0 Views

        ยังไม่จบแค่เพียงเท่านั้น หลินหยางยังบรรจุพลังเพลิงอัสนีม่วงของตัวเองเพิ่มลงไปในโล่อย่างเต็มเปี่ยม พลังอันแข็งแกร่งที่เป็นดาวข่มของพลังชั่วร้ายทั้งสองรูปแบบถูกรวมไว้ในสัญลักษณ์รูปพระอาทิตย์ที่ติดอยู่บนใจกลางของโล่มหาตะวัน พลันระเบิดแสงสว่างจ้าที่สาดส่องไปทั่วหล้าอย่างน่าเกรงขาม!!

        ซูม!

        ลำแสงเพลิงอัสนีอันเข้มข้นสายหนึ่งถูกยิงออกไปจากโล่มหาตะวันอย่างรุนแรง ภายในลำแสงอันน่าสะพรึงกลัวนี้คือเปลวเพลิงที่กำลังเผาไหม้อย่างเกรี้ยวกราด มันคือเพลิงเทวะของปี้ฟังที่ใช้เวลาแสนนานในการกลั่นออกมาจากตัวหั่วเอ๋อร์จนกลายเป็นผลึกไฟหลีหั่วอย่างที่เห็น นอกจากนี้ยังมีพลังเพลิงอัสนีม่วงที่หมุนควงอยู่รอบลำแสงเพลิงอันร้อนแรงนั่นด้วย เป็นสุดยอดพลังอันไร้เทียมทานที่สามารถทำลายล้างความชั่วร้ายทั้งมวลได้

        ลำแสงเพลิงอัสนีอันน่าหวาดกลัวนั่น ถึงขั้นบิดอากาศรอบตัวจนผิดรูปไป ดูน่าเกรงขามเหลือคณา กลายเป็นกระบวนท่าพิฆาตอสูรร้ายที่ทรงพลังอย่างไร้คู่ต่อกร

        ตูมตาม

        แขนขนาดมหึมาของศพพิสดารนั่นถูกลำแสงสายนี้ยิงเข้าใส่ตรงๆ จนแหลกสลายกลายเป็นเพียงเศษเลือดอยู่กลางอากาศ ไม่เพียงเท่านั้น ลำแสงพิฆาตอสูรอันน่าสะพรึงกลัวนี้ พอมันลุกล้ำเข้าไปในร่างกายของศพพิสดารนั่น ก็เหมือนกับเงามืดที่ถูกแสงส่อง พริบตานั้นเองทั่วทั้งร่างกายของปีศาจอันอำมหิตตัวนั้นพลันเกิดเป็นควันลอยขึ้นราวกับกำลังลุกไหม้ เจ็บปวดจนลงไปนอนดิ้นอยู่บนพื้น

        โฮก!

        โฮก!

        ปีศาจร้ายที่มีพลังระดับโพ่ไห่แล้วตัวนี้ พออยู่ต่อหน้าสุดยอดพลังที่ใช้ต่อกรกับสิ่งชั่วร้ายโดยเฉพาะของหลินหยางแล้ว มันก็ไร้ซึ่งพลังที่จะสามารถต่อกรกับเขาได้เลย หลังจากที่มันดิ้นรนอยู่บนพื้นราวห้านาทีแล้ว ในที่สุดมันก็แตกสลายกลายเป็นเพียงเถ้าถ่านกองหนึ่งเท่านั้น ไร้ซึ่งเสียงดิ้นรนอะไรอีก

        และในพริบตาที่ศพพิสดารสลายไปนั่นเอง

        ซากศพทัวเหลยที่แต่เดิมกำลังต่อสู้อย่างดุเดือดกับผู่อาหมานอยู่นั้น อยู่ๆ ก็เหมือนกับมีสายฟ้าฟาดผ่าใส่ก็ไม่ปาน ทั่วทั้งร่ายกายเกิดการสั่นกระตุกขึ้น จากนั้นก็ส่งเสียงร้องครวญครางออกอย่างน่าอนาถ

        พลังชั่วร้ายสีแดงก้อนหนึ่งถูกปล่อยออกมาจากปากของมัน จากนั้นมันก็พุ่งขึ้นฟ้าแล้วบินหนีหายไปที่ไหนสักแห่ง

        หลังจากนั้น ซากศพของทัวเหลยก็ล้มตึงลงบนพื้น แล้วจึงกลับกลายเป็นเพียงซากศพธรรมดาร่างหนึ่งโดยสมบูรณ์

        ผู่อาหมานยังยืนงงอยู่กับที่

        เมื่อครู่นี้เขาถูกทัวเหลยกดดันลุกไล่จนไม่มีเวลาหันไปดูการต่อสู้ของหลินหยางเลยสักนิด เขารู้สึกแค่ว่าข้างตัวเขาเหมือนเกิดประกายแสงสายฟ้าสว่างวาบขึ้น จากนั้นฝันร้ายทั้งหมดก็จบลงทันที

        ซากศพทั้งหมดพลันนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น เมืองอีลี่ที่แต่เดิมนั้นมีแต่เสียงร้องโหยหวนของภูตผีปีศาจดังระงมไปทั่วนั้น เพียงครู่เดียวก็เงียบสงบลงราวกับอยู่ในป่าช้าทันที

        เหลือแต่เพียงสายลมอันเย็นยะเยือก ที่เป็นหลักฐานของความโหดร้ายและความโศกเศร้าของเรื่องราวที่เกิดขึ้นในที่แห่งนี้

        ขณะเดียวกันนั้นเอง

        เมืองอีหลานเฮ่าเท่อที่อยู่ห่างออกไปประมาณร้อยลี้นั้น

        ซากศพจำนวนมหาศาลพลันนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นในพริบตาเช่นกัน วิกฤตอันเลวร้ายพลันถูกคลี่คลายลงในเสี้ยวพริบตา

        เหล่านักรบแห่งราชอาณาจักรมองโกเลียพลันส่งเสียงกู่ก้องด้วยความยินดีจนดังสนั่นไปทั่วฟ้า เต็มเปี่ยมไปด้วยน้ำเสียงแห่งความโล่งใจ

        ส่วนเหล่าขุนนางชั้นสูงของราชอาณาจักรที่นำโดยกู่ลี่ข่านทุกคนล้วนยืนกอดอก พร้อมกับส่งความรู้สึกเคารพนับถือและความรู้สึกขอบคุณจากก้นบึ้งของหัวใจไปให้กับนักรบผู้กล้าหาญทั้งสองคนที่อยู่ในเมืองอีลี่อันไกลห่าง

        โดยเฉพาะหลินหยาง

        ภายในเมืองอีลี่

        ผู่อาหมานที่แบกกระบองยักษ์ดาวอำมหิตไว้บนบ่าก็เดินมาอยู่ข้างๆ หลินหยาง

        ชุดเกราะราชันเงินขาวบนตัวเขานั้นถูกโจมตีจนมีร่องรอยความเสียหายอยู่เต็มไปหมด ความน่ากลัวของทัวเหลยที่กลายเป็นซากศพไปแล้วนั้น ถ้าไม่ได้ชุดเกราะชุดนี้ช่วยไว้ เกรงว่าแม้แต่ผู่อาหมานเองก็มีโอกาสรอดยากเหมือนกัน

        “จบแล้วรึ?” ดูเขาจะยังไม่ค่อยอยากเชื่อเท่าไร

        หลินหยางมีพลังแข็งแกร่งถึงขั้นสามารถสังหารปีศาจระดับโพ่ไห่ได้ แถมยังสังหารได้แบบหมดจดเลยด้วย

        ไม่เจอเจ้าหนูนี่แค่ปีเดียว มันกลับสามารถพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นจนแม้แต่ตัวเขาเองยังต้องแหงนหน้ามองเลยด้วยซ้ำ

        “จบแล้ว เฉพาะที่นี่…” น้ำเสียงของหลินหยางยังคงนิ่งสงบ แต่เขากลับเงยหน้ามองไปบนท้องฟ้าแล้วกล่าวว่า “แต่เกรงว่า ครั้งนี้มันเป็นแค่การเริ่มต้นเท่านั้น”

        อะไรนะ?

        ผู่อาหมานอึ้งไปทันที

        เขาพบว่าตัวเองที่ได้ชื่อว่าเป็นเทพสงครามอันดับหนึ่งแห่งดินแดนภาคตะวันตกนี้ พอยืนอยู่ต่อหน้าหลินหยางแล้วกลับรู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อยเหมือนกับว่ากำลังยืนอยู่คนละชั้นกับอีกฝ่ายเลย

        ยิ่งไปกว่านั้น

        ชายหนุ่มผู้หยิ่งทะนงแบบเขาถึงขั้นเกิดความรู้สึกเคารพนับถือคนๆ หนึ่งเป็นครั้งแรกในชีวิตโดยไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องอายุอะไรทั้งนั้น

        เป็นความรู้สึกเคารพที่มีต่อผู้ที่แข็งแกร่งกว่าโดยธรรมชาติ

        “ไม่ว่าอย่างไร หลินหยาง ครั้งนี้ข้าต้องขอบใจเจ้า…”

        และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ผู่อาหมานแสดงความเคารพและขอบคุณออกมาจากใจจริงให้กับคนอื่นที่ไม่ใช่กู่ลี่ข่าน

        หลินหยางที่มองดูผู่อาหมานอยู่นั้นมีสีหน้าจริงจังและนอบน้อม เหมือนว่าเขาจะรู้สึกประทับใจในตัวอีกฝ่ายอย่างสุดซึ้ง

        เขากล่าวขึ้นมาหนึ่งประโยคที่ผู่อาหมานจะไม่มีวันลืมเลยตลอดชีวิตว่า

        “ชุดเกราะราชันเงินขาวถูกท่านทำพังขนาดนี้ ค่าซ่อมแซมต้องคิดแยกต่างหาก…”

        ไอ้#%#¥*

        …………………………….

        ในตอนที่วิกฤตของราชอาณาจักรมองโกเลียถูกหลินหยางจัดการจนสงบลงแล้ว

        ลัทธิหมื่นวิญญาณที่อยู่ในดินแดนฝั่งทิศตะวันตกเฉียงใต้นั้น ภายในปราสาทโบราณสีดำหลังหนึ่งมีคนกลุ่มหนึ่งกำลังยืนทำความเคารพอยู่ตรงหน้าของเมี่ยชางเซิง มองดูชายหนุ่มรูปร่างสง่างามแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยกลิ่นไอแห่งความชั่วร้ายอันน่าหวาดผวา

        เมี่ยชางเซิงตอนนี้กำลังหลับตาอยู่ ทั่วร่างเขากำลังเปล่งประกายแสงสีแดงอ่อนออกมา เขากำลังควบคุมโลงศพหยกดำขนาดเล็กกะทัดรัดสามโลงที่วางอยู่ตรงหน้า

        เมื่อสังเกตดูดีๆ จะพบว่า โลงศพนี้มีรูปร่างลักษณะที่เหมือนกับโลงศพที่บรรจุศพโลหิตที่ใช้ตอนอยู่ในทะเลสาบเมฆาอัสนีนั่นไม่มีผิด เพียงแต่ว่าพลังชั่วร้ายอันแสนมืดมนที่โลงศพปล่อยออกมาในครั้งนี้มันดูใหญ่โตและเข้มข้นยิ่งกว่าอันก่อนเยอะ

        ศพโลหิตแค่ตัวเดียวในตอนนั้นก็สามารถสร้างความวุ่นวายโกลาหลได้อย่างรุนแรงแล้ว แต่ตอนนี้มันกลับมีอีกสามตัวที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าตอนนั้นอยู่อีก…

        ในตอนนั้นเอง อยู่ๆ โลงศพโลงที่อยู่ฝั่งซ้ายสุดนั้นก็เกิดเสียงที่ดังสนั่นขึ้น จากนั้นมันก็ระเบิดดังตูมอยู่กลางอากาศ

        “ท่านอาจารย์!!”

        เหล่าสมุนอย่างพวกยินว่านเสียพลันส่งเสียงตกใจ

        พวกเขาไม่คิดเลยว้าเมี่ยชางเซิงที่มีพลังแก่กล้าพิสดารขนาดนั้นจะเกิดความผิดพลาดขึ้นได้

        “เอ๋?”

        เมี่ยชางเซิงลืมตาขึ้นเบาๆ

        ดวงตาที่มีสีดำแวววับราวผลึกสีดำนั่นมองไปที่โลงศพขนาดเล็กที่เพิ่งระเบิดไป พร้อมกับกล่าวขึ้นด้วยความสงสัยและตกใจว่า

        “ถึงขั้นสามารถรับมือศพพิษของข้าได้เลยหรือ?”

        เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้อยู่เหนือความคาดหมายของเมี่ยชางเซิง ว่ากันตามหลักแล้ว ในภพภูมิระดับต่ำแบบทวีปชี่หวู่นี้ไม่น่าจะมียอดฝีมือที่สามารถรับมือกับความสามารถระดับโพ่ไห่ได้

        ดังนั้นศพพิษจึงน่าจะเป็นตัวตนที่ไร้เทียมทานที่สุดสิ ทำไมถึงถูกกำจัดทิ้งได้ล่ะนี่?

        เขานิ่งคิดไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็สะบัดมือออกมาทีหนึ่ง ทำการเปลี่ยนให้ซากของโลงศพสีดำนั่นแปรเปลี่ยนกลับกลายเป็นผงสีดำ จากนั้นก็นำมารวมกันแล้วปั้นขึ้นมาให้มีรูปร่างเหมือนหน้าจอไป

        “ปรากฎ!”

        เมี่ยชางเซิงส่งเสียงออกมาเบาๆ จากนั้นบนจอที่ลอยอยู่กลางอากาศนั่นก็ปรากฏภาพๆ หนึ่งขึ้นมา มันคือภาพสุดท้ายที่ศพพิษตัวนั้นเห็นนั่นเอง

        ภายในภาพนั้น หลินหยางที่กำลังยืนอยู่ด้วยท่าทางสง่าผ่าเผยพร้อมกับที่โล่มหาตะวันในมือเขากำลังปล่อยลำแสงเพลิงอัสนีอันดุดันออกไป

        “ข้าหลินหยางขอประกาศไว้ตรงนี้ว่า ข้าจะต้องฆ่าเจ้าด้วยมือของตัวเองให้ได้!”

        คำพูดที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังนั่นดังก้องกังวานไปทั่วห้องโถงจนเหล่าศิษย์ลัทธิหมื่นวิญญาณต่างก็รู้สึกราวกับถูกตบหน้าเข้าไปหนึ่งฉาดเต็มๆ

        “ท่านอาจารย์… ไอ้เด็กนี่แหละคือหลินหยาง!”

        ยินว่านเสียรีบเข้ามาอธิบายทันที “เป็นมันนี่แหละที่สังหารพวกโม่ซาง”

        “โอ้? ฮ่ะฮ่ะ…”

        เมี่ยชางเซิงยืนมองดูชายหนุ่มท่าทางหยิ่งทระนงตนที่อยู่ในจอภาพนั้นพลางยิ้มที่มุมปากเบาๆ อย่างเย็นชา

        “ไอ้เด็กน้อยนี่น่ะรึ? หึหึหึ น่าสนใจ น่าสนใจจริงๆ”

        เขาค่อยๆ หลับตาลงราวกับว่าไม่ได้ใส่ใจอะไรกับหลินหยางเลยแม้แต่น้อย แต่กลับพูดออกมาว่า

        “คู่ต่อสู้ที่น่าสนุกขนาดนี้ ถ้าไม่เล่นด้วยให้เต็มที่ก่อนละก็ คงจะน่าเสียดายแย่… ว่านเสีย ข่าวที่ได้มาก่อนหน้านี้บอกว่าพวกอาณาจักรชูอวิ๋นตอนนี้กำลังพักอยู่ในอาณาจักรโล่ยื่อใช่ไหม?”

        “ใช่แล้ว”

        “ความลับของสมรภูมิฝังเทพเองก็อยู่กับจักรพรรดิแห่งอาณาจักรชูอวิ๋นนั่นพอดีเลย อย่างนั้นก็จัดการไปพร้อมกันทีเดียวเลยก็แล้วกัน ถือซะว่าเป็นของตอบแทนที่ข้ามอบให้หลินหยางนั่น ฮ่าฮ่า”

        เสียงพูดอันน่าหวาดกลัวนั่นค่อยๆ เงียบหายไป

        ภายในปราสาทโบราณตอนนี้มีเพียงโลงสองโลงที่กำลังแผ่พลังงานอันแสนชั่วร้ายออกมา ชวนให้ผู้คนรู้สึกเย็นยะเยือกไปสุดขั้วหัวใจ

        …………………………….

        ในขณะที่พวกของหลินหยางสามารถจัดการมหันตภัยร้ายแรงของราชอาณาจักรมองโกลเลียลงได้แล้วนั่นเอง

        บนเกาะแม่ของเผ่าฝูโปที่ตั้งอยู่บนมหาทะเลสาบแดนใต้ เกาะคลื่นมรกต มีหัวกะโหลกขนาดมหึมาหัวหนึ่งล้มลงไปนอนอยู่กับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรงเพราะบาดแผลสาหัสที่อยู่บนหัวกะโหลกนั่น มันส่งเสียงโหยหวนที่ดังสนั่นไปทั่วฟ้าออกมา

        “ท่านวิญญาณผู้พิทักษ์!!”

        ผู้คนบนเกาะส่งเสียงร้องด้วยความตกใจกันอย่างอื้ออึง ไม่มีใครอยากจะเชื่อในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้านี้เลย

        อสูรสุดแข็งแกร่งที่คอยปกปักรักษาเผ่าฝูโปมาเป็นเวลานานนับร้อยปีตนนั้น ตัวตนที่แข็งแกร่งยิ่งกว่ายอดฝีมือเผ่ามนุษย์ระดับอวิ้นหลิงขั้นท้ายนั่น ตอนนี้มันกลับพ่ายแพ้ลงอย่างง่ายดายภายใต้ฝ่ามือของศัตรูผู้นั้น

        เพียงแค่หนึ่งฝ่ามือเท่านั้นก็สามารถตัดสินผลแพ้ชนะได้แล้ว

        ความแตกต่างด้านพลังนั้นอยู่ห่างกันยิ่งกว่าฟ้ากับเหว

        “เจ้า…เจ้าเป็นใครกันแน่?”

        หัวหน้าเผ่าคนปัจจุบันของเผ่าฝูโป ปาถู ตอนนี้มียอดฝีมือและอสูรหลายตัวกำลังห้อมล้อมตัวเขาเอาไว้เพื่อปกป้องเขาจากศัตรูร้ายกาจ เขามองไปที่ฝั่งตรงข้ามด้วยสายตาที่ตื่นตระหนกสุดขีด

        ตรงนั้นมีเงาร่างใหญ่โตกำยำสีเขียวสายหนึ่งยืนอยู่

        สีเขียวที่ว่านี้ ไม่ได้หมายถึงเสื้อผ้าที่เขากำลังใส่อยู่ แต่เป็นสีผิวทั่วทั้งตัวของคนผู้นี้ที่กลายเป็นสีเขียวออกเทาไปแล้ว

        ใหญ่โตกำยำเองก็หมายความว่าส่วนสูงของชายผู้นี้อย่างต่ำก็น่าจะเกินสองเมตร สูงอย่างกับหอคอย ดูน่าเกรงขามอย่างมิอาจต้านทานได้เลยสักนิด

        ลูกตาของมันก็เป็นสีขาวสนิท ในนั้นไม่มีประกายของพลังชีวิตหลงเหลืออยู่เลย

        แต่พละกำลังของมันนั้นน่ากลัวจนชวนสิ้นหวัง ยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นสูงสุดของเผ่าฝูโปนั้น มีสามคนที่ถูกสิ่งที่ดูคล้ายกับอสูรในร่างมนุษย์นี้ต่อยใส่จนตัวแตกตายในหมัดเดียวไปแล้ว สัตว์อสูรที่ว่าแน่ พออยู่ต่อหน้าเจ้าสิ่งนี้แล้วก็ดูอ่อนแอน่าสงสารไม่ต่างอะไรกับลูกหมาลูกแมวเลยสักนิด

        ระดับโพ่ไห่

        นี่จะต้องเป็นยอดฝีมือระดับโพ่ไห่แน่ๆ…


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ราชันเทพอัคคี” : https://bit.ly/2EbnblS

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/562

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)