0 Views

        “อย่างไรองค์รัชทายาทก็ถูกกักบริเวณอยู่ คงไม่มีเรื่องอื่นๆ อีกแล้ว เจ้าวางใจได้”

        คำพูดประโยคนี้ของฉีเฉินมีความหมายล้ำลึก ยากที่ใครจะขบคิดได้

        “วางใจ? เรื่องของหวางเหย่ ข้าวางใจไม่ลง แม้ว่าหวางเหย่จะเห็นข้าเป็นพี่น้อง พี่น้องเช่นข้าก็ย่อมทำบางอย่างเพื่อหวางเหย่เป็นธรรมดา ไม่ว่าจะเวลาไหนก็ตาม…”

        จวินหวงถอนใจยาว ในดวงตามีความผิดหวังเล็กน้อยฉาบฉาย ส่ายหน้าไปมาอย่างจนใจ “ที่น่าเสียดายที่สุดก็คือในมือข้าหาได้มีอำนาจแม้เพียงครึ่งส่วน แม้ว่าอยากจะช่วยหวางเหย่ แต่บางครั้งใจมีเหลือแต่แรงไม่พอ”

        กล่าวมาถึงตรงนี้ต่อให้ฉีเฉินโง่เขลาอย่างไร ก็ควรจะเข้าใจความหมายที่อยู่ในคำพูดนี้ของจวินหวง

        จวินหวงมองเข้าไปในดวงตาทั้งคู่ของฉีเฉิน รอดูทีท่าของเขา

        ความจริงแล้วคำพูดของจวินหวง ฉีเฉินฟังเข้าใจความหมาย เพื่อให้จวินหวงช่วยเขาต่อไป เขาจึงริเริ่มที่จะคุยเรื่องนี้กับจวินหวง “ในเมื่อน้องเฟิงกล่าวมาเช่นนี้ นี่ก็มิใช่เรื่องยากอะไร เจ้ากับข้าคือพี่น้อง ข้าจะถ่ายทอดคำสั่งลงไป อำนาจในมือข้าแบ่งให้เจ้าครึ่งหนึ่ง เจ้าจะได้ทำงานได้ง่ายขึ้น”

        หลังจากจวินหวงได้ฟังคำกล่าวนี้ ในใจนางย่อมพึงพอใจอย่างยิ่ง แต่จะให้ฉีเฉินมองว่าตนเองรีบร้อนจะเอาอำนาจในมือเขาไม่ได้

        ถึงจะต้องการอำนาจในมือเขาอย่างไร จวินหวงก็ยังต้องปฏิเสธไปก่อน

        จวินหวงแสร้งทำสีหน้าตื่นตะลึงมองไปที่ฉีเฉิน ใบหน้าเผยความลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด “พี่ฉี แบบนี้ไม่ค่อยดีนะขอรับ คนในบังคับของหวางเหย่จะฟังข้าสั่งให้ไปทำงานข้างนอกหรือ?”

        คำถามนี้มิใช่ว่าจวินหวงกล่าวขึ้นมาเองลอยๆ โดยไม่มีมูล อย่างไรเสียคนในบังคับของหวางเหย่ ตนเองยืมมาใช้ก็ไม่แน่ว่าจะใช้ได้คล่องมือขนาดนั้น

        แต่ที่จวินหวงต้องการแบ่งอำนาจในมือเขา เพราะยังมีประโยชน์ด้านอื่นๆ

        “ในเมื่อน้องเฟิงเรียกข้าว่าพี่ฉี เช่นนั้นก็อย่าเห็นข้าเป็นคนอื่นคนไกล อำนาจของข้าก็คืออำนาจของเจ้า หากพวกเขากล้าไม่ฟังเจ้า ก็เท่ากับไม่ฟังคำพูดของเปิ่นหวาง”

        ฉีเฉินจับแขนของจวินหวงไว้แน่น ให้คำสัญญากับจวินหวงด้วยสัจจะเป็นมั่นเหมาะ

        เมื่อจวินหวงได้ฟังถ้อยคำเหล่านี้ก็ลอบยิ้มอย่างหมดกังวล เฉินอ๋อง… นี่ต่างหากคือสิ่งที่ข้าต้องการจากท่าน “ในเมื่อหวางเหย่กล่าวมาเช่นนี้ ข้าก็หมดห่วงแล้ว”

        “แต่สองสามวันนี้น้องเฟิงก็พักรักษาตัวในจวนอ๋องอย่างสบายใจเถิด เรื่องนี้ข้ายังต้องไปเตรียมการก่อน”

        การที่ฉีเฉินถ่วงเวลาอยู่อย่างนี้ทำให้จวินหวงเกิดความว้าวุ่นใจอยู่หลายส่วน แต่นางก็กลัวว่าเขาจะมองเจตนาแท้จริงของตนเองออก

        “เรื่องขององค์รัชทายาท พวกเราต้องฉกฉวยสถานการณ์ที่ได้เปรียบรุกโจมตีเรื่องนี้จะช้ามิได้ เวลายิ่งนานออกไป หากจักรพรรดิทรงคิดได้ แล้วยกเลิกการกักบริเวณ ก็เท่ากับว่างานของพวกเราล้มเหลวในขั้นสุดท้าย”

        ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคำพูดประโยคนี้ของจวินหวงไม่ดีพอหรือไม่ ยิ่งเห็นจวินหวงดูร้อนรนเรื่องเกี่ยวกับรัชทายาทมากกว่าตนเอง ฉีอินก็รู้สึกตงิดๆ ในใจ

        แววตาที่ฉีเฉินมองจวินหวงสว่างวาบขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงที่พูดคุยดูเหมือนว่าจะเริ่มเปลี่ยนไป “ดูเหมือนว่าน้องเฟิงจะร้อนใจเรื่องนี้ยิ่งกว่าเปิ่นหวางเสียอีกนะ!”

        กล่าวตามเหตุผลแล้ว ฉีเฉินต่างหากที่เป็นองค์ชายรอง ราชบัลลังก์นี้จึงเป็นสิ่งล่อตาล่อใจสำหรับฉีเฉินที่สุด

         ฉีเฉินควรต้องกระตือรืนร้นเรื่องโค่นล้มองค์รัชทายาทมากกว่าจวินหวง แต่เหตุใดตอนนี้จึงดูเหมือนจะกลับตาลปัตร?

        จวินหวงรู้สึกถึงกลิ่นแปลกๆ ในวาจาของฉีเฉิน หรือเป็นเพราะตนเองแสดงอาการร้อนใจจนเกินไปหรือไม่?

        “หวางเหย่กล่าวว่าท่านและข้าคือพี่น้อง เรื่องของหวางเหย่ก็คือเรื่องของข้า ข้าร้อนใจ ก็ร้อนใจเพื่อหวางเหย่ โค่นล้มรัชทายาทลงได้ สุดท้ายคนที่ได้ประโยชน์ อย่างไรก็ไม่ใช่ข้าเฟิงไป๋อวี้หรอกกระมัง!”

        ในขณะที่พูดคุยกับฉีเฉิน นางพยายามรักษากิริยาสงบนิ่งเอาไว้อย่างเต็มที่ เก็บงำความกระวนกระวายของตนเองไว้ในใจ

        การจะสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างคนสองคน มีอุปสรรคมากกว่าที่จวินหวงจินตนาการเอาไว้มาก

        แทนที่จะเพียรพยายามใช้คำพูดดีๆ ไปแลกกับความเชื่อใจเล็กๆ น้อยๆ มิสู้ใช้คำพูดในด้านตรงข้ามไปเลยอาจจะได้ผลกว่า

        หากฉีเฉินไม่เชื่อคำพูดของตนเอง ถึงแม้เขาจะมอบอำนาจในมือมาให้ตนเอง ก็จะให้คนที่อยู่ข้างกายคอยจับตามองตนเองทุกการกระทำเช่นกัน

        คนเหล่านี้ย่อมต้องเชื่อฟังแต่คำพูดของฉีเฉิน ตนเองควบคุมไม่ได้อย่างแน่นอน

        หากไม่ได้ความเชื่อใจจากฉีเฉิน คนที่อยู่ข้างกายตนเองก็จะเป็นเพียงก้อนหินที่มีแต่ทำให้สะดุด ไม่ได้ช่วยเหลืออะไรเลย

        “ที่เจ้ากล่าวมาก็ไม่ผิด” ดวงตาของฉีเฉินฉายแววเคลือบแคลงใจออกมา ทำให้จวินหวงรู้สึกไม่สบายใจอย่างมาก

        ในเมื่อจวินหวงตัดสินใจจะช่วยฉีเฉิน ก็จะไม่ยอมให้ฉีเฉินระแวงตนเอง ในขณะที่เขาใช้ประโยชน์จากตนเองอยู่

        นางวางถ้วยชาในมือของตนเองลง มองฉีเฉินด้วยสายตาจริงจังอย่างยิ่ง “ดูเหมือนว่าหวางเหย่จะแคลงใจในเจตนาของข้า ต่อให้ข้ากล่าวว่า ‘ความจริงใจของข้า ฟ้าดินย่อมรู้แจ้ง ตะวันจันทราย่อมกระจ่างใจ’ ท่านก็ย่อมไม่เชื่อ”

        จากนั้นจวินหวงก็กระแอมเบาๆ แล้วมองตาฉีเฉิน “แต่ไหนแต่ไรใช้คนต้องไม่ระแวง ระแวงคนก็ไม่ต้องใช้ หากหวางเหย่เกิดความคลางแคลงใจในตัวข้า ไม่ใช้ข้าเสียก็สิ้นเรื่อง”

        เมื่อกล่าวจบจวินหวงก็ลุกขึ้นยืน แล้วเดินไปที่โต๊ะหนังสือก้มหน้าก้มตาวาดภาพของตนเองไป

        ฉีเฉินนั่งอยู่ที่นั่น เวลานี้รู้สึกเหมือนนั่งอยู่บนพรมเข็ม[1] มองดูจวินหวงวาดรูปที่โต๊ะหนังสือด้วยท่าทางสงบนิ่ง ในใจก็คิดอยู่ว่าคนที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้จงรักภักดีต่อตนเองอย่างแท้จริง หรือว่าแสร้งจงรักภักดีภายใต้แผนการร้ายที่ซ่อนงำอยู่กันแน่

        “หวางเหย่ แขนของข้าบาดเจ็บคิดแล้วคงจะต้องรักษาตัวอยู่หลายวัน องค์รัชทายาทถูกกักบริเวณไปแล้ว ชื่อเสียงก็ฉาวโฉ่คงจะไม่เป็นภัยคุกคามอะไรใหญ่โตต่อหวางเหย่แล้ว เรื่องราวระหว่างพี่น้องของหวางเหย่กับองค์รัชทายาท ดูเหมือนว่าข้าน้อยคงไม่มีความสามารถเพียงพอ”

        ใบหน้าของจวินหวงเผยให้เห็นความเย็นชาที่คนข้างกายไม่อาจเข้าใจ

        สำหรับเรื่องความระแวงของฉีเฉิน ไม่ได้ทำให้ใจนางโกรธเคืองอันใด เพียงแค่ใจรู้สึกชืดชาขึ้นมาหลายส่วนเท่านั้น

        “ไม่มีความสามารถเพียงพอ? เปิ่นหวางไม่คิดอย่างนี้ เรื่องราวที่ผ่านมาก่อนหน้านี้เจ้าก็ทำออกมาได้ดีมากมิใช่หรือ?”

        ฉีเฉินรู้สึกใจหายวาบ นึกเสียใจขึ้นมาบ้างแล้วกับความระแวงสงสัยของตนเอง

        หากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากจวินหวง คิดดูแล้วเรื่องของฉีอินคงจะไม่สามารถจัดการได้อย่างราบรื่นถึงเพียงนี้

        จวินหวงได้ยินฉีเฉินกล่าวว่า ‘น้องเฟิง’ สองคำนี้แล้ว ก็อดรู้สึกยินดีอยู่เงียบๆ ไม่ได้ ดูแล้วในที่สุดตนเองก็กู้สถานการณ์กลับมาได้อีกครั้ง

        “เรื่องระหว่างหวางเหย่กับรัชทายาทเกี่ยวอันใดกับข้า? ข้าเป็นเพียงแค่สามัญชนคนหนึ่ง เป็นเพราะหวางเหย่เห็นความสำคัญ ถึงกลายมาเป็นแขกคนพิเศษของหวางเหย่ สุดท้ายแล้วเรื่องระหว่างพี่น้องของพวกท่าน ข้าคิดว่าข้าไม่ยื่นมือเข้าไปสอดจะดีกว่า”

        จวินหวงเม้มปากเบาๆ หว่างคิ้วขมวดเล็กน้อย แล้วส่ายศีรษะอย่างจนใจ

        …………………………………………………………………………………………

        [1] นั่งอยู่บนพรมเข็ม หมายถึงจิตใจพะว้าพะวงไม่เป็นสุข


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ลิขิตหงสาเหนือปฐพี” :https://bit.ly/2QkkL9l