0 Views

        หนานสวินเพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ว่า ตอนนี้จวินหวงยังแต่งกายแบบสตรีอยู่ จึงรีบปล่อยมือนาง แล้วส่งเสียงกระแอมเรียกสาวใช้ที่รอปรนนิบัติอยู่ด้านนอกเข้ามา สั่งให้ผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ให้กับจวินหวง

        จวินหวงก็ยอมให้สาวใช้ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ตนเองกลับไปเป็นชุดแพรต่วนสีม่วงอีกครั้ง ผมที่ปล่อยสยายลงมาประบ่าถูกรวบขึ้นไปแล้วครอบด้วยกวานหยกขาว คืนสภาพกลับมาเป็นคุณชายผู้งามสง่าในตอนแรก

        สาวใช้เห็นแล้วก็ตกตะลึงไปเล็กน้อย ตอนที่หนานสวินเรียกนางมาเปลี่ยนอาภรณ์ให้จวินหวงก่อนหน้านี้ เรือนผมของจวินหวงปล่อยยาวยุ่งเหยิง นางก็มิได้สังเกตอะไรมาก แต่จวินหวงภายใต้แสงเทียนส่องสว่างในเวลานี้ ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นเทพเซียนที่ถูกลงโทษให้มาจุติบนโลกมนุษย์อย่างแท้จริง

        จวินหวงหันกายมามองสาวใช้ หัวเราะเบาๆ เสียงหนึ่ง ก้มลงมองการแต่งกายในลักษณะนี้ของตนเองแล้วก็พึงพอใจอย่างมาก นางจัดแต่งชายอาภรณ์ที่มีรอยยับอยู่บ้างให้เรียบร้อย แล้วถึงจะเปิดประตูเดินออกมา

        พอเปิดประตูมาก็เห็นหนานสวินยืนอยู่ที่หน้าประตู ทันทีที่ได้ยินเสียง เขาก็หันกลับมามองจวินหวง จิตใจอ่อนยวบลงหลายส่วน กล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “อยู่ที่ตำหนักเฉินอ๋องอย่าออกหน้ามากจนเกินไป ต้องระมัดระวังในทุกๆ เรื่อง ระวังอย่าให้ฉีเฉินพบตัวตนที่แท้จริงของเจ้าได้อย่างเด็ดขาด”

        จวินหวงพยักหน้า “ผู้น้อยจะจดจำคำสั่งสอนของหวางเหย่เอาไว้ ข้าต้องขอลาไปก่อน หวางเหย่ไม่จำเป็นต้องส่ง” กล่าวจบจวินหวงก็เดินลิ่วออกไป ส่วนหนานสวินก็ยืนที่ระเบียงอยู่นาน สายตาทอดมองไปยังเงาร่างของจวินหวงที่ค่อยๆ ไกลออกไปอย่างเงียบๆ

        ตอนที่สาวใช้ออกมาเห็นเข้าก็แอบปิดปากหัวเราะ ไม่เคยคิดมาก่อนว่าท่านอ๋องภูเขาน้ำแข็งของตนก็มีมุมแบบนี้ด้วย แต่เมื่อย้อนคิดถึงความสง่างามโดดเด่นของจวินหวง ก็รู้สึกว่าทั่วทั้งเป่ยฉีแห่งนี้ คงจะมีเพียงจวินหวงเท่านั้นที่ได้รับความรักอย่างลึกซึ้งจากหวางเหย่

        ขณะที่เดินอยู่ระหว่างทางกลับจวนเฉินอ๋อง จิตใจของนางรู้สึกว้าวุ่นเล็กน้อย เดิมทีนางคิดว่าจะมาพบหนานสวินเพื่อกล่าวขอบคุณ จากนั้นค่อยขอให้เขาช่วยตนเองแก้แค้น แต่ไม่คิดว่าหนานสวินจะตอบรับอย่างง่ายดาย ไม่มีความระแวงสงสัยหรืออิดเอื้อนเลยแม้แต่น้อย

        อีกทั้งการถูกพิษครั้งนี้ หากไม่ใช่หนานสวินยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ เกรงว่าตนเองคงจะตายไปแล้ว คิดๆ ดูแล้วก็นึกกลัวขึ้นมาภายหลัง ในโลกนี้มีใครบ้างที่ไม่กลัวความตาย?

        บนถนนว่างเปล่าไร้ผู้คน เมืองหลวงในวันนี้เห็นชัดว่าเงียบเหงากว่าที่เคย คงเป็นเพราะว่ามีงานเลี้ยงร้อยสกุล เวลานี้งานเลี้ยงเลิกไปแล้ว บนถนนในช่วงเวลานั้นจึงมีนางเดินเอ้อระเหยอยู่เพียงคนเดียว

        เหลาสุราที่คึกคักในตอนกลางวัน ยามนี้ก็ยังมีแสงตะเกียงสว่างโล่งอยู่ คงจะมีใต้เท้าท่านไหนเหมาสถานที่เลี้ยงฉลองกันอยู่กระมัง หรือไม่ก็คงจะมีคุณชายท่านไหนได้เจอเนื้อคู่แล้ว วันนี้เป็นวันฤกษ์งามยามดี บรรยากาศก็เป็นใจ ไยจะดื่มสุราเฉลิมฉลองให้สำราญมิได้เล่า?

        พื้นถนนปูด้วยแผ่นหินทอดยาวอยู่เบื้องหน้าไม่รู้ว่าสิ้นสุดที่ตรงไหน จวินหวงซวนเซเล็กน้อยแต่นางจะล้มลงที่นี่ไม่ได้ นางสูดลมหายใจลึกๆ แหงนหน้าขึ้นมองไปบนท้องฟ้าที่เวิ้งว้าง หวนคิดถึงวันนั้น วันแห่งการนองเลือดฆ่าฟัน โลหิตอาบไปทั่วเมืองหลวง ทุกหนแห่งกลายเป็นสีแดงฉาน

        “โอ้… คุณชายบ้านไหน ดึกดื่นขนาดนี้แล้วยังไม่กลับบ้านอีก? ค่ำคืนอากาศเย็น ระวังคุณชายจะเป็นหวัดเอาได้” ลุงตีเกราะบอกเวลาเดินเข้ามา ทำท่าหรี่ตามองแล้วถามขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

        “ขอบคุณท่านลุงมากที่เป็นห่วง อันที่จริงผู้น้อยกำลังจะกลับบ้านอยู่เดี๋ยวนี้ ท่านลุงเองก็ระวังหน่อย ถนนมืดมองทางไม่ชัด ระวังจะหกล้มเอาได้” จวินหวงประสานมือคารวะแล้วยิ้มให้บางๆ ใบหน้าที่หล่อเหลา ดวงตาสว่างสดใสภายใต้แสงจันทร์ยิ่งพิศยิ่งงามตา

        หลังจากอำลาท่านลุงผู้นั้นแล้ว จวินหวงก็เร่งฝีเท้าขึ้นอีก ไม่นานก็มาถึงประตูจวนเฉินอ๋อง ประตูจวนปิดไปนานแล้ว จวินหวงจึงต้องเข้าไปเคาะประตูเรียก แล้วก็มีน้ำเสียงขุ่นมัวคล้ายว่ากำลังงัวเงียดังขึ้น “ใครน่ะ?”

        “ผู้น้อยเฟิงไป๋อวี้”

        บ่าวผู้เฝ้าประตูที่อยู่ด้านในไม่กล้าเพิกเฉย รีบรุดมาเปิดประตูให้จวินหวงเข้าไป ปากยังกล่าวทักทาย “คุณชายเฟิงกลับมาเสียที เมื่อครู่หวางเหย่เพิ่งมาถามถึงท่านอยู่”

        “ขอบใจมาก” จวินหวงพูดจบก็เข้าไปในจวน เดินไปยังเขตเรือนที่พักของฉีเฉิน

        ภายในห้องของฉีเฉินแสงเทียนยังจุดสว่างอยู่ นางเดินไปเคาะประตู ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงฉีเฉินเดินมาเปิดประตู ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม รีบเชิญจวินหวงเข้าไปนั่งในห้อง

        น้ำใจล้นเหลือยากจะปฏิเสธ จวินหวงจึงต้องเข้าไปข้างใน ฉีเฉินลากจวินหวงมานั่งที่เก้าอี้เตี้ย แล้วรินน้ำชาให้นาง “น้องเฟิงรีบชิมดูเร็วๆ ว่าเป็นอย่างไร? นี่เป็นชาที่เปิ่นหวางให้คนไปหามาจากเขตหนาวโดยเฉพาะเชียวนะ ได้ยินคนที่รู้วิถีชาบอกมาว่าใบชาจากสถานที่ที่หนาวเย็นมีรสฝาด แต่เมื่อดื่มไปแล้วจะทิ้งรสชาติหอมหวานติดลิ้น ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ น้องเฟิงเป็นผู้รู้เรื่องชาดีที่สุด ช่วยเปิ่นหวางชิมรสชาติหน่อยว่าเป็นอย่างไร”

        จวินหวงรู้สึกอยากร้องไห้แต่ร้องไม่ออก ดึกดื่นป่านนี้ใครเขาดื่มชากันบ้าง คงจะมีแต่ฉีเฉินเท่านั้นที่สามารถทำได้ แต่นางก็ไม่ได้ปฏิเสธ ยกถ้วยชาขึ้นมาสูดกลิ่น กลิ่นหอมของยอดชาโชยมาปะทะจมูก ภายในรสชาติขมฝาดมีรสหวานติดมาด้วย

        แววตาของฉีเฉินสว่างจ้าราวกับคบเพลิงคอยสังเกตปฏิกิริยาของนางอยู่ นางจิบคำเล็กๆ ไปหนึ่งคำแล้วพยักหน้า “เป็นชาชั้นเลิศที่หาได้ยากจริงๆ เพียงแต่เวลากลางคืนดื่มชาแต่น้อยจะดีกว่า มิเช่นนั้นอาจเป็นอันตรายต่อม้ามและปอดได้”

        “โอ… ดูสมองของข้าเถิด น้องเฟิงกล่าวมีเหตุผล เปิ่นหวางแค่ตื่นเต้นมากเกินไปหน่อย เลยทำเกินขอบเขตที่เหมาะสม น้องเฟิงอย่าได้ถือสาเปิ่นหวาง” ฉีเฉินตบอกพูดอย่างจริงใจ

        “ผู้น้อยมิได้นึกตำหนิหวางเหย่เลย ผู้น้อยเสียอีกที่สมควรเป็นฝ่ายขออภัยจากหวางเหย่ วันนี้สนุกมากจริงๆ เพลิดเพลินจนลืมเวลา ไม่คิดว่ากลับมาถึงก็ดึกมากแล้ว ทำให้หวางเหย่ต้องเป็นห่วงอยู่นาน” จวินหวงกล่าวอย่างนอบน้อม ดวงตากลับจับจ้องฉีเฉินเขม็ง นึกหวั่นใจว่าคนขี้ระแวงอย่างฉีเฉินจะสงสัยอะไรเข้า

        แต่ก็ฉีเฉินก็แค่หัวเราะ ยื่นมือมาตบบ่าจวินหวงเบาๆ ขยิบตาให้อย่างรู้กันแล้วกล่าวว่า “น้องเฟิงไม่จำเป็นต้องมาอธิบายอะไรกับเปิ่นหวาง พวกเราบุรุษเหมือนกันล้วนเข้าใจกันดี”

        จวินหวงได้ยินเช่นนั้นใบหน้าก็รู้สึกร้อนวูบวาบกระอักกระอ่วนเล็กน้อย ไม่คิดว่าฉีเฉินจะไม่คิดมากเรื่องนี้ แต่นางก็ไม่จำเป็นต้องอธิบาย เขาคิดแบบนี้ก็ดี โล่งอกไปที

        “ไม่รู้ว่าคนที่น้องเฟิงถูกใจเป็นแม่นางจากสกุลไหน?” ฉีเฉินถาม

        “อืม… ตอนนี้ยังเอาแน่ไม่ได้ รอจนกว่าตัดสินใจแน่นอนแล้ว ผู้น้อยจะต้องบอกให้หวางเหย่ทราบแน่นอน” จวินหวงอ้างส่งๆ ไปก่อน

        ฉีเฉินพยักหน้า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เปิ่นหวางก็จะไม่ถามอะไรมาก หากต้องการให้เปิ่นหวางช่วยเป็นพ่อสื่อให้ น้องเฟิงก็บอกมาได้เลยตามสบาย”

        จวินหวงกล่าวขอบคุณฉีเฉิน แล้วก็แสร้งทำเป็นง่วงนอนเดินออกมา จากนั้นก็ตรงไปที่เรือนข้างที่พักของตนเอง เว่ยเฉี่ยนยังคงรอนางอยู่

        “เหตุใดจึงยังไม่นอน?” จวินหวงถาม

        เว่ยเฉี่ยนเห็นจวินหวงกลับมาอย่างปลอดภัยก็นิ่งเงียบไม่ได้พูดอะไร หันกลับไปยังห้องด้านข้างของตนเอง จวินหวงยืนงง จับต้นชนปลายไม่ถูกอยู่ครู่ใหญ่ ถึงจะหันกลับเข้าห้องไป

        นางนั่งอยู่บนตั่ง หยิบยาเม็ดสำหรับระงับพิษชั่วคราวที่หนานสวินมอบให้นางก่อนหน้านี้ขึ้นมา แล้วเงยหน้าขึ้นใส่ยาเข้าปากกลืนยาลงท้องไป

        เมื่อได้ทิ้งตัวนอนลง นางถึงเพิ่งรู้สึกว่าตนเองเหนื่อยมาก หลับตาลงเพียงไม่นานก็หลับไป

        …

        วันหนึ่งขณะที่จวินหวงว่างๆ ไม่มีอะไรทำจึงไปเดินเล่นที่สวนด้านหลัง ก็เห็นว่าในจวนกำลังวุ่นวายไปหมด ปกติก่อนหน้านี้หากคนรับใช้เหล่านี้พบเห็นนางก็จะต้องหยุดคำนับทักทาย แต่ตอนนี้กลับไม่มีใครไม่ว่างแม้แต่จะหยุดทำเช่นนั้น แต่ละคนเดินขวักไขว่ไหล่ชนกัน วิ่งวุ่นอยู่กับการขนย้ายสิ่งของออกไป

        จวินหวงมองไปที่สวนหลังบ้านที่ประดับประดาไปด้วยผ้าและโคมไฟ ในใจก็เกิดความสงสัยขึ้น แต่ไม่ได้ซักไซ้ไล่เรียงกับใคร เมื่อไปที่ห้องโถงรับแขก มองไปทุกที่ล้วนเห็นอักษรมงคลแขวนอยู่ ผ้าม่านสีแดงกลมกลืนไปกับระเบียงไม้จันทน์ขาวแกะสลักของจวนเฉินอ๋อง ให้ความรู้สึกเหมือนเข้าไปในแดนเทพ จวินหวงถูกดึงดูดให้เคลิบเคลิ้มนิ่งงันไปชั่วขณะ

        “คุณชายขอรับ ที่นี่คนเยอะ ท่านไปนั่งพักผ่อนด้านข้างก่อน เดี๋ยวถูกชนเข้าจะยุ่ง” พ่อบ้านประจำจวนเดินมากล่าวกับจวินหวง

        จวินหวงชี้ไปที่บรรยากาศมงคลรอบๆ สวนแล้วถามขึ้น “นี่กำลังจะมีงานอะไรกันหรือ?”

        “คุณชายยังไม่ทราบอีกหรือขอรับ? หวางเหย่จะแต่งบุตรีของใต้เท้าเว่ยเป็นชายารอง นี่เป็นสมรสพระราชทาน พรุ่งนี้เป็นวันพิธีกราบไหว้ฟ้าดินของทั้งสองพระองค์คุณชายอย่าลืมนะขอรับ” กล่าวจบพ่อบ้านก็รีบไปทำงานของเขาต่อ ไม่มีเวลาจะมาชักช้าอยู่ที่นี่

        จวินหวงย้ายไปยืนอยู่ตรงที่ว่าง ในใจกลับเต็มไปด้วยความประหลาดใจ ไม่คิดว่าเว่ยหลานอิ๋งจะได้สมหวังดังที่ต้องการจริงๆ นางอดหัวเราะเบาๆ ไม่ได้ ผ่านงานเลี้ยงร้อยสกุลมาปีแล้วปีเล่า เพียรพยายามสร้างความประทับใจมาครั้งแล้วครั้งเล่า เพิ่งจะมาชนะใจได้รับความโปรดปรานจากฉีเฉินก็ครานี้เอง ดูแล้วไม่มีเหตุผลเอาเสียเลยเบื้องหลังจะต้องมีแผนร้ายยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่แน่นอน

        แต่นางคิดอย่างไรก็คิดไม่ออกว่าขุนนางบุ๋นขั้นเจ็ดจะทำประโยชน์อะไรให้ฉีเฉินได้ ในที่สุดก็คิดหาเหตุผลไม่ได้ จึงได้แต่ถอนใจออกมาเฮือกหนึ่ง ก่อนจะกลับไปเรือนของตนเอง บังเอิญเห็นเว่ยเฉี่ยนผ่านมาจึงรีบเดินไปขวางไว้

        “คุณชายมีธุระอันใดหรือ?” เว่ยเฉี่ยนมองจวินหวง และถามขึ้นด้วยความสงสัย

        “เรื่องงานมงคลของหวางเหย่ไยข้าไม่เคยได้ยินเจ้ากล่าวถึงมาก่อน?”

        “บ่าวนึกว่าท่านรู้แล้ว”

        จวินหวงเห็นเว่ยเฉี่ยนหลุบตาลงต่ำก็รู้สึกสับสน หลังจากส่งเว่ยเฉี่ยนไปแล้วก็มานั่งตากแดดอยู่ในสวน แต่ทว่าในใจก็คิดฟุ้งซ่านไปหมื่นพัน ซึ่งแม้แต่ตัวนางเองก็ไม่รู้ว่าตนเองคิดอะไรอยู่

        ไม่นานนักฉีเฉินก็มาด้วยตนเอง เห็นจวินหวงนั่งเอามือเท้าศีรษะพักผ่อนอยู่ในสวน ก็หัวเราะเดินเข้ามา “เปิ่นหวางก็ว่าจะบอกเจ้าตั้งแต่วันนั้นแล้ว แต่เพราะดีใจมากเกินไปหน่อยก็เลยลืมสนิท หวังว่าน้องเฟิงจะไม่ถือสา”

        จวินหวงเงยหน้าขึ้นมองฉีเฉิน แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ผู้น้อยไหนเลยจะกล้า งานสมรสของหวางเหย่เป็นเรื่องมงคล ขอให้หวางเหย่ได้คู่ครองที่รู้ใจ และไม่สร้างปัญหามาให้”

        “ขอให้สมพรปากของเจ้าเถิด” ฉีเฉินประสานมือคารวะ กล่าวเชิงหยอกล้อ

        “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุใดหวางเหย่จึงไม่ไปเตรียมตัวสำหรับงานสมรสล่ะขอรับ?” จวินหวงถามด้วยความสงสัย นางรินน้ำชาถ้วยหนึ่งแล้วส่งให้ฉีเฉิน “ชานี้แม้ไม่อาจเทียบกับชาชั้นเลิศของหวางเหย่ แต่ยังให้รสชาติที่ดี”

        ฉีเฉินรับถ้วยชามาดื่มคำหนึ่ง ที่แท้ก็เป็นชาธรรมดาที่คนธรรมดาทั่วไปดื่มกัน เพียงแต่ไม่คิดว่าจวินหวงจะดื่มชาจืดชืดแบบนี้ราวกับเป็นของดีล้ำเลิศ แต่เขาก็ดื่มเข้าไปไปคำเดียวหมด แล้วถึงกล่าวว่า “ไยต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่วุ่นวาย ก็แค่แต่งอนุชายาเพียงคนเดียว ไม่คู่ควรให้เปิ่นหวางต้องมาพะว้าพะวงเพื่อนางถึงเพียงนั้น”

        จวินหวงได้ฟังก็หน้าเปลี่ยนสี คำพูดของฉีเฉินช่างขัดหูคนฟังเสียจริงๆ แม้ว่านางจะรู้สึกไม่ค่อยถูกชะตากับเว่ยหลานอิ๋งเสียเท่าไร แต่อย่างไรนางก็เป็นสตรี หากนางมาได้ยินคำพูดของฉีเฉินในวันนี้ ก็คงจะเสียใจมาก แต่ฉีเฉินมิได้รู้สึกสำนึกเลยสักนิด เขารินน้ำชาด้วยตัวเอง ค่อยๆ จิบชาอย่างพิถีพิถันตามอย่างจวินหวง เพื่อให้รู้รสชาที่ดื่มอย่างแท้จริง

        “หวางเหย่กล่าวเช่นนี้ หากคุณหนูเว่ยมาได้ยินเข้าคงจะเสียใจมาก” จวินหวงหัวเราะเบาๆ ก้มหน้าดื่มชา คิดบางอย่างอยู่ในใจ

        ฉีเฉินยักไหล่อย่างไม่แยแส “แล้วอย่าง? เราพี่น้องคุยกัน นางจะมาได้ยินได้อย่างไร ต่อให้ได้ยิน เปิ่นหวางต้องกลัวนางด้วยหรือ? ก็แค่อนุชายาคนหนึ่งเท่านั้นเอง”

        จวินหวงไม่ออกความเห็นอะไรอีก ฉีเฉินแล้งน้ำใจเช่นนี้ พูดอะไรมากไปย่อมไม่เกิดประโยชน์ มิสู้ดื่มชากล่อมเกลาความคิดและอารมณ์ให้สบายใจจะดีกว่า

        ขณะที่พวกเขาดื่มชาเสร็จ พ่อบ้านก็เข้ามาหาฉีเฉิน เขาขมวดคิ้วและกล่าวว่า “เหตุใดหวางเหย่ยังอยู่ที่นี่ รีบตามบ่าวไปลองชุดเจ้าบ่าวที่ต้องสวมวันพรุ่งนี้เถิดขอรับ”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ลิขิตหงสาเหนือปฐพี” :https://bit.ly/2QkkL9l