวาน แต่ให้ความรู้สึกชุ่มชื่นในหัวใจ และนางก็ปล่อยให้ความรู้สึกนี้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ

        ผ่านไปชั่วครู่ก็มีนางกํานัลเดินเข้ามา ถามขึ้นด้วยความนบนอบ “ขอเรียนถาม ท่านใช่คุณชายเฟิงหรือไม่เจ้าคะ”

        จวินหวงนิ่งงันไปชั่วครู่ถึงพยักหน้า รอให้นางกำนัลพูดต่อ

        “เช่นนั้นก็ถูกคนแล้ว รัชทายาทสั่งให้บ่าวมาตามคุณชาย บอกให้ท่านรีบไปโดยเร็วเจ้าค่ะ”

        “อื้อ” จวินหวงพยักหน้า แล้วเดินตามหลังนางกำนัลผู้นั้นไป

        ตอนที่งานเลี้ยงสิ้นสุด โคมไฟดวงแรกได้ถูกจุดขึ้น ผู้ที่ทำหน้าที่จุดโคมไฟได้จุดโคมทุกดวงในวัง มองดูจากไกลๆ ดูเป็นความฟู่ฟ่าและฟุ่มเฟือยที่มองเห็นมาแต่ไกล หนานสวินยืนอยู่เพียงลำพังนอกตำหนัก ขุนนางชั้นสูงเข้ามาทักทายเขา เขาก็เพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อย ไม่มีกล่าวเกินหนึ่งประโยค ท่าทางเย็นชาปฏิเสธผู้คนให้อยู่ห่างๆ

        สายตาของเขาทอดมองไปยังคนที่ยืนอยู่ด้านล่างของบันไดหิน ใบหน้าของจวินหวงมีรอยยิ้มบางๆ แขวนอยู่ นางเดินตามฉีเฉินที่เข้าไปทักทายกับคนอื่นๆ มือที่อยู่ภายใต้แขนเสื้อหลวมกำหมัดแน่น เขาคิดว่าสตรีเช่นจวินหวง ใสบริสุทธิ์อยู่เหนือราคีคาว ไม่ควรจะเข้าไปเกลือกกลั้วกับบุคคลที่มีอำนาจและอิทธิพลเหล่านั้น นางควรจะมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบายไร้กังวล  แต่… เหตุใดเขาจะไม่รู้ถึงความทุกข์ระทมในใจของจวินหวงเล่า

        รอจนคนเหล่านั้นไปกันหมดแล้ว เขาถึงเห็นหนานจี๋หานที่ถูกคนรุมล้อม ก็แค่องค์ชายแคว้นเล็กๆ จำเป็นต้องไปสอพลอด้วยหรือ หนานสวินยิ้มหยันในใจ เขารู้สึกอายแทนเมื่อเห็นคนเหล่านั่นยกยอหนานจี๋หานราวกับจะเทิดทูนให้ไปถึงฟ้า

        ขุนนางใหญ่ทุกคนล้วนประจบประแจงเก่งเป็นเลิศ ไม่เพียงแต่กับจักรพรรดิและองค์ชาย ตอนนี้ยังมีองค์ชายแคว้นหนานมู่อีกพระองค์ พวกเขาทำเช่นนี้เพื่อแสดงตนให้เป็นที่รู้จัก และแสดงถึงคุณค่าของตนเอง แต่ก็ไม่รู้ว่าพวกเขามีแผนการอะไรอยู่กันแน่ และได้เหลือทางถอยอะไรให้กับตนเองบ้าง

        หนานสวินมองดูอยู่เงียบๆ ไม่ได้เข้าไป ให้หนานจี๋หานเดินผ่านหน้าตนเองไปก่อน รอจนเหลือเพียงแค่เขากับประตูวังแล้ว เขาถึงยิ้มออกมาแล้วเดินตามไป

        มืดเป็นที่อำพรางตัวอย่างดี วันนี้หนานจี๋หานไม่ได้พาคนรับใช้ติดตามมาด้วย หนานสวินเป็นผู้มีทักษะยุทธ์เป็นเลิศ หนานจี๋หานจึงไม่รู้ว่าหนานสวินอยู่ห่างจากเขาเพียงไม่กี่ก้าว และไม่คาดคิดว่าหนานสวินผู้องอาจสง่างามจะแอบสะกดรอยตามตนเองมาราวกับวิญญาณผีเช่นนี้

        เมืองหลวงในยามราตรีมีลมกระโชกแรง ตอนที่หนานจี๋หานออกมาเขาสวมเพียงชุดบางๆ ตอนนี้จึงรู้สึกหนาวขึ้นมา เขาหดคอลงกระชับเสื้อผ้าให้แน่นหนา เร่งฝีเท้าและใช้เส้นทางลัดเพื่อให้ถึงที่พักเร็วขึ้น แต่นั่นยิ่งเป็นโอกาสในการลงมือของหนานสวิน

        ท่ามกลางความมืด หนานสวินเดินออกมาช้าๆ เท้าของเขาคงจะเหยียบกับกิ่งไม้บนพื้น จึงเกิดเสียงดังแกรบ หนานจี๋หานตกใจหันกลับมามองด้วยความหวาดกลัว ก็เห็นหนานสวินยืนตระหง่านอยู่ภายใต้แสงจันทร์ที่ทอทาบลงมา

        เขาอยู่ในชุดแพรต่วนสีขาวทั้งตัว ปักลายซับซ้อนเพิ่มความงดงามหรูหรา อวัยวะทั้งห้าบนใบหน้าคมสันราวกับหยกแกะสลักขึ้นมา ดวงตาพญาเหยี่ยวเย็นเยียบราวกับเหมันต์ ริมฝีปากบางแสยะยิ้มเย็นชาน่าขนลุก

        หนานจี๋หานเกิดความกลัวขึ้นมาในใจ กลืนน้ำลายเอื้อก ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นเสียงตะกุกตะกัก “จะ… เจ้าจะทำอะไร?”

        “แค่มาสั่งสอนเจ้าเสียหน่อย” หลังจากกล่าวจบ หนานสวินก็เดินเข้ามาใกล้ แล้วพุ่งหมัดเข้าไปที่ใบหน้าหล่อเหลาของหนานจี๋หานทันที จนหนานจี๋หานร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด

        หมัดนั้นนับว่ารุนแรงมาก ปรารถนาเดียวของเขาคือทำให้หนานจี๋หานร่วงลงไปกองที่พื้น ดวงตาของเขาเย็นเยียบราวกับถูกย้อมด้วยแสงจันทร์ ชวนให้คนรู้สึกสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม หนานจี๋หานไม่มีโอกาสพูดแม้เพียงประโยคเดียว เขานอนกุมดวงตาข้างที่ถูกหนานสวินปล่อยหมัดชกเข้ามาพลางร้องโอดโอยอย่างหมดท่า หมดศักดิ์ศรี

        คนทุกคนย่อมมีสิ่งที่ตนเองหวาดกลัว ไม่ต้องสงสัยว่าสิ่งที่หนานจี๋หานหวาดกลัวมากที่สุดในเวลานี้ก็คือ เทพสงครามไร้พ่ายนามว่าหนานสวินผู้นี้นี่เอง

        องครักษ์ลาดตระเวนยามกลางคืนผ่านมาได้ยินเสียงร้องของหนานจี๋หาน จึงเดินเข้าไปทางที่มีเสียงร้องโอดโอยดังลั่นออกมา หนานสวินหูไวได้ยินเสียงเท้าคนเดินสบายๆ เข้ามา ก็ปล่อยคอเสื้อของหนานจี๋หาน จ้องเขาด้วยสายตาเย็นเยียบอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะหายไปในความมืด

        กว่าองครักษ์ลาดตระเวนจอมขี้เกียจเหล่านั้นจะมาถึง หนานสวินก็หายไปไม่เหลือร่องรอยแล้ว เห็นเพียงหนานจี๋หานเอามือปิดตาข้างหนึ่งยืนอยู่ที่นั่น กำลังยืนมองไปในทิศทางที่หนานสวินหายตัวไป แววตาของเขาเย็นยะเยือกดูน่ากลัว

        หนานจี๋หานคิดอยู่ในใจด้วยความเคียดแค้น สักวันเขาจะต้องเหยียบหนานสวินไว้ใต้ฝ่าเท้าให้ได้ ดูซิว่าเขาจะแสดงอำนาจบารมีอะไรได้อีก

        องครักษ์จำผู้ที่ยืนอยู่ในตรอกเล็กๆ ได้ ก็ขมวดคิ้วแล้วถามขึ้น “เกิดอะไรขึ้นหรือพ่ะย่ะค่ะ องค์ชาย?”

        หนานจี๋หานถลึงตากระฟัดกระเฟียดใส่บุรุษผู้นั้น แล้วกล่าวอย่างหงุดหงิด “ข้าแค่หกล้ม ไม่จำเป็นต้องทำเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนั้น” กล่าวจบก็ปัดฝุ่นบนบนร่างกายตนเอง สูดลมหายใจลึกๆ เฮือกหนึ่ง กำหมัดแน่นแล้วเดินไป

…………………………………………………………………………………………….

        [1] ปลาจิ๋นหลี่ คือปลาคาร์ปแฟนซี

        [2] หนักบุ๋นเบาบู๊ หมายถึง เก่งด้านวิชาการ ไม่ชำนาญด้านการต่อสู้

        [3] กินน้ำส้ม หมายถึง หึงหวง


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ลิขิตหงสาเหนือปฐพี” :https://bit.ly/2QkkL9l

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ
อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/1275

120/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90-100 บาท/เล่มค่ะ ) เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอนเท่ากับ 1 เล่ม