0 Views

        จวินหวงหลบไม่ทันเสียแล้ว ได้แต่ยืนตะลึงมองไปที่ไม้ท่อนนั้น เตรียมรอรับความเจ็บปวดจากท่อนไม้ที่กำลังจะฟาดลงมาบนร่างกาย แต่แล้วสิ่งที่ได้สัมผัสกลับไม่ใช่ความเจ็บปวด แต่เป็นเสียงลมหายใจรุนแรงที่พ่นออกทางจมูก แล้วตนเองก็เข้าไปอยู่ในอ้อมกอดที่อบอุ่นของคนผู้หนึ่ง

        ตอนที่นางลืมตาขึ้น สิ่งที่เห็นก็คือใบหน้าที่หล่อเหลาของหนานสวิน เขากำลังหลับตา ริมฝีปากบางของเขาเม้มแน่น เส้นเลือดบนหน้าผากปูดโปนออกมา หนานสวินปกป้องจวินหวงเอาไว้ แล้วใช้แผ่นหลังของตนรับท่อนไม้แข็งๆ เอาไว้เอง ในขณะที่ชายผู้นั้นยังไม่ทันตั้งตัว ฉีอวิ๋นก็ใช้พัดเคาะลงไปที่คอของเขาเพียงเบาๆ ร่างของคนผู้นั้นก็อ่อนยวบล้มลงไปที่พื้น

        “เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?” ฉีอวิ๋นวิ่งเข้ามาอย่างกระวนกระวายใจ แล้วถามขึ้น

        จวินหวงหน้าซีด ส่ายศีรษะไปมาพลางประคองหนานสวินไว้ ในใจรู้สึกปวดแปลบเหมือนถูกเข็มทิ่มแทง “ข้าไม่เป็นไร แต่หนานสวินเมื่อครู่ถูกฟาดด้วยท่อนไม้ ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง”

        นางร้อนใจจนลืมไปหมดสิ้นว่าตนเองก็รู้วิชาแพทย์ กว่านางจะนึกขึ้นมาได้ ฉีอวิ๋นก็จัดการกับทุกคนเรียบร้อยแล้ว สีหน้าของหนานสวินดูดีขึ้นมาก

        เขาไอโขลกเบาๆ แล้วกระอักออกมาเป็นเลือดเสีย จวินหวงตกใจจนมือสั่น บีบข้อมือของเขาไว้แล้วตรวจดูชีพจร เมื่อพบว่าทุกอย่างไม่มีปัญหานางค่อยเบาใจลง นางประคองหนานสวินกลับไปที่ห้องส่วนตัวชั้นสอง ผ่านไปครู่หนึ่งฉีอวิ๋นถึงเดินขึ้นมา เขามองไปที่หนานสวินแล้วถามขึ้น “ดีขึ้นหรือยัง?”

        หนานสวินพยักหน้า “ไม่เป็นไรแล้ว”

        ในเมื่อเขาพูดมาเช่นนี้ ฉีอวิ๋นก็คิดว่าเขาดีขึ้นแล้ว แต่สีหน้าของจวินหวงยังเต็มไปด้วยความกังวล จนฉีอวิ๋นอดจะกลอกตาขาวมองบนไม่ได้ ได้แต่ถอนใจออกมา “ไป๋อวี้ ผู้ฝึกยุทธ์ต่างก็รู้ร่างกายของตนเองดีว่าเป็นอย่างไร นอกจากนี้แรงของคนผู้นั้นก็ไม่ได้มาก เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวลขนาดนี้ก็ได้”

        จวินหวงได้ยินดังนั้นก็เกาหัวอย่างรู้สึกเก้อเขิน ค่อยคลายมือจากแขนของหนานสวิน ใบหน้าแดงเรื่อหันมองไปทางอื่น ทั้งสามคนไม่ได้คุยกันอีกไปชั่วเวลาหนึ่ง

        เวลาผ่านไปครู่ใหญ่พวกเขาสามคนถึงออกมาจากหอสุรา หนานสวินรู้สึกว่าอาการบาดเจ็บที่หลังดีขึ้นมากแล้ว แต่จวินหวงยังคงพูดถึงสิ่งที่ต้องระมัดระวังให้หนานสวินกลับไปดูแลตนเอง หนานสวินพยักหน้ารับปากนับว่าเป็นการทำให้จวินหวงสบายใจขึ้น

        ในเวลานั้นเองก็มีหญิงสาวผู้หนึ่งวิ่งเข้ามา หญิงสาวผู้นี้ก็คือสตรีขายเสียงเพลงที่จวินหวงเพิ่งช่วยเอาไว้เมื่อครู่ นางมองจวินหวงอย่างขวยเขิน พูดไม่ออกแม้เพียงประโยคเดียว จากนั้นก็ยัดผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งไว้ในอ้อมแขนของจวินหวงก่อนจะวิ่งหนีไป

        “ไป๋อวี๋ช่างมีวาสนาในเรื่องความรักจริงๆ” ฉีอวิ๋นกระเซ้า จวินหวงเพียงแต่เบ้ปาก แล้วเก็บผ้าเช็ดหน้าไว้อย่างดี เพราะนางรู้ว่านี่คือน้ำใจของหญิงสาว

        “เจ้าวางใจเถอะ ข้ากับองค์ชายสี่ตกลงกันแล้ว ถ้ามีความจำเป็น พวกเราสองคนก็จะร่วมมือกัน เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวลใจ อยู่กับฉีเฉินก็ต้องระวังตัวหน่อย” หนานสวินถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง มองจวินหวงด้วยความเป็นห่วงในความปลอดภัยของนาง

        จวินหวงหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ขัน “รู้แล้ว อย่างข้าจะมีเรื่องอะไรได้ ตอนนี้ฉีเฉินยังหวังให้ข้าวางกลยุทธ์ให้เขาอยู่ ว่าแต่พวกท่านเถอะ ในราชสำนักคลื่นลมแปรปรวน ทำให้คนถึงที่ตายได้ในชั่วพริบตา พวกท่านต่างหากที่ต้องระวังตัวหน่อย” นางมองหนานสวินและฉีเฉินอย่างเป็นกังวล ทุกคำล้วนจริงจังและกล่าวออกมาจากใจ

        ฉีอวิ๋นบอกให้นางทำใจให้สบายก่อนที่เขาจะกลับจวนไป หนานสวินไม่สะดวกส่งจวินหวงกลับจวนเฉินอ๋อง ในที่สุดจึงให้องครักษ์เงาติดตามไปอารักขานางอย่างระมัดระวัง ถึงค่อยคลายใจกลับไป

        เมื่อฉีอวิ๋นกลับมาถึงตำหนักก็เห็นคนที่เขาส่งไปปฏิบัติภารกิจกลับมาพอดี เขาขมวดคิ้วไล่ทุกคนออกไป เหลือคนผู้นั้นเพียงคนเดียวในห้องโถงใหญ่

        “เจ้าพบอะไรเข้าแล้วหรือ?” ฉีอวิ๋นคิ้วขมวดถามขึ้น

        คนผู้นั้นนิ่งเงียบไปชั่วครู่ แล้วมองฉีเฉินอย่างพูดไม่ออก หลังถูกฉีเฉินเค้นถามขึ้นอีก ถึงจะค่อยๆ เอ่ยปากพูด “เวลานี้ตรวจสอบไปได้ครึ่งทาง เบาะแสทั้งหมดล้วนถูกตัดขาดไปแล้ว ก็เลยถือโอกาสจัดสรรคนไปตรวจสอบทุกเรื่องราวของพระสนมในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่เสียเลย ได้ยินมาว่า…”

        “ได้ยินมาว่าอะไร?”

        “เรื่องนี้ไม่ได้เรียบง่ายขนาดนั้น”

        ฉีอวิ๋นได้ฟังความก็หลุบตาลงหันมองไปทางอื่น การเสียชีวิตของเสด็จแม่ของเขามีเงื่อนงำ เขาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าเรื่องนี้ไม่เรียบง่ายอย่างที่เห็น แต่ก็ยังมืดแปดด้าน เขาค้นหามานานขนาดนี้ ก็ไม่พบสิ่งใดที่พอจะเป็นประโยชน์ได้เลย ยิ่งคิดก็ยิ่งกลัดกลุ้ม เขาสะบัดแขนเสื้อกวาดถ้วยชาที่อยู่บนโต๊ะตกลงมาบนพื้นแตกกระจายด้วยความแค้นเคือง

        นิ้วมือของเขาสั่นระริกอย่างควบคุมไม่อยู่ ในอกของเขาก็เช่นเดียวกัน เขาตั้งสัตย์สาบานอยู่ในใจ เพื่อเสด็จแม่สักวันหนึ่งเขาจะต้องค้นหาความจริงออกมาให้ได้ คนเหล่านั้นที่ทำให้เสด็จแม่ต้องตายจะต้องชดใช้อย่างสาสม

        ฉีอวิ๋นตั้งมั่นในใจเช่นนี้ ยิ่งเป็นการยืนกรานเจตนารมณ์อันแน่วแน่เพื่อค้นหาความจริงให้กระจ่าง ส่วนอีกทางจวินหวงก็กำลังเรียกพบขุนนางใหญ่ทีละคนๆ หวังเพียงว่าจะสามารถเพิ่มฐานอำนาจในราชสำนักให้กับฉีอวิ๋นได้

        ยามที่จวินหวงพบกับฉีอวิ๋นอีกครั้งก็รู้สึกว่า ฉีอวิ๋นยิ่งผ่ายผอมลงไปเรื่อยๆ สีหน้าของเขาไม่สู้ดีนัก ช่วงนี้กล่าวได้ว่าเขาแทบไม่ได้กินไม่ได้นอนเพื่อค้นหาความจริงเกี่ยวกับการเสียชีวิตของพระมารดา ตอนนี้ยังเสี่ยงอันตรายลอบเข้ามาหานางยามวิกาลอีก

        “นี่เจ้าเป็นอะไรไป? หรือว่าเจอกับปัญหาตึงมืออะไรเข้า?” จวินหวงหน้านิ่วมองฉีอวิ๋น แล้วถามเขาด้วยความเป็นห่วง

        ฉีอวิ๋นมองจวินหวง แล้วเอ่ยปากอย่างยากลำบาก “เรื่องนี้เดิมทีก็ไม่อยากรบกวนเจ้า แต่ข้าไม่มีหนทางแล้วจริงๆ ดังนั้น… จวินหวง หวังว่าเจ้าจะช่วยข้าได้”

        “ฉีอวิ๋น เจ้าบอกข้ามาตามตรงว่าเกิดอะไรขึ้น ขอเพียงเป็นสิ่งที่ข้าทำได้ ข้าจะต้องช่วยเจ้าแน่นอน”

        ฉีอวิ๋นบอกเล่ามูลเหตุของเรื่องราวให้จวินหวงฟัง ที่แท้เขารู้สึกว่าการตายของเสด็จแม่ของเขามีเงื่อนงำ แต่จนใจที่ไม่มีหลักฐานใดๆ มาพิสูจน์ จวินหวงเคยได้ยินคำร่ำลือมาบ้าง เล่ากันว่าในระหว่างยามวิกาลจู่ๆ เสด็จแม่ของฉีอวิ๋นก็สิ้นพระชนม์อย่างกะทันหันภายในวังหลวง ถึงแม้จะมีนางกำนัลน้อยบอกว่าเป็นการกระทำของฮองเฮาและพระสนมกุ้ยเฟย แต่นางก็ไม่เข้าใจว่าหากเป็นเช่นนั้นจริง เหตุใดฝ่าบาทจึงปล่อยให้เลยตามเลยไปเยี่ยงนั้น? ใครๆ ต่างก็รู้ว่าฝ่าบาททรงโปรดปรานพระสนมเป็นอย่างยิ่ง แต่เรื่องราวในหนหลังกลับจัดการอย่างลวกๆ ไร้เหตุผลที่จะอธิบายได้จริงๆ

        จวินหวงมองหน้าฉีอวิ๋นภายใต้แสงเทียนที่วูบไหว ตอนนี้เขามิใช่เด็กน้อยผู้บริสุทธิ์ไร้เดียงดาเฉกเช่นในวัยเยาว์อีกแล้ว มีเพียงความเจ็บปวดจากการสูญเสียมารดา ในเมืองหลวงยิ่งใหญ่ที่สามารถกลืนกินผู้คนแห่งนี้ วิถีชีวิตล้วนไม่แน่นอนดังกระแสน้ำขึ้นลง ใครจะรู้ว่าแท้จริงแล้วเขาผ่านเรื่องราวอะไรมาบ้าง

        ฉีอวิ๋นมองจวินหวงด้วยสีหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง จวินหวงก็ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ นางพยักหน้ารับแล้วถอนใจออกมาคราหนึ่ง “วางใจเถอะ ข้าจะพยายามสุดความสามารถ ค้นหาความจริงออกมาให้เจ้าให้ได้”

        หลังจากนั้นจวินหวงก็เริ่มตรวจสอบเรื่องนี้ ไม่อยู่จวนเฉินอ๋องทั้งวัน ช่วงนี้ฉีเฉินกำลังยุ่งอยู่กับการผูกใจคนด้วยเพทุบาย จึงค่อยปล่อยจวินหวงให้ได้หายใจหายคอสะดวกขึ้นบ้าง ก่อนหน้านี้เวลาที่จวินหวงออกไปข้างนอกเว่ยเฉี่ยนจะต้องคอยสอบถามนางตลอดว่านางไปไหน แต่ตอนนี้กลับทำเป็นไม่เห็น

        แต่จวินหวงกระจ่างใจดีว่าในเมืองหลวงกว้างใหญ่แห่งนี้ อาศัยแค่กำลังของตนเอง ไม่ว่าเรื่องใดก็มิอาจทำให้สำเร็จได้ ในที่สุดก็ต้องไปหาหนานสวินเพื่อขอความช่วยเหลือ

        หลังจากหนานสวินทราบเจตนาการมาของจวินหวง เขาก็มีสีหน้าเคร่งเครียดราวกับว่านี่คือปัญหาที่รับมือยากอย่างยิ่ง เขานิ่งไปไม่ได้ให้คำตอบอยู่เป็นเวลานาน แต่ในยามที่หันกลับไปมองจวินหวง คำพูดปฏิเสธกลับติดอยู่ในลำคอ “เรื่องของราชวงศ์เดิมทีเจ้าก็ไม่ควรสอดมือเข้าไปยุ่งเกี่ยว…”

        “แต่พระมารดาของฉีอวิ๋นก็ไม่ควรสิ้นพระชนม์อย่างไร้ความกระจ่างแจ้งเช่นนี้ อีกอย่างข้าได้รับปากฉีอวิ๋นไปแล้ว ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ต้องช่วยเขา” จวินหวงมองหนานสวิน กล่าวทุกถ้อยคำอย่างหนักแน่น

        “เจ้ารู้หรือไม่ นี่เป็นเรื่องราวของหลายปีมาแล้ว สิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เจ้ากับข้าจะสามารถคาดเดาล่วงหน้าได้อย่างไร หากเอาตัวเองเข้าไปพัวพัน เจ้าจะไม่นึกเสียใจภายหลังหรือ?” หนานสวินมองจวินหวงด้วยแววตาลึกซึ้ง หัวคิ้วมิอาจผ่อนคลายลงได้ เขากังวลในความปลอดภัยของจวินหวงจริงๆ

        จวินหวงไม่คิดว่าหนานสวินจะมีท่าทีพิรี้พิไรแบบนี้ จึงรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก คิดจะกลับเลยในตอนนั้น แต่หนานสวินรั้งนางเอาไว้ก่อน เขาถอนใจออกมาอย่างจนปัญญา “ข้าช่วยเจ้าก็ได้”

        จวินหวงได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มออกมา “เช่นนั้นก็ต้องรบกวนท่านแล้ว ข้าต้องขอบคุณท่านแทนฉีอวิ๋นด้วย”

        หนานสวินเพียงแค่ยกมือขึ้นแสดงว่าไม่จำเป็น แล้วก็หัวเราะอย่างช่วยไม่ได้ ไม่รู้ว่าตนเองกลายเป็นคนพูดปฏิเสธจวินหวงไม่ออกตั้งแต่เมื่อไร

        หลังจากที่จวินหวงกล่าวขอบคุณแล้วก็เดินลิ่วๆ ออกไป หนานสวินยืนมองเงาหลังของจวินหวงที่ค่อยๆ ห่างออกไปอยู่ที่เดิม ส่ายหน้าไปมา ผ่านไปชั่วครู่ถึงเรียกองครักษ์เงาออกมา ให้เขาไปค้นหานางกำนัลที่เมื่อก่อนเคยปรนนิบัติอยู่ข้างกายพระสนมว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน

        อำนาจของหนานสวินในเมืองหลวงมิอาจดูเบาได้ เพียงไม่นานก็ได้ข้อมูลมา ตอนที่เขาส่งสารผ่านนกพิราบสื่อสารมาให้จวินหวง นางดีใจมากจนเกือบกระโดดโลดเต้นออกมา ไม่อาจสงบนิ่งสง่างามได้เหมือนวันธรรมดาทั่วไป

        เมื่อถึงยามราตรีอันสงัดเงียบไร้ผู้คน จวินหวงเปลี่ยนอาภรณ์เป็นชุดรัดกุมสีดำแล้วแอบย่องออกไป สถานที่ที่ระบุในจดหมายเป็นบ้านผู้ลี้ภัยแห่งหนึ่งที่อยู่ทางทิศใต้ของเมือง

        จวินหวงไม่เคยมาที่นี่มาก่อน ที่นี่ยามค่ำคืนมีลมหนาวพัดมาเป็นระลอก บรรยากาศชวนขนลุกเล็กน้อย หัวใจจวินหวงเกือบจะลอยขึ้นมาถึงคอหอย ไม่กล้าแม้กระทั่งหายใจแรง

        หนานสวินยืนอยู่ใต้ชายคามองดูท่าทางระมัดระวังของจวินหวงแล้วก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ ผ่านไปครู่หนึ่งถึงก้าวช้าๆ เดินออกไป เท้าเหยียบลงไปบนใบไม้ดังกรอบแกรบ จวินหวงได้ยินเสียงก็หันมามอง พอเห็นว่าเป็นหนานสวินถึงค่อยรู้สึกโล่งใจในความปลอดภัย

        “ข้านึกว่าท่านจะไม่มา”

        หนานสวินไม่พูดอะไร เพียงแค่จูงมือของจวินหวงเดินเข้าไปใกล้เรือนหลังหนึ่งอย่างคุ้นเคยเส้นทางเป็นอย่างดี พบสตรีผู้หนึ่งดูเหมือนว่าจะอายุไม่เกินสี่สิบปียืนอยู่ที่ประตูมองไปรอบๆ เห็นได้ชัดว่าเมื่อครู่หนานสวินได้มาที่นี่แล้ว

        สตรีผู้นั้นมองจวินหวง ยิ้มเล็กน้อยแล้วยังยอบกายคารวะเหมือนกับคนที่ออกมาจากในวังทีเดียว จวินหวงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย หันไปมองหนานสวินเพื่อขอคำตอบ

        “นางก็คือนางกำนัลที่อยู่ข้างกายของพระสนม ติดตามพระสนมมาตั้งแต่เด็ก หลังจากพระสนมสิ้นพระชนม์นางก็หนีออกมาจากวังหลวง แล้วมาตั้งรกรากอยู่ที่นี่”

        จวินหวงพยักหน้าคล้ายว่าจะเข้าใจแต่ไม่เข้าใจ แล้วตามสตรีผู้นั้นเข้าไปในเรือน หลังจากหนานสวินมองสำรวจรอบด้านแล้วก็เดินเข้ามา แล้วนั่งลงข้างๆ จวินหวง

        สตรีผู้นั้นรินน้ำชาให้จวินหวงและหนานสวิน ตนเองก็ดื่มชาให้ชุ่มคอเข้าไปหนึ่งคำ แล้วเหลือบตาขึ้นมองจวินหวง จากนั้นนางก็เริ่มเล่าความทรงจำที่ฝังลึกจนฝุ่นจับในช่วงนั้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

        “…ฝ่าบาททรงโปรดปรานพระสนมเป็นที่สุด แต่สถานที่เช่นในวังหลวง มีแต่พวกปากหวานก้นเปรี้ยวปลิ้นปล้อนหลอกลวง ไม่มีใครโชคดีรอดพ้นจากภัยพิบัติไปได้ พระสนมเป็นคนมีจิตใจดีงามไม่เคยคิดร้ายต่อผู้อื่น แต่สุดท้ายกลับถูกผู้อื่นทำร้าย… วันนั้นฝ่าบาทก็เสด็จมา เสวยน้ำจัณฑ์เป็นเพื่อนพระสนม หลังจากที่พระสนมเสวยน้ำจัณฑ์แล้วก็ตรัสอยู่ตลอดว่ารู้สึกไม่สบายพระวรกาย จนถึงตอนบ่ายฮองเฮาและกุ้ยเฟยก็เสด็จมาในวัง ให้พระสนมไปฟังดนตรีเป็นเพื่อนพวกพระนาง วันนั้นแปลกมาก พวกพระนางมาเยี่ยมพระสนมวันเดียว… ตกกลางคืนพระสนมก็เริ่มอาเจียน หมอหลวงยังไม่ทันมาถึง พระนางก็… พระนางก็ไม่ไหวแล้ว” เมื่อเล่ามาถึงช่วงท้ายสุด สตรีผู้นั้นก็น้ำตาร่วงร้องไห้สะอึกสะอื้น ดวงตาคู่หนึ่งที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งกาลเวลายิ่งเพิ่มริ้วรอยขึ้นอีกหลายเส้น

        “ความหมายของท่านก็คือ… เรื่องนี้ไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับฮองเฮาและกุ้ยเฟย เกรงว่ายังพัวพันไปถึงฝ่าบาทด้วย?”

        สตรีผู้นั้นหลุบตาลงไม่กล่าวสิ่งใดอีก ชั่วขณะหนึ่งภายในห้องเงียบสนิทไร้สุ้มเสียง ด้านนอกเวลานี้ลมพัดรุนแรง กิ่งก้านต้นไม้โอนเอนสั่นกระพือราวกับภูตผี ในอุ้งมือของจวินหวงเต็มไปด้วยเหงื่อ บนหน้าผากก็ค่อยๆ มีเหงื่อไหลออกมา


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ลิขิตหงสาเหนือปฐพี” :https://bit.ly/2QkkL9l