0 Views

        เดินเข้าไปด้านในครู่หนึ่งก็มาถึงห้องพักของนายอำเภอ เห็นนายอำเภออยู่ในชุดธรรมดานั่งคุกเข่าอยู่นอกห้อง สถานที่ที่เกิดไฟไหม้เมื่อครู่คงจะเป็นที่นี่ ชั่วขณะนี้ไฟดับลงแล้ว เหลือเพียงซากปรักหักพังทิ้งไว้ให้เห็น

        เมื่อเห็นฉีเฉินมา นายอำเภอก็เหมือนกับเห็นดาวช่วยชีวิต คลานเข้ามาอยู่ข้างกายฉีเฉิน ท่าทางร่ำไห้จะเป็นจะตายชวนให้คนอดรู้สึกเวทนาไม่ได้

        “หวางเหย่ ในที่สุดท่านก็มาแล้ว”

        สายตาฉีเฉินมองไปที่จวินหวง ในใจของจวินหวงย่อมรู้ดี แต่ไม่สามารถเผยความจริงออกมาได้ ได้แต่บอกว่าตนเองจะไปสำรวจดูความเสียหายแล้วเดินออกไป ฉีเฉินส่งสัญญาณให้คนตามไป จากนั้นก็พาตัวนายอำเภอเข้าไปในห้องด้านข้าง

        ฉีเฉินนั่งอยู่บนที่นั่งตำแหน่งประธาน มองนายอำเภอที่คุกเข่าอยู่กลางห้องด้วยสายตาเย็นเยียบ อดไม่ได้ตะคอกด่าออกมา “เจ้าสวะไร้ประโยชน์ ข้าเลี้ยงเจ้าไว้มีประโยชน์อันใด?”

        “หว่างเหย่ไว้ชีวิตด้วย หว่างเหย่ไว้ชีวิตด้วยเถิด” กลิ่นไอสังหารที่เจืออยู่น้ำเสียงที่ฉีเฉินพูดออกมา นายอำเภอฟังแล้วก็กลัวจนหัวหด ตะเกียกตะกายเข้าไปหาฉีเฉินแล้วดึงชายเสื้อของเขาไว้ร้องขอชีวิต

        ฉีเฉินยกเท้าเตะนายอำเภอจนกระเด็นไป หลังจากสูดหายใจลึกๆ สงบอารมณ์แล้ว ก็ค่อยๆ เอ่ยปากถามขึ้น “คนที่มาใช่โจรจริงๆ หรือ?”

        “จริงแท้แน่นอนพ่ะย่ะค่ะหวางเหย่ คนพวกนั้นเหี้ยมหาญหาใดเทียม จะต้องเป็นโจรพเนจรมาจากหุบเขาอย่างไม่ต้องสงสัย” เหงื่อเย็นเปียกชุ่มไปทั้งแผ่นหลังของเขา เมื่อเห็นใบหน้าเคร่งเครียดของฉีเฉินก็ลนลาน กลัวว่าฉีเฉินจะมีใจคิดสังหารตนขึ้นมาจริงๆ

        แต่ฉีเฉินยังไม่มีความคิดจะจัดการกับนายอำเภอในตอนนี้ เขายังรู้สึกเสียดายเงินที่จู่ๆ ก็สูญไปของตนเองอยู่

        จวินหวงสังเกตเห็นมีคนตามอยู่ข้างหลังก็หัวเราะเยือกเย็นในใจ ทำท่ามองไปรอบๆ ศาลาว่าการอย่างจริงจัง แล้วกล่าวปลอบประโลมบ่าวไพร่ที่ยังคงตกใจหวาดกลัว ตอนที่ออกจากศาลาว่าการกลับมาถึงโรงเตี๊ยม ท้องฟ้าก็สว่างแล้ว นางกดจุดที่ขมับ แล้วเข้าห้องไปพักผ่อนหนึ่งถึงสองชั่วยาม

        ลืมตาขึ้นมาอีกทีก็เป็นเวลาเที่ยงวัน ฉีเฉินพาคนออกไปแล้ว ในโรงเตี๊ยมจึงเหลือแค่นางกับหนานสวิน

        ตอนที่ลงมารับประทานอาหาร เห็นหนานสวินนั่งรอนางอยู่ที่นั่น นางเดินเข้าไปนั่งฝั่งตรงข้ามแล้วถามขึ้น “เรื่องจัดการเรียบร้อยแล้ว?”

        หนานสวินพยักหน้า “ผู้ที่บุกเข้าไปในศาลาว่าการเมื่อคืนเป็นโจรจริงๆ แต่เป็นเพราะถูกอำนาจในท้องถิ่นบีบบังคับ ตกที่นั่งลำบากไม่มีทางเลือกจึงต้องเป็นโจร ตอนนี้คิดว่าพวกเขาคงนำเงินเหล่านั้นไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติแล้ว”

        “เรื่องนี้พวกเราไม่สะดวกออกหน้าจนเกินไปจริงๆ มอบให้พวกเขาจัดการก็ดีแล้ว” จวินหวงกล่าว

        หนานสวินมองไปที่จวินหวง นางเอาแต่ก้มหน้าดื่มชา ดูท่าทางอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก เขาย่นคิ้วถามขึ้นทันที “อารมณ์ไม่ดีหรือ?”

        จวินหวงเงยหน้าขึ้นมามองเขา ยกมุมปากขึ้นแล้วกล่าวอย่างรู้สึกเสียใจ “ข้าแค่ไม่คิดว่าองค์ชายรองจะใช้การเยี่ยมเยือนครั้งนี้เพื่อยักยอกเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง มิได้ใส่ใจความเป็นความตายของไพร่ฟ้าเลยสักนิด ข้าจึงอดปลงสังเวชไม่ได้เท่านั้น”

        “สันดานคนโลภ เจ้าจำเป็นต้องเก็บมากังวลด้วยหรือ?” หนานสวินกล่าวเรียบๆ

        จวินหวงเอาแต่หัวเราะ ไม่พูดอะไรอีก เพียงแต่รู้สึกว่าภายในใจของนางก็เหมือนกับอาณาบริเวณที่อยู่ภายนอก เวิ้งว้างเหน็บหนาวไม่มีที่สิ้นสุด

        อาจเป็นเพราะเทพยดาฟ้าดินซาบซึ้งในการกระทำของพวกจวินหวง ท้องฟ้าที่แห้งแล้งยาวนานหลายเดือนก็เกิดฝนตกซู่ลงมาอย่างหนักในยามพลบค่ำ ฝนกระหน่ำเทลงบนดินเหลืองแห้งผาก น้ำที่ขังเป็นแอ่งตื้นขุ่นคลั่ก ประชาชนที่ไม่ได้เห็นน้ำฝนมานานแล้วเหล่านั้นต่างพากันออกมายืนกลางสายฝน ตะโกนโห่ร้องด้วยความยินดี

        จวินหวงและฉีเฉินยืนอยู่ใต้ชายคา มองไปไกลๆ เสียงฝนจ้อกแจ้กดังลั่น พวกเขาจึงต้องตะเบ็งเสียงคุยกันไปโดยปริยาย

        “น้องเฟิงคิดว่าต่อจากนี้ควรจะทำอย่างไร?”

        “จู่ๆ ฝนฟ้าก็ตกลงมา ปวงประชาต่างยินดี หวางเหย่จะต้องจัดหาที่พักให้ประชาชนเป็นอันดับแรก ข้าน้อยคิดว่าเวลานี้ควรจะสร้างสถานที่พักพิงให้กับประชาชน” จวินหวงกล่าวอย่างจริงจัง

        ฉีเฉินก้มหน้าครุ่นคิด ฝนสาดจนเลอะอาภรณ์แพรต่วนตัวยาวของเขา สถานที่แบบนี้เขาทนอยู่ต่อไปไม่ไหวจริงๆ จึงอนุมัติข้อเสนอของจวินหวง แล้วให้นางมีอำนาจเต็มในการจัดการเรื่องนี้

        ฝนตกหนักต่อเนื่องเกือบครึ่งเดือน แม่น้ำที่เคยแห้งเหือดก็กลับคืนสู่สภาพปกติอีกครั้ง ในตอนแรกจวินหวงเข้าใจว่าการที่ฝนตกจะทำให้การก่อสร้างบ้านเรือนล่าช้า แต่ใครจะรู้ พอประชาชนได้ยินว่าราชสำนักจะสร้างบ้านให้กับพวกเขา ก็เกิดความกระตือรือร้นอย่างท้วมท้น บุรุษวัยฉกรรจ์เริ่มวิ่งมาที่โรงเตี๊ยมแสดงเจตจำนงต้องการร่วมมือกับทางการก่อสร้างบ้านเรือน

        แผนเดิมต้องใช้เวลาในการก่อสร้างหนึ่งเดือนจึงลดลงมาเหลือเพียงครึ่งเดือนก็เสร็จสมบูรณ์ วันที่ฝนหยุดการก่อสร้างบ้านเรือนก็เสร็จสิ้น ถึงเวลาที่คณะเดินทางของฉีเฉินควรจะกลับสู่เมืองหลวง

        เหล่าประชาชนต่างมาส่งพวกเขาเดินทางนับสิบลี้ เสียงโห่ร้องเทิดทูนสรรเสริญอย่างเคารพรักจากประชาชนทำให้ฉีเฉินพึงพอใจอย่างยิ่ง จนลืมเรื่องที่ตนเองเคยยักยอกเงินบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยพิบัติไปเสียสิ้น แม้ว่าในใจจะรู้สึกแย่อยู่บ้าง แต่เงินที่เข้ามาอยู่ในกระเป๋าของตนเองเหล่านั้นก็ไม่มีอีกแล้ว จะไม่รู้สึกเสียดายย่อมเป็นไปไม่ได้

        เขาไม่ได้นึกสงสัยในตัวของหนานสวิน เพียงแค่คิดง่ายๆ ตื้นๆ ว่าตราบใดที่หนานสวินยังไม่รู้เรื่องที่ตนเองยักยอกเงิน องค์จักรพรรดิก็จะไม่พบปัญหานี้ คิดได้เช่นนี้ ก็รู้สึกดีขึ้นมาเล็กน้อย

        ระหว่างการเดินทางกลับฉีเฉินอารมณ์ไม่ค่อยดี แตกต่างจากก่อนหน้าที่เดินทางมาราวฟ้ากับดิน เขาหมกตัวอยู่แต่ในรถม้าทั้งวัน แต่หนานสวินกับจวินหวงขี่ม้านำอยู่ด้านหน้าสุด

        “ในที่สุดเรื่องนี้ก็ผ่านไปแล้ว” จวินหวงกล่าวพลางทอดถอนใจ

        หนานสวินพยักหน้า “ใช่แล้ว ตอนนี้ปวงประชาต่างก็กลับมาใช้ชีวิตเป็นปกติอย่างในอดีต หลังจากผ่านเหตุการณ์เรื่องนี้ พวกเขาจะต้องมีความเชื่อมั่นต่อราชสำนักเพิ่มมากขึ้นแน่นอน”

        จวินหวงหันกลับไปมองรถม้าของฉีเฉิน แล้วเบะปาก “เพียงแต่… ไม่ทราบว่าหวางเหย่วางแผนจะกราบทูลฝ่าบาทเรื่องที่องค์ชายรองแอบยักยอกเงินอุดหนุนผู้ประสบภัยพิบัติอย่างไร?”

        เมื่อได้ยินเช่นนั้น หนานสวินก็เริ่มไตร่ตรองปัญหานี้อย่างจริงจัง วิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบัน สุดท้ายก็ยังส่ายหน้า “เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และมีความสำคัญ ควรจะค่อยๆ พิจารณาปรึกษาหารือกันในระยะยาว”

        ไม่นานนัก พวกเขาก็กลับมาถึงเมืองหลวง การเดินทางของฉีเฉินในครั้งนี้ช่วยแก้ไขปัญหาที่เป็นดั่งไฟลามพระขนงของจักรพรรดิอยู่ นอกจากนี้เขายังแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี จักรพรรดิทรงปีติยินดีเป็นอย่างยิ่ง รอยพระสรวลยิ่งปรากฏชัดบนพระพักตร์ ทรงออกจากเมืองมาต้อนรับฉีเฉินตั้งแต่เช้าตรู่

        ฉีเฉินเข้าใจความหมายในคำพูดที่จวินหวงพูดกับเขาอย่างลึกซึ้งแล้ว ดังนั้นแม้ว่าที่ชายแดนเขาสองคนจะเคยมีเรื่องหมางใจกันมาอย่างไร ครั้งนี้เขาก็ไม่อาจวางเขื่องอวดเบ่งได้ ครั้นแล้วจึงตะโกนเรียกจวินหวงซึ่งเดินทางฝ่าลมฝุ่นคลุ้งมาตลอดทางเข้าไปในรถม้า

        ก่อนที่จวินหวงจะเข้าไปหาเขา ขณะนั้นพวกเขาได้มาถึงสถานที่ที่อยู่ห่างจากเมืองหลวงไม่กี่สิบลี้ ทิวทัศน์งดงามภูเขาเขียวขจี สายน้ำใสสะอาดบรรยากาศเงียบสงบ นางพลิกกายลงจากหลังอาชาแล้วเดินไปที่รถม้า เมื่อเข้าไปด้านในก็เห็นฉีเฉินนั่งอยู่ที่นั่น ในมือยังถือถ้วยชาอยู่ น้ำชาในถ้วยกระเพื่อมไปการควบขับของรถม้า ดูราวกับสายน้ำแห่งฤดูใบไม้ผลิ

        “ไม่ทราบว่าหวางเหย่เรียกหาข้าด้วยเรื่องอันใด?” จวินหวงถามขึ้น พลางมองไปที่ฉีเฉิน

        ฉีเฉินยิ้มอย่างเอาอกเอาใจ วางถ้วยชาในมือลงบนโต๊ะเตี้ย รถม้าโคลงเคลงจนน้ำชาหกรดลงมาใส่ แต่ฉีเฉินหาได้ใส่ใจแม้เพียงเศษเสี้ยว เชื้อเชิญจวินหวงให้นั่งลงพูดคุยกัน จวินหวงก็มิได้แสดงท่าทางเกรงใจ เดินตรงเข้าไปนั่งตรงข้ามกับฉีเฉิน รอเขาพูดแสดงเจตนาที่แท้จริงออกมา

        “น้องเฟิงก็รู้น้ำหนักความสำคัญของข้าในพระทัยของเสด็จพ่อดี น้องเฟิงกับหนานสวินมีสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ข้าจึงอยากจะให้น้องเฟิงไปเจรจากับเขา ให้เขาอย่านำความที่มีโจรบุกเข้าไปที่จวนนายอำเภอทูลให้เสด็จพ่อทรงทราบ ได้โปรดช่วยข้าด้วยเถอะ! ” พูดจบฉีเฉินยังประสานมือคำนับจวินหวงด้วยสีหน้าจริงจัง

        จวินหวงหัวเราะเย็นชาอยู่ในใจ ทว่าใบหน้ากลับมิได้แสดงอะไรออกมา เพียงแค่พยักหน้ารับ “เรื่องนี้มอบให้ข้าจัดการเถอะ แม้ว่าข้ากับเขาจะมิใคร่ได้คบค้าสมาคมกันเท่าไร แต่อย่างไรก็ยินดีจะลองดูเพื่อหวางเหย่”

        นางพูดอย่างใจกว้าง แต่กลับขีดแบ่งเส้นความสัมพันธ์ระหว่างนางกับหนานสวินอยู่เงียบๆ เวลานี้จะให้ฉีเฉินระแวงการไปมาหาสู่ระหว่างตนเองกับหนานสวินไม่ได้

        เมื่อฉีเฉินได้รับคำตอบตกลงของจวินหวงเป็นที่แน่นอนแล้วก็รู้สึกโล่งใจ จวินหวงก็ไม่อยากเล่นละครเสแสร้งกับฉีเฉินอีก จึงลุกขึ้นกล่าวอำลาตั้งใจจะถอยออกมา ขณะที่กำลังจะลงจากรถกลับหยุดชะงัก แล้วหันกลับมาพูดว่า “มิทราบว่าจะขอสุราจากหวางเหย่สักไหจะได้หรือไม่?”

        ฉีเฉินนิ่งอึ้ง รีบกระวีกระวาดหยิบสุราส่งให้จวินหวงทันที จวินหวงรับไหสุราหยกขาวมาแล้วก็ถอยออกไปอย่างพึงพอใจ พอลงจากรถเห็นหนานสวินนั่งอยู่บนหลังอาชาสีขาวมองมาที่ตนเองอยู่ไกลๆ ริมฝีปากของนางโค้งขึ้นยิ้ม ยกไหสุราชูขึ้น หนานสวินหยุดม้าเพื่อรอนาง

        ขณะที่ใกล้จะถึงเมืองหลวง หนานสวินและจวินหวงรั้งอยู่ท้ายสุดของขบวน ทั้งสองจึงถือโอกาสลงจากม้าไปเสียเลย เมื่อเดินมาถึงใต้ต้นไม้ใหญ่สูงตระหง่านต้นหนึ่ง จวินหวงและหนานสวินก็นั่งลงกับพื้น ไม่รู้ว่าจวินหวงไปหาแก้วหยกขาวมาจากที่ไหน หลังจากรินสุราก็ส่งให้หนานสวินจอกหนึ่ง

        “เมื่อครู่ฉีเฉินเรียกหาเจ้าด้วยธุระอันใด?” หนานสวินถามขึ้นขณะที่รับจอกสุรามา

        “เขาให้ข้ามาขอร้องท่านอย่าบอกฝ่าบาทเรื่องจวนนายอำเภอถูกโจรปล้น” จวินหวงไม่ปิดบัง เล่าเรื่องทั้งหมดให้หนานสวินฟัง

        หนานสวินได้ฟังก็ตะลึงไปเล็กน้อย เพียงชั่วพริบตาก็หัวเราะแล้วส่ายหน้าไปมา ดื่มสุราเข้าไปหนึ่งคำ แล้วจึงค่อยๆ เอ่ยปาก “เดิมทีก็ไม่ได้ตั้งใจจะทูลบอกฝ่าบาทอยู่แล้ว เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องให้ฝ่าบาททรงรับทราบ”

        จวินหวงแสดงความเห็นพ้อง “ก็ใช่ โจรปล้นเดิมทีก็คือท่าน แล้วท่านจะทูลฝ่าบาทอย่างไร มิสู้ปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไป ถือเป็นการแสดงน้ำใจให้ข้าสักครั้ง” นางหัวเราะอย่างเอาแต่ใจ ชูจอกสุราขึ้น ดวงตาประดุจดวงดาวมองไปที่หนานสวิน แล้วก้มศีรษะดื่มสุราจนหมดจอก

        เวลาชั่วร่ำสุราหนึ่งไหผ่านไป หนานสวินก็ลุกขึ้นยืน หลังจากไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนก็ตัดสินใจบอกเรื่องราวบางอย่างแก่จวินหวง “ข้าไม่เคยปรึกษาเรื่องนี้กับเจ้ามาก่อน แต่ก่อนหน้านี้สักพักหนึ่งข้าส่งคนกลับไปที่เมืองหลวง ให้พวกเขาปล่อยข่าวเรื่องฉีเฉินยักยอกเงินผู้ประสบภัยพิบัติ เกรงว่านอกจากฝ่าบาท คนในราชสำนักที่ติดตามฉีเฉินต่างรู้เรื่องกันหมดแล้ว”

        จวินหวงคิ้วขมวดขณะที่มองไปที่หนานสวิน พึมพำเบาๆ อยู่ชั่วครู่แล้วก็พยักหน้า “ไม่มีปัญหา เดิมก็ควรจะเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว ถึงเวลาที่จะขุดคุ้ยปราการที่อยู่เบื้องหลังฉีเฉินแล้ว” พูดจบนางก็ยิ้มเจ้าเล่ห์ หนานสวินนิ่งอึ้งเล็กน้อย ในช่วงเวลานั้นเขาอยากเห็นจวินหวงแต่งกายเป็นสตรียิ่งนัก แต่ก็เพียงแค่คิดเท่านั้น

        ทั้งสองคนไม่ได้สนทนากันอีก หลังจากยืนอยู่ครู่หนึ่งก็ขึ้นม้าติดตามกลุ่มหลักไป เข้าเมืองหลวงแล้ว โอกาสที่พวกเขาจะได้พบกันก็น้อยลง หนานสวินอดไม่ได้ที่จะมองนางอยู่บ่อยๆ แต่จวินหวงไม่รู้ตัว

        การกลับมาของฉีเฉินทำให้จักรพรรดิทรงดีพระทัยอย่างยิ่ง พระองค์พาขุนนางใหญ่กลุ่มหนึ่งมารอรับการกลับมาของฉีเฉินและคณะอยู่นอกประตูวังหลวง ทันทีที่ก้าวเข้าสู่เมืองหลวง ฉีเฉินก็เปลี่ยนไปขี่อาชาสีขาว ให้คนนำรถม้าลากกลับไปที่จวนเฉินอ๋อง

        ฉีเฉินพลิกกายลงจากหลังม้า คุกเข่าถวายบังคมด้วยท่าทางนอบน้อม “ถวายบังคมเสด็จพ่อ ขอเสด็จพ่อทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี”

        “เจ้ารีบลุกขึ้นเร็วเข้า เดินทางมาลำบากแล้ว” จักรพรรดิฉลองพระองค์ชุดมังกรสีเหลือง เสด็จเข้ามาประคองฉีเฉินให้ยืนขึ้น หลังจากนั้นก็ทรงทอดพระเนตรคนที่อยู่ด้านหลังฉีเฉิน

        เนื่องจากจวินหวงเป็นแขกของจวนเฉินอ๋อง แม้ว่าจะเป็นผู้วางแผนกลยุทธ์ แต่ไม่เหมาะจะมาปรากฏตัวในวาระโอกาสแบบนี้ ดังนั้นหลังจากเข้าเมืองหลวงแล้วก็กลับจวนเฉินอ๋องทันที แต่หนานสวินเป็นผู้ที่จักรพรรดิทรงแต่งตั้งไปปฏิบัติภารกิจ จึงจำเป็นต้องอยู่ที่นี่

        หลังจากสนทนาทักทายกันแล้ว กลุ่มคนนั้นก็เดินเข้าไปในวังหลวง หนานสวินเดินตามอยู่หลังสุดด้วยสีหน้าเฉยเมย คอยฟังที่ขุนนางใหญ่เหล่านั้นคุยกัน

        “ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าองค์ชายรองจะเป็นคนเลวร้ายเยี่ยงนี้ เสียแรงที่พวกเราปกป้องเขา เขากล้าทำเรื่องชั่วช้าเช่นนี้ออกมา ทำให้ข้ารู้สึกผิดหวังจริงๆ”

        “ก็นั่นน่ะสิ จักรพรรดิควรเป็นคนที่เห็นแก่ประชาชนเป็นสำคัญ ไม่ใช่คนที่คิดแต่ประโยชน์ส่วนตน เอาแต่หลงระเริงไม่ใส่ใจในความเป็นความตายของประชาชน”

        “เห็นทีพวกเราควรจะมองหาราชันย์ผู้ปรีชาสามารถพระองค์อื่นถึงจะเหมาะสม”

        ขุนนางใหญ่ที่อยู่ข้างหน้ามิได้สังเกตหนานสวินที่อยู่ด้านหลัง หนานสวินยิ้มออกมา ยังคงเดินตามอยู่เงียบๆ ราวกับซ่อนงำรัศมีอำนาจรอบกายเอาไว้ เพียงแต่ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกยินดี ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะดำเนินไปตามแผนที่ตนเองคิดไว้


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ลิขิตหงสาเหนือปฐพี” :https://bit.ly/2QkkL9l