0 Views

        หลินหยางทำการหลอมประกายแสงสีทองนั่นเป็นพลังของตัวเองอย่างรวดเร็ว ทั่วทั้งร่างกายของเขาพลันเปล่งประกายแสงสีทองอ่อนๆ ออกมา ร่างกายของเขาก็ได้แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย

        เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาพูดกับหั่วเอ๋อร์ช้าๆ ว่า “ถ้าอยากตายละก็เจ้าเข้าไปเองก็ได้ ลืมไปแล้วหรืออย่างไรว่าเมื่อเดือนก่อนเราหนีตายออกมาจากที่นั่นด้วยสภาพไหนน่ะ!”

        “บ้าเอ๊ย!” พอหั่วเอ๋อร์ได้ยินดังนั้นแล้วก็หงุดหงิดขึ้นมาไม่น้อย “หลินหยางน้อย อย่าหาว่าข้าด่าแม่เจ้าเลยนะ แต่แม่ของเจ้านี่สร้างอะไรบ้าๆ แบบนี้ขึ้นมาทำไมกัน! พื้นที่ต้องห้ามทั้งเจ็ด แต่ละที่ต่างก็เป็นสถานที่ที่โคตรอันตรายทั้งนั้น ดีนะที่ข้าหนีเก่ง ไม่อย่างนั้นครั้งที่แล้วข้าคงถูกไอ้ ‘ผีซิ่ว*’ บ้าตัวนั้นกินเข้าไปตอนอยู่ใน ‘บึงอสูร’ แล้ว”

        หลินหยางเองก็กำลังยิ้มแห้งอยู่เหมือนกัน

        แม่แท้ๆ ของเขานั้นแข็งแกร่งจนอยู่ในระดับที่ตัวเขามิอาจจินตนาการถึงได้จริงๆ

        สิ่งที่เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับโลกแห่งมิติสวรรค์ในช่วงสี่เดือนที่ผ่านมานี้คือ

        โลกแห่งนี้เป็นอย่างที่หลินเฮ่ายวนพ่อของเขาบอกเอาไว้เลย มันเป็นมิติที่ถูกสร้างขึ้นจากพลังอันแข็งกล้าไร้เทียมทานของแม่เขาที่เป็นผู้วิเศษอย่าง เซี่ยอวี่เวย โดยใช้อุปกรณ์ของผู้วิเศษอย่าง “ตลับแป้ง” เข้าช่วยด้วย

        สิ่งที่อยู่ในนี้ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ใบหญ้าหรือว่าสิ่งมีชีวิตต่างๆ เช่นสัตว์อสูร ล้วนดูสมจริงอย่างสุดซึ้ง ซึ่งต้องทำลายพวกมันทิ้งก่อนเท่านั้นมันถึงจะคืนสู่สภาพเดิมที่เป็นพลังงานฟ้าดิน ซึ่งมันก็คือประกายแสงสีทองอ่อนที่เกิดขึ้นมาหลังจากที่หลินหยางจัดการสังหารนักรบโครงกระดูกลงได้

        ทั่วทั้งโลกใบนี้นั้นมีเมืองเพียงแห่งเดียว มีสถานที่ต้องห้ามเจ็ดแห่ง แล้วก็มีตำหนักเซียนที่ลอยสูงอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้านั้นด้วย ส่วนพื้นที่ที่เหลือล้วนเป็นผืนแผ่นดินบนที่ราบอันว่างเปล่า

        โลกแห่งนี้ไม่ได้มีขนาดใหญ่โตเท่าไรนัก น่าจะมีเส้นรอบวงประมาณหลายแสนลี้เท่านั้น ด้วยความเร็วในการบินของหลินหยางแล้ว แค่ครึ่งเดือนเขาก็สามารถเดินไปทางได้ทั่วทุกซอกทุกมุมแล้ว

        แต่ในโลกนี้มันอันตรายเป็นอย่างมาก บนพื้นที่ราบอันกว้างใหญ่นั้น มีสัตว์อสูรที่ทรงพลังสุดขีดถูกเสกขึ้นมาเดินป้วนเปี้ยนไปทั่ว ซึ่งพวกมันจะลงมือโจมตีบุคคลภายนอกทันทีที่พบเห็น ส่วนพื้นที่ต้องห้ามทั้งเจ็ดนั้นมันเป็นจุดที่เรียกได้ว่า อันตรายในอันตราย หลินหยางที่ฝึกฝนอยู่ในที่แบบนี้มานานถึงสี่เดือนแล้ว ก็ยังไม่สามารถเข้าไปยังใจกลางของแต่ละที่ได้อยู่ดี

        ซึ่งไอ้พื้นที่ต้องห้ามทั้งเจ็ดที่ว่านี้ จากการคาดเดาของหลินหยางแล้วมันน่าจะเป็นสถานที่ที่ใช้สำหรับกลบฝังและปิดผนึกซากศพของยอดฝีมือทั้งเจ็ด พวกสัตว์อสูรทั้งหมดที่อยู่ในนั้นมีหลากหลายรูปแบบมากมายไม่เหมือนกัน ที่เป็นแบบนี้มันอาจจะเป็นผลมาจากรูปแบบพลังฟ้าดินเฉพาะตัวของยอดฝีมือทั้งเจ็ดนั่นก็เป็นได้

        สถานที่ที่หลินหยางกำลังยืนอยู่ในตอนนี้คือ “ดินแดนฝังกระดูก” ภายในนี้เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตที่เป็นโครงกระดูกสุดแข็งแกร่งมากมาย

        พื้นที่เขตหวงห้ามอื่นๆ ที่เหลือก็มี “สุสานกระบี่” ที่ซึ่งมีศัสตราวุธสุดแกร่งมากมายบินว่อนไปทั่วพื้นที่ “ทุ่งวิญญาณ” ที่มีสิ่งมีชีวิตรูปแบบวิญญาณลอยล่องเต็มไปหมด

        แล้วก็ “ทะเลลวงตา” ที่พอเข้าไปแล้วจะเกิดภาพลวงตาขึ้น…..

        แต่ที่ที่หั่วเอ๋อร์สนใจมากที่สุดคือ “บึงอสูร” ที่ในนั้นมีสัตว์อสูรอันทรงพลังอาศัยอยู่เต็มไปหมด เป็นสถานที่ที่มีประโยชน์กับมันอย่างมหาศาล แต่ว่าไอ้บึงอสูรแห่งนี้มันกลับเป็นจุดที่น่ากลัวที่สุดในเขตพื้นที่หวงห้ามทั้งเจ็ดนี้ ทันทีที่พวกเขาเหยียบเข้าไปในส่วนลึกของบึงอสูร ทั้งสองก็ถูกผีซิ่วสายฟ้าสุดน่ากลัวตัวหนึ่งไล่ฆ่าจนต้องหนีเตลิดกลับออกมา

        อย่างไรก็ตาม ช่วงสี่เดือนที่ผ่านมานี้ หลินหยางสามารถดูดกลืนพลังงานมหาศาลจากการ่อสู้มาได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ระดับพลังของเขานั้นแตะอยู่ตรงบริเวณขอบเขตของพลังระดับโพ่ไห่แล้ว ต่อให้เขาไม่ใช้ไพ่ตายอะไรเลยก็ตาม ตัวเขาในตอนนี้ก็สามารถจัดการกับยอดฝีมือระดับโพ่ไห่ได้อย่างไม่ยากเย็น

        และถ้าเขาสวมใส่อุปกรณ์เต็มอัตราศึกละก็ ต่อให้เป็นพวกขั้นท้ายเขาก็สามารถสู้ได้อย่างไม่หวั่นเกรง

        แต่ถ้าจะให้มีพลังต่อสู้เทียบเท่ากับระดับโพ่ไห่ขั้นสูงสุดที่เป็นเป้าหมายของเขาในครั้งนี้… หลินหยางรู้ตัวว่ายังมีเส้นทางที่เขาต้องเดินอีกพอสมควร

        “ข้าถามหน่อยเถอะเจ้าหลินหยางน้อย… ฝึกฝนพลังทุกวี่ทุกวันแบบนี้ไม่เบื่อบ้างรึ? ได้ยินว่าไอ้พวกลัทธิวิญญาณอสูรมันเข้ามาในนี้ตั้งแต่เมื่อสองเดือนก่อนแล้วไม่ใช่รึอย่างไร? พวกเราไปกระทืบมันกันเถอะ…ถึงอย่างไรไม่ช้าก็เร็วเราก็ต้องกวาดล้างมันอยู่แล้วนี่ เจ้ามาแอบอยู่แบบนี้มันจะมีประโยชน์อะไร?”

        อันที่จริงหั่วเอ๋อร์ก็แค่บ่นไปเรื่อยเท่านั้นเอง

        ระหว่างทั้งสองนั้นแต่เดิมแล้วก็มีหลินหยางเป็นมันสมองคอยสั่งการ ส่วนตัวมันคอยออกแรงวิวาทกับคนอื่นเท่านั้น แต่ไม่คิดว่าครั้งนี้หลินหยางกลับเห็นด้วยกับคำแนะนำของหั่วเอ๋อร์เสียอย่างนั้น

        “ใกล้ถึงเวลาแล้ว ตอนนี้ออกไปดูลาดเลาก่อนละกัน”

        หลินยางยันตัวลุกขึ้นยืน จากนั้นก็เดินไปยังทางออกของหุบเขาแห่งนี้จริงๆ

        “เอ๊ะ?”

        หั่วเอ๋อร์เองก็อึ้งไปครู่หนึ่ง จากนั้นสักพักถึงได้สติกลับมา

        “รอข้าด้วย ฮ่าฮ่า จะไปวิวาทกันจริงๆ แล้วใช่ไหม? เราจะไปหาใครกันก่อนดี…ไอ้ลัทธิอสูรอะไรนั่นก่อนไหม หรือว่าไอ้เฉินเฉาเกอก่อนดีกว่า?”

        หลินหยางกลับส่ายหน้าตอบ “ไปรวมตัวกับคนของนิกายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ก่อน…”

        เขามีแผนในใจอยู่ก่อนแล้ว

        ด้วยพลังต่อสู้ของเขาในตอนนี้มันยังไม่ถึงระดับที่สามารถพิชิตทุกอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว ถ้าหากบังเอิญโผล่ไปเจอลัทธิอสูรเข้าตอนนี้ละก็คงเป็นปัญหาไม่น้อย

        สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้มีอยู่สองเรื่อง

        หนึ่งคือทำความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ในสมรภูมิฝังเทพแห่งนี้ให้ชัดเจน ศึกษาสถานการณ์ของเหล่ามหาอำนาจต่างๆ ในตอนนี้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ และถ้าจะให้ดีคือสามารถสืบหาที่อยู่ของไอ้ชาติชั่วเฉินเฉาเกอนั่นให้เจอด้วย

        ส่วนเรื่องที่สำคัญยิ่งกว่าอีกเรื่องหนึ่งนั่นก็คือการหาวิธีทะลวงขึ้นไปสู่ขอบเขตพลังระดับโพ่ไห่ให้ได้

        นี่เป็นก้าวที่มีความเสี่ยงอันตรายมากที่สุดก้าวหนึ่งบนเส้นทางแห่งวิถียุทธ์นี้เลย หากผิดพลาดเพียงแค่นิดเดียว ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาสร้างมาก็จะสุญสลายไปจนสิ้นทันที

        ก่อนหน้านี้โม่เชาหยันเอง ในตอนที่กำลังทะลวงจุดชี่ไห่อยู่นั้น ได้เกิดอุบัติเหตุขึ้นจนร่างกายเกือบทุกส่วนถูกทำลาย ซึ่งตัวหลินหยางเองนั้น ต่อให้มีความทรงจำของจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วอยู่ก็ยังไม่สามารถประมาทได้เช่นกัน

        ในหัวของเขานั้นมีวิชาที่ช่วยเพิ่มโอกาสสำเร็จในการทะลวงขึ้นสู่ระดับโพ่ไห่ได้อยู่วิชาหนึ่ง แต่มันจำเป็นต้องมียอดฝีมือระดับโพ่ไห่จำนวนหนึ่งคอยปกป้องเขาด้วย

        ซึ่งพันธมิตรที่เขาสามารถเชื่อถือได้มากที่สุดในตอนนี้มีแค่ “นิกายฟ้าศักดิ์สิทธิ์” ที่เป็นขุมอำนาจที่อยู่เบื้องหลังของศาสนาศักดิ์สิทธิ์ เป็นศาสนาที่สามารถต่อกรกับพวกลัทธิศาสนาระดับสามดาวได้

        เมื่อเขาสามารถทะลวงขึ้นไปสู่ระดับโพ่ไห้ได้เมื่อไหร่ พลังต่อสู้ของเขาจะเทียบเท่ากับระดับโพ่ไห่ขั้นสูงสุดในทันที เมื่อถึงตอนนั้นแล้ว การจะจัดการกับลัทธิวิญญาณอสูร สังหารเฉินเฉาเกอ และตามหาเลือดบริสุทธิ์ของผู้วิเศษของแม่เขาก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

        ดังนั้นหลินหยางจึงตัดสินใจออกจาก “ผากระดูก” แห่งนี้เพื่อรวมตัวกับคนของนิกายฟ้าศักดิ์สิทธิ์

        เขาขึ้นไปยืนอยู่บนชุดเกราะชี่อู่ของตัวเอง จากนั้นก็ออกบินขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามก็มาถึงพื้นที่นอกอาณาเขตของ “ผากระดูก” แห่งนี้

        เหล่าวิญญาณโครงกระดูกที่อาศัยอยู่บริเวณนี้ล้วนมีพลังระดับอวิ้นหลิงเท่านั้น นานๆ ครั้งก็อาจจะบังเอิญเจอระดับโพ่ไห่ขั้นต้นแฝงอยู่บ้างตัวสองตัว เท่าที่หลินหยางรู้นั้น เหล่าผู้คนที่มาจากขุมอำนาจระดับต่ำหรือว่าพวกจอมยุทธ์พเนจรที่เข้ามาในสมรภูมิฝังเทพแห่งนี้ล้วนเลือกสถานที่แห่งนี้เป็นจุดฝึกฝนเพิ่มความแข็งแกร่งกัน

        หลินหยางตอนนี้ไม่ได้บินสูงมาก สามารถมองเห็นสถานการณ์เบื้องล่างผ่านสายตาของเขาได้

        และในตอนที่หลินหยางกำลังจะบินออกไปจากผากระดูกที่เป็นพื้นที่ต้องห้ามนั้น ในจุดๆ หนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ อาณาเขตด้านนอกนั้น เขามองเห็นกลุ่มนักผจญภัยกลุ่มหนึ่งที่มีขนาดประมาณสี่ถึงห้าคนกำลังพบกับปัญหา

        กลุ่มนี้เป็นกลุ่มวัยรุ่นที่ยังอายุไม่เยอะเท่าไรนัก มีผู้ชายสี่คน ผู้หญิงหนึ่งคน กำลังเผชิญหน้ากับโครงกระดูกสิบกว่าตัว

        สถานการณ์ดูไม่ค่อยสู้ดีนัก

        ชายหญิงวัยเยาว์ทั้งห้านั้นล้วนมีพลังระดับอวิ้นหลิงขั้นกลางทั้งสิ้น ในทวีปชี่อู่นั้นนับเป็นยอดฝีมือที่มากความสามารถเลยทีเดียว แต่ในสมรภูมิฝังเทพแบบนี้กลับเป็นแค่ระดับพลังที่ค่อนข้างจะธรรมดามากๆ

        พวกเขาต่างก็สวมใส่เสื้อผ้าแขนสั้นสีเทาไว้เหมือนกัน น่าจะมาจากขุมอำนาจเดียวกัน สี่คนในนั้นล้วนถือกระบี่หนักยาวเกือบสองเมตรเอาไว้ พอดูผ่านๆ แล้วก็ดูจะมีอานุภาพดุดันพอสมควร

        ส่วนหญิงสาวเพียงคนเดียวในกลุ่มนั้นเป็นผู้ใช้พลังจิตคนหนึ่ง

        นางเป็นหญิงสาวที่มีใบหน้าขาวนวลได้รูป ถึงจะไม่ได้ดูน่ารักน่าเอ็นดูเท่ากับเวินชิงชิง แต่ก็นับเป็นหญิงงามคนหนึ่งเลยเหมือนกัน แต่เพราะตอนนี้กำลังเผชิญกับการต่อสู้อันตึงเครียดอยู่ทำให้สีหน้าของนางดูบึ้งตึงและอิดโรยอย่างชัดเจน บนใบหน้าขาวๆ ของนางนั้นเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อเปียกชื้น ดูด้วยสายตาก็พอจะรู้ว่าพลังจิตของนางใกล้จะหมดลงแล้ว

        “ศิษย์พี่ ระวัง!!”

        ตอนนั้นเอง หญิงสาวผู้นั้นก็ส่งเสียงตกใจออกมา กระบี่พลังจิตสองเล่มที่ปรากฏขึ้นบนอากาศก็ได้พุ่งทะยานเข้าใส่หมาป่าโครงกระดูกตัวหนึ่งอย่างรวดเร็วทันทีเพื่อที่จะขับไล่มันออกไป

        แต่น่าเสียดายที่พลังจิตของหญิงสาวผู้นั้นได้หมดสิ้นลงแล้ว กระบี่สองเล่มนั้นมันทำได้แค่หยุดให้หมาป่ากระดูกตัวนั้นชะงักไปเพียงครู่เดียวเท่านั้น จากนั้นมันก็ยังคงสามารถพุ่งเข้าไปกัดเข้าที่น่องขาของนักรบคนหนึ่งได้

        อ๊าก!!

        ชายหนุ่มผู้นั้นส่งเสียงร้องออกมาอย่างเจ็บปวด จากนั้นเขาก็รีบถอยออกมาทันที

        ตรงน่องของเขานั้นถูกฉีกเนื้อออกไปส่วนหนึ่งอย่างน่าหวาดกลัว เลือดสดๆ ไหลทะลักออกมาราวกับสายน้ำหลาก ถ้าไม่ใช่เพราะชายหนุ่มคนนี้มีจิตใจเข้มแข็งละก็ เกรงว่าเขาคงลงไปนอนดิ้นบนพื้นด้วยความทรมานแล้ว

        “ศิษย์พี่!!” หญิงสาวคนนั้นส่งเสียงตะโกนออกมาอย่างปวดใจ

        ชายหนุ่มที่เหลืออีกสามคนเองก็ทั้งตกใจทั้งโมโห แต่เพราะสถานการณ์เกิดพลิกผันกลับตาลปัตรกันอย่างกะทันหันแบบนี้ ทำให้ทั้งสามคนตกอยู่ในภาวะวิกฤตสุดเลวร้ายทันที ไม่มีเวลาไปสนใจอย่างอื่นเลยแม้แต่น้อย

        หมาป่ากระดูกขาวตัวนั้น พอมันเล่นงานชายหนุ่มคนหนึ่งได้แล้ว ก็ได้หันหัวกะโหลกอันกลวงโบ๋ของมันไปทางหญิงสาวผู้ใช้พลังจิตที่กำลังตื่นกลัว จากนั้นมันก็พุ่งทะยานเข้าใส่หญิงสาวที่ไม่เหลือพลังต่อสู้อะไรแล้วอย่างรวดเร็วราวกับลมพายุแห่งความตาย

        “ศิษย์น้อง!!” ชายหนุ่มทั้งสามแค่จะหันมาดูยังทำไม่ได้ ทำได้แค่ส่งเสียงตะโกนออกมาอย่างที่มิอาจช่วยอะไรได้เลย

        ส่วนหญิงสาวคนนั้นก็ได้ปิดตาลงอยางไร้เรี่ยวแรงพร้อมกับกล่าวขึ้นมาว่า “ท่านอาจารย์ หว่านเอ๋อร์กำลังจะไปอยู่เป็นเพื่อนท่านแล้วนะ!”

        โฮก!

        ราวกับว่าในใต้หล้านี้มีเพียงเสียงขู่คำรามของหมาป่าตัวนั้น

        แต่ว่า

        หลายวินาทีผ่านไป

        หญิงสาวก็ยังไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดใดๆ เลยแม้แต่น้อย แต่กลับสัมผัสได้ถึงสายลมอันรุนแรงที่พัดลงมาจากท้องฟ้าเบื้องบนของนาง จากนั้นก็ได้ยินเสียงกร๊อบแกร๊บดังขึ้นราวกับว่ามีอะไรบางอย่างถูกบดขยี้จนแหลกเละอยู่บนพื้น

        เกิดอะไรขึ้น?

        นางค่อยๆ ลืมตาขึ้นมอง

        เห็นเพียงแค่อสูรกระดูกสุดอันตรายตัวนั้นได้กลายเป็นเศษกระดูกกองหนึ่งบนพื้นไปแล้ว มีเงาร่างสวมชุดสีเขียวสายหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้าของนางราวกับปราการเหล็กกล้าที่สามารถสยบศัตรูทุกตนที่อยู่เบื้องหน้าได้อย่างง่ายดาย

        “เอาไปกินซะ การโจมตีแบบสายฟ้าแลบของท่านหั่วเอ๋อร์”

        ตูม

        ประกายเพลิงสายหนึ่งพุ่งทะยานลงมาจากบนฟ้าราวกับคมดาบอัคคีเล่มหนึ่งที่ฟาดฟันผ่านร่างของเหล่าอสูรโครงกระดูกทั้งหลายไปจนเกิดไฟเพลิงลุกโชนขึ้นสูงเทียมฟ้า เพียงครู่เดียวเหล่าโครงกระดูกทั้งหลายก็กลายเป็นกองขี้เถ้ากองหนึ่งเท่านั้น

        สถานการณ์วิกฤตถูกแก้ไขในเสี้ยวพริบตา

        ชายสี่หญิงหนึ่ง กลุ่มคนห้าคนที่รอดชีวิตมาได้อย่างโชคดีก็พากันมองไปยังนักรบสวรรค์ที่บินลงมาจากบนฟ้า พวกเขาต่างก็นิ่งอึ้งไป

        หั่วเอ๋อร์พอได้แผลงฤทธิ์ออกมาเล็กน้อยแล้ว ก็ค่อยๆ บินกลับไปอยู่บนไหล่ของหลินหยางพร้อมกับปัดปีกของตัวเองเบาๆ แล้วกล่าวขึ้นมาว่า

        “ไม่ต้องใช้สายตาแบบนั้นมองข้าหรอก แค่เรื่องเล็กๆ แค่เอาสัตว์อสูรระดับราชันอะไรก็ได้มาแสดงความขอบคุณก็พอแล้ว”

        ทั้งห้าคนก็ยังคงรู้สึกเหลือเชื่ออยู่ดี

        “อ่าว ตกใจจนบ้าไปแล้วรึ” หั่วเอ๋อร์โบกปีกไปมา ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่เข้าใจในพลังอันสุดยอดของมันและหลินหยาง

        ในที่สุดหญิงสาวในกลุ่มห้าคนนั้นพลันรู้สึกตัวขึ้นมา

        แววตาของนางพลันปรากฏความรู้สึกยากจะอธิบายได้ขึ้น มีทั้งความโศกเศร้า เจ็บปวด และโกรธแค้น นางกัดริมฝีปากของตัวเองไว้แน่น

        “หลิน… หลินหยาง… เจ้านี่เอง!!”

        “โอ้ว! หลินหยางน้อย ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะดังขนาดนี้ แถมยังมีสาวรู้จักเจ้าเด้วย!” หั่วเอ๋อร์ยังคงทำเป็นเล่นอยู่

        แต่หลินหยางนั้นสัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากลแล้ว

        น้ำเสียงของหญิงสาวคนนั้นไม่มีความรู้สึกปลาบปลื้มอยู่เลยแม้แต่น้อย แต่มันกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความโกรธแค้นชิงชังเสียด้วยซ้ำ

        ไม่เพียงแค่นั้น ชายอีกสามคนที่เพิ่งตั้งสติได้ก็เกิดอาการโมโหขึ้นมาทันที พลันปล่อยจิตสังหารอันดุดันทรงพลังออกมา

        “หลินหยาง ไอ้จอมมารร้าย คืนชีวิตของอาจารย์ข้ามานะ!!”

        ———————————————-

        *ผีซิ่ว คือสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ในตำนานของจีนมีรูปร่างและเขาคล้ายกวาง แต่มีหน้า หัว และขาคล้ายสิงโต มีปีกคล้ายนก มีหลังคล้ายปลา มีหางคล้ายแมว มีสี่ขา มีปากแต่ไม่มีทวาร


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ราชันเทพอัคคี” : https://bit.ly/2EbnblS

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/562

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)