0 Views

        มีเพียงบนจุดปลายสุดของหอคอยนี้เท่านั้นที่ยังคงมีประกายแสงสั่นไหวอยู่

        หลินหยางไม่พูดพร่ำทำเพลง เขารีบปีนขึ้นไปทันที ใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่ง ก็ขึ้นไปถึงตรงจุดสูงสุดของหอคอยนั่นได้

        นี่มัน?

        บนเพดานเล็กๆ นี้เองก็มีพื้นที่อยู่หลายร้อยตารางเมตร บนนี้ไม่มีโลงศพของเจ้าของสุสาน เป็นไปตามที่หลินหยางคาดเดาไว้ ที่นี่เป็นเพียงสุสานลวงเท่านั้น

        แต่เบื้องหน้าของหลินหยางตอนนี้ มีแท่นศิลาขนาดมหึมาตั้งอยู่ก้อนหนึ่งกำลังเปล่งประกายแสงสีเขียวออกมาเป็นจุดๆ ข้างบนนั้นมีตัวอักษรแปลกประหลาดถูกสลักเอาไว้

        “หลินหยางน้อย บนนั้นเขียนว่าอะไรน่ะ?” หั่วเอ๋อร์มองดูเสียนาน แต่ก็ดูไม่รู้เรื่องอยู่ดี

        หลินหยางเงยหน้าขึ้นไปดู ก็พบว่าตัวอักษรเหล่านี้ที่แต่เดิมเขาเองก็ไม่รู้จักนั้น เขากลับเข้าใจความหมายของพวกมันได้ มันน่าจะเป็นตัวอักษรที่จักรพรรดิฟ้าหลีหั่วเคยใช้มาก่อนเขาถึงเข้าใจความหมายของมันได้

        เขาค่อยๆ อ่านออกมา

        “เฮ่าเทียน ถ้าหากเจ้าได้เห็นแท่นศิลานี้ จงรู้ไว้ว่าครั้งนี้ข้าก็ทำนายถูกอีกแล้ว”

        ตัวอักษรเหล่านี้ เหมือนเป็นคำพูดที่ต้องการส่งให้สหายเก่า หลินหยางเริ่มอ่านต่อว่า

        “บางครั้ง ข้าเองก็หวังอย่างจริงจังว่าสิ่งที่ข้าได้เห็นทั้งหมดมันจะไม่ใช่เรื่องจริง แต่น่าเสียดาย โชคชะตาของเขาไม่มีผู้ใดสามารถขัดขวางได้ ทั้งเจ้าและข้าสุดท้ายแล้วก็ไม่สามารถเอาชนะลิขิตสวรรค์ได้”

        คำพูดง่ายๆ นี้ กลับทำให้หลินหยางรู้สึกราวกับกำลังมองเห็นดวงตาคู่หนึ่งที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้ สามารถมองขาดถึงความเป็นไปในกาลอวกาศ สามารถมองเห็นทุกสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน แต่น่าเสียดายที่สิ่งที่ดวงตาคู่นั้นมองเห็น มีแต่ความเศร้าโศกและความสิ้นหวังเท่านั้น

        “ฝืนโชคชะตา… จะทำได้จริงหรือ? ไม่แน่ เจ้าอาจจะเป็นเพียงความหวังเดียวในหมู่คนอย่างพวกเรา… เฮ่าเทียน ข้าขอโทษ…”

        สุดท้าย หลินหยางมองเห็นตัวอักษรขนาดใหญ่ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกเจ็บปวดและความสำนึกเสียใจอย่างสุดซึ้งซึ่งเขียนไว้ว่า “สเวียนจี ลงนามครั้งสุดท้าย”

        สเวียนจี

        พอเห็นชื่อนี้แล้ว ในใจของหลินหยางก็เกิดความหวั่นไหวเล็กๆ ขึ้น

        มันเป็นความหวั่นไหวที่มาจากจักรพรรดิฟ้าหลีหั่ว หลินหยางยังพอจะจำได้ว่า เฮ่าเทียน ที่ว่านี้น่าจะหมายถึงจักรพรรดิฟ้าหลีหั่ว สุสานแห่งดวงดาวแบบลวงตาทั้งหลังนี้ มันเป็นเพียงแค่จดหมายฉบับหนึ่งที่ สเวียนจี ผู้นั้นส่งให้กับหลีหั่วเทียนตี้

        เป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อมากๆ

        สเวียนจีผู้นั้นเขารู้ได้อย่างไรว่าในอนาคตอันแสนยาวไกล จักรพรรดิฟ้าหลีหั่วจะต้องมายังสถานที่แห่งนี้?

        นั่นมันเป็นสุดยอดอิทธิฤทธิ์ที่สูงส่งเกินกว่าจะจินตนาการได้แล้ว และถ้าเดาจากคำพูดที่เขาสลักไว้บนกำแพงแล้ว เสวียนจีผู้นั้นจะต้องมีพลังอันน่าพรั่นพรึงที่สามารถทำนายอนาคตอันไร้ที่สิ้นสุดได้เป็นแน่

        สหายของจักรพรรดิฟ้าหลีหั่ว…

        จดหมายฉบับสุดท้ายก่อนตายหนึ่งฉบับที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกเสียใจและสำนึกผิด…

        เบื้องหลังนี้มีมหากาพย์เรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ขนาดไหนซ่อนอยู่กันแน่

        หลินหยางยืนนิ่งอยู่เป็นเวลานานโดยมิอาจเอ่ยวาจาใดออกมาได้

        เรื่องราวตรงหน้าทั้งหมด มันอยู่ห่างไกลเกินกว่าขีดจำกัดที่เขาสามารถจินตนาการได้อย่างชัดเจน มันคือโลกของผู้แข็งแกร่งที่อยู่ห่างไกลจากที่เขาอยู่มากๆ จนเกือบจะเป็นเพียงแค่ความฝันไปแล้ว สำหรับตัวเขาในตอนนี้แล้ว มันอยู่ห่างไกลความเป็นจริงมากเกินไป

        เพียงแต่หลินหยางกลับมองเห็นบางส่วนที่ดูแปลกประหลาดจากในจดหมายฉบับนี้

        นั่นก็คือตัวอักษรที่ถูกสลักบนแท่นศิลานี้ มันถูกสลักไว้อย่างสง่างามและเรียบร้อย แต่มีอยู่หลายสิบแหง่ที่ดูจะใส่แรงในการเขียนมากเกินไปจนดูไม่เป็นธรรมชาติอย่างเห็นได้ชัด

        นี่มัน หรือว่า…

        ในหัวของหลินหยางราวกลับมีสายฟ้าวิ่งฉิว เพียงครู่เดียวเขาก็นึกตัวอักษรตัวหนึ่งที่เก็บซ่อนเอาไว้ในส่วนลึกของความทรงจำออก

        เขารีบเอาจุดที่ประหลาดเหล่านั้นมาลองร้อยเรียงกันดูบนอากาศ และก็เป็นดังคาด มันสามารถวาดเป็นตัวอักษรที่เกรงว่าคงมีแค่เขาคนเดียวเท่านั้นถึงจะเข้าใจ

        “น่าสนใจ”

        หลินหยางพลันเรียกเอาพู่กันสลักอักษรออกมา แต่หมึกที่ใช้นั้นไม่ใช่หมึกที่เขาหลอมสร้างขึ้นไว้ก่อนหน้านี้ แต่เป็นเลือดสดๆ ที่ได้จากร่างสถิตภูตอัคคีของตัวเขาเอง โดยเขาได้กรีดที่ข้อมือของตัวเองจนเลือดออก แล้วจึงค่อยๆ รีดเลือดสดๆ ของตัวเองใส่ลงไป

        “หลินหยางน้อย เจ้าจะทำอะไรน่ะ?” หั่วเอ๋อร์ไม่เข้าใจการกระทำของเขา

        ส่วนหลินหยางนั้นก็เดินตรงเข้าอยู่หน้าแท่นศิลาด้วยสีหน้าคาดหวัง จากนั้นก็ทำการลากเส้นสีแดงเลือดขึ้นจนกลายเป็นตัวอักษรตัวหนึ่ง

        “ข้า…จะเปิดประตู” หลินหยางถอยออกมายืนมองแท่นศิลาอย่างเงียบๆ

        ตัวอักษรโลหิตเส้นนี้ วงนอกดูเหมือนเป็นเส้นทรงหกเหลี่ยม กำลังล้อมรอบเส้นทรงสี่เหลี่ยมที่อยู่ในใจกลาง ดูรวมๆ แล้วคล้ายกับรูปหินผลึกก็ไม่ปาน ดูแตกต่างจากอักษรโบราณทั่วๆ ไปโดยสิ้นเชิง

        อีกทั้งอักษรตัวนี้ยังไม่เกิดการดูดดึงพลังฟ้าดินรอบๆ มาเป็นพลังเพื่อแสดงผล มันดูเรียบง่ายราวกับเป็นแค่รูปที่วาดขึ้นเล่นๆ ก็เท่านั้น

        แต่หลังจากที่เลือดสดๆ ของหลินหยางซึมเข้าไปในแท่นศิลาแล้ว ก็ได้ยินเสียงดังสนั่นขึ้น แท่นศิลาขนาดมหึมามันกลับเริ่มค่อยๆ เอนหลังลงไป ปรากฏเป็นเส้นทางลึกลับที่เปล่งประกายแสงสีแดงและน้ำเงินขึ้น

        “เฮ้ย!! เปิดได้จริงด้วย!!!!” หั่วเอ๋อร์อุทานขึ้นอย่างดีใจ มันรีบกระพือปีกบินเข้าไปในทางเดินนั้น จากนั้นก็ได้ยินเสียงร้องอนาถๆ ของมันดังขึ้น

        “จ๊ากก!!”

        นกย่างเกรียมตัวหนึ่งก็รีบบินหนีกลับออกมาทันที

        ประกายแสงไฟและสายฟ้าจำนวนมหาศาลไร้ที่สิ้นสุดกำลังส่องสว่างอยู่ข้างในทางเดินนั่น มันคือพลังงานของเพลิงอัสนีม่วงที่หลินหยางคุ้นเคยนั่นเอง ซึ่งหั่วเอ๋อร์นั้นก็ถูกขับไล่ออกมาทันที เห็นได้ชัดว่ามันไม่มีสิทธิเข้าไปในสถานที่ที่เก็บซ่อนความลับที่แท้จริงของป้อมปราการโบราณแห่งนี้ได้

        “รอข้าอยู่ข้างนอก”

        หลินหยางพอจะรู้ว่ามันคืออะไร มันน่าจะเป็น “ของขวัญ” ที่สเวียนจีผู้นั้นเตรียมเอาไว้ให้กับจักรพรรดิฟ้าหลีหั่ว

        “โอ๊ย แม่งเอ๊ย ไอ้พวกขี้รังแก!!!!”

        เสียงร้องอันแสนอนาถของหั่วเอ๋อร์ลอยตามหลังมา แต่ถ้าเจ้าบ้านั่นสามารถร้องได้ดังขนาดนั้นก็คงจะไม่ได้เป็นอะไรมากเท่าไร หลินหยางจึงเดินเข้าไปในทางเดินนั่นทันที

        ทางเดินนี้ค่อนข้างจะลึกมาก บริเวณท้ายสุดของทางเดินนั้นคือประกายแสงเพลิงอัสนีที่ส่องสว่างไปทั่วบริเวณ

        หลินหยางก้าวเดินลงไปนานหลายนาทีจึงจะสามารถเดินมาถึงจุดต่ำสุดของเส้นทางเดินนี้

        ตรงหน้าเขาคือประตูทางเข้าที่ถูกสร้างขึ้นจากเพลิงอัสนีม่วง ขนาดไม่ใหญ่ แต่กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจที่จะไม่ยอมให้คนนอกบุกรุกเข้าไปเด็ดขาด

        หลินหยางไม่เกิดความลังเลขึ้นเลย เขาพลันเร่งพลังเพลิงอัสนีม่วงที่เหลืออยู่ไม่มากในตัวเขาออกมาสร้างเป็นม่านพลังป้องกันครอบคลุมทั่วทั้งตัวเอาไว้ จากนั้นก็เดินตรงผ่านเข้าไปในประตูทันที

        เปรี๊ยะๆ

        เสียงของกระแสไฟฟ้าที่วิ่งผ่านดังขึ้น หลินหยางสามารถก้าวผ่านประตูนั้นมาได้โดยไร้ซึ่งความติดขัด เข้ามาด้านในห้องศิลาห้องหนึ่ง

        ข้างในนั้น มีประกายแสงสุดพิศวงที่ส่องสว่างจ้าจนหลินหยางต้องหรี่ตาลง จากนั้น…ในที่สุดเขาก็ได้พบกับสิ่งที่เขาตามหามาอย่างยากลำบาก เพลิงอัสนีม่วง

        บนแท่นศิลาขนาดเล็กนั้น เหมือนมีฝ่ามือคู่หนึ่งที่ชูขึ้นมา กำลังโอบอุ้มเปลวเพลิงขนาดเท่ากำมือเอาไว้ในกลางฝ่ามือ

        นี่ไม่ใช่แค่ลูกบอลเพลิงที่หลินหยางเจอในบึงอัสนีอีกแล้ว แต่มันคือเพลิงพิสดารของจริงแท้ที่กำลังลุกไหม้อยู่นั่นเอง

        เปลวเพลิงสีน้ำเงินที่อยู่ใจกลางนั่นแฝงไว้ด้วยความร้อนที่สูงเกินกว่าจะจินตนาการได้ สิ่งมีชีวิตทั้งหมดเมื่ออยู่ต่อหน้ามันแล้วก็ล้วนต้องถูกเผาไหม้จนเหลือเพียงฝุ่นผง

        ด้านนอกถูกห่อหุ้มไว้ด้วยสายฟ้าสีม่วงอันทรงพลัง สามารถปัดเป่าความชั่วร้ายทั้งหมดทั้งมวลบนโลกใบนี้ได้

        นี่แหละคือดาวข่มของสิ่งชั่วร้ายทั้งปวง เพลิงอัสนีม่วง

        ในที่สุดหลินหยางก็ได้เห็นเพลิงพิสดารแล้ว เพียงแต่เขายังไม่ทันตื่นเต้นเต็มที่ ก็มองเห็นว่าด้านบนของเพลิงอัสนีม่วงนั้นมีสิ่งของอีกชิ้นหนึ่งกำลังลอยอยู่บนอากาศ

        มันคือดาบแห่งความว่างเปล่าเล่มหนึ่งที่ใบดาบของมันมีลักษณะเป็นเหมือนแท่งเข็มเรียวยาวปลายแหลมที่มีขนาดความหนาเท่ากับหนึ่งนิ้วมือเท่านั้น สวยงามประณีตอย่างไร้ที่ติ แต่กลับแฝงไว้ด้วยความพิสดารมากมายนับไม่ถ้วน

        ทั้งตัวดาบนั้นถูกสร้างขึ้นจากหินผลึกสีแดงเพลิง หากดูเผินๆ มันจะเหมือนกับดาบที่ถูกสลักขึ้นมาจากก้อนผลึกก้อนเดียว แต่พอลองสังเกตอย่างละเอียดดูแล้ว กลับพบว่าบนตัวดาบนั้นมีตัวอักษรอันทรงพลังและพิสดารจำนวนมากสลักอยู่

        หลินหยางอึ้งไปทันที

        เขาเริ่มสังเกตรายละเอียดต่างๆ ของดาบเรียวยาวเล่มนี้โดยละเอียดอีกครั้ง มันเป็นผลงานที่สามารถพูดได้เต็มปากว่าสมบูรณ์แบบ

        ด้วยทักษะด้านการช่างของเขาแล้ว ยังไม่สามารถหาจุดที่จะสามารถปรับเสริมเติมแต่งบนตัวดาบได้เลย แม้แต่เขาเองก็ยังต้องเคารพนับถือในทักษะการช่างที่ใช้สร้างดาบเล่มนี้เลย เขารู้สึกชื่นชมจากใจจริง

        มันเป็นอาวุธเทวะขั้นสูงเล่มหนึ่ง ซึ่งจากประสบการณ์ของหลินหยางแล้ว ไม่มีสิ่งใดสามารถนำมาอธิบายระดับขั้นของมันได้อีกต่อไป

        หากดาบเล่มนี้ได้ถูกร่ายรำขึ้น เกรงว่ามันจะสามารถบดขยี้มิติแห่งความว่างเปล่าได้อย่างง่ายดาย หากใช้แรงอาจจะถึงขั้นสามารถผ่าครึ่งดาราจักรทิ้งเลยก็เป็นได้

        นี่มันคืออะไรกันแน่?

        ในความทรงจำของหลินหยางนั้นยังไม่มีข้อมูลใดที่เกี่ยวข้องกับดาบแห่งความว่างเปล่านี้เลย เพียงแต่หลินหยางก็สามารถพบคำตอบได้บนกำแพงที่อยู่ตรงข้ามกับแท่นศิลานี้

        มันคือตัวอักษรที่เป็นลายมือเดียวกันกับบนแท่นศิลาก่อนหน้านี้ บนนั้นมันเขียนไว้ว่า

        “เฮ่าเทียน นี่คือสิ่งเดียวที่ข้าสามารถทำให้กับเจ้าได้ ข้าได้เก็บรักษาวิญญาณดาบของ ‘กิเลนแดง’ เอาไว้ให้ หวังว่าจะมีสักวัน ที่จะได้เห็นเจ้าพกมันติดตัวไปฝืนโชคชะตาฟ้าลิขิตด้วยกันอีกครั้ง… ข้าขอโทษ…”

        สเวียนจีอีกแล้ว คำว่าขอโทษอีกแล้ว

        หลินหยางเหมือนพอจะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่เกี่ยวกับบุญคุณความแค้นครั้งใหญ่ที่เกิดในตอนนั้นแบบรางๆ จนมาถึงตอนนี้ มันหลือเพียงแค่เศษซากวิญญาณดาบที่กำลังสั่นไหวไปมาต่อหน้าหลินหยางเท่านั้น

        “ไอ้หนู เก็บมันมา”

        อยู่ๆ ในหัวของหลินหยางก็มีเสียงอันเคร่งขรึมเย็นชาดังขึ้น มันคือเสียงของจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วนั่นเอง

        “ผู้อาวุโส?”

        หลินหยางตะลึงไป ไม่คิดว่าจักรพรรดิฟ้าจะมีความสามารถในการพูดคุยกับเขาด้วย?

        “ข้าบอกให้เจ้าเก็บมันมา” น้ำเสียงของจักรพรรดิฟ้ายังคงหยิ่งยโสถึงเพียงนั้น น้ำเสียงที่พูดกับหลินหยางล้วนเป็นคำสั่งจากผู้ที่อยู่สูงกว่าทั้งนั้น

        หลินหยางที่ตะลึงไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็แย้มยิ้มขึ้นจางๆ ว่า

        “นี่คงจะเป็นวิญญาณดาบของดาบเพ่ยเจี้ยนที่ผู้อาวุโสเคยใช้สินะ”

        จักรพรรดิฟ้าไม่ตอบอะไร แต่นั่นก็เท่ากับยืนยันคำตอบแล้ว


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ราชันเทพอัคคี” : https://bit.ly/2EbnblS

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/562

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)