0 Views

        ศัตรูที่เขาต้องต่อกรด้วยคือพวกยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิง

        คนที่คอยสนับสนุนไอชั่วเฉินเฉาเกอนั่นอยู่ตอนนี้คือเทพยุทธหลินไป๋ชวน พลังของมันนั้นแข็งแกร่งยิ่งกว่าระดับอวิ้นหลิงขั้นต้นทั่วๆไปเสียอีก

        หากคิดจะสู้กับมันล่ะก็ นอกจากเกราะราชันย์เหล็กขาวแล้ว หลินหยางยังต้องการอาวุธระดับวิถีราชันย์ที่แข็งแกร่งทัดเทียมกับเกราะราชันย์เหล็กขาวนี่ด้วย

        ตอนที่เขากำลังเดินทางออกมาจากอาณาจักรชูอวิ๋นอยู่นั้น ในหัวของเขาก็มีภาพของอาวุธชิ้นหนึ่งปรากฏขึ้นมาอยู่ก่อนแล้ว

        ซึ่งในตอนนี้เขาก็ได้รวบรวมวัตถุดิบที่จำเป็นต้องใช้ในการสร้างอาวุธระดับวิถีราชันย์ชิ้นนี้ครบหมดแล้ว

        ภายในแหวนพระสุเมรุของเขานั้นมีผลึกไฟหลีหั่วเก็บเอาไว้อยู่จำนวนมาก เมื่อรวมกับวัตถุดิบระดับสี่อีกสองอยางที่เขาที่เขาซื้อไว้เมื่อครู่นี้แล้ว มันมากพอที่จะให้เขาใช้มันฝึกฝนมันได้หลายครั้งโดยไม่ต้องกลัวว่าจะล้มเหลว

        ขั้นตอนการสร้างอาวุธระดับวิถีราชันย์นั้น หลินหยางจำมันได้อย่างละเอียดชัดเจนแล้ว แต่สิ่งเดียวที่มันยังยากลำบากอยู่ก็คือขั้นตอนใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาในการสร้างอาวุธระดับวิถีราชันย์โดยเฉพาะนั่นก็คือ——การสลักชีพจรอาวุธ

        มันคือปัจจัยหลักที่ทำให้อาวุธวิถีราชันย์นั้นทรงอานุภาพยิ่งกว่าอาวุธวิญญาณหลายเท่า ต่อให้เป็นหลินหยางเองก็ไม่อาจจะผ่านขั้นตอนนี้ไปได้โดยง่าย เขาจำเป็นต้องฝึกฝนลองผิดลองนับร้อยๆครั้งก่อนถึงจะทำได้

        แต่โชคดีที่หลินหยางมีทั้งเวลาและวัตถุดิบอยู่เหลือเฟือ

        หลังจากที่กำหนดเป้าหมายได้แล้วเขาก็ลงมือปฏิบัติทันทีได้ไม่ปล่อยให้เสียเวลา

        ………..

        เพียงพริบตาเดียวเวลาก็ผ่านไปแล้วครึ่งเดือน

        หลินหยางไม่ได้ก้าวท้าวออกไปจากห้องนี้เลยแม้แต่ก้าวเดียว

        สวี่เหยาเองก็เฝ้ารอหลินหยางอยู่แบบเงียบๆตั้งเช้าจรดเย็น เผื่อว่าหลินหยางจะมีเรื่องอยากไว้วานเธอขึ้นมาจะได้ตอบสนองได้ทัน

        แต่ในช่วงครึ่งปีนี้นั้น  นอกจากจะได้ยินแต่เสียงตีเหล็กดังตึงตังที่ดังมาจากภายในห้องการช่างแล้ว ก็มีแค่เสียงคำรามกู่ก้องของหั่วเอ๋อด้วยความไม่เต็มใจเท่านั้น

        แต่บางทีเธอก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรอื่นอีกเลย ราวกับทั้งหลินหยางและหั่วเอ๋อกำลังตกอยู่ในห้วงลึกของยามนิทรา

        สวี่เหยารู้ว่า คุณชายหลินท่านนั้นกำลังใช้วิธีในแบบที่ตัวเธอเองก็ไม่อาจคาดถึงเพื่อช่วยเหลือตระกูลเวินและตัวเขางเองอยู่

        ยี่สิบวันผ่านไป….

        จ้าวเหวินชางเองก็เริ่มหวั่นใจแล้ว

        เขามักจะมาถามข่าวคราวกับสวี่เหยาอยู่เสมอ แต่ทุกครั้งก็ต้องกลับออกไปด้วยสีหน้าผิดหวังเสมอ

        ในช่วงหลายวันมานี้ มีพวกคนจากตระกูลใหญ่ๆจำนวนนับไม่ถ้วนล้วนหลั่งไหลกันเข้ามายังเมืองฮุยยื่อแห่งนี้กันแล้ว เหลือเวลาก่อนงานประมูลระดับแผ่นดินจะเริ่มเพียงแค่สิบวันเท่านั้น

        ลู่ชิงเฟิงจากหอฟ้าสมุทรเองก็ใช้ให้คนของเขามาหาหลายต่อหลายครั้งแล้ว โดยต้องการสอบถามว่านอกจากต้นผลึกไฟนั่นแล้ว หลินหยางยังมีสมบัติชิ้นอื่นที่อยากเอาเข้าร่วมงานประมูลอีกมั้ย ถ้ามีพวกเขาจะได้รีบทำการโฆษณาให้เขาก่อนล่วงหน้า

         แต่ทุกคนที่มาหาเขาก็ต้องผิดหวังตามๆกันไป หลินหยางยังไม่มีความคิดที่จะออกมาจากห้องเลยแม้แต่น้อย

        จนมาถึงวันที่ยี่สิบห้า

        ในช่วงเช้าตรู่ตอนฟ้าสางนั้น

        สวี่เหยาที่กำลังเปิดประตูพร้อมกับหาวนอนไปด้วยนั้น สายตาของเธอที่ยังคงงัวเงียอยู่นั้นก็พลันมองไปเห็นเงาร่างสายหนึ่งที่คุ้นเคยกำลังยืนอยู่ด้านหน้า

        “คุณชายหลิน!”

        เธอรู้สึกยินดีอย่างสุดซึ้ง แต่กลับได้ยินเสียงอันหนักอึ้งขัดขึ้น

        “เห้ออ”

        หั่วเอ๋อ ?

        สวี่เหยาไม่เคยเห็นท่าทางเคร่งขรึมแบบนี้ของหั่วเอ๋อเลย

        ไม่ได้เจอกันแค่ยี่สิบกว่าวัน เจ้าปี้ฟังน้อยกลับดูทรุดโทรมลงไม่น้อย ขนาดขนสีแดงบนตัวมันยังดูหม่นหมองลงไปหลายส่วน แต่ดวงตาของมันตอนนี้กลับแข็งกร้าว จ้องเขม็งไปที่หลินหยางอย่างไม่ละสายตา

        มันเกิดฟังเอ่ยขึ้นว่า เจ้าหลินยี่น้อยสมควรตายนี่ เจ้ารีดเอาไฟวิญญาณในตัวข้าตลอดยี่สิบกว่าวันจนข้าไม่ได้หลับไม่ได้นอนเลยนะ เล่นเอาข้าตัวแทบแห้งไปหมดแล้วเนี่ย ถ้าไอดาบผุๆเล่มนั้นของเจ้ามันไม่ได้เรื่องล่ะก็ ข้าจะเผาตูดเจ้าให้เกรียมเลยคอยดู!”

        สวี่เหยาเข้าใจความหมายหมายของคำพูดประโยคนี้อย่างชัดเจน

        ทั้งหั่วเอ๋อและหลินหยางนั้นไม่ได้นอนเลยเป็นเวลายี่สิบกว่าวัน

        เพื่อจะสร้างดาบผุเพียงเล่มเดียวนี่ ….

        ดาบผุๆเหรอ ?

        สวี่เหยาพึ่งสังเกตดาบที่หลินหยางถือเอาไว้ที่แขนข้างหนึ่ง เป็นดาบยาวที่มีสีแดงเข้มเปล่งประกายแวววับของคมดาบที่ดูคมกริบออกมา

        บรรยากาศรอบตัวของหลินหยางในตอนนี้เองก็ดูลึกลับลึกลับผิดปกติจนเธอไม่กล้าเข้าใกล้

        ถึงเธอจะไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับวรยุทธก็เถอะ แต่เธอก็รู้สึกได้ว่าหลินหยางกำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญ ผลลัพธ์จากการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงนานถึงยี่สิบห้าโดยไม่ได้หลับตานอนเลยแม้แต่วิเดียวนี้ มันกำลังจะถูกปลดปล่อยออกมาแล้ว

        หลินหยางยืนนิ่งๆอยู่กับที่

        หั่วเอ๋อนั้นไม่ได้พูดเกินเหตุเลยแม้แต่น้อย

        ในช่วงยี่สิบห้าวันนี้หลินหยางไม่ได้พักเลยแม้แต่นาทีเดียว

        ถ้าเขาไม่ได้ตีดาบอยู่ เขาก็จะฝึกวิชาร้อยชีพจรผนึกเทพแทน ทำขยับตัวอยู่ตลอดเวลาอย่างบ้าคลั่งราวกับเครื่องจักรที่ไม่ต้องหยุดพักนานถึงหกร้อยกว่าชั่วโมง

        ในที่สุด ระดับความสามารถของเขาก็สามารถก้าวไปถึงระดับเซียนเทียนขั้นท้ายแล้ว พละกำลังของเขาพุ่งไปถึงเกือบสองหมื่นชั่งแล้ว

        และที่สำคัญกว่านั้นคือ ดาบระดับวิถีราชันย์ที่อยู่ในหัวเขานั้นได้ถูกสร้างขึ้นมาจนอยู่ในมือเขาแล้วเรียบร้อย

        มันเป็นดาบเรียวยาวที่มีลักษณะโปร่งใส เปล่งประกายแสงสีแดงเข้มออกมาได้อย่างน่าเกรงขาม ขนาดยาวสามจุดแปดฟุต กว้างสองนิ้ว ตัวดาบมีน้ำหนักเบาสามารถตวัดไปมาได้อย่างคล่องแคล่ว สามารถปลดปล่อยร้อยแปดกระบวนท่าสุดพิศดารได้อย่างใจนึก

        ด้ามจับของมันถูกสลักเป็นรูปพญาวิหคเพลิงที่กำลังสยายปีกออกมา รูปลักษณ์ดูสมจริงราวกับมีชีวิต โดยเฉพาะดวงตาทั้งสองข้างของมันนั้นถูกสร้างขึ้นมาจากเหล็กอัคคีวิเศษที่ยังไม่มีชื่อ ซึ่งสามารถปลดปล่อยพลังอันเข้มข้นออกมาได้

        หากดูอย่างละเอียดๆแล้ว ดาบเล่มนี้ดูเรียวยาวงดงามคล้ากับเรือนร่างของสตรีอยู่หลายส่วน แต่พลังอัคคีที่ดาบเล่มนี้ปลดปล่อยออกมากลับรุนแรงกับรุนแรงจนชวนให้รู้สึกพรั่นพรึง

        ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมหลินหยางถึงสร้างดาบแบบนี้ขึ้นมา

        หลินหยางยืนนื่งๆอยู่ในสวนมานานกว่าสองชั่วยามแล้ว มือขวาของเขากำดาบเล่มนี้ไว้แน่นอยู่ตลอดเวลา สามารถสัมผัสได้ถึงความรู้สึกอันอบอุ่นราวกำลังกุมมือของคนรักอยู่อย่างไรอย่างนั้น

        ตัวเขาได้จมลึกลงไปในภวังค์อันแปลกประหลาดแล้ว

        ในหัวของเขานั้น ราวกับเห็นสาวน้อยคนหนึ่งที่มองเห็นหน้าไม่ชัด เห็นแต่เพียงเส้นผมสีแดงของเธอที่กำลังปลิวสไวผ่านใบหน้าของหลินหยางไปตามแรงลม ช่างอ่อนช้อยนุ่มนวลเสียเหลือเกิน

        “เฟิ่งหวู่…”

        อยู่ดีๆหลินหยางก็เรียกชื่อๆหนึ่งที่ตัวเขาเองก็ไม่เคยได้ยินขึ้นมา

        สาวน้อยที่ปรากฏอยู่ในหัวเขาเริ่มขยับแล้ว

        ในมือของเธอกำลังถือดาบเล่มหนึ่งที่มีลักษณะเหมือนกับดาบที่หลินหยางถืออยู่อย่างกับแกะ เธอเริ่มร่ายรำเพลงดาบสุดพิสดารออกมาต่อหน้าหลินหยางด้วยท่าทางอ่อนช้อย

        ดาบเรียวยาวเล่มนั้น กำลังกรีดกายอยู่บนอากาศอย่างอ่อนช้อยราวกับนิ้วของนางฟ้าบนสวรรค์ ยากที่จะทำความเข้าใจได้

        เงาดาบที่ซ้อนกนัเป็นชั้นๆนั้น บางครั้งก็ดูหนักหน่วงรุนแรงราวเปลวเพลิง บางครั้งก็เย็นเยือกดุจน้ำแข็งที่สามารถแช่แข็งทุกสรรพสิ่งได้ในเสี้ยวพริบตา แค่กระบวนท่าเดียวก็แฝงไว้ด้วยความเปลี่ยนแปลงนานัปการอย่างน่าอัศจรรย์ ความพิสดารของเพลงดาบชุดนี้มันชวนให้ผู้คนรู้สึกหวาดหวั่นเหลือเกิน

        ในจินตนการนั่น หลินหยางยืนกำดาบแน่นพลางมองภาพตรงหน้าด้วยสายตามึนงง

        แค่เพลงดาบนี้อย่างเดียว หลินหยางก็ใช้เวลาดูมันนานกว่าสองชั่วยามแล้ว เขาสังเกตมันตั้งแต่ช่วงฟ้าสางไปจนถึงตอนที่แสงอาทิตย์สาดส่องมาที่ตัวเขาแล้ว เขาถึงเริ่มขยับตัวขึ้น

        เขาเริ่มรำดาบตามแบบที่เขาเห็นสาวน้อยใช้ในจินตนาการนั่นแล้ว

        ดาบยาวในมือเริ่มเปล่งประกายแสงของเปลวเพลิงออกมา ราวกับว่ามันหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับแสงอาทิตย์สีทองอร่าม แลดูทรงพลังและน่าเกรงขามสุดแสน

        ตอนที่หลินหยางพึ่งเริ่มรำดาบนั้นยังกระบวนท่าที่ใช้ออกมายังดูแปลกประหลาดอยู่ เหมือนว่าเขากำลังปลุกความทรงจำบางส่วนที่ฝังลึกอยู่ในใจขึ้นมาอยู่

        จากนั้นหลินหยางก็เริ่มใช้ออกได้คล่องขึ้นมาเรื่อยๆ

        ดาบยาวในมือเขาตอนนี้ราวกับว่าได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของมือเขาแล้ว ความเปลี่ยนแปลงของกระบวนท่าเริ่มพิสดารมากขึ้นเรื่อยๆ

        ประกายเพลิงสายหนึ่งเริ่มแพร่กระจายออกมาจากตัวดาบรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ บนอากาศเหมือนจะมีวิหคเพลิงตนนึงปรากฏขึ้น ปีกเพลิงสยายไปทั่วท้องฟ้า พลังของเพลงดาบชุดนี้นั้นแข็งแกร่งทรงพลังราวสามารถพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินได้

        สวี่เหยายืนมองหลินหยางแบบเงียบๆมาตลอด

        เธอไม่เคยเห็นหลินหยางใช้ดาบ แม้แต่เธอยังดูออกเลยว่าตอนแรกนั้นเขายังใช้ดาบไม่คล่องเลย แต่ในเวลาสั้นๆแค่ไม่ถึงหนึ่งชั่วยามนั้น เพลงดาบทุกกระบวนท่าที่หลินหยางใช้ออกกลับดูงดงามจนไม่อยากจะกระพริบตา แถมยังดูแข็งแกร่งจนยากคาดเดา

        และจากเซนส์ของผู้หญิงของเธอแล้ว เธอเหมือนจะสามารถสัมผัสได้ถึงความรู้สึกนึกคิดบางอย่างที่แฝงอยู่ในเพลงดาบของหลินหยางชุดนี้

        เพลงดาบนี้มัน….

        ทำไมถึงให้ความรู้สึกที่เจ็บปวดหัวใจแบบนี้กันนะ

        สวี่เหยายังคงมองดูหลินหยางที่กำลังร่ายรำเพลงดาบนั่นซ้ำไปซ้ำมาแบบเงียบๆ

        ผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม

        หลินหยางก็สามารถไปถึงระดับที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเพลงดาบแล้ว ถึงกระนั้นเขาก็ยังไม่ยอมหยุด ยังคงร่ายรำต่อไปอย่างไม่จบไม่สิ้น

        ในการร่ายรำเพลงดาบชุดนี้นั้น เขาต้องใช้พลังฟ้าดินไปเป็นจำนวนมาก สีหน้าของเขาเริ่มขาวซีด ฝ่ามือที่กำด้ามดาบอยู่เริ่มสั่น แต่เขาก็ยังไม่ยอมหยุด

        “ผิดปกติ”

        สวี่เหยาขมวดคิ้ว ส่วนหั่วเอ๋อที่มองหลินหยางอยู่เองก็รู้สึกผิดปกติเหมือนกัน มันบินเข้าไปหาหลินหยาง

        “เห้ย เจ้าหลินยี่น้อย พอได้แล้วมั้ง ถ้ายังฝึกต่อเจ้าได้แห้งตายแน่!”

        หลินหยางไม่ได้ยินเสียงเรียกของหั่วเอ๋อเลยแม้แต่น้อย

        จิตสำนึกของเขาตอนนี้ได้จมลึกลงไปในโลกในจินตนการของเขาแล้ว เขาพยายามเข้าใกล้สาวน้อยผู้นั้นตลอดเวลา อย่าจะคว้าจับเส้นผมที่แดงที่ปลิวสไวไปตามแรงลมนั่นเอาไว้ แต่กลับไม่สามารถเข้าใกล้ได้เลยแม้แต่น้อย

        “เฟิ่งหวู่…” หลินหยางเรียกชื่อนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

        “เฮ่าเทียน…” สาวน้อยในจินตนการคนนั้นตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน

        เสียงพูดนั้นพุ่งทะลวงฝังลึกกเข้าไปในใจของหลินหยางจนทำให้เขาไม่อยากตื่นจากความฝันนี้เลย

        แต่อยู่ดีๆสาวน้อยคนนั้นก็หยุดขยับ แล้วหันกลับมายิ้มให้หลินหยาง

        “เฮ่าเทียน เพลงดาบที่เจ้าและข้าร่วมกันคิดค้นขึ้นมาชุดนี้ ข้าว่าเจ้าเป็นคนคิดชื่อของมันออกมาดีกว่านะ”

        พญาวิหคเพลิงที่เต้นรำคู่กับพญาวิหคน้ำแข็ง….

        หลินหยางเริ่มแยกไม่ออกแล้วว่าภาพตรงหน้าเขานั้นเป็นเรื่องจริงหรือแค่ภาพลวงตา เขาค่อยๆพึมพำชื่อๆหนึ่งที่อยู่ก็นึกขึ้นได้ออกมา “งั้นเรียกมันว่า เพลงดาบ เฟิ่งหวู่ฮว๋างหลี (พญาวิหคร่ายรำและลาจาก) ก็แล้วกัน”

        “เฟิ่งหวู่ฮว๋างหลี ร่ายรำและลาจากงั้นเหรอ….” สาวน้อยพูดตามออกมา จากนั้นก็เริ่มปรากฏน้ำตาไหลลงมาจากดวงตาของเธออย่างปวดร้าว

        “ลาจาก….ลาจาก…. เฮ่า สุดท้าย พวกเราก็ยังต้องแยกจากกันอยู่ดีใช่มั้ย ?”

        ในขณะที่หลินหยางกำลังโศกเศร้าอยู่ในโลกแห่งจินตนการอยู่นั้น ในโลกแห่งความเป็นจริงนี้ เขากลับกำลังเงื้อมดาบขึ้นเพื่อฟันใส่หั่วเอ๋อที่กำลังจะมาปลุกเขาให้ตื่น

        เห้ย!

        หั่วเอ๋อขนลุกซู่ไปทั้งตัว

        เพลงดาบของหลินหยางน่ากลัวเกินไปแล้ว

        ตัวมันที่เป็นถึงสัตว์อสูรเทวะนั้น เคยเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งถึงขั้นไร้คู่ต่อกรเลยด้วยซ้ำ ถึงแม้ตอนนี้มันจะถูกผนึกพลังไว้บางส่วนก็เถอะ แต่มันก็ยังคงแข็งแกร่งมากอยู่ดี และด้วยระดับความสามารถที่เพิ่มขึ้นของหลินหยางนั้น ทำให้หั่วเอ๋อในตอนนี้แข็งแกร่งเทียบเท่าพวกยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นต้นได้แล้ว

        แต่พอมาเจอเพลงดาบกระบวนท่านี้ของหลินหยางเข้าไป แม้แต่มันก็ยังต้องรู้สึกหวาดกลัวจนตัวสั่น


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ราชันเทพอัคคี” : https://bit.ly/2EbnblS

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/562

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)