0 Views

        ผู้ที่สังเกตท่าทีของเหล่าขุนนางใหญ่ไม่ได้มีเพียงแค่หนานสวิน ฉีเฉินก็เช่นกัน ในงานเลี้ยงฉลองที่จักรพรรดิจัดให้เขา เขาไปหาขุนนางที่ทำงานร่วมกันมาก่อนหน้านี้เพื่อชวนดื่มสุรา ใครจะรู้ คนพวกนั้นต่างบอกปัด ทำให้เขาโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ แต่ทำได้เพียงเก็บงำความไม่พอใจเอาไว้ไม่อาจระบายออกมา

        เขาไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใด ขุนนางใหญ่ที่เคยใกล้ชิดกับเขาจึงหลบเลี่ยงเขาราวกับเห็นงูเห็นแมงป่อง หลังจากจบงานเลี้ยงเขาจึงได้รั้งรองเสนาบดีในราชสำนักผู้หนึ่งซึ่งเคยกล่าวตั้งปณิธานว่าจะติดตามเขาเอาไว้

        “มิทราบว่าใต้เท้าจะไปไหนหรือ?” ท่าทางของฉีเฉินลุ่มลึกงามสง่า ใบหน้าอาบด้วยรอยยิ้ม หาได้มีข้อบกพร่องแม้เพียงครึ่งส่วน ทำราวกับว่าคนที่เสเพลไม่เอาจริงเอาจังกับชีวิต โลภมากไม่รู้จักพอผู้นั้นไม่ใช่ตนเอง

        รองเสนาบดีผู้นั้นไม่คิดว่าตนเองจะถูกฉีเฉินรั้งตัวไว้ เห็นคนอื่นๆ แต่ละคนพากันเดินเลี่ยงอยู่ห่างๆ ได้แต่มองเขาด้วยความห่วงใยแต่จนใจจะช่วยเหลือ เขาอยากจะร้องไห้แต่ไร้น้ำตา จำต้องประสานมือคารวะและกล่าวออกไป “มิทราบว่าดึกขนาดนี้แล้วหวางเหย่เรียกหากระหม่อมด้วยธุระอันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?”

        ฉีเฉินมองไปที่รองเสนาบดี หัวเราะเยือกเย็นอยู่ในใจ ทว่าใบหน้ากลับเรียบเฉยไร้คลื่นอารมณ์ “เปิ่นหวางแค่อยากรู้ว่าเหตุใดท่านรองเสนาบดีและคนอื่นๆ จึงได้หลบเลี่ยงเปิ่นหวางราวกับเห็นงูเห็นแมงป่องเยี่ยงนั้น” ในตอนท้ายของคำพูด น้ำเสียงของเขายิ่งเย็นเยียบเสียดแทง ชวนให้หนาวเข้ากระดูก “คงมิใช่ว่าเปิ่นหวางจากไปเพียงไม่นาน พวกเจ้าก็ไม่เห็นเปิ่นหวางอยู่ในสายตาแล้ว”

        รองเสนาบดีได้ยินเช่นนั้นก็ผวา ก้มหน้ามองพื้น แข้งขาอ่อนจนต้องลงไปคุกเข่า “หวางเหย่กล่าวหนักไปแล้ว กระหม่อมไหนเลยจะกล้า”

        “เช่นนั้นเจ้าก็อธิบายเหตุผลอันเหมาะสมให้เปิ่นหวางฟังสักข้อ หากตอบออกมาไม่ได้เปิ่นหวางจะไม่ให้เจ้าได้ตายดี”

        รองเสนาบดีคุกเข่าคว่ำหน้าเหยียดยาวอยู่บนพื้นตัวสั่นงันงก เหงื่อเย็นหยดติ๋งๆ ลงพื้นดิน แต่อย่างไรก็ไม่สามารถปริปากพูดออกมาได้

        และชั่วขณะนั้นเอง ฉีอวิ๋นเดินทอดน่องเข้าไป ชำเลืองมองขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในราชสำนักคุกหมอบคลานอยู่บนพื้น จากนั้นก็เหลียวมามองฉีเฉินพี่ชายคนรองของตนเอง แล้วก็หัวเราะเบาๆ พลางสะบัดพัดคลี่ออกมาปิดริมฝีปากบางไว้ เผยให้เห็นเพียงดวงตาคู่เรียวที่ฉ่ำพราวราวกับมีน้ำเอ่อท้นอยู่ในนั้น ก่อนจะเอ่ยปากพูดออกมาช้าๆ

        “พี่รองสร้างผลงานกลับมา เสด็จพ่อทรงยกย่องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง มิทราบจริงๆ ว่าท่านรองเสนาบดีได้ล่วงเกินอันใดให้พี่รองไม่พอใจหรือ?”

        ไม่มีความผูกพันฉันพี่น้องในราชวงศ์กษัตริย์ ทรราชสังหารพี่น้องช่วงชิงบัลลังก์มีให้เห็นอยู่ถมไป แม้ว่าตลอดที่ผ่านมาฉีอวิ๋นจะเป็นดั่งเมฆลอยกระสาป่า[1] ไม่วุ่นวายในกิจการราชสำนัก แต่ด้วยสติปัญญาระดับฉีเฉินย่อมตระหนักได้ว่าเบื้องหลังที่ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรสำคัญของฉีอวิ๋นต้องมีอำนาจที่ไม่ให้ใครรู้ซ่อนอยู่แน่นอน เมื่อเทียบกับรัชทายาทแล้วมีแต่เหนือกว่าและไม่มีใครตามเขาทัน

        ฉีเฉินมองรองเสนาบดีที่หมอบคลานอยู่แทบเท้าของตนเอง หลังจากนั้นก็มองฉีอวิ๋นผู้พรางกายอยู่ในเงามืด แล้วหัวเราะก่อนจะกล่าวว่า “เปิ่นหวางเพียงแค่หยอกล้อกับท่านรองเสนาบดีเท่านั้น ไม่คิดว่าจะทำให้ท่านรองเสนาบดีหวาดกลัวได้” กล่าวจบก็ก้มลงยื่นมือลงไปดึงรองเสนาบดีขึ้นมาจากพื้น

        รองเสนาบดีจะกล้าพูดความจริงได้อย่างไร ได้แต่พยักหน้าคล้อยตามหงึกๆ ชุดเครื่องแบบราชการเปื้อนผงฝุ่นเต็มไปหมด ยื่นมือออกมาปาดเหงื่อเย็นบนหน้าผาก

        ฉีอวิ๋นมองไปที่รองเสนาบดี เอ่ยปากอย่างเรียบเฉย “ในเมื่อเสด็จพี่เพียงแค่ล้อเล่น เช่นนั้นท่านรองเสนาบดีก็ไม่ต้องคิดมาก ตอนนี้ก็ดึกแล้วใต้เท้าก็กลับไปก่อนเถอะ”

        รองเสนาบดีได้ยินฉีอวิ๋นกล่าวเช่นนั้นก็พยักหน้า โค้งกายคารวะอย่างลนลาน ไม่รอให้ฉีเฉินกล่าววาจาใดก็วิ่งไปแล้ว

        “น้องสี่ชอบยุ่งเรื่องของผู้อื่นเยี่ยงนี้ รู้หรือไม่ว่าชนวนปัญหามากมายล้วนเกิดมาจากการกระทำเช่นนี้เอง ทางที่ดีน้องสามควรจะอยู่แต่ในจวนเข้าไว้จะเหมาะกว่า” ฉีเฉินกล่าวเสียงกระด้าง

        ฉีอวิ๋นหัวเราะรื่น แล้วกล่าวอย่างรู้ประมาณตน ไม่ต่ำต้อยแต่ก็ไม่อวดโอหัง “ขอบพระทัยเสด็จพี่ที่สอนสั่ง น้องชายจะจดจำใส่ใจไว้”

        “หึ!” ฉีเฉินแค่นเสียงเย็นชาออกมา สะบัดแขนเสื้อแล้วเดินจากไป ทิ้งฉีอวิ๋นไว้เพียงผู้เดียว เขายังคงยืนอยู่ท่ามกลางความมืดเช่นเดิม ด้านข้างไม่ไกลนักเป็นสระน้ำ ดอกบัวในสระกำลังเบ่งบาน แสงจันทร์นวลตาสาดส่องลงมาที่พื้นดิน

        หนานสวินยืนอยู่ในศาลาที่ตั้งอยู่กลางสระน้ำ ทุกเรื่องราวเมื่อครู่เขาล้วนมองเห็นทั้งสิ้น แต่กลับมิได้แสดงตน เมื่อฉีอวิ๋นเงยหน้ามองมาทางนี้ เขาจึงหลบอยู่หลังเสา

        รอจนกระทั่งฉีอวิ๋นจากไปแล้ว หนานสวินถึงค่อยๆ เดินออกมาแล้วแหงนหน้ามองท้องฟ้ายามราตรี บรรยากาศยามค่ำคืนในเมืองหลวงเทียบไม่ได้กับความเวิ้งว้างของภายนอก ในวังหลวงเต็มไปด้วยแสงไฟจากบ้านเรือนของผู้คนนับหมื่นครอบครัว ไม่มีความเหน็บหนาวเปล่าเปลี่ยวเช่นในชายแดน

        เขายืนอยู่นานถึงออกจากวังไป ตลอดเส้นทางก็มิได้มีท่าทียินดียินร้ายอันใด

        รุ่งสางวันถัดมา ฉีเฉินตื่นแต่เช้า สวมเครื่องแบบราชการในราชสำนักเดินเล่นอยู่ในสวนอย่างสบายใจ จวินหวงเคยชินกับการตื่นเช้าอยู่แล้ว ได้ยินว่าฉีเฉินตื่นแล้วก็อยากไปดูเสียหน่อย

        “ทำไมตื่นเช้าขนาดนี้เล่าน้องเฟิง ยังเช้าอยู่เลยไยจึงไม่พักผ่อนต่ออีกสักหน่อย?

        “อยู่ว่างๆ ไม่มีอะไรทำ แล้วก็อาจจะเคยชินกับการตื่นเช้า พอฟ้าสว่างแล้วก็หลับไม่ลง แทนที่จะนอนเฉยๆ อยู่บนเตียง ไม่สู้ออกมาเดินเล่นดีกว่า” จวินหวงตอบอย่างเฉยชา หลังจากนั้นเมื่อเห็นฉีเฉินอยู่ในชุดเครื่องแบบราชการ ก็ขมวดคิ้วสงสัย “หวางเหย่จะเข้าวังหรือ?”

        ฉีเฉินพยักหน้า ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ “เสด็จพ่อให้ขันทีมาที่จวนแต่เช้า แจ้งให้ข้าเข้าวังเร็วขึ้นหน่อย”

        จวินหวงถึงเข้าใจแจ่มแจ้งว่าเพราะเหตุใดฉีเฉินจึงดูมีความสุขขนาดนี้ เป็นที่รู้กันว่าหากไม่มีพระบัญชาจากจักรพรรดิ องค์ชายไม่สามารถเข้าออกวังหลวงตามแต่ใจได้ ยิ่งไปกว่านั้นฉีเฉินเพิ่งจะช่วยดับไฟลามขนคิ้วของฝ่าบาทมาหมาดๆ ย่อมจะต้องพูดจากันให้มากหน่อย

        แสงอาทิตย์จากท้องฟ้าสาดส่องเข้ามา เวลาสายแล้ว ฉีเฉินถูกห้อมล้อมไปด้วยกลุ่มคนคอยปรนนิบัติดูแลขณะออกจากจวน ไปขึ้นรถม้าเพื่อเข้าวัง

        ขณะที่ฉีเฉินไปถึงยังเช้าอยู่ จึงยังต้องคอยอยู่ด้านนอกกับเหล่าขุนนางใหญ่กลุ่มหนึ่ง ตอนที่เขาเห็นรองเสนาบดีก็แค่นเสียงคำรามออกมาอย่างเย็นชา ‘กล้าไม่เห็นเขาในสายตาเชียวหรือ’ ไฟโทสะจากเมื่อคืนลุกโชนขึ้นอีกครั้ง ยิ่งเห็นหน้าตาของรองเสนาบดีแล้ว เขาก็อดไม่ไหวยกเท้าเตะไปหนึ่งที

        รองเสนาบดีไม่กล้าพูดมาก ยืนตัวลีบอยู่ในมุมหนึ่ง แทบไม่กล้าหายใจไว้ด้วยกลัวว่าฉีเฉินจะมาหาเรื่องตนเอง แต่ทว่าในใจกลับร้องโอดครวญในความไม่ยุติธรรมที่ได้รับ คนที่ตีตัวออกห่างจากฉีเฉินมีแค่เขาคนเดียวเสียที่ไหน แต่กลับมีแต่เขาคนเดียวที่ถูกจับตัวไว้ ช่างน่าเศร้าแท้ๆ

        หนานสวินดำรงตำแหน่งสำคัญในราชสำนัก ทุกวันต้องมาเข้าร่วมประชุมราชกิจในท้องพระโรง ชุดเครื่องแบบราชการเมื่อมาอยู่บนร่างกายของเขาก็ยิ่งดูสง่างาม รัศมีความน่าเกรงขามที่แผ่ออกมาทั่วร่างทำให้คนเห็นแล้วรู้สึกพรั่นพรึง ดวงตาคมกริบราวกับนกเหยี่ยวกวาดมองทุกคนในท้องพระโรง ผู้ที่มีความลับอยู่ในใจทุกคนล้วนหัวหดไม่กล้าสบตาเขา

        “ขึ้นประชุม!” ทันทีที่ขันทีเดินมาถึงหน้าประตูใหญ่ และตะเบ็งเสียงแหลมให้คนเข้าไปในท้องพระโรง พายุที่ก่อตัวอยู่ภายนอกพลันหยุดลงราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

        ยังคงเป็นเรื่องยุ่งยากในการกราบบังคมทูล ขุนนางใหญ่จำนวนมากต่างรู้เรื่องที่ฉีเฉินยักยอกเงินผู้ประสบภัย แต่พวกเขาก็รู้ว่าสถานะของฉีเฉินในพระทัยของฝ่าบาทในเวลานี้ไม่ธรรมดา พวกเขาจึงต้องเก็บงำเรื่องนี้ไว้ไปโดยปริยาย

        หลังจากหารือกิจสำคัญเฉพาะแต่ละเรื่องเสร็จสิ้น จักรพรรดิทรงทอดพระเนตรไปที่ฉีเฉินที่อยู่ท่ามกลางกลุ่มขุนนาง ทรงแย้มพระสรวลออกมาด้วยความปลื้มปีติ แล้วมองขันทีที่อยู่ด้านข้าง ขันทีสังเกตเห็นสายพระเนตรของจักรพรรดิ จึงนำราชโองการที่ถืออยู่ในมือกางออกแล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงดังกังวาน

        “องค์ชายรองไม่หวาดกลัวต่ออันตรายและความยากลำบากเดินทางไปชายแดน รับมือกับปัญหาภัยพิบัติได้อย่างดีเยี่ยม อีกทั้งได้รับความรักใคร่เทิดทูนจากประชาชน จึงทรงพระราชทานคทาหยกหรูอี้หนึ่งชิ้น เงินหนึ่งพันตำลึง…”

        ทุกคนต่างมองหน้ากัน เสียงคนพูดคุยกันเกรียวกราว ต่างคนต่างเห็นว่าฉีเฉินไม่สมควรที่จะได้รับรางวัลนี้ แต่กลับไม่มีใครกล้าพูดมาก

        “องค์ชายรองผู้นี้จะมีน้ำยาอะไร หากฝ่าบาทตรวจสอบขึ้นมาจะต้องพบว่าเขายักยอกเงินผู้ประสบภัยพิบัติแน่ๆ” รองเสนาบดีแค่นเสียงพ่นทางจมูกเบาๆ ในขณะที่คุยกับขุนนางที่อยู่ข้างๆ

        ฉีอวิ๋นที่ยืนฟังข้าราชการอยู่ด้านข้างถึงกับส่ายหน้าหัวเราะออกมา “เคราะห์ร้ายมักจะออกมาจากปาก หรือว่าท่านรองเสนาบดีไม่ทราบความจริงในข้อนี้? หรือว่าท่านลืมเหตุการณ์เมื่อคืนไปแล้ว?”

        รองเสนาบดีดั่งสะดุ้งตื่นขึ้นจากความฝัน เหงื่อเย็นแตกพลั่ก มองไปทางฉีเฉินอย่างร้อนตัว ก็เห็นฉีเฉินกำลังถือคทาหยกหรูอี้ด้วยความภูมิใจ มิได้สังเกตมาทางนี้ถึงถอนใจโล่งอก ค่อยๆ หันมาคารวะฉีอวิ๋น “ขอบพระทัยองค์ชายสี่ที่เตือนสติ กระหม่อมจะจดจำใส่ใจไว้พ่ะย่ะค่ะ”

        ฉีอวิ๋นเพียงแต่หัวเราะ เงยหน้าขึ้นมองพระราชบิดาที่นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกร แล้วโบกพัดเบาๆ จากนั้นค่อยถอยออกจากท้องพระโรงไปอย่างเงียบๆ

        หลังจากเลิกประชุมเช้า ฉีเฉินก็สั่งให้คนหามของพระราชทานจากจักรพรรดิเข้าไปจวนเฉินอ๋อง บังเอิญพบกับจวินหวงเข้าพอดี จวินหวงเพิ่งพาเว่ยเฉี่ยนกลับเข้ามาจากข้างนอก เมื่อพบกับฉีเฉินก็ประสานมือคารวะกล่าวคำทักทาย

        “ขอแสดงความยินดีกับหวางเหย่ด้วยพ่ะย่ะค่ะ ข้าน้อยทราบเรื่องในวันนี้หมดแล้ว” จวินหวงยิ้มแย้มเอ่ยวาจา

        ด้วยฉีเฉินกำลังดีใจมากจึงไม่ได้ถามว่าจวินหวงไปไหนมา เพียงแต่ลากจวินหวงเข้าไปในสวน แล้วแบ่งปันเรื่องที่จักรพรรดิทรงกล่าวชื่นชมและท่าทางปลาบปลื้มบนพระพักตร์ของจักรพรรดิ

        ความรักระหว่างบิดากับบุตรเรียบๆ ง่ายๆ เหล่านี้ ฉีเฉินไม่เคยได้รับมาก่อน เวลานี้ก็ทำท่าเหมือนน้ำตาจะไหลอยู่หลายส่วน จวินหวงรู้สึกเวทนาฉีเฉินอยู่ในใจ แต่กลับเข้าใจคำกล่าวที่ว่า ‘ผู้ที่น่าสังเวชมักจะมาจากสถานที่ที่น่าชั’ ได้อย่างลึกซึ้ง

        “ช่วงนี้รัชทายาททรงทำให้ฝ่าบาทเสียพระทัย ตอนนี้คิดว่าเสด็จพ่อก็รู้สึกว่าเขาไม่อาจเทียบเปิ่นหวางได้ ต่อไปเพียงแค่ให้เสด็จพ่อรู้ความดีของข้ามากขึ้น ช้าเร็วตำแหน่งรัชทายาทก็ต้องเป็นของข้า” ต่อหน้าจวินหวง ฉีเฉินไม่ปิดบังความเป็นตัวตนสักนิด จวินหวงฟังแล้วก็ไร้วาจาจะกล่าว

        ผ่านไปชั่วครู่ ฉีเฉินคอแห้งหยุดดื่มน้ำ จวินหวงถึงได้เอ่ยปากกล่าวขึ้น “หวางเหย่ทรงมีปณิธานมุ่งมั่นอันยิ่งใหญ่ ข้าน้อยนับถือ ได้แต่ขออวยพรให้หวางเหย่ได้สมความมุ่งมาดปรารถนาโดยเร็ววัน เป็นที่เคารพรักของปวงประชา หากวันใดได้ขึ้นครองบัลลังก์ ก็สามารถเป็นจักรพรรดิผู้เปี่ยมไปด้วยปรีชาสามารถ”

        “วาจาของเจ้าทำให้เปิ่นหวางมีความสุขยิ่งนัก ‘คทาหยกหรูอี้’ ชิ้นนี้ เปิ่นหวางมอบเป็นรางวัลให้แก่เจ้า” เมื่อกล่าวจบฉีเฉินก็เปิดกล่องหุ้มแพรที่อยู่ในอ้อมแขนออก แล้วหยิบคทาหยกหรูอี้สีเขียวทั้งชิ้นออกมามอบให้แก่จวินหวง จวินหวงปฏิเสธไม่ลงจึงรับมา รู้สึกเพียงว่าหยกในมือให้รู้สึกสัมผัสเย็นสบาย

        …

        และแล้ววันกำหนดพ้นโทษกักบริเวณก็มาถึงอย่างรวดเร็ว แต่ฉีอินยังไม่ทันได้ออกจากตำหนักรัชทายาท ก็ได้ยินว่าระยะนี้ฉีเฉินกำลังได้รับความโปรดปราน แม้แต่ในท้องพระโรงองค์จักรพรรดิก็มิได้กล่าวถึงตนเอง

        ฉีอินขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโกรธนั่งอยู่ในห้องโถงใหญ่ สองมือกำหมัดแน่น จนข้อนิ้วลั่นกรอบ ไฟโทสะที่สุมอยู่ในอกราวกับจะปะทุออกมาในอีกไม่ช้า

        เหล่าคนรับใช้ต่างคุกเข่ากันเต็มห้อง ตัวสั่นงันงกไม่กล้าเงยหน้ามองเจ้านายของตนเอง ด้วยกลัวว่าหากฉีอินอารมณ์เสียขึ้นมาก็พวกตนก็จะอายุสั้น

        “ฉีเฉินจะได้รับความโปรดปรานจากเสด็จพ่อในช่วงเวลาสั้นๆ ขนาดนี้ได้อย่างไร? คนอย่างเขาไม่มีดีเลยสักอย่าง บ่าวสุนัขอย่างพวกเจ้ายังไม่รีบบอกเปิ่นหวางมาอีกหรือว่าช่วงนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง” ฉีอินจ้องบรรดาบ่าวไพร่ด้วยสายตาแข็งกร้าว ดวงตาราวกับจะพ่นไฟออกมาได้

        บุรุษหน้าตาธรรมดาที่คุกเข่าอยู่มุมในสุดผู้หนึ่ง ดวงตากระจ่างใส ใบหน้าปราศจากความหวาดกลัวสักนิด ในขณะที่คนอื่นๆ ไม่กล้าเงยหน้ามองพระพักตร์ฉีอิน เขากลับเงยหน้าขึ้นช้าๆ แล้วกล่าวออกมาอย่างรู้ประมาณตน ไม่มากไม่น้อยเกินไป

        “ที่องค์ชายรองสามารถกลายเป็นคนโปรดต่อหน้าองค์จักรพรรดิได้ เป็นเพราะว่าช่วงหนึ่งก่อนหน้านี้ ชายแดนประสบภัยแล้ง องค์ชายรองทรงรับคำสั่งให้เดินทางไปที่นั่น ทั้งยังสามารถจัดการปัญหานี้ได้อย่างเหมาะสมยิ่ง สำเร็จสมดังปรารถนา…”

        “พูดจาไร้สาระ ฉีเฉินเป็นคนอย่างไร คิดว่ารัชทายาทเยี่ยงข้าไม่รู้หรือ เขาจะยอมไปในสถานที่ที่ลำบากแสนเข็ญอย่างนั้นได้อย่างไร?” ฉีอินไม่แม้แต่จะคิดก็พูดจาตัดบทบุรุษผู้นี้ไปแล้ว ในใจก็รู้สึกว่าคำกล่าวของบุรุษผู้นี้ไม่มีมูลความจริง

        …………………………………………………………………………………………

         [1] เมฆลอยกระสาป่า หมายถึง คนสมถะแยกตัวเป็นอิสระไม่ยุ่งวุ่นวายกับใคร


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ลิขิตหงสาเหนือปฐพี” :https://bit.ly/2QkkL9l