0 Views

        ประโยคคำพูดเรียบง่ายเช่นนี้ แท้จริงแล้วได้จี้จุดตายของเรื่องราวทั้งหมด ฉีเฉินมาคิดดูแล้วก็เห็นเป็นเช่นนั้น เรื่องระหว่างตนเองกับฉีอิน เป็นการต่อสู้เพื่อแย่งชิงราชบัลลังก์ ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอันใดกับเฟิงไป๋อวี้มาตั้งแต่ต้น แม้จะไม่รู้ว่าเหตุผลที่เขาช่วยตนเป็นเพราะมีเป้าหมายอันใด แต่เขาก็มีเพียงตัวคนเดียว ไม่มีอำนาจหรือผู้ติดตามอื่น จะว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับตนเอง

        “น้องเฟิงอย่าได้กล่าวเช่นนี้ ต่อไปในภายหน้าเปิ่นหวางยังต้องการความช่วยเหลือจากน้องเฟิง…” ฉีเฉินกล่าวถึงตรงนี้ก็เริ่มอับจนคำพูด

        ความตึงเครียดก่อเกิดเป็นเม็ดเหงื่อกลมผุดพรายขึ้นมาเต็มหน้าผากของเขา เฟิงไป๋อวี้ผู้นี้แท้จริงแล้วเป็นคนอย่างไรกันแน่? ผู้ที่มองการณ์ได้ละเอียดลึกซึ้ง ลงมือได้ฉลาดหลักแหลมเยี่ยงนี้ หากกลายเป็นกำลังให้ฝ่ายศัตรู นั่นก็จะเป็นปัญหาใหญ่

        “เรื่องราวที่ทำไปเหล่านี้ หวางเหย่ล้วนได้รับผลประโยชน์สูงสุด ก่อนหน้านี้เป็นข้าผู้สกุลเฟิงที่มองคนผิดไป พระโอรสของฝ่าบาทยังมีอีกมากมาย มิใช่เพียงหวางเหย่ผู้เดียว หากข้าคิดเปลี่ยนนายติดตามรับใช้ ก็คงจะเหมือนกันมิใช่หรือ?”

        จวินหวงกล่าวจบก็ยังคงมองฉีเฉินคราหนึ่ง รอยยิ้มเต็มไปด้วยความสุขุมเยือกเย็น

        มาดูกันว่าหนนี้ข้าจะทำให้เจ้าวิตกกังวลไม่ได้

        ฉีเฉินเดินตามมาอยู่ตรงหน้าของจวินหวง คำพูดก็มิได้แข็งกร้าวเหมือนเมื่อครู่แล้ว

        “คุณชายกล่าวได้ถูกต้อง เดี๋ยวข้าจะให้คนไปเตรียมการ ส่วนเรื่องทางองค์รัชทายาทก็ต้องฟังคุณชาย ฉวยโอกาสที่ได้เปรียบรุกไล่ต่อตี”

        จวินหวงก็ยังคงวาดภาพของนางไปด้วยความรู้สึกพึงพอใจ หลังจากได้ยินฉีเฉินเอ่ยวาจาเช่นนี้ก็เกิดนึกสนุก อยากจะพูดจากลั่นแกล้งฉีเฉินผู้นี้อีกสักรอบหนึ่ง

        “เรื่องแบบนี้ให้สามัญชนเช่นข้าไปทำมันอันตรายเกินไป เรื่องของหวางเหย่ หวางเหย่ก็ควรจะไปทำเอง ถึงจะทำให้ผู้คนสบายใจที่สุด” พอกล่าวจบจวินหวงก็วางพู่กันในมือของตนเองลง แล้วสบกับดวงตาทั้งคู่ของฉีเฉิน

        “หวางเหย่ ข้าเหนื่อยแล้ว เชิญหวางเหย่ตามสบายเถิด”

        ฉีเฉินเห็นจวินหวงมีท่าทางเฉยเมย จึงเดินจากห้องของจวินหวงมา เพื่อให้จวินหวงใจเย็นลง

        “เช่นนั้นน้องเฟิงก็พักรักษาตัวให้ดี เรื่องที่ข้ารับปากน้องเฟิงไว้จะต้องทำเพื่อน้องเฟิงให้ได้”

        จวินหวงมองเงาหลังของฉีเฉินที่จากไป มุมปากก็หยักยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ลุ่มลึก เพื่อข้า? ฉีเฉิน เรื่องระหว่างเราใครทำเพื่อใครกันแน่?

        ยามราตรี จวินหวงยืนอยู่ข้างหน้าต่างชมแสงจันทร์กระจ่างบนฟากฟ้า ไม่รู้ว่าเพลานี้เสด็จแม่อยู่ที่ไหน น้องชายไปอยู่ยังแห่งหนใด

        และแล้วเงาสีดำร่างหนึ่งนอกประตู ก็ดึงดูดความสนใจของจวินหวงเอาไว้ นางรีบหยิบหมอนหนุนยัดเข้าไปใต้ผ้าห่ม ปลอมให้เหมือนท่าทางตนเองกำลังหลับอยู่ ความจริงที่นางยืนอยู่ในมุมมืด เพราะอยากจะเห็นว่าแขกที่ไม่ได้รับเชิญผู้นี้เป็นใคร

        จวินหวงเดินไปทางห้องหนังสือ แล้วยืนหลบอยู่ด้านหลังฉากกั้นลม คอยสังเกตความเคลื่อนไหวของเงาดำร่างนั้นอย่างเงียบๆ

        รออยู่ครู่ใหญ่ จวินหวงถึงมองเห็นเงาดำร่างนั้นผลักประตูเดินเข้ามา หลังจากเข้ามาแล้วก็ปิดประตูทันที แล้วยังมองซ้ายมองขวาจนแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดตามหลัง มา ถึงเดินไปยังเตียงนอน

        สิ่งที่ทำให้จวินหวงรู้สึกประหลาดใจก็คือ ผู้มาแม้จะพกกระบี่แต่กลับไม่ชักกระบี่ของตนเองออกมาแล้วชี้ไปที่เตียง

        กลับดึงผ้าห่มบนเตียงออกมา หลังจากพบว่าเป็นเพียงหมอนหนุนใต้ผ้าห่ม คิ้วก็ขมวดขึ้นด้วยความแปลกใจ

        “คุณชายเฟิง ไม่อยู่ในห้องได้อย่างไร?”

        จวินหวงได้ยินผู้มาเรียกชื่อของตนเอง แท้จริงแล้วคนผู้นี้เป็นใครกันแน่?

        จนกระทั่งเขาหันกายกลับมา จวินหวงถึงมองเห็นใบหน้าของเขาอย่างชัดเจน ที่แท้ผู้มาคือหนานสวิน…

        แล้วรอยยิ้มสงบผ่อนคลายก็ลอยมาปรากฏขึ้นบนใบหน้าของจวินหวง ว่าแต่… เวลานี้เขามาอยู่ในจวนเฉินอ๋องได้อย่างไร?

        จนกระทั่งมั่นใจแล้วว่าหนานสวินจะไม่ทำร้ายตน จวินหวงถึงเดินออกมาจากหลังฉากกั้นลม กระแอมเบาๆ สองครั้ง

        “ข้าอยู่นี่”

        หนานสวินมองไปตามเสียง ถึงได้เห็นจวินหวงเดินออกมา ใช่นาง ค่อยโล่งอกไปที “ดึกๆ ดื่นๆ เจ้าไม่นอนอยู่บนเตียง ไปยืนทำอะไรอยู่ตรงนั้น?”

        จวินหวงไม่ได้จุดตะเกียง แล้วนั่งลงกับหนานสวิน ท่าทางที่ทั้งสองคนนั่งสนทนากันดูผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด “ข้ายังไม่หลับ มองไปข้างนอกเห็นมีเงาดำ กลัวว่าจะมาเพื่อลอบสังหารข้า ก็เลยไปซ่อนตัวไว้ แล้วท่านล่ะ ค่ำมืดดึกดื่นไยไม่อยู่จวนหนานอ๋อง แอบเข้ามาในจวนเฉินอ๋องได้อย่างไร”

        “ได้ยินว่าเจ้าได้รับบาดเจ็บก็เลยมาเยี่ยมเจ้า” แม้ว่าหนานสวินจะรู้ว่าจวินหวงไม่ได้บาดเจ็บสาหัสอะไร แค่หาข้ออ้างมาดูนางหน่อยก็เท่านั้น

        จวินหวงมองแผลที่แขนของตนเองแล้วคลี่ยิ้มอบอุ่น “ไม่ต้องกังวล แผลนี้ข้าทำของข้าเองแหละ ท่านไม่ต้องเป็นห่วง”

        จากดวงตาของหนานสวิน จวินหวงมองออกว่านอกจากความจริงใจแล้วยังมีความห่วงใยอยู่บ้าง

        “นี่คือจวนเฉินอ๋อง ท่านไม่ควรอยู่นาน”

        กล่าวจบจวินหวงก็กลับไปที่เตียงเพียงลำพัง แล้วก็ก้มหน้าก้มตานอน

        จวินหวงพักรักษาตัวอยู่คนเดียวภายในห้องพัก ไม่เกินสองวันฉีเฉินก็พาสตรีผู้หนึ่งและบุรุษผู้หนึ่ง เดินเข้ามาในห้องของจวินหวง

        นางมองไปยังคนสองคนที่อยู่ข้างหลังของฉีเฉิน เพียงปราดเดียวก็ดูออกว่า พวกเขาไม่ใช่คนรับใช้ธรรมดา น่าจะเป็นลูกน้องของฉีเฉิน

        “ถวายบังคมหวางเหย่” จวินหวงโค้งกายคารวะฉีเฉิน ดูท่าทางฉีเฉินจะพาลูกน้องของตนเองมา

        เพียงแต่ไม่รู้ว่าเขาจะให้อำนาจแก่ตนเองมากน้อยแค่ไหน

        ฉีเฉินทำท่าคล้ายประคองจวินหวงให้ลุกขึ้น ทั้งสองคนเดินคุยกันไป “พวกเขาเป็นลูกน้องของข้า ในมือมีอำนาจของข้าอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง หากคุณชายมีเรื่องอันใดก็สามารถมอบหมายให้เขาสองคนไปจัดการ”

        ในใจของจวินหวงย่อมกระจ่างใจดีว่า คนของฉีเฉินยอมฟังคำพูดของตนเองล้วนเป็นเพราะฉีเฉิน

        หากเรื่องที่ตนเองทำ ไม่ได้เป็นการช่วยเหลือฉีเฉิน พวกเขาก็จะไม่ช่วยนางทำงาน

        จากนั้นจวินหวงก็พยักหน้า มองพิจารณาคนที่อยู่ด้านหลังของฉีเฉินอย่างคร่าวๆ ครั้งหนึ่ง ที่แท้ลูกน้องของฉีเฉินก็ยังมีสตรีอยู่ด้วย ไม่รู้จริงๆ ว่าฉีเฉินคิดจะใช้สตรีผู้นี้มายั่วยวนตนเอง หรือว่าส่งมาช่วยเหลือตนเองจริงๆ กันแน่


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ลิขิตหงสาเหนือปฐพี” :https://bit.ly/2QkkL9l