0 Views

        เขากับฉีเฉินเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก กระทั่งอาจารย์ก็ยังเป็นคนเดียวกันตามที่จักรพรรดิจัดการให้ แม้ว่าตั้งแต่เล็กจะรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นศัตรูมิใช่พี่น้อง แต่จากการอยู่ด้วยกันตลอดเวลาแล้ว เขาจะไม่รู้นิสัยของอีกฝ่ายได้อย่างไร เขาแน่ใจว่าฉีเฉินไม่ใช่คนที่จะไปสถานที่อย่างชายแดนได้

        ข้าหลวงต้นตำหนักอาวุโสที่อยู่ด้านข้างทนเห็นต่อไปไม่ได้ ถอนหายใจแล้วกล่าวออกมาด้วยเสียงแหบพร่า “ความจริงแล้วเรื่องนี้ก็ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร จู่ๆ องค์ชายรองก็ทรงเปลี่ยนนิสัย ขันอาสาไปชายแดนด้วยพระองค์เอง ทำให้ฝ่าบาททรงปีติยินดีอย่างยิ่ง ประกอบกับช่วงนี้พระองค์ทรงประทับอยู่แต่ในตำหนัก ฝ่าบาทย่อมเอนเอียงเข้าองค์ชายรองเป็นธรรมดา”

        ข้าหลวงต้นตำหนักอาวุโสผู้นี้นับว่าเป็นผู้ติดตามฉีอินมาตั้งแต่ยังเยาว์ ได้ฟังจากจากปากเขาเช่นนี้ ฉีอินยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง หน้านิ่วคิ้วขมวดครุ่นคิดอย่างหนัก

        “ฉีเฉิน เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าทำให้เสด็จพ่อพอพระทัยได้แล้วตำแหน่งของข้าจะเปลี่ยนเป็นของเจ้า หึ! เกียรติยศของเจ้าในวันนี้ก็คือน้ำตาแห่งความเจ็บปวดในวันหน้า รัชทายาทเช่นข้าจะไม่ให้เจ้าได้อยู่เป็นสุขแน่” ฉีอินพูดอย่างเย็นชา

        ในเวลานั้นคนสนิทของฉีอินก็เดินเข้ามากระซิบข้างหูฉีอินเบาๆ “องค์รัชทายาท ช่วงนี้เฟิงไป๋อวี้มีสตรีหนึ่งคนคอยติดตามเขาอยู่ จะให้สังหารทิ้งเลยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”

        ฉีอินได้ยินดังนั้นหลังจากไตร่ตรองดูแล้วก็ส่ายหน้า “เรื่องเฟิงไป๋อวี้ปล่อยไปก่อน ตอนนี้เจ้าต้องช่วยข้าจับตามองฉีเฉินก่อน”

        “พ่ะย่ะค่ะ”

        บุรุษที่เข้ามารายงานในตอนแรกมีความสามารถในเชิงยุทธ์สูงส่ง แม้ฉีอินจะจงใจลดเสียงให้เบาลง เขากลับยังคงได้ยินทั้งหมด ยกมุมปากขึ้นสีหน้าไม่เปลี่ยน ผ่านไปชั่วครู่จึงเอ่ยปากขึ้นมาอีกครั้ง “องค์รัชทายาท บ่าวยังได้ยินมาว่าการเดินไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยขององค์ชายรองมีความไม่โปร่งใส เรื่องที่เขายักยอกเงินผู้ประสบภัยผู้คนต่างรู้กันทั่ว แต่เวลานี้องค์ชายรองเป็นที่โปรดปรานอย่างยิ่งขององค์จักรพรรดิ จึงไม่มีใครกล้านำความขึ้นกราบทูล”

        “โอ๋?” ฉีอินเลิกคิ้วขึ้น หัวเราะเยือกเย็นในใจ เขาเองก็รู้ว่าคนอย่างฉีเฉินจะทำเรื่องที่ไร้ผลประโยชน์ให้ได้อย่างไร เกรงว่าจะโกยผลประโยชน์เข้ากระเป๋าตัวเองจากภัยพิบัติครั้งนี้เสียไม่ว่า

        ข้าหลวงต้นตำหนักอาวุโสพยักหน้า กล่าวแทรกขึ้นมาว่า “ตอนนี้ข้างนอกลือกันหนาหู แต่ไม่มีใครกล้าทูลฝ่าบาท อีกทั้งองค์ชายรองมิใช่คนที่จะไปล่วงเกินได้ง่ายๆ เหล่าเสนาบดีในเวลานี้ต่างรักตัวกลัวตาย ใครจะยอมเอาตัวไปเอี่ยวกับเรื่องนี้ องค์รัชทายาทอย่าทรงตำหนิที่บ่าวแก่ๆ ผู้นี้ปากมาก พระองค์อย่านำความเรื่องนี้ไปเอ่ยขึ้นต่อหน้าฝ่าบาทเลย”

        “หึ! ข้าต้องกลัวฉีเฉินด้วยหรือ?”

        “บ่าวมิได้มีหมายความเช่นนี้อย่างแน่นอน เพียงแต่ตอนนี้สถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยต่อพระองค์ หากใจร้อนแสวงหาความสำเร็จอาจให้ผลกลับตาลปัตร พระองค์ทรงเคยคิดไหมว่า เหตุใดเหล่าขุนนางใหญ่ในราชสำนักทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจแต่กลับไม่บอกองค์จักรพรรดิ? พวกเขารู้ว่าตอนนี้องค์ชายรองกำลังเรืองอำนาจ หากเดินดุ่มๆ เข้าไปกราบทูล ก็บอกไม่ได้ว่าจักรพรรดิจะทรงมีความคิดเห็นเช่นไร” แต่ละคำแต่ละประโยคของข้าหลวงต้นตำหนักล้วนหนักแน่นกล่าวออกมาจากใจ

        ถึงฉีอินจะไม่มีความรู้ความความสามารถ ก็รู้ได้ว่าข้าหลวงต้นตำหนักผู้นี้มีความตั้งใจดี แต่จะให้เขาปล่อยฉีเฉินให้หลงลำพองใจต่อไป ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ทนมองไม่ได้ เสียดายตอนนี้กลับอับจนหมดหนทางได้แต่กลัดกลุ้มในใจ สุดท้ายฉีอินก็โบกมือไล่บรรดาบ่าวไพร่ทั้งหมดออกไป แล้วนั่งอมทุกข์อยู่เพียงคนเดียวในห้องโถงใหญ่

        บุรุษที่อยู่ในหลืบมุมมองฉีอินปราดหนึ่ง ดวงตาเจ้าเล่ห์ประกายวาบ หลังออกจากห้องโถงก็มุ่งไปที่ประตูใหญ่ หาข้ออ้างออกจากตำหนักแล้วตรงไปยังหอสุราขึ้นชื่อแห่งหนึ่งในเมือง หนานสวินคอยอยู่ที่นั่นนานแล้ว

        “หวางเหย่ เรื่องจัดการเรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ” บุรุษผู้นั้นกล่าวพลางประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม

        หนานสวินหันศีรษะกลับไปมองบุรุษผู้นั้น แล้วพยักหน้า “ไม่จำเป็นต้องไปตำหนักรัชทายาทอีก ต่อไปแค่คุ้มครองความปลอดภัยให้เฟิงไป๋อวี้ให้ดีก็พอ”

        หลังจากบุรุษผู้นั้นรับคำสั่งแล้วก็จากไปอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงหนานสวินยืนอยู่คนเดียวที่หน้าต่างทอดมองออกไปยังสถานที่ไกลออกไป ในใจรู้สึกปลงอนิจจัง จวินหวงเป็นผู้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดเก่งกาจในการวางกลยุทธ์มากมาย ใช้วิธีเสี้ยมพี่น้องที่เคยอยู่ด้วยกันมาให้เกิดความบาดหมาง ที่น่าสงสารก็คือคนทั้งคู่ต้องเข้ามาอยู่บนกระดานหมากของนาง

        ตั้งแต่ต้นฉีอินก็จงเกลียดจงชังฉีเฉินที่สุดอยู่แล้ว ไม่คิดว่าขณะที่เขารับประทานอาหารกลางวันอยู่ ฉีเฉินจะมาหาถึงหน้าประตู ตอนที่บ่าวรับใช้ไปแจ้งเรื่อง ฉีอินปัดจานชามแตกกระจาย แค่นเสียงหึ! ออกด้วยความไม่พอใจ “เขายังคิดจะเข้ามาในตำหนักรัชทายาทอีกหรือ? ให้เขายืนคอยข้างนอกไปเถอะ!”

        บ่าวรับใช้ได้แต่ถอยออกไป แล้วกล่าวกับฉีเฉินอย่างหวาดผวา “องค์รัชทายาทไม่สะดวกรับแขกในตอนนี้ ทรงให้หวางเหย่คอยอยู่ที่นี่สักครู่”

        ฉีเฉินจะไม่รู้ความคิดในใจของฉีอินได้อย่างไรกันเล่า แต่ก็พยักหน้าและยืนคอยอยู่ที่นั่นจริงๆ แสงอาทิตย์ที่อยู่เหนือศีรษะแรงกล้าเสียดแทงนัยน์ตา แม้คนสนิทของเขาจะกางร่มให้ก็ไม่สามารถหลีกเร้นความร้อนแรงแห่งแสงตะวันไปได้เลย หยาดเหงื่อชุ่มโชกแผ่นหลัง แต่เขากลับทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้

        เวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป ฉีอินถึงเดินทอดน่องออกมาจากด้านใน สายตามองเหยียดลงมาที่ฉีเฉิน ในใจระเบิดเสียงหัวเราะเย็นชา แต่ใบหน้ากลับไม่เผยความรู้สึกแม้เพียงครึ่งส่วน เขาเดินลงมาด้วยใบหน้าอาบรอยยิ้ม “ให้น้องรองคอยนานแล้ว”

        “มิใช่เรื่องใหญ่พ่ะย่ะค่ะ” ฉีเฉินพูดพลางยิ้มหัว ราวกับว่าไม่มีปัญหาอะไรจริงๆ

        “ไม่ทราบว่าน้องรองมาหาข้า มีธุระอันใด?” ฉีเฉินกล่าวถามยืนเอามือไพล่หลังท่าทางมึนตึงอยู่ที่ประตู ไม่มีทีท่าว่าจะให้ฉีเฉินเข้ามาในตำหนักสักนิด

        ฉีเฉินมุมปากกระตุก หายใจลึกๆ เฮือกหนึ่งข่มกลั้นความรู้สึกไม่พอใจเอาไว้ แล้วกล่าวว่า “พี่ใหญ่ถูกกักบริเวณมานาน วันนี้ได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ ตามหลักแล้วน้องชายก็สมควรมาเยี่ยม”

        “ใครๆ ก็พูดว่าช่วงนี้น้องรองมีงานรัดตัว ไม่คิดว่ายังมีเวลาจะมาสอดส่องตำหนักรัชทายาทของข้าด้วย หากมีผู้หวังดีมาเห็นเข้า ยังไม่แน่ว่าภายนอกจะเอาไปโจษจันว่าอย่างไร น้องรองเก็บน้ำใจเอาไว้ให้ดีๆ ว่างๆ ก็อ่านตำราให้มากๆ ดีกว่าฝันเฟื่องถึงสิ่งที่ไม่อาจเป็นจริงได้ เจ้าว่าข้ากล่าวถูกหรือไม่?” ฉีอินมองไปที่ฉีเฉิน กล่าวด้วยวาจาเรียบเฉย แต่ทุกถ้อยคำล้วนทิ่มแทงจิตใจ

        ฉีเฉินกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในอุ้งมือ เขาขบกรามสงบใจอยู่ชั่วครู่ถึงค่อยกล่าวออกมา “พี่ใหญ่สอนสั่งได้ถูกต้อง น้องชายจะต้องจดจำไว้ใส่ใจ”

        ในที่สุดฉีเฉินก็รู้สึกว่าตนเองคงยืนให้ฉีอินฉีกหน้าอยู่ตรงนี้ต่อไปไม่ไหวแล้วจึงตั้งใจจะลากลับ แต่บังเอิญเดินชนกับคนที่ออกจากวังมาพอดี

        “โอ… ที่แท้องค์ชายทั้งสองพระองค์ก็อยู่ที่นี่ องค์ชายรองให้บ่าวหาอยู่ตั้งนาน” ขันทีกล่าวขึ้นเสียงดังกังวาน ท่าทางอ่อนน้อมประจบเอาใจ

        ฉีเฉินขมวดคิ้วถามขึ้นอย่างสงสัย “ไม่ทราบว่าตามหาข้าด้วยเรื่องอันใด?”

        “วันนี้เป็นวันสิ้นสุดการกักบริเวณรัชทายาทมิใช่หรือ? องค์จักรพรรดิให้บ่าวมาเชิญองค์ชายทั้งสองเข้าวังไปร่วมดื่มชาพ่ะย่ะค่ะ”

        ฉีเฉินพยักหน้าแล้วหันไปหาฉีอิน “พี่ใหญ่ เช่นนั้นพวกเราก็รีบเข้าวังด้วยกันเถอะ”

        ขันทีย่อมมีสายตาที่รู้จักสังเกต แม้จะรู้ว่าตอนนี้ฉีเฉินเรืองอำนาจ แต่ก็รู้ว่าตราบใดที่จักรพรรดิมิได้เปลี่ยนตัวรัชทายาท ฉีอินก็ยังคงเป็นรัชทายาทอยู่ วันหนึ่งวันใดหากฉีอินขึ้นเป็นจักรพรรดิ ตนเองก็ยังต้องพึ่งพาเขา คิดแล้วก็เดินเข้าไปยิ้มประจบเอาใจ “องค์รัชทายาท ทรงต้องการตระเตรียมสิ่งใดหรือไม่?

        ฉีอินก่นด่าขันทีว่าเสแสร้งอยู่ในใจ แล้วแค่นเสียงเย็นสะบัดแขนเสื้อเดินไปทันที ขันทีหน้ามุ่ยได้แต่เดินตามหลังต้อยๆ

        ฉีเฉินหัวเราะเยือกเย็นในใจ รู้สึกขันที่ฉีอินถูกลงโทษกักบริเวณมาแล้วครั้งหนึ่ง ยังวางตัวยโสโอหังถึงขนาดนี้ ซ้ำยังสำคัญตนว่าสูงส่งวางท่าอวดเบ่งอยู่อีก

        เวลานี้เพียงแค่เขาจินตนาการถึงท่าทางของฉีอินตอนที่ร่วงลงมาจากบัลลังก์มังกร คิดถึงสีหน้าที่สิ้นหวังของฉีอินเอาไว้ล่วงหน้า ในใจก็มีความรู้สึกอิ่มเอมอย่างบอกไม่ถูก เขาแทบอยากจะลากฉีอินลงมาเสียเดี๋ยวนี้ แล้วเหยียบย่ำให้จมอยู่ใต้ฝ่าเท้าของตน

        เมื่อมาถึงในวังหลวง จักรพรรดิกับฉีอวิ๋นกำลังชมงิ้วอยู่ในโรงละคร ขันทีนำทางพวกเขาเข้าไป

        ตามหลักการในขณะที่ฉีอินถูกกักบริเวณ ฉีเฉินก็นับว่าใหญ่สุดที่นี่ ดังนั้นจะต้องเป็นเขาที่นั่งด้านข้างองค์จักรพรรดิ ครั้งนี้เขาจึงตรงเข้าไปนั่งข้างจักรพรรดิ ฉีอินเห็นเข้าก็เอ่ยวาจาเสียดสี “น้องรองจะนั่งในตำแหน่งของข้าเช่นนั้นหรือ?”

        เขากล่าวเช่นนี้ ฉีเฉินถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าวันนี้ฉีอินออกมาจากตำหนักรัชทายาทแล้ว จึงรีบลุกขึ้นยืนกระอักกระอ่วนทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะหนึ่ง ฉีอวิ๋นที่นั่งอยู่ด้านข้างยกถ้วยชาขึ้นมาจิบบังริมฝีปากไว้ สายตาคอยมองอยู่อย่างเย็นชา

        จักรพรรดิทรงขมวดพระขนงทอดพระเนตรไปที่ฉีอิน จากนั้นก็ผินพระพักตร์มาที่ฉีเฉิน สายพระเนตรที่ทรงมองมาทำให้ฉีเฉินรู้สึกขนลุกเกรียว หลังจากใคร่ครวญถ้วนถี่แล้ว ฉีเฉินก็คุกเข่าต่อหน้าจักรพรรดิ “ขอเสด็จพ่อโปรดอภัยโทษ ลูกมิได้เจตนาจะล่วงเกินพี่ใหญ่…”

        “เอาเถอะ เจ้าไม่ต้องพูดมาก ทุกอย่างเรารู้อยู่แก่ใจ ลุกขึ้นมาเถอะ” หลังจากจักรพรรดิตรัสเสร็จแล้ว ก็ผินพระพักตร์ไปที่ฉีอิน ทรงถอนพระปัสสาสะและตรัสออกมาด้วยความรู้สึกผิดหวัง “อินเอ๋อร์ ดูเหมือนว่าช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ เจ้ายังไม่ได้เรียนรู้วิธีปฏิบัติตัวและมารยาททางสังคมเลย เฮ้อ… เราควรจะจัดการกับเจ้าอย่างไรดี”

        ฉีอินเพิ่งจะรู้ตัว ในใจกระจ่างชัดว่าฉีเฉินเป็นต่อตนเองหนึ่งก้าว ได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่ในใจ แต่ใบหน้ากลับแสดงว่ารู้สึกผิด หลุบตาลงมองฉีเฉิน “ข้าแค่ใจร้อนไปชั่วขณะ ไม่ได้มีเจตนาจะทำให้น้องรองอึดอัดใจ”

        “พี่ใหญ่กังวลไปแล้ว” ฉีเฉินกล่าวจบก็นั่งลงข้างฉีอวิ๋น และสละที่นั่งข้างจักรพรรดิให้แก่ฉีอิน ฉีอินคิดว่าที่นั่งตรงนี้เดิมทีก็เป็นของตนอยู่แล้วจึงไม่ได้รู้สึกเกรงใจ เชิดหน้านั่งลงด้วยท่าทางหยิ่งทะนง

        ฉีอวิ๋นวางถ้วยชาในมือลงแล้วมองไปฉีเฉินที่อยู่ข้างๆ ในใจมีความคิดหลากหลาย แต่ในที่สุดก็ทำตัวเหมือนคนนอกที่คอยมองดูทุกคนในที่แห่งนั้น

        เมื่อครู่ตอนที่ฉีเฉินและฉีอินยังมาไม่ถึง จักรพรรดิทรงเรียกขุนนางผู้ใหญ่จำนวนหนึ่งเข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์ ฉีอวิ๋นอยากจะรู้ว่าเรื่องอะไร แต่สุดท้ายจักรพรรดิก็ไม่ได้กล่าวถึง แต่พระองค์ตรัสเรื่องเกี่ยวกับฉีเฉินไม่น้อย

        ทรงรู้สึกว่าพระองค์เองผิดต่อฉีเฉิน ทรงคิดว่าฉีเฉินมีความจงรักภักดีอย่างแท้จริง เผชิญหน้ากับปัญหาอย่างกล้าหาญ มีความสง่างามพรั่งพร้อมในทุกด้าน ทั้งหมดล้วนบอกอย่างชัดเจนแล้วว่าจักรพรรดิทรงเห็นความสำคัญของฉีเฉินเพียงใด สิ่งนี้ทำให้ฉีอวิ๋นอดรู้สึกสงสัยไม่ได้ แต่ก็คิดว่าคนที่จักรพรรดิเรียกเข้าเฝ้าคงจะเป็นขุนนางคนสนิทของฉีเฉิน เพียงแต่เขาไม่มีทางได้รู้อะไรเลย

        จนกระทั่งเพลงจบ จักรพรรดิทรงรั้งฉีเฉินให้อยู่ต่อกับพระองค์เพียงลำพัง ในระหว่างที่ชมงิ้ว ก็มิได้ถามไถ่พูดคุยกับฉีอินที่เพิ่งจะออกมาจากการถูกกักบริเวณแม้แต่ประโยคเดียว ทำให้ฉีอินยิ่งรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก

        ระหว่างทางที่ออกไป ฉีอวิ๋นเดินรั้งท้ายอย่างช้าๆ ท่วงท่าของเขาสงบนิ่งสง่างาม กลับกันกับฉีอินที่เดินอยู่ข้างหน้า ความรู้สึกขุ่นเคืองใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดก็วิ่งไประบายกับดอกไม้ที่เบ่งบานอยู่เต็มอุทยาน

        ฉีอวิ๋นเห็นบุปผาแหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยกระจายอยู่เต็มพื้นแล้วก็ถอนใจ เดินไปยืนอยู่หน้าฉีอิน “ความอัดอั้นตันใจของพี่ใหญ่ ไยต้องไปลงกับดอกไม้ใบหญ้าที่มิได้เกี่ยวข้องอันใดด้วยเล่า ตอนนี้น้องชายก็ว่างอยู่ หากพี่ใหญ่ไม่มีกิจธุระอันใด น้องชายขอเชิญพี่ใหญ่ดื่มสุราด้วยกันเป็นอย่างไร?”

        ฉีอินหันมองไปที่ฉีอวิ๋น สูดลมหายใจลึกๆ เฮือกหนึ่งให้เพื่อระงับโทสะที่อยู่ในใจ “ข้ายังมีธุระที่ตำหนัก เชิญน้องสามตามสบายเถอะ” กล่าวจบก็เดินลิ่วๆ ไปทันที

        ฉีอวิ๋นมองดูเงาหลังฉีอินที่ค่อยๆ ห่างออกไป คิดใคร่ครวญอยู่ชั่วครู่ก็ออกจากวังไป และตรงไปยังสถานที่ที่นัดหมายกับจวินหวง

        ในขณะที่เดินอยู่ยิ่งคิดถึงเฟิงไป๋อวี้ ในใจกลับยิ่งรู้สึกว้าวุ่นสับสน อาจจะเป็นเพราะว่าดวงตาของเฟิงไป๋อวี้มีลักษณะคล้ายกับจวินหวงที่เขาเคยเจอ หรืออาจเป็นเพราะว่าเฟิงไป๋อวี้มีบุคลิกสง่างามเช่นจิวยี่[1] ทำให้เขารู้สึกอยากจะเข้าใกล้โดยไม่รู้ตัว

        ตอนที่เขาไปถึงสถานที่นัดหมาย จวินหวงได้รออยู่นานแล้ว

        “รอนานแล้วหรือ?” ฉีอวิ๋นมาหยุดยืนอยู่ข้างจวินหวง เอาแต่มองดวงตาของจวินหวงเหมือนเคย

        “มาคุยเข้าเรื่องกันเถอะ” จวินหวงไม่พูดอะไรมาก มุ่งเข้าประเด็นโดยตรง “หลายวันก่อนข้าให้คนส่งจดหมายให้ เจ้าได้อ่านแล้วหรือไม่?”

        …………………………………………………………………………………………….

        [1] จิวยี่ หรือ โจวอวี๋ มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ในยุคสามก๊ก แม่ทัพคนสำคัญของง่อก๊ก ขุนพลผู้ปราดเปรื่องและเป็นคู่ปรับคนสำคัญของขงเบ้ง เป็นชาวเมืองลู่เจียนซู เกิดในครอบครัวขุนนางเก่า มีชื่อรองว่า ‘กงจิน’ ลักษณะเป็นบุรุษรูปงาม หน้าขาว เมื่อวัยเด็กได้เรียนรู้วิชาอย่างแตกฉาน ทั้งการทหารและศิลปะแขนงต่างๆ


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ลิขิตหงสาเหนือปฐพี” :https://bit.ly/2QkkL9l