0 Views

        จวินหวงรู้สึกใจสะดุด รีบเข้าไปทดสอบลมหายใจของชายหนุ่มทันที

        โชคดีที่ยังมีลมหายใจ เขายังมีชีวิตอยู่

        จวินหวงถอนหายใจเฮือกอย่างโล่งอก แต่ตอนนี้ก็ล่าช้ามิได้ ที่นี่อาจมีคนมาได้ตลอดเวลา นางจำเป็นต้องออกจากที่นี่ก่อน

        ชายหนุ่มได้รับบาดเจ็บสาหัส นางไม่กล้าพาไปไกลเกินไป ในที่สุดก็พบถ้ำลับแห่งหนึ่ง นางต้องสิ้นเปลืองแรงเก้าโคสองพยัคฆ์กว่าจะลากชายหนุ่มเข้ามาถึงในถ้ำได้

        บาดแผลบนร่างกายของชายหนุ่มต้องเร่งจัดการใส่ยาทำแผลอย่างเร่งด่วน ดีที่จวินหวงติดตามผู้เฒ่าซานกุ่ยมาหนึ่งเดือน ได้อ่านตำราแพทย์และคัมภีร์พิษมาไม่น้อย และตอนที่จะออกมาผู้เฒ่าซานกุ่ยยังเตรียมสมุนไพรไว้ให้นางห่อใหญ่ ดังนั้นการทำแผลจึงไม่ใช่เรื่องยุ่งยากเลย

        เพียงไม่นานก็จัดการกับบาดแผลบนร่างกายท่อนบนของชายหนุ่มเสร็จเรียบร้อย จวินหวงมองต้นขาที่มีโลหิตไหลซึมออกมาของชายหนุ่ม ใบหน้างดงามก็แดงเรื่อขึ้นมาอย่างมิอาจห้ามได้

        บาดแผลบนร่างกายท่อนล่างของชายหนุ่มอยู่ในตำแหน่งที่น่าอึดอัดใจยิ่งนัก แต่ถ้าไม่จัดการให้เรียบร้อยก็จะเป็นอันตรายมาก จวินหวงใบหน้าแดงก่ำลังเลใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นเบาๆ เสียงหนึ่ง “ขอโทษด้วย” นางสูดลมหายใจลึกๆ เฮือกหนึ่ง มือสั่นระริกเอื้อมเข้าไปยังร่างกายท่อนล่างของชายหนุ่ม

        ทันทีที่จวินหวงสัมผัสกับกางเกงของชายหนุ่ม มือข้างหนึ่งก็ยื่นออกมายึดกุมมือของจวินหวงไว้โดยฉับพลัน ไม่อาจรู้ได้ว่าหนานสวินฟื้นขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไร อีกมือหนึ่งของเขารัดคอของจวินหวงเอาไว้แน่นหนา “เจ้าเป็นใคร?”

        “เจ้า… เจ้าปล่อยข้านะ….” จวินหวงหวาดกลัวจนแทบสิ้นสติ หนานสวินแววตาอำมหิต สีหน้าเรียบเฉยเย็นชา

        มือที่ถูกหนานสวินยึดกุมเอาไว้ราวกับถูกหัก คอถูกหนานสวินบีบรัดจนลมหายใจภายในปอดลดน้อยลงทุกที เรี่ยวแรงขัดขืนต่อสู้ของจวินหวงค่อยๆ ถอยลงทุกขณะ แม้กระทั่งคำพูดก็แทบจะเอ่ยออกมาไม่ได้

        ในขณะที่จวินหวงรู้สึกว่าตนเองกำลังจะตายจากการหายใจไม่ออก ทันใดนั้นกำลังแข็งแกร่งที่ควบคุมตนเองอยู่ก็พลันคลายออก ดูเหมือนว่าหนานสวินจะฟื้นขึ้นมากะทันหัน แต่แล้วจู่ๆ ก็หมดสติลงไปอีก

        จวินหวงสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ สมองไร้การตอบสนองไปชั่วขณะหนึ่ง

        ในชั่วพริบตาที่เพิ่งผ่านไปนั้น นางรู้สึกเหมือนว่ากำลังเผชิญหน้ากับพญามัจจุราชจริงๆ ตอนที่นางอยู่บนหน้าผาถูกกองกำลังติดตามล้อมเอาไว้ทุกด้าน นางยังไม่รู้สึกสิ้นหวังเช่นตอนที่นางกำลังจะขาดลมหายใจเวลานั้นเลย

        นี่คือบุรุษที่ลึกล้ำสุดประมาณ นางไม่อาจต่อต้านเขาไว้ได้เลย

        จวินหวงลอบคิดอยู่เงียบๆ ในส่วนลึกของหัวใจ แต่หลังจากนั้นนางก็ไม่มีความคิดอื่นใดอีก นอกจากรีบใส่ยาให้หนานสวินโดยเร็ว

        กว่าทุกอย่างจะเสร็จเรียบร้อย ก็ใช้เวลาเนิ่นนานจวบจนใกล้พลบค่ำ จวินหวงมองดูหนานสวินที่ยังคงสลบไสลไม่ฟื้น หลังจากชั่งใจอยู่สักพักก็ตัดสินใจออกไปหาอาหารก่อน

        จวินหวงค่อยๆ พลิกย่างกระต่ายป่าที่นางจับกลับมาได้ เนื้อกระต่ายเหลืองกรอบ กลิ่นเนื้อหอมโชยไปทั่ว ยวนยั่วให้ผู้คนน้ำลายสออยากอาหารขึ้นมาได้

        สติรับรู้ของหนานสวินยังลางเลือนอยู่ เมื่อได้กลิ่นหอมโชยมา หัวคิ้วก็ค่อยๆ ขมวดเข้าหากันทีละน้อย วินาทีถัดมาเขาก็ลืมตาขึ้น แววตาดุร้ายสว่างวาบขึ้นในดวงตา

        ที่นี่ไม่ใช่สนามรบแต่เป็นถ้ำแห่งหนึ่ง ในถ้ำนอกจากเขาแล้วก็มีเพียงบุรุษอาภรณ์สีขาวที่หันหลังให้เขาอยู่

        “เจ้าเป็นใคร?” หนานสวินมองหลังของจวินหวงด้วยความระแวง น้ำเสียงทุ้มต่ำแหบพร่า

        “ท่านฟื้นแล้ว?” จวินหวงหันมามอง เมื่อเห็นหนานสวินดูไม่เป็นอะไร ก็ฉีกเนื้อกระต่ายในมือชิ้นหนึ่งโยนให้หนานสวิน “กินอะไรสักหน่อยสิ เจ้าสลบไปเกือบทั้งวันแล้ว”

        หนานสวินเพิ่งจะมองเห็นใบหน้าของจวินหวง เขาไม่คิดว่าบุรุษผู้นั้นจะงดงามถึงเพียงนี้ สีหน้าเขาดูตะลึงงันไปเล็กน้อย

        “เจ้าช่วยข้าไว้?” หนานสวินได้สติกลับมาหรี่ตามองไปที่จวินหวง แม้ว่าจะเป็นประโยคคำถาม แต่น้ำเสียงกลับค่อนข้างแน่ชัดว่าเป็นเช่นนั้น

        แม้ว่าจะสลบอยู่ตลอด แต่ความทรงจำช่วงสั้นๆ ของเขาในขณะที่ฟื้นขึ้นมายังคงมีอยู่ เขาจำได้ก่อนหน้านี้มีคนเข้าใกล้เขา เขาจึงบีบคอคนผู้นั้นในขณะที่กำลังสะลึมสะลือ เขาจำได้เพียงว่าคนผู้นั้นมีดวงตาใสซื่อบริสุทธิ์ เหมือนกับคนที่อยู่ต่อหน้าผู้นี้

        “หนานสวินเทพสงครามแห่งเป่ยฉี ได้ยินคำร่ำลือมาว่าท่านออกศึกคราไหนไม่เคยพ่ายแพ้ แล้วเหตุใดครานี้จึงตกอยู่ในสภาพอันน่าเวทนาเยี่ยงนี้ได้?” จวินหวงไม่ตอบ แต่กลับใช้วาจากระทบกระเทียบ

        ก่อนที่นางจะออกจากภูเขา นางเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นแบบบุรุษเพื่อให้สะดวกต่อการเดินทาง ในตอนนี้ก็ยังแต่งเป็นบุรุษอยู่ จึงไม่แปลกที่หนานสวินจะดูไม่ออก

        “เจ้ามีประสงค์อันใด?” ใบหน้าของหนานสวินอึมครึมขึ้นมาทันที แววตาสังหารสว่างวาบ

        บุคคลที่อยู่เบื้องหน้ารู้จักเขา คนผู้นั้นช่วยเขาไว้ย่อมมีเป้าหมายรอเจรจากับเขาอยู่

        “หากข้าจะสังหารท่านก็ลงมือไปนานแล้วว่าไหม?” จวินหวงเห็นไอสังหารในก้นบึ้งดวงตาของหนานสวินอย่างชัดเจน ก็กลอกตาขาวมองบนไปรอบหนึ่ง “เล่ามาสิ แท้จริงแล้วเกิดเหตุอันใดขึ้น ท่านเข้ามาในเขตแดนเป่ยฉีแล้ว จะมาเจ็บหนักปางตายเช่นนี้ได้อย่างไร?”

        หนานสวินเพ่งมองจวินหวงอย่างพิจารณา ใบหน้าเรียบเฉยไม่มีการแสดงออกใดๆ แม้เพียงส่วนเสี้ยว ราวกับกำลังประเมินความน่าเชื่อถือในวาจาของจวินหวงอยู่

        “ในกองทัพมีไส้ศึก พวกเราถูกซุ่มโจมตี” เขาอธิบายมาประโยคหนึ่งแบบกลืนพุทราเข้าไปทั้งลูกโดยไม่เคี้ยว[1] แต่ไม่ได้สาธยายรายละเอียดว่าใครเป็นไส้ศึก และไม่ได้เล่าว่าเพราะเหตุใดจึงถูกซุ่มโจมตี

        แต่จวินหวงตรวจสอบข้อสมมติฐานของตนเองจากคำบอกเล่าของหนานสวินแล้วก็ลอบถอนใจ แล้วมองไปที่ดวงตาของหนานสวินด้วยความรู้สึกซับซ้อนยากจะเอ่ยวาจาออกมา

        “ทำไมหรือ?” หนานสวินขมวดคิ้ว สายตาของจวินหวงจ้องมองเขาจนทำให้เขารู้สึกไม่สบายไปทั่วร่าง

        “ท่านเคยคิดบ้างหรือไม่” จวินหวงไตร่ตรองก่อนจะตั้งคำถาม “ว่าเพราะเหตุใดตอนที่ท่านอยู่ในซีเชว่จึงไม่พบการถูกโจมตี แต่เมื่อเข้าสู่เขตแดนเป่ยฉีแล้ว ถึงถูกซุ่มโจมตีได้?”

        ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม หนานสวินช่วยจัดงานศพให้เสด็จพ่อเสด็จแม่ของนาง สำหรับนางแล้วหนานสวินเป็นผู้มีพระคุณ นางไม่อาจทำเป็นมองไม่เห็นสถานการณ์อันตรายที่อาจเกิดกับหนานสวินได้

        “อ้อ? ทำไมล่ะ?” ท่าทางของหนานสวินยังคงไม่เปลี่ยนแปลง แต่ก้นบึ้งของหัวใจกลับดิ่งลึกลงไป

        ตั้งคำถามแบบนี้ออกมาได้ คนที่อยู่เบื้องหน้าผู้นี้จะต้องมีคำตอบในใจอยู่แล้วอย่างแน่นอน บุรุษที่ดูอ้อนแอ้นบอบบางผู้นี้แท้จริงมีเป้าหมายใดกันแน่

        “ขุนพลหนานยกทัพจับศึกมานานหลายปี ไม่เคยพ่ายแพ้สักครั้งถ้วนสี่คาบสมุทร เพียงศัตรูสดับเสียงลมที่ท่านก้าวไปถึง ต่างหวาดกลัวจนหัวหดไม่กล้าสู้ ในแคว้นเป่ยฉีชื่อเสียงเกรียงไกรเหนือกว่าราชนิกุล” จวินหวงกัดฟันพูด “หอกคมโล่แกร่งท่านขุนพลล้วนแสดงออกมาหมด แต่ท่านขุนพลจะรู้ได้อย่างไรว่าองค์จักรพรรดิจะสามารถทนต่อขุนนางที่มีอำนาจสูงข่มนายเช่นท่านได้?

        “แล้วอย่างไรเล่า?” หนานสวินมองจวินหวงด้วยสายตาเยือกเย็น “ข้าหนานสวินเกิดเป็นข้าราชบริพารแห่งเป่ยฉี ย่อมต้องปกปักคุ้มครองเป่ยฉีให้เจริญรุ่งเรืองและสงบสุขตลอดไป”

        “ท่าน!” จวินหวงไม่คิดว่าตนเองพูดมาถึงขั้นนี้แล้ว หนานสวินจะยังคงเป็นท่อนไม้ทื่อๆ ไม่เปลี่ยน ก็ขัดเคืองใจจนพูดไม่ออก

        ซีเชว่ล่มสลาย ตงอู๋ลี้ภัย หนานมู่ไม่สนใจเรื่องราวโลกภายนอก ผู้ที่จะซุ่มโจมตีกองทัพหนานในเขตแดนเป่ยฉีได้ ก็มีเพียงแค่เป่ยฉีเท่านั้น

        หนานสวินแม้ว่าจะเป็นแม่ทัพแห่งเป่ยฉี แต่รบทัพจับศึกมานานหลายปี ชื่อเสียงของหนานสวินในใจของปวงชนชาวเป่ยฉีได้บดบังราชวงศ์เป่ยฉีมานานแล้ว แล้วจักรพรรดิจะไม่ทรงเห็นหนานสวินเป็นหนามตำตาอย่างนั้นหรือ? การดักซุ่มโจมตีครั้งนี้ พิสูจน์ชัดแล้วว่าราชวงศ์เป่ยฉีต้องการกำจัดหนานสวิน

        เดิมทีจวินหวงคิดจะเตือนหนานสวินให้ระวังจักรพรรดิเป่ยฉี แต่นางก็ไม่รู้ว่าหนานสวินจะกระจ่างใจทุกอย่างแต่แกล้งทำเป็นเลอะเลือนหรือไม่ จึงทำเป็นไม่อนาทรร้อนใจเช่นนี้ได้

        คนสองคนในถ้ำไม่ได้สนทนากันอีก ความเงียบงันครอบคลุมไปชั่วขณะ

        …………………………………………………………………………………………

        [1] กลืนพุทราทั้งลูกโดยไม่เคี้ยว หมายถึงการศึกษาโดยไม่พินิจพิเคราะห์แยกแยะ มีความคลุมเครือไม่ชัดเจน


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ลิขิตหงสาเหนือปฐพี” :https://bit.ly/2QkkL9l