0 Views

        กลางคืนยิ่งดึกน้ำค้างยิ่งแรงและอากาศหนาวเย็น เนื่องจากจวินหวงยังมีพิษอยู่ในร่างกาย สุขภาพจึงอ่อนไหวเป็นพิเศษ เพียงไม่นานนางก็รู้สึกหนาวสะท้านไปทั้งตัวและจามออกมา เว่ยเฉี่ยนได้ยินก็รีบเข้าไปในห้องหยิบเสื้อคลุมตัวนอกออกมาคลุมให้จวินหวง และกล่าวด้วยความเป็นห่วง “คุณชาย ดึกมากแล้ว หากเป็นหวัดไปจะยิ่งแย่”

        จวินหวงโบกไม้โบกมือ “ไม่เป็นไร ยากนักที่หวางเหย่จะอารมณ์ดีเช่นนี้ ข้าจะไปขัดความสุขของหวางเหย่ได้อย่างไร”

        ฉีเฉินหัวคิ้วขมวดย่น “เว่ยเฉี่ยนกล่าวถูกแล้ว วันอารมณ์ดีของเปิ่นหวางยังมีอยู่อีกมาก หากน้องเฟิงไม่สบาย เปิ่นหวางก็คงรู้สึกไม่สบายใจ ดึกมากแล้วรีบกลับห้องไปพักผ่อนเถิด” กล่าวจบเขาก็ยื่นมือไปหมายประคองจวินหวงให้ยืนขึ้น แต่จวินหวงหลบเลี่ยงอย่างไม่ให้เป็นที่สังเกต เขาจึงสัมผัสได้เพียงความเย็นที่ส่งผ่านปลายนิ้วมือของนาง ยิ่งทำให้เขารู้สึกเป็นห่วงขึ้น

        จวินหวงใบหน้าขาวซีด นางค่อยๆ ยืนขึ้นไอโขลกเบาๆ สองสามครั้ง “เช่นนั้นผู้น้อยขอกลับห้องก่อน หากหวางเหย่ไม่ถือสาก็ให้คนมาจัดเตรียมห้องพักสักห้องในเรือนข้างนี้” กล่าวจบนางก็เดินกลับไปที่ห้องนอนของตนเอง

        เว่ยเฉี่ยนให้คนมาเก็บกวาดจัดเตรียมห้องพักให้กับฉีเฉิน ใจฉีเฉินไม่นึกอยากจะกลับไปอยู่แล้ว จึงตัดสินใจค้างที่เรือนของจวินหวง

        ส่วนเว่ยหลานอิ๋งที่เฝ้ารออยู่ในห้องนอนสีหน้าดูย่ำแย่ลงไปเรื่อยๆ ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันกรอดๆ ในมือก็บีบถ้วยชาอย่างแรงราวกับจะบีบให้แหลกคามือ

        สาวใช้ข้างกายเห็นเว่ยหลานอิ๋งเป็นเช่นนี้ก็กังวลใจมาก ย้อนกลับไปคิดถึงความไม่เป็นธรรมที่ตนเองเพิ่งได้รับมาเมื่อครู่ ก็อดพล่ามออกมาไม่ได้ “ฟูเหริน ต้องโทษเฟิงไป๋อวี้คนเดียว ไม่คิดว่าฝ่าพระบาทจะเห็นความสำคัญของเขาขนาดนี้ ยังดีที่เขาไม่ใช่สตรี มิเช่นนั้นในจวนอ๋องที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้คงไม่มีที่ยืนให้ฟูเหรินเป็นแน่ ข้าคิดว่าเฟิงไป๋อวี้ผู้นี้เป็นตัวหายนะ ปล่อยเอาไว้ไม่ได้”

        เว่ยหลานอิ๋งได้ฟังก็หันมามองสาวใช้ของตนเอง ก็เห็นแววตาสังหารผุดขึ้นในดวงตาของสาวใช้ แต่ถึงตนเองจะไม่ชอบเฟิงไป๋อวี้มากแค่ไหนก็ไม่กล้าไปทำอะไรเขา อย่างไรเสียเขาก็มีฉีเฉินคุ้มเงาหัวอยู่ ไม่ว่าอย่างไรคนผู้นี้ก็แตะต้องไม่ได้เด็ดขาด

        ในเวลานั้นคนที่นางส่งไปตามหาฉีเฉินก็กลับมา เขาประสานมือคารวะและกล่าวรายงาน “ฟูเหริน เมื่อครู่หลังจากฝ่าพระบาทออกไปก็ตรงไปที่เรือนข้าง ข้าน้อยไม่สามารถเข้าไปได้ จึงรออยู่ด้านนอกเป็นเวลานาน ตอนนี้เรือนข้างปิดประตูแล้ว แต่กลับไม่เห็นฝ่าพระบาทออกมา คิดว่าฝ่าพระบาทคงจะค้างคืนที่เรือนข้างแล้ว”

        เว่ยหลานอิ๋งได้ยินเช่นนั้นก็ตาเบิกโพลง ไฟโทสะที่สุมอยู่ในอกไม่อาจควบคุม นางสูดลมหายใจลึกๆ ยกถ้วยชาที่อยู่ในมือขึ้นมาแล้วปาลงพื้นแตกกระจายไปทั่วทุกที่

        “เฟิงไป๋อวี้ ข้าเว่ยหลานอิ๋งกับเจ้าแม้อยู่ก็ไม่อาจร่วมทาง ทางที่ดีเจ้าอย่าเผยพิรุธมาให้ข้าจับได้ก็แล้วกัน” ในดวงตาของนางเกรี้ยวกราดราวกับมีเปลวเพลิงแผดเผา คนที่อยู่รอบข้างเห็นแล้วก็อดกลัวจนตัวสั่นไม่ได้

        ค่ำคืนนี้เว่ยหลานอิ๋งนอนไม่หลับจนถึงฟ้าสาง ใบหน้าซีดเซียวอย่างมาก ทำเอาสาวใช้ตกใจจนขวัญหนี รีบวิ่งหน้าตื่นไปยังเรือนข้างอย่างรวดเร็ว บังเอิญฉีเฉินตื่นแล้ว กำลังจะออกมาก็เลยเจอนางที่หน้าประตู

        “ท่าทางลุกลี้ลุกลนแบบนี้นับเป็นธรรมเนียมใดกัน?” ฉีเฉินหน้าถมึงทึง คิ้วยู่ย่น กล่าวเสียงเย็นเยียบ

        สาวใช้ผู้นี้เฉลียวฉลาด นางคุกเข่าลงบนถนนกรวด ใครเห็นเข้าต่างก็รู้สึกเจ็บเข่าแทน แต่นางกลับทำเป็นไม่รู้สึกรู้สาอะไร “ไท่จื่อ เมื่อคืนพระองค์ไม่ได้กลับไป ฟูเหรินรอพระองค์ทั้งคืน เวลานี้ก็ยังไม่ยอมหลับ ขอไท่จื่อเห็นแก่ความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยา อย่าได้โกรธขึ้งฟูเหรินอีกเลย และช่วยไปเกลี้ยกล่อมฟูเหรินด้วยเถอะเพคะ”

        ฉีเฉินขมวดคิ้ว ย้อนคิดไปว่าที่ตอนนี้ตนเองได้เป็นรัชทายาทก็เพราะการวางอุบายของเว่ยหลานอิ๋ง ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่ควรใจจืดใจดำเช่นนี้ จึงตามสาวใช้กลับไปที่ห้องนอน

        จวินหวงคลุมร่างด้วยชุดคลุมตัวหลวมเดินออกมาจากห้องพอดี เห็นทั้งสองคนค่อยๆ เดินไกลออกไป มุมปากก็ยกยิ้มที่ยากจะตีความให้กระจ่างชัดออกมา

        สองสามวันมานี้จวินหวงขบคิดไปมาหลายตลบ ถึงแม้เว่ยหลานอิ๋งจะเป็นคนที่รับมือยาก แต่นางยังมีหน้าที่สำคัญต้องทำ นางควรจะหาวิธีการเบนความสนใจของเว่ยหลานอิ๋งให้ออกไปให้พ้นตนเอง ไม่ใช่เอาตัวไปพัวพันยุ่งเกี่ยวกับนาง

        แต่ทว่าช่วงนี้เว่ยหลานอิ๋งจับตามองเรือนข้างใกล้ชิดเป็นพิเศษ ราวกับว่าจวินหวงจะคิดกลอุบายชั่วร้ายออกมาได้จริงๆ เช่นนั้น ส่วนฉีเฉินก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร นับวันยิ่งทำตัวเย็นชาห่างเหินกับเว่ยหลานอิ๋งเข้าไปทุกที เขาไม่ไปเรือนของเว่ยหลานอิ๋งมาหลายวันแล้ว แต่กลับแล่นมาที่เรือนข้างอยู่บ่อยครั้ง

        บังเอิญช่วงนี้ทางฉีอวิ๋นส่งข่าวมาบอกพอดีว่า เขาได้เตรียมหาคนที่จะเข้ามาอยู่ในจวนเฉินอ๋องได้แล้ว ขอเพียงจวินหวงพาฉีเฉินไปพบก็เรียบร้อย

        “หวางเหย่… ไม่ใช่สิ ตอนนี้ควรจะเรียกว่าไท่จื่อแล้ว ไท่จื่อมาหาผู้น้อยเช่นนี้ ฟูเหรินจะไม่เสียใจเอาหรือพ่ะย่ะค่ะ?” จวินหวงที่นั่งอยู่ในศาลากล่าวขึ้นเสียงเรียบๆ

        ฉีเฉินยกมือขึ้นและกล่าวอย่างจนใจ “น้องเฟิงยังตัวเปล่าเล่าเปลือย ย่อมไม่เข้าใจว่าการมีชีวิตคู่มันทุกข์ทรมานเพียงใด”

        จวินหวงได้ฟังฉีเฉินบ่นก็ได้แต่หัวเราะเบาๆ “ไท่จื่อมาบ่นกับผู้น้อยเช่นนี้ หากฟูเหรินมาได้ยินเข้า ไม่แน่ว่าอาจจะกินแหนงแคลงใจอันใดขึ้นมาอีก สตรีเดิมทีก็มีไว้ทะนุถนอม เช่นนั้นพระองค์ก็…”

        “ก่อนหน้านี้ข้าก็รู้สึกเช่นนี้ แต่เว่ยหลานอิ๋งแต่ไหนแต่ไรมาก็มิได้อ่อนโยนเหมือนสายน้ำ และไม่ใช่คนมีเหตุผลที่จะเข้าใจอะไรง่ายๆ แล้วจะให้ข้าทำอย่างไรดี?” ฉีเฉินกล่าวจบก็ยกถ้วยชาบนโต๊ะขึ้นดื่ม เขาเคลื่อนไหวรวดเร็วกะทันหัน จวินหวงจึงไม่ทันได้ห้าม ความขมฝาดก็กระจายเต็มปากจนฉีเฉินบ้วนออกมาแทบไม่ทัน

        จวินหวงกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่ไหวต้องปิดปากไว้ หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งนางก็ยืนขึ้นแล้วกล่าวว่า “ดูเหมือนว่าฝ่าพระบาท[1]จะอารมณ์ไม่ค่อยดี ไม่สู้ให้ผู้น้อยออกไปเดินเล่นเป็นเพื่อนให้ผ่อนคลายอารมณ์ ฝ่าพระบาททรงเห็นเป็นอย่างไร?

        “น้องเฟิงกล่าวมาก็เข้าท่า” พูดจบฉีเฉินก็ยืนขึ้นเดินเคียงไหล่กับจวินหวงออกไปข้างนอก

        ยามเมื่อออกจากจวนเฉินอ๋อง เดินอยู่ในถนนหลักที่คึกคักของเมืองหลวง ฉีเฉินโบกพัดในมือท่วงท่าราวกับลูกหลานจากสกุลมั่งคั่ง จวินหวงก็ดูเหมือนคุณชายผู้งามสง่าล้ำเลิศที่อยู่เหนือกลียุค เว่ยเฉี่ยนพกกระบี่ติดตามอยู่ข้างหลัง ท่ามกลางบรรยากาศของเมืองหลวง พวกเขากลายเป็นจุดสนใจของผู้คนโดยไม่รู้ตัว

        ตอนนี้ฉีเฉินเป็นรัชทายาท ไม่มีใครไม่รู้จักเขา ผู้คนที่พบเจอเขาบนท้องถนนต่างก็เข้ามาคารวะ วันนี้อากาศสดใสเป็นพิเศษ อารมณ์ขุ่นมัวราวกับหมอกควันของฉีเฉินก่อนหน้านี้พลันสลายไปอย่างรวดเร็ว ในเวลานี้เขาอารมณ์ดีเป็นอย่างมาก ยกมือขึ้นให้คนเหล่านั้นทำตัวตามสบาย

        ในเวลานี้มีสตรีนางหนึ่งยืนอยู่บนสะพานเล็กๆ ไม่ไกลจากพวกเขามากนัก น้ำตาไหลอาบลงบนใบหน้าจิ้มลิ้มอ่อนหวาน สีหน้าของนางขาวซีด ร้องไห้ปานใจจะขาด กำลังจะกระโดดลงไปในแม่น้ำ

        ผู้คนจำนวนไม่น้อยต่างมามุงดูและช่วยกันเกลี้ยกล่อม ฉีเฉินอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจึงลากจวินหวงวิ่งเข้าไปดู เมื่อเข้าไปใกล้ๆ ถึงพบกับหญิงสาวงดงามนางหนึ่ง แม้ว่าจะสวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบ แต่หน้าตาสะสวย ดวงตายิ่งกระจ่างสดใส

        เพียงไม่นานจวินหวงก็จำได้ว่าหญิงสาวผู้นี้เป็นคนของจวนฉีอวิ๋น เคยมีวาสนาได้พบหน้ากันครั้งหนึ่ง นางเข้าใจอุบายทั้งหมดได้ในชั่วพริบตา รอให้ฉีเฉินมาติดเบ็ดเท่านั้น

        อันบุรุษก็มักจะหลงรักสตรีที่บอบบางกันทั้งสิ้น ในเวลาต่อมาฉีเฉินก็เบียดแทรกเข้าไปในฝูงชน แล้วจับข้อมือของสตรีผู้นั้นไว้อย่างรวดเร็วแล้วถามขึ้น “เหตุใดแม่นางจึงต้องคิดสั้น?”

        หญิงสาวช้อนตาที่เต็มไปด้วยความเศร้าโศกขึ้นมองฉีเฉิน น้ำตาของนางยิ่งร่วงพรูลงมาราวกับทำนบพังทลาย ผู้คนเห็นแล้วให้รู้สึกรวดร้าวใจ “คุณชายไม่รู้อะไร ข้าอยู่ในหมู่บ้านที่ไม่ไกลจากเมืองหลวง บิดามารดาถูกพวกอันธพาลทุบตีจนตาย คนพาลพวกนั้นยังคิดจะข่มเหงรังแกข้า ตอนที่ท่านพ่อยังมีชีวิตอยู่เคยบอกข้าว่า เรามีญาติอยู่ในเมืองหลวง ข้าอับจนหนทางแล้วจริงๆ จึงได้บากหน้ามาที่นี่ แต่ญาติของข้าเป็นพวกหัวสูงและเห็นแก่ตัว มีหรือจะยอมรับข้า ตอนนี้พวกเขาก็ไม่ให้ข้าเข้าบ้าน ข้าไม่มีทางไปแล้ว ไม่สู้ตายให้รู้แล้วรู้รอด” กล่าวจบน้ำตาของหญิงสาวก็ยิ่งไหลพราก

        ฉีเฉินรู้สึกร้าวใจ เอ่ยปากออกไปทันที “หากแม่นางไม่รังเกียจก็ไปพักที่จวนของผู้น้อยเป็นการชั่วคราวก่อน แม่นางจะทรมานตนเองเช่นนี้ไปไย ลงมาก่อนเถิด ทุกปัญหาย่อมสามารถแก้ไขได้”

        หญิงสาวดูเหมือนว่าจะสับสนอย่างมาก แต่สุดท้ายก็พยักหน้า ปาดน้ำตาให้แห้ง ฉีเฉินประคองนางเดินมาที่เพิงร้านน้ำชาเล็กๆ ที่อยู่ข้างสะพาน จวินหวงให้เสี่ยวเอ้อเอาน้ำชามาหนึ่งกา สายตาก็จับอยู่ที่ฉีเฉินและหญิงสาวผู้นั้นตลอดเวลา

        เมื่อเสี่ยวเอ้อนำน้ำชามาส่ง ฉีเฉินก็เทใส่ถ้วยส่งให้หญิงสาว แล้วถามขึ้น “ผู้น้อยควรจะเรียกแม่นางว่าอย่างไร?”

        “คุณชายเรียกข้าว่าโหรวเอ๋อร์ก็ได้เจ้าค่ะ” โหรวเอ๋อร์หลุบตาลงกล่าวอย่างเขินอาย

        ฉีเฉินพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ผู้น้อยฉีเฉิน” จากนั้นก็ผายมือไปที่จวินหวง “นี่คือแขกคนสำคัญของจวนผู้น้อย และนับถือกันเป็นพี่น้องนามว่าเฟิงไป๋อวี้”

        โหรวเอ๋อร์ได้ยินเช่นนั้นก็ลุกขึ้นอย่างตระหนก ถ้วยชาในมือหล่นลงพื้น แต่ถ้วยชานี้แข็งแรงคงทนเพียงแค่กลิ้งไปแต่ไม่แตก โหรวเอ๋อร์ลงไปคุกเข่าหมอบลงกับพื้น “ข้าน้อยไม่รู้ว่าเป็นองค์รัชทายาท จึงได้กระทำการล่วงเกิน ขอฝ่าพระบาทละเว้นชีวิตด้วย”

        “โหรวเอ๋อร์ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ ลุกขึ้นมาก่อนเถอะ” ฉีเฉินกล่าวจบก็ประคองโหรวเอ๋อร์ให้ลุกขึ้น ทั้งยังก้มลงมาช่วยโหรวเอ๋อร์ปัดฝุ่นที่กระโปรงอย่างใกล้ชิด โหรวเอ๋อร์ได้รับความเมตตาอย่างคาดไม่ถึงก็ตื่นตะลึง ไม่รู้ว่าควรจะทำตัวอย่างไรไปชั่วขณะ

        จวินหวงมองดูโหรวเอ๋อร์อยู่เงียบๆ รู้สึกเลื่อมใสในฝีมือการแสดงของนางยิ่งนัก มุมปากของนางค่อยๆ วาดโค้งขึ้น นางคิดว่าในเวลานี้การปรากฏตัวของสตรีที่อ่อนหวานประดุจสายน้ำเช่นโหรวเอ๋อร์ ไม่เพียงแต่สามารถเทียบชั้นกับเว่ยหลานอิ๋งได้ แต่ยังสามารถเป็นคนที่อยู่ข้างกายของฉีเฉินได้อีกด้วย หากอยากจะจัดการนำคนแทรกเข้าไปอยู่รอบๆ ตัวฉีเฉิน ก็เพียงแค่พูดเบาๆ ข้างหมอนก็ได้แล้ว

        หมากตัวนี้เหนือชั้นโดยแท้ มีโหรวเอ๋อร์แล้ว เว่ยหลานอิ๋งก็ย่อมไม่มีแก่ใจจะมาจับตาดูตนเองอีก

        โหรวเอ๋อร์มองดูจวินหวงแวบหนึ่งราวกับไม่เคยพบกันมาก่อน กลีบปากของนางคลี่ยิ้ม พอฉีเฉินหยัดกายขึ้นมา ใบหน้างดงามไร้ที่ติก็แดงระเรื่อไปทั้งใบหน้า ยิ่งทำให้ฉีเฉินนึกเอ็นดูรักใคร่

        และก็เป็นไปตามที่จวินหวงคาดไว้ หลังจากที่ฉีเฉินพาโหรวเอ๋อร์กลับไป เว่ยหลานอิ๋งก็เรียกตัวคนที่ส่งมาเฝ้าเรือนข้างอย่างลับๆ กลับไป แล้วตนเองก็เดินไปยังเรือนของฉีเฉินโดยตรงเพื่อสอบถามว่าโหรวเอ๋อร์คือผู้ใด

        เว่ยหลานอิ๋งมองดูโหรวเอ๋อร์ซึ่งผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว ก็ถามด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด “เจ้าเป็นหญิงแพศยามาจากไหน กล้าเข้ามาถึงจวนอ๋องมีเจตนามายั่วยวนรัชทายาทใช่หรือไม่? พูด! ใครเป็นคนส่งเจ้ามา?”

        “โหรวเอ๋อร์ไม่ทราบว่าฟูเหรินกล่าวเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร ฝ่าพระบาทเวทนาสงสารโหรวเอ๋อร์ที่ไม่มีบ้านให้กลับ จึงรับเข้ามาในจวน โหรวเอ๋อร์ไม่ใช่สตรีดังคำที่ออกมาจากปากของฟูเหรินแน่นอน”

        เมื่อได้ยินถ้อยคำเช่นนั้น ดวงตาเว่ยหลานอิ๋งก็ยิ่งดุร้ายเกรี้ยวกราด ปรี่เข้ามาตบโหรวเอ๋อร์โดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น โหรวเอ๋อร์ทั้งผอมบางและอ่อนแอ เมื่อรับฝ่ามือนี้เข้าไปก็ล้มคว่ำลงไปคลานอยู่ที่พื้น ตัวสั่นงันงก หยาดน้ำตาประดุจไข่มุกถูกสะบั้นร่วงริน

        เมื่อครู่ฉีเฉินยืนอยู่ที่ประตูจึงเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด พอเห็นโหรวเอ๋อร์ล้มลงที่พื้น ก็ถลันเข้าไปคว้าข้อมือเว่ยหลานอิ๋งไว้ มือที่จับใช้กำลังบีบรุนแรง เพียงไม่นานก็เกิดเป็นรอยนิ้วมือ

        “เว่ยหลานอิ๋ง เจ้ารู้หรือไม่ว่ากำลังทำอะไรอยู่? มีฐานะเป็นถึงชายารองของรัชทายาท แต่รู้หรือไม่ว่าการกระทำของตนเองเมื่อครู่นั้นหยาบคายและไร้มารยาทเกินไปแล้ว?” ฉีเฉินกล่าวเสียงเย็นเยียบ กล่าวจบก็สะบัดเว่ยหลานอิ๋งออกไปอย่างแรง จากนั้นก็ย่อตัวคุกเข่าลงมาประคองโหรวเอ๋อร์ให้ลุกขึ้น

        โหรวเอ๋อร์มองฉีเฉินอย่างน่าสงสาร แล้วกล่าวว่า “ฝ่าพระบาท อย่าโกรธขึ้งฟูเหรินเพียงเพราะโหรวเอ๋อร์เลยเพคะ ที่ฟูเหรินโมโหเป็นเพราะโหรวเอ๋อร์ไม่รู้จักมารยาท เลยไปยั่วโทสะของฟูเหรินเข้า…”

……………………………………………………………………………………………………

        [1] ฝ่าพระบาท (殿下  เตี้ยนเซี่ย) เป็นคำสรรพนามเรียกแทนองค์ชายและองค์หญิง


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ลิขิตหงสาเหนือปฐพี” :https://bit.ly/2QkkL9l