0 Views

        พวกเขาใกล้ชิดกันมาก หนานสวินมองเห็นความเอียงอายในแบบหญิงสาวของจวินหวง และจวินหวงก็มองเห็นความอ่อนโยนภายใต้ใบหน้าเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งของหนานสวิน

        จวินหวงข่มความรู้สึกแปลกๆ ที่วูบวาบอยู่ในหัวใจ ค่อยๆ ก้าวถอยหลังทีละก้าว แต่กลับไม่ทันระวังจึงชนถูกโต๊ะที่อยู่ด้านหลัง หนานสวินหูตาไวยื่นมือออกไปดึงจวินหวงเข้ามาในอ้อมแขนของตนเอง หัวคิ้วขมวดก้มหน้าลงถาม “บาดเจ็บหรือไม่?”

        เมื่อพิงอยู่ในอ้อมแขนของหนานสวิน จวินหวงรู้สึกว่าลมหายใจของตนเองติดขัด ความเด็ดขาดที่เคยมีหายไปจนเกือบหมด นางไม่รู้ว่าควรจะทำตัวอย่างไรจึงปล่อยให้หนานสวินกอดตนเองอยู่อย่างนั้น

        เวลาผ่านไปนานเสี่ยวเอ้อนำสิ่งของกลับออกมา เห็นคุณชายรูปงามสองคนยืนแนบชิดกันอยู่ก็ตะลึงเพริด จวินหวงเห็นมีคนมาก็รีบผลักหนานสวินออกไปทันที ใบหน้าของนางแดงก่ำหันมองไปทางอื่น หนานสวินมองจวินหวงแวบหนึ่งแล้วก็หันไปอีกทาง

        ของที่เลือกซื้อไว้มีไม่น้อย ยากนักที่จวินหวงจะมีโอกาสได้เลือกซื้อของในแบบสตรีเช่นนี้ คนที่พาไปด้วยต้องช่วยกันหอบหิ้วสิ่งของเกือบหมดทั้งร้านกลับไป หนานสวินกล่าวล้อเลียนนาง นางตอบเพียงว่าเงินที่จ่ายไปไม่ใช่เงินของนาง ทำเอาหนานสวินหมดวาจาจะตอบโต้

        ตอนที่ออกมาจากร้าน ดวงอาทิตย์กำลังจะลาลับขอบฟ้า บรรยากาศยามเย็นโอบล้อมไปทั่วบริเวณ จวินหวงมองไปยังแสงตะเกียงริบหรี่จะดับด้านนอก ก็เกิดความรู้สึกประทับใจ นางหันกลับมามองหนานสวินด้วยดวงตาเป็นประกายวาววับ ริมฝีปากโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มอ่อนๆ “ขอบคุณหวางเหย่ที่ช่วยเหลือช่วยผู้น้อยในวันนี้ ตอนนี้ก็ได้เวลามื้อเย็นพอดี หากหวางเหย่ไม่รังเกียจ ผู้น้อยขอเชิญหวางเหย่กินข้าวร่ำสุราสักมื้อเป็นอย่างไร?”

        หนานสวินทอดมองไปยังที่ห่างไกล สุดท้ายก็ถอนใจแล้วส่ายหน้า “น่าเสียดายจริงๆ ข้ายังมีธุระที่ต้องไปจัดการ หากมีวาสนาวันหน้ายังมีโอกาสกินข้าวร่วมกันอีกมิใช่หรือ? อีกอย่างวันนี้ก็มืดแล้ว เจ้าควรจะกลับไปเร็วหน่อย ไปเถอะ ข้าจะไปส่งเจ้าก่อน” กล่าวจบก็เดินตรงไปทางกลับจวนเฉินอ๋อง

        จวินหวงทำอะไรไม่ได้ จึงได้แต่เดินตามไป ในใจมีรู้สึกผิดหวังอยู่ไม่น้อย การที่ตนเองในฐานะสตรีคนหนึ่งจะเอ่ยปากเชื้อเชิญบุรุษกินข้าวร่วมกันไม่ใช่เรื่องง่าย ใครจะรู้ว่าหนานสวินกลับไม่ไว้หน้านางเช่นนี้

        คนกลุ่มหนึ่งกำลังไปจวนเฉินอ๋อง บนถนนตลอดเส้นทางคลาคล่ำไปด้วยฝูงชน เผยให้เห็นความคึกคักของเมืองหลวงเป่ยฉี บางครั้งจวินหวงก็คิดว่าหากซีเชว่ยังอยู่ ก็คงจะมีบรรยากาศแบบนี้เช่นกัน

        ขณะที่จวินหวงกำลังคิดเพลินไปเรื่อยๆ ก็เดินมาถึงจวนอ๋อง เห็นฉีเฉินยืนอยู่หน้าประตูพอดี นางร้องในใจว่าแย่แล้วแต่ก็สายไป ฉีเฉินเห็นพวกเขาเสียแล้วและเดินเข้ามาหาอย่างช้าๆ

        สายตาของฉีเฉินมองแต่หนานสวิน ยิ้มให้ตามมารยาท “ไม่คิดว่าเจ้าจะมาจวนของข้าด้วย”

        “ข้าเพียงแค่พบคุณชายกับคนของเขาถือสิ่งของพะรุงพะรังบนถนน อีกอย่างฟ้าก็มืดแล้ว ที่นี่แม้ว่าจะเป็นเมืองหลวง แต่ผู้ไม่ประสงค์ดีก็มีมาก เพื่อความปลอดภัยของเขา ข้าถึงได้มาด้วย” หนานสวินมองฉีเฉิน กล่าววาจาเหมาะสมไม่ต้อยต่ำหรือวางอำนาจเกินไป แววตามั่นคงไม่มีหลบเลี่ยงแม้แต่น้อย จึงไม่ทำให้ฉีเฉินเกิดความสงสัย แม้แต่จวินหวงเองยังรู้สึกว่าอาจจะเป็นไปอย่างที่หนานสวินพูดจริงๆ

        บางทีจวินหวงอาจจะเข้าใจผิดไปเอง ความอบอุ่นของหนานสวินทั้งหมดดูราวกับเป็นสิ่งหลอกลวง นางเงยหน้ามองดูเขาในเวลานี้ เห็นเพียงดวงตาที่เฉยชาราวกับไม่แยแสและไม่ยึดติดต่อสิ่งใดในโลกนี้ ดูสูงส่ง เยือกเย็น และชินชา ทำให้นางอดรู้สึกอยากจะเอ่ยปากถามเขาว่าความอาลัยรักของคืนวานเป็นความจริงหรือไม่ ความรู้สึกลึกซึ้งที่ไม่อาจตัดใจในวันนี้มีอยู่จริงหรือเปล่า

        จวินหวงไม่ใช่องค์หญิงจวินหวงแห่งซีเชว่ดังเช่นวันวานอีกแล้ว ตอนนี้นางเป็นบุรุษนามเฟิงไป๋อวี้ ควรจะจำไว้ว่าต้องแก้แค้นให้กับแผ่นดินเกิดและวงศ์ตระกูล ไยต้องมาสะดุดขาตนเองเพราะเรื่องอื่นๆ ด้วย นางไม่ควรเกิดความรู้สึกเหมือนดังสตรีที่มอบหัวใจให้ชายคนรัก

        หนานสวินหันไปด้านข้างก็ปะทะกับสายตาวูบวาบคลุมเครือของจวินหวง เขาไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด จู่ๆ ก็เกิดความร้อนรุ่มในอกขึ้นมากะทันหัน ดูเหมือนว่าเขาอยากจะอธิบายอะไร แต่ยังไม่ทันที่เขาจะเอ่ยปาก จวินหวงก็เก็บท่าทีเช่นนั้นกลับไปแล้ว กลายมาเป็นเฟิงไป๋อวี้คนเดิม ที่กระจ่างใสบริสุทธิ์วางตัวห่างเหิน ไม่ยึดติดกับสิ่งใด

        “วันนี้ขอบคุณหวางเหย่ที่เดินมาเป็นเพื่อนผู้น้อย เวลานี้ก็มืดแล้วหวางเหย่รีบกลับไปเถิด ยิ่งดึกน้ำค้างยิ่งแรง ควรดูแลสุขภาพเอาไว้ก่อน” จวินหวงประสานมือคำนับ

        มือที่ซ่อนอยู่ภายในแขนเสื้อของหนานสวินกำแน่นและสั่นน้อยๆ อย่างไม่อาจควบคุมได้ เขาหลับตาลงเก็บกลืนความรู้สึกเข้าไป เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาคือท่านอ๋องจอมทัพ แต่นางเป็นเพียงแขกคนสำคัญที่อาศัยอยู่กับผู้อื่น และมีหนี้แค้นสายโลหิตรอชำระอยู่

        เขาไม่ได้เอ่ยวาจาใดๆ อีก เพราะรู้สึกว่าไม่มีอะไรจะพูดแล้ว จึงหันกลับพาเด็กหนุ่มคนรับใช้จากไป ฝุ่นละอองลอยตลบยกชายอาภรณ์พลิ้วไหวอยู่ท่ามกลางแสงไฟจากตะเกียง

        เด็กหนุ่มคนรับใช้จะว่าไปก็ติดตามหนานสวินมานานหลายปี ย่อมมีหูตาไวที่จะสังเกตได้ถึงความหม่นหมองที่แผ่ออกมารอบกายของหนานสวิน ตลอดทางจึงไม่พูดอะไรเลย เพราะกลัวว่าจะทำให้หวางเหย่ของตนเองไม่พอใจได้

        เมื่อเห็นเงาร่างของหนานสวินห่างออกไปไกลแล้ว จวินหวงก็เก็บสายตากลับมาอย่างรวดเร็ว ฉีเฉินเอ่ยปากถามเบาๆ “ดูเหมือนว่าน้องเฟิงจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเขา เคยรู้จักกันมาก่อนหรือ?”

        จวินหวงได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มบางเบา แล้วตอบว่า “ตอนที่ผู้น้อยท่องเที่ยวไปหลายแคว้น ระหว่างทางเคยพบกับโจรป่า หากมิใช่ว่าหวางเหย่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ เกรงว่าคงไม่ได้มีชีวิตรอดมาถึงเป่ยฉีในวันนี้ ไม่ใช่รู้จักกันมาก่อน เพียงมีบุญคุณต่อกันเท่านั้น ฝ่าพระบาทโปรดวางพระทัย ผู้น้อยรู้ว่าควรจะจัดการกับความสัมพันธ์นี้อย่างไร”

        ฉีเฉินพยักหน้า “เช่นนั้นก็ไม่เป็นอะไร แต่น้องเฟิงจงจำไว้ หนานสวินไม่ใช่คนจิตใจดีงาม คบค้ากับเขาก็ต้องระวังตัวให้ดี”

        “คำกล่าวของฝ่าพระบาทผู้น้อยจะจำใส่ใจไว้แน่นอน” จวินหวงกล่าวเรียบๆ ไม่แสดงความรู้สึกออกมาแม้แต่น้อย ฉีเฉินไม่ได้คิดจะอยู่กับจวินหวงนานนัก เขามองดูท้องฟ้าแล้วก็โบกมือไล่ให้จวินหวงไปพักผ่อน

        ระหว่างทางกลับมาเรือนข้าง จวินหวงก็พบเว่ยหลานอิ๋งที่นั่งพักอยู่ในศาลา เว่ยหลานอิ๋งเห็นจวินหวงมาแต่ไกล สาวใช้ประคองนางค่อยๆ เดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าจวินหวง

        จวินหวงรู้ตัวว่านางเป็นเพียงแขกคนหนึ่ง แต่เว่ยหลานอิ๋งเป็นฟูเหริน นางย่อมให้เกียรติเว่ยหลานอิ๋งระดับหนึ่ง ประสานมือค้อมกายคำนับ “ผู้น้อยเฟิงไป๋อวี้คารวะฟูเหริน”

        เว่ยหลานอิ๋งเพียงแค่นหัวเราะเย็นชาออกมา ไม่กล่าวอันใด เอาแต่ยืนมองพิจารณาจวินหวงตั้งแต่หัวจรดเท้า ดวงตาเต็มไปด้วยความเหยียดหยันอย่างเห็นได้ชัด

        ผ่านไปครู่หนึ่ง เมื่อเห็นเว่ยหลานอิ๋งไม่มีวี่แววว่าจะเอ่ยปากอันใดจริงๆ จวินหวงก็ตัดสินใจเดินเลี่ยงออกมา แต่ใครจะรู้ว่าเธอกลับถูกเว่ยหลานอิ๋งยื่นมือมาดึงเอาไว้ นางมองจวินหวงแล้วกล่าวเหยียดหยาม “เฟิงไป๋อวี้ เจ้าอย่าลืมว่าที่นี่คือจวนอ๋อง ไม่ใช่กระท่อมโกโรโกโสของเจ้า ข้าเป็นฟูเหรินของฝ่าพระบาท แล้วนี่คือท่าทางที่เจ้าแสดงต่อคนในครอบครัวของนายที่อุปถัมภ์เจ้าหรือ?”

        จวินหวงอดยิ้มออกมาไม่ได้ มองไปที่เว่ยหลานอิ๋ง “คำพูดของฟูเหรินนี้ทำให้ผู้น้อยไม่รู้จะตอบอย่างไร ฟูเหรินคงจะไม่รู้ว่าอีกไม่กี่วันองค์หญิงก็จะเข้ามาในจวน เจ้านายที่แท้จริงก็คือองค์หญิง เกรงว่าถึงวันนั้นในจวนอ๋องจะไม่มีตำแหน่งสำหรับฟูเหรินแล้ว”

        “เจ้า…” เว่ยหลานอิ๋งโกรธจัด ยื่นมือชี้หน้าจวินหวงพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ในอกถูกสุมด้วยกองไฟ แผดเผามาจนถึงหน้าผากปวดร้าวไปหมด นางไม่คิดว่าจวินหวงจะวาจาร้ายกาจขนาดนี้

        เมื่อความโกรธพุ่งถึงขีดสุดเว่ยหลานอิ๋งกลับระเบิดหัวเราะออกมา “ใช่ อีกไม่กี่วันหนานกู่เยว่เข้ามาในจวน ก็จะไม่มีตำแหน่งสำหรับข้าแล้ว แล้วเจ้าล่ะ ก็ไม่ใช่ว่าไปประจบประแจงหนานกู่เยว่เพื่อซื้อชีวิตหรือไร? เดิมทีข้านึกว่ากุนซือที่ฝ่าพระบาทโปรดปรานจะมีความทะนงในศักดิ์ศรี ที่แท้ก็แค่คนถ่อยเจ้าเล่ห์”

        “ผู้น้อยเป็นแค่คนถ่อย ฟูเหรินกล่าวเช่นนี้ผู้น้อยรับได้ กลัวแต่ผู้ประสงค์ดีได้ยินแล้ว หากไปกล่าวต่อหน้าฝ่าพระบาท ก็ไม่รู้ว่าฝ่าพระบาทจะทรงคิดอย่างไร?” จวินหวงไม่ใช่คนที่ใครจะสบประมาทได้ตามอำเภอใจ แต่ไหนแต่ไรใครไม่ร้ายมาข้าไม่ร้ายตอบ แต่ถ้าใครล้ำเส้นข้า ข้าจะเอาคืนเป็นสองเท่า ตลอดมานางคร้านที่จะให้เว่ยหลานอิ๋งได้เปิดหูเปิดตา การดูหมิ่นเหยียดหยามทั้งต่อหน้าและลับหลังของนาง จวินหวงล้วนกล้ำกลืนฝืนทนเอาไว้ ไม่คิดว่าเว่ยหลานอิ๋งจะไม่รู้ดีชั่วเช่นนี้

        อาจเป็นเพราะนางถูกเลี้ยงดูมาด้วยความรักและทะนุถนอม แต่ไหนแต่ไรไม่เคยถูกใครสบประมาทเยี่ยงนี้ จึงรู้สึกรับไม่ได้จริงๆ เว่ยหลานอิ๋งยกมือขึ้นมาหมายจะตบหน้าจวินหวง

        แต่ฝ่ามือนั้นย่อมไม่ได้สัมผัสลงไปเพราะถูกจวินหวงจับยึดเอาไว้ได้เสียก่อน ดวงตาของจวินหวงเย็นเยียบ จ้องจนเว่ยหลานอิ๋งขนลุก ลืมต่อสู้ขัดขืนไปชั่วขณะ ปล่อยให้จวินหวงจับข้อมือตนเองไว้อย่างนั้น

        “หากฟูเหรินเป็นเช่นนี้อยู่ร่ำไป เกรงว่าในไม่ช้าก็คงสูญเสียความโปรดปรานจากฝ่าพระบาทเป็นแน่ ฟูเหรินยังนึกว่าฝ่าพระบาทจะให้โอกาสฟูเหรินได้ตบผู้น้อยอีกหรือ?” จวินหวงถือโอกาสที่เว่ยหลานอิ๋งยังไม่ได้มีท่าทีตอบสนอง ใช้กำลังสะบัดข้อมือของนางออกไป เว่ยหลานอิ๋งเซล้มลงไปที่เก้าอี้ด้านข้างของระเบียงทางเดิน ร้องหวีดออกมาคำหนึ่ง

        จวินหวงมองลงไปที่เว่ยหลานอิ๋ง ใบหน้าของนางยังคงเหมือนเดิม ยังคงเป็นใบหน้าที่ทำให้คนรู้สึกไม่ชอบเหมือนกับตอนที่เจอกันครั้งแรก ชุดกระโปรงสีสันสดใสมีชีวิตชีวาของนางแม้จะทำให้นางดูสูงส่งสง่างาม แต่น่าเสียดายกลับเป็นเพียงภาพลวงตาที่ไม่มีอยู่จริงเท่านั้น

        นางสูดลมหายใจลึกๆ เฮือกหนึ่ง เดิมทีก็อยากจะพูดอะไรสักหน่อย แต่ก็ไม่อยากเปลืองน้ำลายกับเว่ยหลานอิ๋งอีก ในที่สุดก็สะบัดแขนเสื้อจากไป ราวกับไม่ได้พบกับเว่ยหลานอิ๋งมาก่อนเยี่ยงนั้น

        ในที่สุดคืนนั้นนางก็นอนไม่หลับ จวินหวงนอนพลิกไปพลิกมาคิดถึงแต่สีหน้าที่ดูห่างเหินของหนานสวิน ราตรีล่วงเข้ายามสามแล้ว นางกลับยังไม่มีทีท่าว่าจะหลับลงได้ เวลาผ่านไปชั่วหนึ่งจิบชา จู่ๆ นอกหน้าต่างก็มีเสียงเท้าคนเดิน จวินหวงที่นอนอยู่พลิกกายลงจากเตียงทันที ถือเข็มเงินในมือดวงตาจ้องเขม็งไปนอกห้อง

        ไฟตะเกียงบนโต๊ะริบหรี่ลงอาจจะเป็นเพราะน้ำมันตะเกียงหมดแล้ว ในขณะที่ประตูเปิดมันก็พลิ้วไหวและดับสนิทในที่สุด ลมหายใจของจวินหวงกระชั้นถี่ขึ้น ในหัวใจเกิดความกังวลเหมือนไร้ก้นบึ้ง ยิ่งไม่กล้าทำสิ่งใดบุ่มบ่าม ที่นี่คือจวนอ๋อง ผู้ที่สามารถเข้ามาถึงที่นี่โดยไม่ถูกเว่ยเฉี่ยนจับสังเกตได้จะต้องเป็นยอดฝีมืออย่างไม่ต้องสงสัย

        ช่วงเวลาต่อมาประตูเปิดกว้างขึ้นอีก แววตาของจวินหวงเยียบเย็นขึ้นมาทันที ขณะที่เข็มเงินในมือของนางกำลังจะพุ่งออกไปนั้น ผู้มาที่อยู่หน้าประตูก็เอ่ยปากขึ้น ” คุณชายอย่าได้ตระหนก ข้าเอง โหรวเอ๋อร์”

        เมื่อได้ยินเสียงของโหรวเอ๋อร์ จวินหวงค่อยถอนหายใจด้วยความโล่งอก ที่แท้ก็เป็นคนที่ฉีอวิ๋นส่งเข้ามา ความจริงก็เป็นคนที่มีฝีมือร้ายกาจคนหนึ่ง ถ้าหากคิดจะสังหารฉีเฉินย่อมง่ายดุจพลิกฝ่ามือ แต่ฉีอวิ๋นเป็นคนจริงใจและตรงไปตรงมาอย่างแท้จริง สายสัมพันธ์ระหว่างสายเลือดยังคงอยู่ในใจของเขา เขาจะไม่ลงมือทำร้ายฉีเฉินอย่างแน่นอนนางมั่นใจ

        “เจ้ามาทำอะไรที่นี่?” จวินหวงถามเสียงเย็นเยือก หลังเก็บเข็มเงินลงแล้วนางก็นั่งอยู่ในความมืด แล้วยกกาน้ำชาที่อยู่บนโต๊ะรินน้ำชาลงในแก้ว จากนั้นก็นั่งดื่มเพียงลำพัง

        โหรวเอ๋อร์ปิดประตูและไม่ได้จุดตะเกียง นางเป็นยอดฝีมือ สามารถมองเห็นจวินหวงได้อย่างชัดเจนแม้ในความมืด จวินหวงก็ยังวางตัวนิ่งเฉย ปล่อยให้โหรวเอ๋อร์มองตนเองไป จิบชาหนึ่งคำ หยุดหนึ่งคำ สีหน้าดูสบายใจอย่างมาก

        ในใจของโหรวเอ๋อร์นึกเลื่อมใสในความสงบนิ่งของจวินหวงอยู่เงียบๆ แต่กลับยังคงก้าวเข้าไปหาจวินหวงประสานมือให้ถือเป็นการคารวะ จากนั้นก็ก้มหน้ากล่าวว่า “หวางเหย่บอกว่าอยากจะพบคุณชายสักครั้ง”

        จวินหวงได้ยินเช่นนั้นก็มุ่นคิ้ว ไม่รู้ว่าฉีอวิ๋นมีธุระอะไร นางไม่ได้เอ่ยปากถาม เพียงแค่ดำดิ่งในห้วงความคิด ในขณะที่กำลังใจลอย น้ำชาในถ้วยชาที่ถืออยู่ในมือก็เอียงหกรดนิ้วมือของตนเอง โชคดีที่น้ำชาเย็นชืดหมดแล้ว


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ลิขิตหงสาเหนือปฐพี” :https://bit.ly/2QkkL9l