0 Views

        หลินหยางพูดต่อว่า “ผู้อาวุโส ท่านอย่าลืมนะว่า เมื่อครู่นี้ท่านเพิ่งจะใช้กำลังแย่งชิงร่างกายของข้าไปเองนะ แล้วข้าจะช่วยท่านเก็บวิญญาณดาบนี่เพื่อฟื้นฟูพลังของท่านเองทำไม?”

        “หึ เจ้าโง่!!” วาจาที่จักรพรรดิฟ้าใช้กล่าวกับหลินหยางนั้นเต็มไปด้วยความคิดดูถูกดูแคลนสุดขีด “ข้าจะชิงร่างกายของเจ้า จำเป็นต้องใช้กิเลนแดงช่วยด้วยรึ? เก็บมันไว้ มันจะเป็นผลดีกับเจ้าอย่างมหาศาล!!”

        “ข้าจะเชื่อท่านได้อย่างไร?”

        “ข้าจำเป็นต้องโกหกมดปลวกตัวหนึ่งด้วยรึอย่างไร?”

        หลินหยางเงียบไปทันที

        จักรพรรดิฟ้าเองก็ไม่คิดจะพูดอะไรไปมากกว่านี้แล้ว เหมือนจะบอกกับหลินหยางว่า อยากเก็บก็เก็บไป ไม่อยากก็ช่างมัน

        “อย่างนั้นช่างมัน ไม่เสี่ยงน่าจะดีกว่า เพลิงอัสนีม่วงต่างหากที่สำคัญสำหรับข้า” อยู่ๆ หลินหยางก็โพล่งขึ้นมา จากนั้นก็เลื่อนสายตากลับลงมามองเพลิงพิสดาร เร่งพลังฟ้าดินขึ้นเพื่อเตรียมที่จะดูดกลืนพลังเพลิงอัสนีม่วงแล้ว

        เห็นได้ชัดว่า วิญญาณดาบของดาบกิเลนแดงนั้นได้พลังความร้อนจากเพลิงอัสนีม่วงคอยหล่อเลี้ยงเอาไว้ หากหลินหยางดูดกลืนเพลิงอัสนีมาหมดแล้ว เกรงว่าวิญญาณดาบดวงนี้ก็คงจะดับสูญไปตลอดกาล

        “เจ้า!!!!”

        จักรพรรดิฟ้าหลีหั่วพิโรธแล้ว!!

        แต่เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็ทำอะไรหลินหยางไม่ได้เหมือนกัน การอาละวาดเมื่อครู่นี้ได้เผาผลาญพลังงานของเขาไปไม่น้อย ตอนนี้จึงทำได้แค่พูดคุยกับหลินหยางเท่านั้น ไม่สามารถแทรกแซงการกระทำใดๆ ของหลินหยางได้อย่างสิ้นเชิง

        แต่วิญญาณดาบกิเลนแดงดวงนี้มันสำคัญกับตัวเขาเป็นอย่างมากอย่างที่ไม่อาจปล่อยให้มันหายไปได้!!!!

        “ช่างเถอะ ไอ้หนู… ข้าจะให้โอกาสเจ้าสักครั้งก็แล้วกัน!!!!”

        หลินหยางยิ้มขึ้นที่มุมปาก ดูเจ้าเล่ห์เหลือคณา

        “โอกาสอะไรหรือ? ผู้อาวุโส?” เขาถามกลับไปด้วยท่าทาง “ออดอ้อน” สุดขีด

        “ไม่ต้องมาไม้นี้เลย!!” จักรพรรดิฟ้าตอกกลับอย่างเย็นชา “ข้าไม่มีทางยอมปล่อยร่างกายของเจ้าไปหรอกนะ แต่สวรรค์อุตส่าห์ส่งกิเลนแดงกลับมาอยู่ข้างกายข้าอีกครั้ง ข้ายอมไม่ได้ที่จะปล่อยให้มันสลายไปง่ายๆ แบบนี้…”

        จักรพรรดิฟ้าเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นเหมือนเขาจะตัดสินใจได้เด็ดขาดแล้ว จึงกัดฟันพูดขึ้นมาว่า “ข้าจะให้โอกาสเจ้าหนึ่งครั้งในการประลองกับข้าโดยมีร่างกายนี้เป็นเดิมพัน!!”

        หืม?

        หลินหยางคาดไม่ถึงว่าจะเป็นแบบนี้

        ตลอดเวลาที่ผ่านมานี้ ตัวเขาในสายตาของจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วนั้นไม่ต่างอะไรจากมดปลวกเลยสักนิด อีกฝ่ายไม่ได้สนใจอะไรเขาเลยแม้แต่น้อย

        แต่ตอนนี้ เพราะวิญญาณดาบกิเลนแดงดวงนี้ที่เขาบังเอิญมาเจอ มันทำให้เขาถึงกลับมีโอกาสที่จะประลองกับตัวตนสุดแข็งแกร่งแบบนั้นเลยหรือ?

        ถึงแม้ว่ามันจะต้องเป็นการต่อสู้ที่โหดหินสุดขีดอย่างแน่นอนก็ตาม อีกทั้งสิ่งที่ใช้เดิมพันยังเป็นร่างกายของตัวเองอีกต่างหาก แต่หลินหยางกลับไม่รู้สึกหวั่นเกรงเลยแม้แต่น้อย

        เพราะเขาสาบานไว้แล้วว่าตัวเองจะต้องเป็นผู้ที่อยู่เหนือกว่าจักรพรรดิฟ้าให้ได้!!

        จักรพรรดิฟ้ากล่าวต่อไปอย่างเย็นชาว่า

        “ถ้าเจ้าเก็บดวงวิญญาณดาบนั่นไว้ ข้าจะมอบวิธีฝึกฝนวิชาพลังจิตให้เจ้าไปเริ่มฝึกฝนตั้งแต่ตอนนี้ แล้วอีกสิบปีหลังจากนี้ ข้าจะโจมตีแค่ครั้งเดียว ถ้าหากพลังจิตของเจ้าสามารถป้องกันการโจมตีของข้าได้ ข้าจะยอมปล่อยร่างสถิตภูตอัคคีร่างนี้ไปก็ได้ เจ้ากล้ารับคำท้านี้หรือไม่?”

        “อืม…” หลินหยางเงียบไป “สิบปี กับการโจมตีแค่ครั้งเดียว?”

        “พูดมาก!! ถ้าให้เวลาสั้นไป หรือข้าลงมือเต็มกำลัง เจ้าจะกล้ายอมรับคำท้าหรือ?” จักรพรรดิฟ้าเหมือนจะกำลังแสยะยิ้มอย่างเย็นชา

        “ข้าให้เวลาเจ้าสิบปีแถมรับการโจมตีของข้าแค่หนึ่งครั้ง ถ้าแค่นี้เจ้ายังไม่กล้าละก็ อย่างนั้นเจ้าก็เลิกฝันลมๆ แล้งๆ อย่างการก้าวข้ามข้าไปแล้วรีบยกร่างกายนี้มาให้ข้าให้มันจบๆ ไปซะ”

        อีกฝ่ายกำลังพูดกระตุ้นหลินหยางอยู่

        แต่หลินหยางเองก็ตอบรับทันทีโดยไม่ได้คิดพิจารณาอะไรมากมาย

        ตอนนี้เขายังมีภารกิจที่ต้องออกไปตามหาแม่ของเขารออยู่ เขาจำเป็นต้องทำทุกวิถีทางเพื่อเพิ่มพลังตัวเองให้สูงขึ้นให้ได้ และในเมื่อมีโอกาสดีแบบนี้วางอยู่ตรงหน้าแล้ว เขาจะยอมทิ้งมันไปเฉยๆ ทำไมเล่า?

        ใช้เวลาสิบปีเพื่อรับการโจมตีแค่ครั้งเดียว?

        ต่อให้ต้องเดิมพันด้วยชีวิตและความตาย ต่อให้ศัตรูจะเป็นจักรพรรดิฟ้าที่เคยเป็นถึงตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก เขาก็ไม่กลัว!!!!

        “ได้ ข้ายอมรับคำท้า” หลินหยางพยักหน้ารับ

        “หึ อย่างน้อยเจ้าก็ยังพอมีความกล้าอยู่บ้าง!!” จักรพรรดิฟ้าหลีหั่วเหมือนจะกำลังพยักหน้าอยู่ที่ไหนสักแห่ง “ถ้าอย่างนั้นก็เตรียมตัวได้แล้ว”

        พูดเสร็จ จักรพรรดิฟ้าก็ได้ส่งมอบแก่นหลักสำคัญของวิธีฝึกวิชา “พลังจิต” ให้กับหลินหยาง

        พูดถึงพลังจิตแล้ว ในทวีปชี่หวู่มันเป็นศาสตร์ที่ลึกลับมากๆ

        เป้ยเค่อแห่งราชอาณาจักรเทียนฉาง เป็นหนึ่งในยอดฝีมือของวิถีพลังจิตที่มีอยู่น้อยนิดในทวีปชี่หวู่นี้ ซึ่งมีสัดส่วนแค่หนึ่งในสิบล้านคนเท่านั้นที่มีพลังนี้

        ต้นกำเนิดพลังงานของพลังจิตคือ “จุดเนี่ยนไห่” ซึ่งเป็นจุดที่ถูกเปิดขึ้นอยู่ในสมอง จากนั้นจึงค่อยเพิ่มระดับพลังจิตให้สูงมากขึ้นโดยใช้วิธีการฝึกสมาธิ โดยเวลาต่อสู้นั้น ผู้ใช้พลังจิตจะใช้พลังของตัวเองควบคุมสิ่งของต่างๆ เข้าต่อสู้

        โดยหลักการพื้นฐานของการต่อสู้ก็คือ วิถียุทธ์พึ่งพลังฟ้าดิน วิถีพลังจิตพึ่งสิ่งของ

        ในภพภูมิขั้นสูงนั้น ยอดฝีมือที่แท้จริงล้วนเป็นผู้ที่สามารถใช้ได้ทั้งวิถียุทธ์และพลังจิต นอกจากร่างกายภายในจะมีความแข็งแกร่งดุจนักรบเทวะแล้ว พลังจิตยังช่วยให้พวกเขาสามารถใช้อุปกรณ์เวทมนตร์ที่มีความสามารถเฉพาะตัวอีกด้วย ระดับนั้นต่างหากที่เรียกได้ว่าสามารถถล่มฟ้าทะลายดินได้อย่างแท้จริง

        แต่เดิมนั้นหลินหยางไม่มีโอกาสเข้าถึงวิธีการฝึกวิชาพลังจิตได้เลย ความทรงจำของจักรพรรดิหลีหั่วดูเหมือนจะตั้งใจปิดบังส่วนนี้เอาไว้ ซึ่งตอนนี้ ประตูสู่โลกใบใหม่ที่หลินหยางไม่เคยมีโอกาสได้เห็นกำลังจะเปิดออกต่อหน้าเขาแล้ว

        หลินหยางนั่งขัดสมาธิอยู่หน้าวิญญาณดาบกิเลนแดงภายใต้การแนะนำของจักรพรรดิฟ้า เสียงพูดของจักรพรรดิฟ้าดังก้องอยู่ในหัวของเขาว่า

        “ข้าจะใช้พลังของตัวเองดูดเอาวิญญาณแดงเข้ามาในหัวของเจ้าก่อนเพื่อที่จะช่วยเปิดจุดเนี่ยนไห่ของเจ้า หลังจากนั้นให้เจ้าหล่อเลี้ยงกิเลนแดงเอาไว้ข้างในนั้น ห้ามเกิดข้อผิดพลาดขึ้นแม้แต่นิดเดียว”

        “ฮ่ะฮ่ะ ผู้อาวุโส ข้าก็ขอร้องท่านอย่าเผลอทำผิดพลาดด้วยเหมือนกันเล่า ไม่อย่างนั้นต่อให้ต้องตาย ข้าก็จะลากวิญญาณกิเลนแดงตามไปด้วย”

        “หึ ชีวิตของมดปลวกอย่างเจ้ามันเทียบกับวิญญาณกิเลนแดงไม่ได้หรอก!! วางใจเถอะ ในเมื่อข้าพูดแล้วว่าจะให้เวลาสิบปีก็คือสิบปี ไม่มีวันผิดคำพูดเด็ดขาด!!”

        “ถ้าอย่างนั้นก็เริ่มกันเลยเถอะ”

        พอพูดจบ หลินหยางก็เริ่มผ่อนคลายร่างกาย จากนั้นก็ปล่อยให้พลังจิตอันแข็งกล้าของจักรพรรดิฟ้าก้อนหนึ่งทะลุออกจากจิตสำนึกของเขา จากนั้นก็มุ่งตรงเข้าไปกระจายล้อมรอบวิญญาณดาบกิเลนแดงที่ลอยเคว้งอยู่กลางอากาศ

        ฟึบ

        วิญญาณดาบกิเลนแดงที่สัมผัสได้ถึงพลังจิตของจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วนั้น ใบดาบอันเรียวบางของมันพลันสั่นกระตุกขึ้นมา จากนั้นมันก็ส่งเสียงร้องเบาๆ ออกมาด้วยความยินดีราวกับสัตว์เลี้ยงที่ถูกปล่อยให้เร่รอนอยู่นาน ได้พบกับเจ้านายที่พลัดพรากจากกันไปหลายปีก็ไม่ปาน มันพลันพุ่งตามพลังของจักรพรรดิฟ้ากลับเข้ามาในหัวของหลินหยาง

        หลินหยางรู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบดุจน้ำแข็งที่พวยพุ่งออกมาจากบริเวณระหว่างคิ้วของเขา

        “ผ่อนคลายไว้ อย่ากดดัน”

        จักรพรรดิฟ้าหลีหั่วตอนนี้ดูระมัดระวังเป็นพิเศษ ดาบกิเลนแดงนั้นมีความสำคัญกับเขามากเกินกว่าจะปล่อยให้เกิดข้อผิดพลาดได้

        หลินหยางสูดหายใจเข้าไปลึกๆ อีกครั้ง ผ่อนคลายร่างกาย จากนั้นเขาก็รู้สึกได้ว่าความรู้สึกอันเย็นเยือกนั่นมันหยุดอยู่ที่บริเวณด้านล่างของสมองส่วนหลัง กลายเป็นความรู้สึกชาๆ อ่อนๆ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดอะไร

        “เอาละ หลินหยาง ข้าจะทำการเปิดจุดเนี่ยนไห่ให้เจ้าแล้ว เตรียมตัวซะ!!”

        โพละ

        หลินหยางพลันรู้สึกว่าบริเวณสมองส่วนหลังของเขามีเปลวเพลิงเล็กๆ ลุกไหม้ขึ้น ทำให้โลกในความคิดของเขาที่ดั้งเดิมแล้วมีแต่ความมืดมิดพลันถูกส่องสว่างขึ้นเป็นห้องว่างเล็กๆ ที่มีขนาดประมาณหลายสิบตารางเมตรขึ้น

        หลังจากนั้นหลินหยางก็สามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่ในห้องว่างสุดพิสดารนั่นได้

        ดาบผลึกเปลวเพลิงเล่มหนึ่งที่ตอนนี้ได้ฟื้นฟูขนาดกลับมาเท่าเดิมแล้ว – กิเลนแดง และชายคนหนึ่งที่ดูสง่างามซึ่งกำลังสวมใส่เสื้อคลุมแบบจอมยุทธ์ที่ลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงทั่วทั้งตัว – จักรพรรดิฟ้าหลีหั่ว

        หลังจากเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งปีกว่า ในที่สุดหลินหยางก็มีโอกาสได้เห็นตัวตนระดับสูงสุดท่านนี้อีกครั้ง

        เพียงแต่ครั้งนี้ ทั้งสองคนไม่ได้อยู่ในความสัมพันธ์แบบศัตรูคู่อาฆาตที่ถ้าข้าไม่ตายเอ็งก็ต้องตายแบบนั้นอีกแล้ว

        หลินหยางรู้สึกได้ว่าจุดเนี่ยนไห่ของตัวเองนั้น มันก็คือโลกเล็กๆ อีกใบที่ตั้งอยู่อย่างสันโดษจากโลกความเป็นจริง ตัวเขาเองสามารถเข้าไปตรวจสอบภายในห้องนั้นได้อย่างอิสระเสรี ซึ่งตอนนี้เขาเห็นจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วที่ไม่มีเวลามาสนใจตัวเขาเลย เห็นแต่จักรพรรดิฟ้ากำลังปลดปล่อยพลังงานอันเข้มข้นสีแดงใส่เข้าไปในตัวของวิญญาณดาบกิเลนแดง

        เขากำลังหล่อเลี้ยงวิญญาณดาบอยู่

        หลินหยางสามารถสัมผัสได้ถึงความสำคัญของดาบกิเลนแดงที่มีต่อจักรพรรดิฟ้าหลีหั่ว เพราะวิญญาณดาบนั่นถึงกับทำให้จักรพรรดิฟ้ายอมประนีประนอมกับเขาได้ ขณะเดียวกันเขาก็รู้ตัวว่า หลังจากตอนนี้ไป ตัวเขาจะถูกบีบให้ต้องวิ่งอยู่ในสนามแข่งครั้งใหญ่เป็นเวลานานนับสิบปีที่มีร่างกายของตัวเองเป็นเดิมพัน

        หากแพ้ ก็เท่ากับตาย

        หลินหยางไม่ได้พูดอะไร เขารอแบบเงียบๆ ให้จักรพรรดิฟ้าทำการหล่อเลี้ยงวิญญาณดาบกิเลนแดงให้เสร็จ ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วยาม ก็มองเห็นร่างกายของจักรพรรดิฟ้าที่ตอนนี้ดูเลือนรางเต็มที มันคือสภาพที่เกิดขึ้นเพราะพลังงานถูกใช้งานไปเกือบจนหมดแล้วนั่นเอง

        “รับไว้!!”

         จักรพรรดิฟ้าหลีหั่วที่กำลังจะหายไปนั้นได้ทิ้งตำราสีทองเล่มหนึ่งให้ไว้กับหลินหยาง บนนั้นเขียนไว้ด้วยตัวอักษรที่ดูเลือนราง

        “นี่คือ ‘ตำราฝึกเทพ’ ที่ข้าใช้ในการฝึกฝน มันคือหนึ่งในวิธีฝึกฝนวิถีพลังจิตที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก ข้าไม่มีทางเอาเปรียบเจ้าอยู่แล้ว พลังจิตที่ข้าสั่งสมไว้ทั้งหมดจนถึงตอนนี้ถูกใช้ไปจนเกือบหมดเกลี้ยงแล้ว หลังจากนี้อีกสิบปี พวกเราจะมาประลองกันในสถานที่แห่งนี้ ถ้าหากเจ้าแพ้ ร่างกายนี้ก็จะต้องตกเป็นของข้า!!”

        คำพูดของเขานั้นชัดเจนเข้าใจง่าย ถึงแม้ว่าจะดูบ้าอำนาจไปหน่อย แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งความองอาจน่าเกรงขามอยู่อย่างเต็มเปี่ยม

        หลินหยางรับตำรานั่นมาแล้วถามว่า “ถ้าข้ามีจุดที่ไม่เข้าใจล่ะ?”

        “สามารถถามข้าได้ เมื่อข้าตื่นขึ้นมาแล้วจะตอบให้ แต่ข้าจะตอบแค่คำถามที่เป็นพื้นฐานที่สุดเท่านั้น แต่ถ้าคิดจะถามทางลัดละก็ หึ…”

        “หลินหยางเข้าใจแล้ว” หลินหยางย่อมไม่คาดหวังว่าผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้จะมาดูแลอะไรเขาเป็นพิเศษอยู่แล้ว การที่สามารถประลองอย่างเท่าเทียมได้ ก็นับว่าอีกฝ่ายยอมให้เขามากแล้ว

        “แล้วก็อีกเรื่องหนึ่ง ถือเป็นคำแนะนำของข้าก็แล้วกัน เวลาสิบปีเหมือนจะนานแต่ที่จริงไม่นานเลย ถ้าหากเจ้าแบ่งพลังจิตของเจ้ามาหล่อเลี้ยงกิเลนแดงละก็ เจ้าจะได้รับข้อดีอันมหาศาลอย่างที่เจ้าคาดไม่ถึงด้วย แต่มันจะลดความเร็วในการฝึกฝนของเจ้าไปด้วย… เจ้าจะจัดการกับมันอย่างไร เจ้าลองคิดคำนวณดูเองก็แล้วกัน”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ราชันเทพอัคคี” : https://bit.ly/2EbnblS

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/562

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)