0 Views

        หลินหยางยืนอึ้งอยู่กับที่ พูดอะไรไม่ออกไปพักหนึ่ง

        ผ่านไปครู่หนึ่งเขาถึงเงยหน้าขึ้น แล้วถามขึ้นมาว่า “ที่นั่นคือสมรภูมิฝังเทพหรือ?”

        สมรภูมิฝังเทพ ก็คือสถานที่ที่ “เทพธิดา” ใช้ต่อสู้กับเทพแห่งการทำลายล้างทั้งเก้าด้วยตัวคนเดียวเมื่อสิบห้าปีก่อน ต่อมาก็ถูกพลังอันไร้เทียมทานของเทพธิดาสังหารสิ้นแล้วจึงสะกดซากศพพวกมันไว้ในที่แห่งนั้น

        หลินเฮ่ายวนพยักหน้ารับ “เลือดหยดนั้น ก็คือร่องรอยสุดท้ายเพียงหนึ่งเดียวที่แม่ของเจ้าทิ้งเอาไว้ในทวีปชี่หวู่…”

        หลินหยางเงียบไปทันที

        แม่ของตัวเองเป็นถึงนักปราชญ์เลยรึ!!!!

        เหล่าปราชญ์ยุคโบราณนั้นเหนือชั้นยิ่งกว่าพญามังกรหรือพญาวิหค เป็นตัวตนที่แข็งแกร่งเทียบเท่ากับอสูรเทพยุคโบราณเลยทีเดียว ซึ่งมันเป็นระดับที่เหนือกว่าทวีปชี่หวู่ไปไกลโข อาจจะเรียกได้ว่าเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดในจักวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้เลยก็ว่าได้

        ข้อมูลที่ได้มานี้กลับไม่ช่วยให้หลินหยางรู้สึกยินดีมากขึ้นเลยแม้แต่เสี้ยวเดียว

        เพราะเส้นทางที่จะไปช่วยเหลือตัวตนที่แข็งแกร่งสุดขีดแบบท่านแม่นั้น มันย่อมต้องเต็มไปด้วยอุปสรรคที่ยากลำบากเกินกว่าที่จะจินตนาการได้

        ผู้ที่เป็นถึงระดับนักปราชญ์ กลับต้องใช้วิธีแกล้งตายเพื่อหลบหนี?

        อย่างนั้นแล้ว ศัตรูที่ท่านแม่กำลังเผชิญอยู่นี่มันจะเป็นตัวตนที่น่าหวาดกลัวขนาดไหนกันแน่?

        เทพแห่งการทำลายล้างทั้งเก้าที่ถูกฝังอยู่ในสมรภูมิฝังเทพนั่น ถึงแม้ว่าจะยังไม่ใช่ระดับนักปราชญ์ แต่เกรงว่าคงจะห่างจากระดับนักปราชญ์ไม่มากแล้ว พวกนั้นก็คือศัตรูที่จ้องเล่นงานท่านแม่อยู่หรือ?

        ถ้าหากว่าใช่ละก็ คนระดับนั้นแค่ดีดนิ้วทีเดียวก็คงสามารถจัดการตัวเขาได้แล้ว แล้วตัวเขาจะเอาอะไรไปสู้กับยอดฝีมือระดับนั้นได้ล่ะ?

        หลินหยางพลันรู้สึกว่าเส้นทางตรงหน้าของเขามันยังอยู่อีกไกลมากๆ ไกลจนชวนให้รู้สึกสิ้นหวังอยู่ไม่น้อย

        “ทำไม? กลัวแล้วรึ?”

        หลินเฮ่ายวนที่ยืนดูปฏิกิริยาของหลินหยางอยู่ตลอดก็แย้มยิ้มขึ้น “ข้าก็บอกแล้วอย่างไรว่าอย่ารีบร้อน… ดูสินี่ เป็นอย่างไรล่ะทีนี้ กำลังใจหายไปหมดแล้วล่ะสิ?”

        ไอ้พ่อปากปีจอนี่!!!!

        แต่ก็ต้องยอมรับว่าคำพูอของหลินเฮ่ายวนได้ดึงสติของหลินหยางกลับมาเป็นเหมือนเดิม

        หลินหยางก็แค่เกิดสับสนขึ้นเล็กน้อยหลังจากที่ได้รู้ความจริงว่าเส้นทางเบื้องหน้านั้นมันยังอีกยาวไกลมากแค่ไหน แต่คนอย่างเขาไม่มีวันยอมแพ้ง่ายๆ เพราะเรื่องแค่นี้หรอก เพียงพริบตาเดียว แววตาของเขาก็ได้หวนกลับคืนมามีความมั่นใจเหมือนเดิม

        นักปราชญ์แล้วทำไม?

        แข็งแกร่งสุดขีดแล้วอย่างไร?

        มันผู้ใดที่กล้าทำร้ายแม่ของข้าหลินหยางผู้นี้ ต่อให้มันผู้นั้นจะเป็นผู้ปกครองฟ้าดิน เป็นตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดในสามโลก เขาก็จะไม่มีวันปล่อยให้มันมีชีวิตรอดไปได้โดยเด็ดขาด!!!!

        “ฮ่ะฮ่ะ แววตาแบบนี้ยังพอใช้ได้!!”

        หลินเฮ่ายวนหัวเราะออกมาเบาๆ จากนั้นพูดต่อว่า “แต่ว่าเจ้าวางใจเถอะ อวี่เวยตอนนี้ยังไม่มีอันตรายอะไร ทั้งเจ้าและข้ายังพอมีเวลาเตรียมตัว”

        “เตรียมตัวทำไม?” หลินหยางเอ่ยถามขึ้น

        “นี่เจ้าเมาเหล้าอยู่หรือ? ไอ้หนูอย่างเจ้าก็ต้องเตรียมตัวเพิ่มระดับพลังฝีมืออยู่แล้วสิ ไม่อย่างนั้นด้วยร่างกายอ่อนปวกเปียกของเจ้าตอนนี้ ยังไม่พอให้คนพวกนั้นใช้ฆ่าเวลาด้วยซ้ำ ส่วนตัวพ่อน่ะ… อืม… ข้าจะเตรียมทำเกี๊ยวในคืนนี้ หั่วเอ๋อร์ของเจ้าบอกอยากกินไส้ปลา”

        ใช่เรื่องไหมน่ะ!!

        หลินหยางย่อมรู้อยู่แล้วว่าหลินเฮ่ายวนกำลังล้อเล่น

        ระหว่างที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น หลินเฮ่ายวนได้ออกมาจากโลกแห่งจิตสำนึกของหลินหยางแล้ว ทั้งสองกำลังยืนมองหน้ากันอยู่ในห้องพักผ่อนของหลินเฮ่ายวน

        หลินเฮ่ายวนกล่าวเสริมเพิ่มอีกหลายคำว่า “ข้ายังย้ำคำเดิมนะหยางเอ๋อร์ อย่ารีบร้อนมากเกินไป เรื่องของแม่เจ้ายังพอมีเวลา รอเจ้าสามารถทะลวงไปถึงระดับขั้นโพ่ไห่จนมีพลังที่สามารถใช้เดินทองออกไปจากภพภูมินี้ได้ เมื่อนั้นเจ้าย่อมสามารถออกไปตามหาแม่เจ้าได้เอง เทียบกับเรื่องนั้นแล้ว ข้าว่าเจ้ายังมีอีกเรื่องที่เร่งด่วนมากกว่ารอให้เจ้าไปจัดการอยู่นะ”

        “ท่านหมายถึงลัทธิหมื่นวิญญาณหรือ?”

        “ก็ใช่น่ะสิ เจ้าเล่นไปฆ่าสองผู้อาวุโสใหญ่ของลัทธินั่นเข้า แถมยังแย่งสมบัติของคนเขามาอีก เจ้าคิดว่าลัทธิหมื่นวิญญาณจะปล่อยเจ้าไปง่ายๆ ทั้งอย่างนี้หรือ?” หลินเฮ่ายวนแสดงออกด้วยท่าทางเคร่งเครียด

        “ไม่แน่ว่าฝั่งนั้นตอนนี้อาจจะกำลังเตรียมแผนการอำมหิตไว้ต่อกรกับเจ้าอยู่ก็เป็นได้ เมื่อถึงตอนนั้นแล้ว ถ้าเจ้าดึงอาณาจักรชูอวิ๋นเราเข้าไปเดือดร้อนด้วยละก็ ข้าจะเขกกบาลเจ้าให้หงายไปเลย!!”

        “ท่านเป็นจักรพรรดินะ ทำไมท่านไม่ช่วยล่ะ?”

        “ข้าเป็นพ่อเจ้าด้วย ปัญหาที่เจ้าสร้างขึ้นมาเองก็แก้ไขเองเสีย… ข้าขี้เกียจมาตามเช็ดก้นให้เจ้า ตัวพ่อเองยังมีเรื่องที่สำคัญกว่าต้องทำอยู่”

        “ห่อเกี๊ยว?”

        “เจ้ารู้ได้อย่างไร?”

        ตึง

        หลินเฮ่ายวนเริ่มทำนิสัยกวนประสาทอีกครั้ง การสนทนาครั้งนี้คงไม่ได้อะไรมากไปกว่านี้แล้ว

        แต่ว่าเรื่องที่หลินหยางได้รับรู้ในวันนี้นั้น นอกจากร่องรอยอันน้อยนิดที่แม่ของเขาเซี่ยอวี่เวยได้ทิ้งไว้ให้แล้ว คำพูดของหลินเฮ่ายวนเมื่อครู่นี้เองก็ทำให้หลินหยางเริ่มรู้สึกกังวลขึ้นมาแล้วเหมือนกัน

        จะว่าไปแล้ว พวกลัทธิหมื่นวิญญาณมันจะสงบเงียบเจียมเนื้อเจียมตัวเกินไปหน่อยหรือเปล่า?

        จากชื่อเสียอันเป็นที่เลื่องลือในเรื่องของความชั่วร้ายของมัน หลังจากที่พวกมันได้รับความสูญเสียจำนวนมหาศาลที่ทะเลสาบเมฆาอัสนีไปแล้ว ทำไมพวกมันถึงยังไม่เคลื่อนไหวอะไรเลยทั้งๆ ที่ผ่านมาตั้งครึ่งปีแล้ว?

        คำอธิบายเดียวที่สมเหตุสมผลที่สุดก็คือ พวกมันยังไม่มั่นใจว่าจะสามารถต่อกรกับหลินหยางได้ จึงกำลังวางแผนเตรียมการอะไรบางอย่างอยู่

        ก่อนหน้านี้เซียวเซียงก็ได้พูดไว้แล้วว่า ลัทธิหมื่นวิญญาณจะต้องมีเป้าหมายอะไรบางอย่างเกี่ยวกับสมรภูมิฝังเทพอยู่แน่ๆ จึงได้นำศพโลหิตออกมาทดสอบการใช้งาน ครั้งต่อไปที่พวกมันปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง นั่นย่อมต้องหมายความว่าพวกมันได้เตรียมการทุกอย่างไว้พร้อมหมดแล้ว

        อันที่จริงหลินหยางเองก็คิดถึงจุดนี้ได้นานแล้ว และนั่นก็คือสาเหตุที่เขาได้ขอให้เซียวเซียงเตรียมวัตถุดิบขั้นสูงจำนวนมหาศาลไว้ให้เป็นการแลกเปลี่ยนเมื่อครู่นี้

        ถ้าหากวัดกันตัวต่อตัวละก็ หลินหยางมั่นใจว่าเขาสามารถต่อกรได้หมดไม่ว่าอีกฝ่ายจะใช้ลูกเล่นอะไรก็ตาม อย่างการต่อสู้กับมู่หยงไป๋เมื่อครู่นี้ หลินหยางก็ยังไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดออกไปเลย

        ยังเหลือไพ่ตายเก็บไว้ไม่ได้ใช้อีกตั้งเยอะ…

        แต่ถ้าอีกฝ่ายหันไปลงมือกับคนใกล้ตัวเขาแทนละก็เรื่องใหญ่แน่

        หลินหยางเริ่มดีดลูกคิดคำนวณหาทางแก้ไข

        ถ้าหากใช้ทรัพยการของราชอาณาจักรโล่ยื่อรวมกับการสนับสนุนจากกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าด้วยละก็…

        น่าจะสามารถผลิต “ชุดเกราะราชันเงินขาว” ออกมาได้จำนวนหนึ่งภายในระยะเวลาที่สั้นที่สุด พอถึงตอนนั้นแล้วยอดฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นท้ายก็จะมีพลังต่อสู้เทียบเท่ากับระดับอวิ้นหลิงขั้นกลางหรืออาจจะถึงขั้นท้ายเลยก็เป็นได้ นั่นคือวิธีเพิ่มพลังป้องกันตัวให้ราชอาณาจักรโล่ยื่อและอาณาจักรชูวิ๋นที่เร็วที่สุดแล้ว

        ขณะเดียวกัน ตัวหลินหยางเองก็ต้องรีบฝึกฝนวิชา “พลังเทพอัคคีสี่รูปแบบ” จากนั้นก็ต้องรีบเสริมพลังให้กับศพโลหิตเพิ่มขึ้นอีกขั้น…

        สถานการณ์ยังอยู่ในการควบคุมอยู่

        ไอ้ลัทธิหมื่นวิญญาณ ทางที่ดีที่สุดคืออย่ามาแหยมกับพวกเรา

        มิฉะนั้นหลินหยางก็พร้อมและยินดีที่จะกำจัดลัทธิชั่วร้ายนอกรีตนี่ให้หายไปจากโลกใบนี้ ตลอดกาล…

        …………………………….

        เวลาได้ผ่านพ้นไปอย่างสงบเรียบร้อย

        หลังจากที่กระแสการตามหาตัว ปีศาจน้อยจอมอัจฉริยะ หลินหยางในทวีปชี่หวู่ค่อยๆ ซาลงไป วันเวลาก็ได้กลับสู่ความสงบอีกครั้ง

        การเตรียมการต่างๆ ก็ดำเนินการไปได้อย่างราบรื่น

        จากนั้นเวลาก็ผ่านไปอีกครึ่งเดือน

        ณ ทวีปตะวันตกเฉียงใต้ของทวีปชี่หวู่ ภายในหุบเขาสีดำขนาดมหึมาแห่งหนึ่ง มีปราสาทโบราณสีดำทมิฬตั้งอยู่ในนี้เป็นจำนวนมาก

        ปราสาทโบราณเหล่านี้ล้วนถูกปกคลุมไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งความตายอันแสนมืดมนตลอดเวลา ในทวีปชี่หวู่แห่งนี้ มีเพียงเหล่าผู้คนที่ถูกบีบจนจนตรอกไร้หนทางแล้วเท่านั้นถึงจะเลือกที่จะขายวิญญาณตัวเองมาอยู่ในสถานที่แสนชั่วร้ายแห่งนี้

        ลัทธิหมื่นวิญญาณ

        หลังจากเหตุการณ์ที่ทะเลสาบเมฆาอัสนีผ่านมาได้หนึ่งปีเต็มๆ แล้ว ในที่สุดภายในประสาทโบราณสีดำหลังหนึ่งที่มีขนาดใหญ่มากที่สุดในหุบเขานั่นก็มีเสียงกู่ร้องด้วยความเศร้าโศกเสียใจอย่างสุดซึ้งดังขึ้น

        “เซ่าเทียน โม่ซาง จิ่วโยว!!!!”

        เป็นน้ำเสียงอันชราภาพราวกับไม่ได้เปิดปาดพูดมานานนับร้อยปีแล้วก็ไม่ปาน เสียงแหบแห้งสุดขีด แต่กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความโกรธแค้นชิงชังอย่างไร้ก้นบึ้ง เขาส่งเสียงคำรามขึ้นจนดังสนั่นไปทั่วฟ้า

        “หนึ่งปีที่ผ่านมา ศิษย์พี่ไม่เคยลืมเลือนความเคียดแค้นอันลึกล้ำดุจทะเลเลือดเลยสักครั้ง วันนี้ ในที่สุด…ในที่สุดก็ถึงเวลาแล้ว!!!!”

        กรี๊ดด

        อยู่ๆ ภายในปราสาทโบราณก็มีเสียงหวีดร้องโหยหวนอันแสบแก้วหูของภูตผีที่ดังขึ้นอย่างกะทันหัน จากนั้นก็มีลำแสงสีดำสายหนึ่งถูกยิงออกไปจากภายในปราสาทพุ่งตรงขึ้นไปบนผืนนภาจนดูราวกับเสาค้ำฟ้าที่ยึดโยงฟ้าดินเข้าด้วยกัน

        ไม่นานหลังจากนั้น บนท้องฟ้าก็เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น

        ก้อนเมฆสีดำจำนวนมหาศาลโผล่มาจากทั่วทุกทิศ ค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้ามารวมกันบริเวณลำแสงสีดำนั่นจนมันค่อยๆ ก่อตัวเป็นพายุสีดำลูกหนึ่ง ดูยิ่งใหญ่เหลือคณา แต่กลับเต็มไปด้วยพลังแห่งความชั่วร้ายทรงพลัง

        จุดปลายสุดของพายุนั่น ก็คือภายในห้องโถงใหญ่ของปราสาทโบราณนั่นเอง

        ภายในห้องโถงนั้น มีบ่อโลหิตที่สร้างขึ้นจากวัตถุดิบสุดพิสดารชั้นยอดจำนวนมหาศาลซึ่งมันได้ส่งกลิ่นเหม็นคาวคละคลุ้งออกมาอย่างน่ากลัว ภายในบ่อนั่นไม่รู้ว่ามีเลือดของอสูรร้ายขั้นสูงรวมไปถึงเหล่ามนุษย์ระดับยอดฝีมือผสมกันอยู่มากมายขนาดไหน ตอนนี้มันกำลังเปล่งประกายแสงอันชั่วร้ายออกมาอย่างรุนแรง

        เหล่าก้อนเมฆสีดำทั้งหลาย รวมไปถึงบรรยากาศอันวังเวงน่าขนลุกโดยรอบ ล้วนถูกดึงดูดมาโดยบ่อโลหิตนั่นทั้งสิ้น

        สุดท้าย บนอากาศอันแสนว่างเปล่าก็ปรากฏประตูอันมืดมนขึ้นมาบานหนึ่งที่ไม่รู้ว่ามันเชื่อมต่อไปถึงไหน

        ข้างๆ บ่อโลหิตนั้น มีเงาร่างที่สวมใส่เสื้อคลุมเอาไว้ยืนอยู่ล้อมรอบประมาณสิบกว่าคน เป็นเงาร่างที่ดูขาวซีดราวกับกระดูก แต่ละคนต่างก็ดูคล้ายกับเป็นสัมพเวสีจากนรกก็ไม่ปาน รูปร่างไม่เหมือนคน โดยเฉพาะคนที่เป็นหัวหน้านั้น ทั่วทั้งตัวมันยังเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความชั่วร้ายอำมหิตแผ่ออกมาด้วย ราวกับว่าเขานั้นเป็นราชันแห่งเหล่าภูตผีผู้กัดกินมนุษย์เป็นอาหารก็ไม่ปาน… เขาคนนั้นก็คือหัวหน้าของลัทธิหมื่นวิญญาณคนปัจจุบัน “ยินว่านเสีย”

        ยินว่านเสียผู้นี้แต่เดิมแล้วเคยเป็นยอดคนชื่อดังคนหนึ่งของทวีปชี่หวู่ แต่ว่าเขาได้ไปฝึกฝนวิชานอกรีตวิชาหนึ่งเข้าจนเกิดอาการธาตุไฟเข้าแทรก อันเป็นเหตุให้เขาคลุ้มคลั่งจนไล่สังหารคนของตระกูลตัวเองทิ้งเสียจนหมด หลังจากนั้นเขาก็ได้กลายเป็นฆาตกรฆ่าคนที่ผู้คนต่างก็ต้องการจะจับตัวมาลงโทษให้ได้

        ต่อมาฆาตกรผู้นี้ก็ได้ถูกไล่ฆ่าจนต้องหลบหนีมาที่หุบเขาหมื่นวิญญาณแห่งนี้ แล้วยอมถวายตัวอยู่ใต้ลัทธิหมื่นวิญญาณนี้ แต่มันกลับเป็นเหมือนพยัคฆ์อันโหดเหี้ยมที่ถูกติดปีกเข้าไป นอกจากจะได้สติกลับคืนมาแล้ว พลังต่อสู้ของมันยังยิ่งแข็งกล้าและอำมหิตมากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

        ตอนนี้ บุคคลผู้ที่เป็นดั่งอสูรร้ายผู้นี้กำลังจ้องเขม็งไปที่คนๆ หนึ่งซึ่งก้าวออกมาจากประตูขนส่งที่ตั้งอยู่เหนือบ่อโลหิตตรงหน้าเขานี้ด้วยวิธีการพังประตูออกมา

        “มาแล้ว”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ราชันเทพอัคคี” : https://bit.ly/2EbnblS

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/562

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)