0 Views

        รองเสนาบดีไม่หวาดหวั่นกับสายตาของฉีเฉินที่มองมาสักนิด ไม่เอะอะอะไรก็คล้อยตามอย่างเดียวเช่นในอดีต ราวกับมีความทะนงในศักดิ์ศรีเพิ่มขึ้นมาหลายส่วน

        ผ่านไปชั่วครู่ รองเสนาบดีถึงเอ่ยขึ้นอย่างหนักแน่น “คนทำสิ่งใดฟ้าย่อมรู้เห็น กระหม่อมย่อมรู้ดีว่าตนเองทำสิ่งใดอยู่ ว่าแต่หวางเหย่เถิด อย่าลืมว่าตนเองทำอะไรอยู่ก็แล้วกัน”

        ฉีเฉินตะลึงงัน ไม่คิดมาก่อนว่าคนขลาดใจเสาะอย่างรองเสนาบดีจะใจกล้าถึงกับมาต่อปากต่อคำกับตนเองเยี่ยงนี้ เขากำมือแน่นมองรองเสนาบดีอย่างมาดร้าย แต่รองเสนาบดีก็เดินไปไกลแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับฉีเฉินตัดขาดสิ้นสุดกัน นับแต่นี้ถือเป็นศัตรู ไม่ใช่พันธมิตรอีกต่อไป

        หนานสวินยืนกอดอก ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นที่นี่ล้วนอยู่ในสายตาเขาทั้งหมด มุมปากโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้ม ลอบถอนใจเงียบๆ ให้กับความสามารถในการอ่านคนของจวินหวง รองเสนาบดีเป็นคนขี้ขลาด แต่ในหัวใจของเขามีประชาชน มีความเมตตากรุณา ย่อมไม่สามารถร่วมเดินไปบนเส้นทางอันโสมมกับฉีเฉินได้ ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะมีเพียงฉีอวิ๋นที่เหมาะสมที่สุดแล้ว

        รอจนกระทั่งเขาออกมาจากวังหลวง องครักษ์เงาจึงเข้ามาหาอย่างเงียบๆ “หวางเหย่ เมื่อครู่คุณชายเฟิงนัดหารือที่หอสุราขอรับ”

        คิดๆ ดู ไม่ได้เห็นหน้าจวินหวงมาหลายวันแล้ว หนานสวินยิ้มแล้วพยักหน้า หลังจากกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่จวนแล้วก็ตรงไปยังหอสุรา

        ย้อนคิดไปถึงก่อนหน้านี้ จวินหวงรู้สึกว่าหอสุราเป็นสถานที่วุ่นวาย แต่เขากลับคิดว่าที่นี่ปลอดภัยที่สุด มาตอนนี้จวินหวงมีธุระต้องการนัดพบคราใดก็มักจะนัดหมายที่หอสุราเสมอ เมื่อคิดถึงเรื่องนี้แล้ว หนานสวินก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้

        และในเวลาเดียวกัน ฉีอวิ๋นที่กำลังนั่งจิบชาอยู่ในตำหนักของตนเองก็ได้รับการเชื้อเชิญจากจวินหวงเช่นกัน แน่นอนว่าเขาย่อมจะไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว เขาวางถ้วยชาลงแล้วให้คนไปเตรียมการเพื่อออกไปพบตามนัดหมาย

        หนานสวินเคลื่อนไหวเร็วขึ้นอีก ตอนที่เขาไปถึงหอสุราเห็นจวินหวงยืนพิงต้นเสาชมทิวทัศน์ไกลๆ อยู่คนเดียว เมื่อนางได้ยินเสียงถึงหันมายิ้มให้เขา แสงตะวันสาดส่องลงมาเบื้องหลังที่นางยืนอยู่ รอยยิ้มของนางประทับลงในความทรงจำของหนานสวินอย่างลึกซึ้ง

        “หวางเหย่มาเร็วกว่าที่ข้าคาดไว้มาก” จวินหวงมองหนานสวินพลางยิ้มน้อยๆ อาภรณ์แพรต่วนที่นางสวมคลุมร่างพัดพลิ้วไปตามสายลม เรือนผมสีดำสนิทมุ่นมวยครอบด้วยกวานหยกขาว หยกพกสีเขียวมรกตที่คาดเอวเป็นของชั้นดีที่สุด ดูมองไปยิ่งดูคล้ายกับคุณชายผู้หล่อเหลา สง่างามอย่างแท้จริง

        หนานสวินยิ้มตอบกลับแล้วค่อยๆ ก้าวเข้าไปหาอย่างช้าๆ กลิ่นชาบนโต๊ะหอมฟุ้งตลบอบอวล เขายืนมองจวินหวงอยู่ที่นั่น ดวงตาคมกริบเย็นเยียบแข็งกระด้างราวกับนกเหยี่ยวถูกเก็บเอาไว้ บัดนี้เห็นเพียงแววตาที่อ่อนโยนดุจสายน้ำ น่าเสียดายจวินหวงหมุนกายหันไปมองทางอื่นแล้ว จึงคลาดไป มิได้เห็นสายตาของเขา

        ผ่านไปชั่วครู่ จวินหวงถึงเริ่มเอ่ยปากถาม “ช่วงนี้ในวังเป็นอย่างไรบ้าง?”

        หนานสวินหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วถอนใจ “ตอนนี้ในราชสำนักแยกออกหลายฝ่าย การสิ้นพระชนม์ของรัชทายาททำให้คนของกั๋วจิ้วระส่ำระสาย ตอนนี้องค์ชายรองมีอำนาจในราชสำนักเพิ่มขึ้น เพียงแต่ว่า…”

        “เพียงแต่ว่าอะไร?” จวินหวงขมวดคิ้วมองหนานสวิน

        หนานสวินเงียบไปชั่วขณะถึงเอ่ยปาก “คนของกั๋วจิ้วต่างก็เชื่อว่าฉีเฉินจะต้องเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนพัวพันกับการสิ้นพระชนม์ของรัชทายาทอย่างหลีกไม่พ้น”

        “ช่วงนี้ฉีเฉินต้องการเอาใจฝ่าบาท คุยหารือถึงเรื่องการก่อสร้างบูรณะชายแดนขึ้นมาใหม่ เรื่องนี้ได้ถูกกั๋วจิ้วคัดค้านโดยอ้างเรื่องคลังแผ่นดินขาดแคลนมาเป็นเหตุผล ฝ่าบาทในเวลานี้ทรงปลีกพระองค์ออกมายืนภูดูเสือกัดกัน ฮองเฮากับพระสนมเจินกุ้ยเฟยก็แอบทำสงครามกันอยู่เงียบๆ”

        จวินหวงเป็นคนนอกวังหลวง จึงไม่รู้เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในวัง ในใจรู้สึกสงสัยอย่างมากจึงถามขึ้น “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุใดฝ่าบาทถึงไม่ทรงยื่นมือเข้ามาจัดการเล่า?”

        “เฮอะ!” หนานสวินแค่นเสียงหัวเราะเย็นชาออกมาเสียงหนึ่ง แววตาเปลี่ยนเป็นเฉียบคม “ตอนนี้ฝ่าบาทไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว คนในราชวงศ์แต่ไหนแต่ไรก็เป็นเช่นนี้ เจ้านึกว่าฝ่าบาททรงประทับอยู่บนบังลังก์มังกรอย่างสบายพระทัยนักหรือ? พระองค์เพียงแค่อาศัยกำลังความสามารถของพวกเขา แล้วคอยดูพวกเขาต่อสู้กันเองเท่านั้นเอง”

        และในเวลานั้น เสี่ยวเอ้อของหอสุราก็นำพาบุรุษหนุ่มสวมอาภรณ์หรูหราเดินเข้ามา ฉีอวิ๋นในมือถือพัดใบหน้ายิ้มแย้มทักทายทุกคน ดวงตาสุกใสเหมือนดวงดาว เขากับหนานสวินมีกลิ่นอายที่แตกต่างกัน ความหล่อเหลาของฉีอวิ๋นเหมือนกับสายน้ำเย็นใสสดชื่น แต่หนานสวินเป็นสุราร้อนแรงกลิ่นหอมมึนเมายาวนาน อวัยวะทั้งห้าบนใบหน้าดั่งประติมากรรมอันประณีตสลักเสลาลวงให้ผู้คนมองอย่างเคลิบเคลิ้ม

        “ดูเหมือนว่าจะมีคนมาถึงก่อนแล้ว” ฉีอวิ๋นพูดพลางหัวเราะเบาๆ สายตามองพิจารณาหนานสวินตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างเปิดเผย แต่พอหนานสวินมององค์ชายสี่ผู้ซึ่งอยู่แต่ในจวนของตนเองมานานหลายปีผู้นี้แล้ว ก็เพียงยิ้มเหินห่างพอเป็นมารยาท ดูเหมาะสมแต่ให้ความรู้สึกไม่คุ้นเคยสนิทสนม

        ฉีอวิ๋นมองสำรวจหนานสวินเรียบร้อยแล้วก็ย้ายสายตาอย่างรวดเร็ว มองไปยังจวินหวงแล้วคลี่ยิ้มออกมา “วันนี้คิดอย่างไรถึงนัดข้าออกมา แล้วยังพาคนนอกมาด้วย?”

        จวินหวงฟังแล้วก็ยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน นางไม่เคยคิดมาก่อนว่าฉีอวิ๋นจะพูดจาแบบนี้ออกมาได้ วันนี้นางนัดพวกเขาออกมาเพราะมีเรื่องต้องการปรึกษาร่วมกัน หากทั้งสองคนมีท่าทีต่อกันเช่นนี้ คงไม่มีทางเข้ากันได้อย่างแน่นอน จวินหวงนิ่งคิดอยู่นาน ก่อนจะตัดสินใจทำลายความอึดอัดตรงหน้านี้เสีย นางกระแอมเบาๆ เชิญพวกเขานั่งลง แล้วถึงเริ่มเอ่ยวาจา “วันนี้ที่ข้าเชิญทั้งสองท่านมาก็เพราะว่า ตอนนี้ฉีเฉินกุมอำนาจอยู่ วันหน้ายังไม่รู้ว่าจะก่อเรื่องอะไรขึ้นมาอีก ในตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ให้พวกท่านสองคนผนึกกำลังเป็นพันธมิตรกันได้”

        จวินหวงพูดจบก็หันไปทางหนานสวิน “หนานสวิน ท่านก็ไม่ปรารถนาให้เป่ยฉีต้องตกไปอยู่ในมือของคนอย่างฉีเฉินใช่หรือไม่ ท่านรู้ดีกว่าใครว่าฉีเฉินไม่เคยใส่ใจทุกข์สุขของประชาชน ดังนั้นเป่ยฉีจะตกไปอยู่ในกำมือเขาไม่ได้อย่างเด็ดขาด”

        “นอกจากนี้ ฝ่าบาททรงหวาดระแวงในตัวท่านมาโดยตลอด ยังไม่รู้ว่าฉีเฉินจะทำอะไรกับท่านเพื่อให้ได้ตำแหน่งรัชทายาท หากท่านกับฉีอวิ๋นร่วมเป็นพันธมิตรกัน ท่านก็ไม่ต้องสู้รบอย่างเดียวดายในราชสำนักอีกต่อไป” จวินหวงกล่าวออกมาด้วยความจริงใจ ความจริงจะเป็นอย่างไรนั้นก็ต้องสุดแล้วแต่หนานสวินจะตัดสินใจเอาเอง

        หนานสวินจิบชาไม่แยแส จวินหวงจนปัญญาไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว ได้แต่ถอนใจออกมา แล้วยืนขึ้นพูดอย่างหงุดหงิด “ทำไมพวกท่านถึงได้เป็นแบบนี้ ตอนนี้พวกเรายังมีทางให้เลือกด้วยหรือ? พวกท่านคุยกันเองก็แล้วกัน ข้าไปก่อนล่ะ” พูดจบก็สะบัดแขนเดินไปด้วยสีหน้าไม่ค่อยดีนัก

        หลังจากจวินหวงออกไปแล้ว ฉีอวิ๋นเหลือบตาขึ้นมองหนานสวิน แล้วหัวเราะเบาๆ ออกมาเสียงหนึ่ง “ไป๋อวี้ก็เป็นแบบนี้เอง หวังว่าเจ้าคงไม่เก็บมาใส่ใจ”

        “ย่อมเป็นเช่นนั้น” หนานสวินตอบเรียบๆ ฟังจากน้ำเสียงของฉีอวิ๋น ก็รู้ได้ว่าเขากับจวินหวงมีความสัมพันธ์ที่ดีมาก แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดในใจของเขากลับเกิดความรู้สึกอิจฉาอยู่หลายส่วน

        ฉีอวิ๋นเห็นหนานสวินมีสีหน้าเปลี่ยนไป รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็ยิ่งกว้างขึ้น กลั้นเอาไว้ไม่อยู่อีก เขาเป็นคนเปิดเผย ย่อมแสดงออกให้หนานสวินเห็นได้ และเขาก็ไม่ได้หวาดกลัวสายตาเย็นชาของหนานสวินเลย ยังคงนั่งจิบชามองหนานสวินอย่างสบายอารมณ์

        เวลาผ่านไปหนึ่งจิบชา ด้านนอกกลับมีเสียงร้องโหวกเหวกดังขึ้น ทั้งสองคนยืนขึ้นอย่างรู้กันและกระโดดทะยานออกไปโดยไม่ได้นัดหมาย

        จวินหวงรู้สึกกลัดกลุ้ม เดิมทีนางอยากจะให้หนานสวินกับฉีอวิ๋นผสานอำนาจเป็นหนึ่งเดียวกัน การทำแบบนี้จะยังประโยชน์ให้พวกเขายืนหยัดในราชสำนักได้อย่างมั่นคง ใครจะรู้ว่าทั้งสองคนจะเข้ากันยากเย็นแบบนี้ ตนเองก็พูดไปถึงขนาดนี้แล้ว พวกเขากลับทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไม่มีผลตอบรับกลับมาเลยสักนิด

        นางเดินจากชั้นบนลงมา สีหน้าเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม ก่นด่าแช่งชักหักกระดูกหนานสวินกับฉีอวิ๋นอยู่ในใจ แล้วก็เลยพลัดเข้าไปในเขตของพวกผีสุราที่กำลังเมาแอ๋ได้ที่

        บุรุษผู้หนึ่งดูเหมือนจะเป็นคุณชายผู้มีสกุลในเมืองหลวงยืนโงนเงนอย่างคนเมา เขาสะบัดแขนเสื้อกวาดเอาสุราทั้งโต๊ะลงไปที่พื้น กลิ่นสุราฉุนกึกฟุ้งไปทั้งห้อง เขาคว้ามือหญิงสาวผู้ขายเสียงดนตรีที่อยู่ข้างๆ ไว้ ใบหน้าอัปลักษณ์หัวเราะร่วน พูดจาแทะโลมหญิงสาวด้วยวาจาหยาบคาย จวินหวงทนดูต่อไปไม่ไหว จึงเดินเข้าไปหมายช่วยเหลือสตรีผู้นั้น ใครจะรู้ว่านางจะถูกบุรุษผู้นั้นคว้าข้อมือเอาไว้

        “แม่นางคนงาม มาคนเดียวหรือจ๊ะ?” บุรษผู้นั้นเมาแอ๋ ขยับเข้ามาใกล้จวินหวง แล้วสูดลมหายใจลึกๆ เข้าไปเฮือกหนึ่ง กลิ่นหอมบุปผาจางๆ บนร่างกายของจวินหวงต่างจากกลิ่นสุราที่หกเรี่ยราดอยู่บนพื้น ยิ่งทำให้เขาเกิดความละโมบไม่ยอมปล่อยมือ ลืมสตรีคนก่อนหน้านี้ไปสิ้น

        จวินหวงไม่เคยเจอกับเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน ก็ตกใจทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ นางพยายามดิ้นรนสะบัดให้หลุดจากมือของบุรุษที่จับมือตนเองอยู่ ขมวดคิ้วจ้องหน้าบุรุษผู้นั้น “คุณชายคงจะเมาแล้ว รีบปล่อยข้าเสีย ทำแบบนี้ช่างไร้ยางอายจริงๆ”

        บุรุษผู้นั้นดูเหมือนจะไม่ได้ยินคำพูดของจวินหวง ยิ่งเหิมเกริมอยากได้มากกว่านั้น จึงยื่นมือเข้ามาคล้องเอวหมายจะดึงจวินหวงเข้าไปกอด แต่จวินหวงไม่ใช่คนที่จะยอมถูกรังแกง่ายๆ นางผลักบุรุษผู้นั้นอย่างแรง แล้วใช้เข็มเงินในมือแทงลงไปทำให้บุรุษผู้นั้นปล่อยมือ

        “แม่สาวน้อยมาจากที่ไหน นิสัยถึงได้ดุดันรุนแรงเช่นนี้ แต่ว่าแบบนี้ข้าชอบ ฮ่าๆ” บุรุษผู้นั้นนวดไหล่ที่ถูกเข็มแทง แล้วหัวเราะด้วยอาการมึนเมา ผู้คนที่อยู่รอบข้างต่างลุกขึ้นมาชมเรื่องสนุก มีคนชี้มาที่จวินหวงแล้วก็หันไปมองบุรุษผู้นั้น ต่างพากันคิดว่าเขาคงเมาหนัก คนที่อยู่ตรงหน้าเป็นบุรุษแท้ๆ ปากกลับร้องเรียกว่าสาวน้อยอยู่ได้

        เสียงของผู้คนด้านล่างดังมาไม่ขาดสาย แต่ไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือสักคน ไม่นานนักจวินหวงก็ถูกบุรุษผู้นั้นคว้าข้อมือไว้ได้อีก ครั้งนี้ถึงกับลากนางออกไปข้างนอก จวินหวงตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ แต่เท่าที่เห็นกลับมีแต่คนมาชมความครึกครื้นเท่านั้น

        คนพวกนั้นชี้มาที่จวินหวงแล้วก็นินทาว่าสมัยนี้ยังมีคุณชายที่อ่อนแอเช่นนี้อยู่อีกหรือ บ้างก็มีคำพูดหยาบคายฟังไม่ได้ยิ่งกว่านั้น ในขณะที่จวินหวงกำลังเข้าตาจน หนานสวินและฉีอวิ๋นราวกับตกจากฟ้ามาอยู่ต่อหน้าพวกเขา

        ที่แท้เมื่อครู่นี้ตอนที่พวกเขาอยู่ในห้องชั้นสอง หนานสวินเห็นจวินหวงถูกคนทำรุ่มร่าม ด้วยความร้อนใจจึงกระโดดลงมาจากชั้นสอง ฉีอวิ๋นก็ไม่ยอมน้อยหน้ากระโดดตามลงมาเช่นกัน

        “เจ้าคนถ่อยโสโครกโผล่มาจากไหน พวกเจ้าไสหัวไปให้พ้นหน้าข้าจะดีกว่า ไม่อย่างนั้นข้าจะให้คนซ้อมพวกเจ้าจนบิดามารดาจำหน้าไม่ได้ทีเดียว” คนขี้เมาทำกร่างชี้หน้าต่อว่าหนานสวินกับฉีอวิ๋น

        หนานสวินมองบุรุษผู้นั้นอย่างเย็นชา ดวงตาราวกับหิมะเหมันต์ ไม่ว่าใครมองเห็นสายตาของเขาแล้วล้วนหวาดกลัวจนตัวสั่น แต่บุรุษผู้นั้นเป็นคนเมาไฉนเลยจะอ่านสายตาของหนานสวินออกได้ มีแต่ยิ่งเมาแอ๋อาละวาดก็เท่านั้น

        “จะมัวเสียเวลากับเขาทำไม จับตีให้คลานก็สิ้นเรื่อง” ฉีอวิ๋นสะบัดพัดให้กางออก จากนั้นก็เดินขึ้นหน้า ไม่พูดไม่จาเตะบุรุษผู้นั้นจนล้มลงไป แล้วคว้าตัวจวินหวงเอาไว้อย่างรวดเร็ว เขายื่นมือไปดึงจวินหวงเข้ามาในอ้อมแขนของตัวเอง ขณะที่กระหวัดมือเข้าโอบ มือซ้ายก็อ้อมผ่านใต้วงแขนไปสัมผัสกับหน้าอกด้านข้างของจวินหวงเข้าพอดี ชั่วพริบตานั้นจวินหวงเห็นท่าไม่ดี รีบผลักฉีอวิ๋นออกไปแต่ก็สายไปเสียแล้ว

        “เจ้า…” ฉีอวิ๋นจ้องมือตนเองอย่างตกตะลึง แล้วชำเลืองมองตำแหน่งที่ตนเองเพิ่งจะสัมผัสถูกเมื่อครู่ ใบหน้าเห่อร้อนแดงก่ำอย่างน่าสงสัย

        เฟิงไป๋อวี้เป็นสตรี? ดวงตาและคิ้วก็เหมือนกับจวินหวง เช่นนี้ก็แสดงว่า…

        เฟิงไป๋อวี้ก็คือจวินหวง!

        คิดถึงตรงนี้ ริมฝีปากของฉีอวิ๋นก็ค่อยๆ โค้งขึ้นเป็นมุมกว้าง กล่าวพึมพำกับตัวเอง “ที่แท้จวินหวงยังไม่ตาย…”

        จวินหวงตบหน้าอกหายใจลึกๆ เฮือกหนึ่ง ก่อนจะหันมายิ้มแล้วกล่าวว่า “โชคดีที่พวกท่านมาด้วย”

        ผมของนางยุ่งเหยิงเล็กน้อย กวานหยกขาวตกลงพื้นแตกเป็นเสี่ยงๆ ผมยาวของนางถูกรวบขึ้นไว้ด้านบนแล้วผูกไว้ด้วยผ้าคาดศีรษะดูไปก็น่าขันเล็กน้อย แต่เวลานี้ไม่มีใครสังเกตเห็น

        บุรุษขี้เมาเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่คนดี คนของเขาเฝ้าอยู่หน้าประตูด้านนอกนานแล้ว เขาโบกมือทีหนึ่งคนกลุ่มใหญ่ก็กรูกันเข้ามาล้อมพวกหนานสวินไว้

        “หากยังมีหูมีตาก็จงทิ้งผู้หญิงไว้ที่นี่แล้วตัวเองก็รีบๆ ไปซะ ไม่อย่างนั้นข้าจะให้พวกเจ้าต้องคลานหาฟันของตัวเองจริงๆ” บุรุษผู้นั้นชี้หน้าฉีอวิ๋น

        “เช่นนั้นก็ต้องดูว่าพวกเจ้ามีความสามารถหรือไม่” นัยน์ตาของฉีอวิ๋นแผดกลิ่นไอสังหารอย่างฉับพลัน แต่จวินหวงดึงข้อมือของเขาไว้แล้วส่ายศีรษะไปมา เป็นการบอกเขาอย่างเงียบๆ ว่าอย่าสังหารคน

        หัวใจของฉีอวิ๋นสุมไปด้วยโทสะ เขารู้สึกทนไม่ได้กับทุกการกระทำที่บุรุษผู้นี้ทำกับจวินหวง แต่ก็พยักหน้ายอมตกลง หลังจากที่ส่งสัญญาณทางสายตากับหนานสวิน ทั้งสองคนก็ก้าวไปข้างหน้า พลิกกายกระโดดเตะคนล้มระเนระนาดไปหลายคน

        คนเหล่านั้นล้วนไม่ทันได้ตั้งตัว กว่าจะรู้ตัวตนเองก็ลงไปนอนกลิ้งบนพื้นเสียแล้ว ทันใดนั้นสายตาของคนผู้หนึ่งที่ไม่รู้ว่าเป็นผู้ใดพลันฉายแววอำมหิตวาบขึ้น ด้านข้างที่เขานอนล้มอยู่มีพลองท่อนหนึ่ง เขากัดฟันคลานเข้าไปคว้าไม้พลองเอาไว้ในมือ แล้วลุกขึ้นฟาดไปที่จวินหวงที่กำลังยืนมองเหตุการณ์อยู่


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ลิขิตหงสาเหนือปฐพี” :https://bit.ly/2QkkL9l