0 Views

        ทั้งพวกมารและอสูรที่อยู่ในภาพวาดนั้น สามารถเดินทางข้ามผ่านดาราจักรในจักรวาล แวะเวียนในภพภูมิต่างๆ จำนวนนับไม่ถ้วน พอยกมือยกเท้าขึ้น หลากหลายสถานที่พลันล่มสลายกลายเป็นฝุ่นผง ทหารกล้าถูกทำร้ายจนร่วงโรย ดาราจักรบนฟากฟ้าอันกว้างใหญ่ถูกทำลายหายสิ้นจนเหลือแต่เพียงความว่างเปล่า มันคือสงครามครั้งใหญ่ที่รุนแรงที่สุดจนยากที่จะอธิบายถึงความโหดร้ายของมันได้ กับผู้คนเหล่านั้น หลินหยางในตอนนี้ไม่สามารถเทียบได้เลยแม้แต่เศษเล็บ

        หลินหยางมองดูภาพของมหาสงครามนั่นจนเหงื่อออกท่วมไปทั้งตัว เขาเคยคิดว่าความทรงจำที่ได้รับสืบทอดมานั้นเป็นสิ่งที่อยู่ในจุดสูงสุดของจักรวาลนี้แล้ว แต่คาดไม่ถึงเลยว่า ที่แท้ในสายธารของประวัติศาสตร์อันกว้างใหญ่ไพศาลและยาวนานนี้ มันเคยมีศึกสงครามอันน่าหวาดกลัวที่ร้ายแรงในระดับฟ้าถล่มดินทลายแบบนี้อยู่ด้วย

        ในท้ายที่สุด

        มารฟ้าเป็นฝ่ายปราชัย

        มารฟ้าทั้งหมดหกตน มีอยู่สี่ตนที่ถูกสังหารภายใต้คมดาบเทวะของราชันสูงสุดผู้นั้น

        มีอยู่ตนหนึ่งที่หลบหนีไปยังสถานที่อันไกลแสนไกล และอีกตนหนึ่งที่เลือกที่จะยอมศิโรราบแต่โดยดี มันยอมคุกเข่าอยู่แทบเท้าของราชันผู้นั้นในท้ายที่สุด

        การรุกรานครั้งใหญ่ของมารร้ายถูกแก้ไขลงได้ พร้อมกับที่ตัวตนของจักรพรรดิเทพสูงสุดผู้อยู่เหนือทุกสรรพสิ่งได้ประกาศศักดาให้โลกได้รับรู้ถึงตัวตนของเขา

        ในภาพท้ายสุดบนกำแพงนั้น หลินหยางได้เห็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดคนนั้นถูกผู้คนทั้งโลกยกย่องให้เป็นนายเหนือหัว สวมใส่ด้วยเสื้อมังกรของจักรพรรดิ บนหัวสวมใส่ด้วยมงกุฎมังกรที่ประดับอย่างงดงาม กลายเป็นจักรพรรดิฟ้าผู้ซึ่งเป็นที่เคารพของภพภูมินับหมื่นภพ

        ภาพบนกำแพงจบลงแค่นี้ ภาพของเรื่องเล่าในตำนานที่ถูกลบเลือนหายไปตั้งแต่ยุคโบราณ

        หลินหยางสูดลมหายใจเข้าไปเต็มปอด จากนั้นก็พ่นออกมา

        “ตัวตนที่สูงส่งแบบนั้น ช่างชวนให้ผู้คนรู้สึกหลงใหลจริงๆ…”

        หั่วเอ๋อร์ที่อยู่ข้างๆ เองก็ไม่ได้โวยวายอะไรออกมาซึ่งไม่ค่อยจะได้เห็นมันเป็นแบบนี้ เพียงแค่พูดออกมาเบาๆ ว่า

        “เหมือนข้าจะมองเห็นผู้แข็งแกร่งของเผ่าข้าด้วย แต่ดูท่าทางหมอนั้นแค่คุณสมบัติจะไปเป็นลูกน้องของตัวตนสุดแกร่งนั่นยังไม่มีเลย… ถ้าข้าได้เจ้านายที่แข็งแกร่งขนาดนั้นบ้าง ข้าก็พอรับได้อยู่นะ…”

         หมายความว่าอย่างไร!!

        หลินหยางหันมาถลึงตาใส่หั่วเอ๋อร์ไปที แต่ในตอนนั้นเอง อยู่ๆ ในตัวของเขาก็มีเสียงที่ทำให้สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปดังขึ้น

        “หึ ไอ้พวกโง่เขลาไม่รู้ความ!!!!”

        จักรพรรดิฟ้าหลีหั่ว!!!!

        ตัวตนสุดแกร่งที่หลินหยางก็เกือบลืมไปแล้วว่ามันถูกผนึกเอาไว้ในร่างกายของตัวเขาเองนั่นน่ะนะ?

        เขาคิดไม่ถึงเลยแม้แต่น้อยว่า อยู่ดีๆ ตัวตนสุดแข็งแกร่งนั่นจะส่งเสียงออกมาอย่างกะทันหันแบบนี้ แถมฟังจากน้ำเสียงแล้ว ดูจะเต็มเปี่ยมไปด้วยความโกรธแค้นชิงชังอันไร้ก้นบึ้งอีกด้วย

        ตูม

        เสี้ยวพริบตานั้นเอง หลินหยางก็ตกลงสู่ความรู้สึกอันสับสนวุ่นวาย

        การปรากฏตัวของจักรพรรดิฟ้าหลีหั่ว ก็เพื่อที่จะแย่งชิงสิทธิในการควบคุมร่างกายของหลินหยางไป หลินหยางกัดฟันแน่น อดทนต่อต้านอย่างสุดกำลัง แต่กลับพบว่ารอบนี้พลังของจักรพรรดิฟ้านั้นแข็งแกร่งมากขึ้นยิ่งกว่าครั้งก่อนหลายเท่า ไม่ว่าเขาจะฝืนต้านอย่างไร ร่างกายของเขาก็ยังคงค่อยๆ ถูกจักรพรรดิฟ้าแย่งชิงการควบคุมไปทีละน้อยอย่างไม่รู้ตัว

        ดวงตาของหลินหยางตอนนี้เริ่มมีเปลวเพลิงอันเกรี้ยวกราดลุกโชนขึ้นมาแล้ว ทั่วทั้งร่างกายถูกสวมใส่ไว้ด้วยเสื้อเปลวเพลิงเทวะแทนแล้ว เพียงพริบตาเดียวบรรยากาศของเขาก็เปลี่ยนไปทันที ทุกสรรพสิ่งจำต้องยอมสยบอยู่แทบเท้าของเขา

        “ไอ้บ้าอ๊ย หลินหยางน้อย ข้าแค่ล้อเจ้าเล่นหน่อยเดียว เจ้าถึงกับต้องโมโหจนไฟลุกแบบนี้เลยรึ!!”

        หั่วเอ๋อร์กระพือปีกบินหนีออกไป แม้แต่ตัวมันที่เป็นวิหคเพลิงเทวะยังไม่สามารถทนอยู่กับอุณหภูมิรอบๆ ตัวของหลินหยางตอนนี้ได้เลย

        หลินหยางที่เปลี่ยนร่างแล้ว ไม่สิ ต้องเรียกว่าจักรพรรดิฟ้าหลีหั่ว ตอนนี้ไม่ได้ทำอะไรต่อ เขาแค่จ้องเขม็งไปที่รูปภาพบนกำแพงอย่างไม่ละสายตา ดวงตาแห่งเพลิงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเคียดแค้นของเขานั้น อยากที่จะบดขยี้ไอ้จักรพรรดิฟ้าสูงสุด คนที่ช่วยชีวิตคนนับหมื่นภพที่อยู่ในภาพนั่นให้แหลกเละเป็นผุยผงจนแทบทนไม่ไหว

        “ข้า ข้า… เกลียด…”

        จักรพรรดิฟ้าหลีหั่วไม่สามารถควบคุมร่างของหลินหยางได้อย่างสมบูรณ์ จึงพูดจาไม่ชัดเป็นคำ ขณะเดียวกัน หลินหยางที่อยู่ข้างในนั้นก็กำลังดึงสติตัวเองกลับมาอย่างบ้าคลั่ง เพื่อที่จะกดวิญญาณของจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วกลับลงไปในส่วนลึกสุดในวิญญาณเขา

        “ข้า เกลียด!!!!!!”

        ความชิงชังของจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วนั้นกำลังจะหลอมละลายทางเดินทั้งหมดทิ้งไป พลังงานความร้อนอันไร้ก้นบึ้งถูกยิงออกจากดวงตาทั้งสองข้างของเขา เพียงพริบตาเดียวรูปภาพบนกำแพงที่อยู่รอบๆ ตัวทั้งหมดพลันถูกทำลายจนป่นปี้ไม่มีชิ้นดี แรงกดดันอันน่าหวาดกลัวนั่นทำเอาหั่วเอ๋อร์ตกใจจนฉี่เล็ด

        “อ…ไอ้บ้า!! ล…หลินหยางน้อย เจ้าเป็นอะไรไปนี่?” หั่วเอ๋อร์เองก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันมันก็เริ่มนึกออกขึ้นมากะทันหัน…

        หลินหยางที่อยู่ตรงหน้านี้ น่าจะเป็นตัวตนที่ทรงพลังจนน่าหวาดกลัวที่มันเจอตอนอยู่ในภูเขาเมฆามรกต ซึ่งเป็นตัวตนที่สามารถปิดผนึกพลังของหั่วเอ๋อร์ได้อย่างง่ายดาย

        “ท่านผู้กล้า!!” เจ้าหั่วเอ๋อร์ มันพลันลงมาคุกเข่าให้กับหลินหยางอย่างรวดเร็ว “ท่านผู้กล้าขอรับ ข้าคือหั่วเอ๋อร์น้อยอย่างไร!! ท่านยังจำข้าได้อยู่หรือเปล่า? ถ้าจำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่ไหนๆ ท่านก็กลับมาแล้ว ท่านช่วยปลดผนึกในตัวข้าออกให้ด้วยเลยได้ไหมขอรับ?”

        ตูม

        จักรพรรดิฟ้าหลีหั่วที่กำลังตกอยู่ในความพิโรธนั้นไม่ได้ยินเสียงของหั่วเอ๋อร์เลยสักนิด เขายกสองมือชูขึ้นฟ้า จากนั้นเขาก็ราวกับว่ากำลังคำรามก้องใส่สรวงสวรรค์

        “ข้า จะต้อง…ฆ่า!!!!!!”

        ฮูมมม!!

        พายุอัคคีอันน่าหวาดกลัวพลันหมุนวนขึ้นอย่างบ้าคลั่งโดยมีกายเนื้อของหลินหยางเป็นจุดศูนย์กลาง ไร้ซึ่งขอบเขตและไร้ที่สิ้นสุด แหกทุกกฎเกณฑ์ทิ้งโดยสิ้นเชิง อานุภาพของมันนั้น มากพอที่จะสังหารทุกชีวิตในขอบเขตหมื่นลี้รอบตัวมัน

        ซึ่งนี่เป็นแค่เพลิงพิโรธที่มีพลังแค่ไม่ถึงสองส่วนด้วยซ้ำ ก็สามารถทำลายทางเดินทั้งหมดรวมไปถึงทางเดินที่อยู่ในอีกโลกหนึ่งทั้งหมดเองก็ถูกทำลายด้วยเช่นกัน

        จักรพรรดิฟ้าเหมือนไม่อยากจะมองเห็นทุกสิ่งที่อยู่ในที่แห่งนี้ แค่รัศมีพลังที่เกิดจากความรู้สึกโกรธแค้นของเขาเพียงอย่างเดียวก็สามารถเป่าทำลายทุกสิ่งที่อยู่ในป้อมปราการโบราณนี้ได้แล้ว!!

        “ม่ายย!!!!!! ท่านผู้กล้า ไม่เอานะ!!!!”

        หั่วเอ๋อร์เองย่อมต้องถูกเป่าบินไปด้วยอย่างไม่น่าแปลกใจ

        ถ้ามันไม่ใช่วิหคเพลิงศักดิ์สิทธิ์และมีกายเนื้อที่แข็งแกร่งระดับอสูรเทวะละก็ เกรงว่ามันเองก็คงจะสลายหายไปพร้อมพายุอัคคีนี่แล้ว

        หลังจากผ่านไปราวสิบนาทีเต็มๆ

        ทุกอย่างก็กลับมาสงบอีกครั้ง “หลินหยาง” ที่ใช้พลังไปแทบหมดตัวก็ทรุดลงไปกองกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรงพร้อมกับหอบหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง

        ด้านข้างกันนั้น

        หั่วเอ๋อร์ที่ถูกเผาจนตัวดำปี๋ ก็ได้กระพือปีกบินมาหา “หลินหยาง” อย่างระมัดระวัง

        “ท่าน ท่านผู้กล้า? หลินหยางน้อย? เจ้า เจ้ายังไม่ตายใช่ไหม?”

        “ตายบ้านป้าเจ้าสิ!!!!” ในที่สุดก็มีเสียงของหลินหยางดังขึ้น

        สุดท้ายแล้วจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วก็ฝืนออกมาเพื่อระบายความโกรธของเขาเท่านั้น ไม่นานก็ถูกหลินหยางกดกลับลงไป แล้วผนึกเขาเอาไว้อีกรอบ

        “บ้าเอ๊ย!!!! หลินหยางน้อย เจ้าโกหกข้า ที่เจอกันตอนแรกนั่นไม่ใช่เจ้านี่!! ในร่างกายของเจ้ายังมีอีกคนซ่อนอยู่!!!!”

        หั่วเอ๋อร์นับว่าเป็นสัตว์อสูรที่ฉลาดหลักแหลมตัวหนึ่ง เพียงครู่เดียวก็จับความจริงข้อนั้นได้ แต่ถึงแม้เจ้าบ้านี่จะดูหงุดหงิด แต่คำพูดประโยคต่อมาก็ทำให้หลินหยางรู้สึกอุ่นใจอยู่ไม่น้อย

        “เฮ้ย? เจ้าเป็นไรรึเปล่า? ทำไมหน้าเจ้าขาวยิ่งกว่าสาวน้อยอีกเล่า…”

        “ฟู่… เกือบไปแล้ว!!!!” หลินหยางยันตัวขึ้นนั่งบนพื้นพร้อมถอนหายใจยาวๆ ออกมา

        เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้มันอยู่เหนือกว่าที่จินตนาการเอาไว้มาก

        การที่อยู่ๆ จักรพรรดิฟ้าหลีหั่วจะปรากฏตัวขึ้น ความรู้สึกโกรธแค้นชิงชังที่เกิดขึ้นในวันนี้ ทั้งหมดทั้งมวลล้วนต้องเกี่ยวข้องกับภาพวาดบนกำแพงนั่นแน่ๆ

        ถึงแม้ว่าทุกอย่างที่อยู่รอบๆ ตัวตอนนี้จะถูกเผาจนไหม้เกรียมไปแล้ว แต่หลินหยางก็ยังสามารถเดาได้ว่า จักรพรรดิฟ้ากับโลกในตำนานนั่นจะต้องมีความเกี่ยวพันกันอย่างที่ไม่อาจแยกออกอยู่แน่

        แต่น่าเสียดาย…ความทรงจำส่วนนั้นดูเหมือนจะถูกจักรพรรดิฟ้าตั้งใจปิดบังเอาไว้ ทำให้หลินหยางไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับมันได้เลย

        อีกเรื่องที่ทำใหหลินหยางกังวลใจมากยิ่งกว่าก็คือ ดูเหมือนว่าช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ จักรพรรดิฟ้าหลีหั่วจะสามารถเก็บพลังเอาไว้ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว ตอนนี้เขาถึงกับสามารถฝืนทำลายผนึกชั่วคราวเพื่อออกมาแย่งชิงร่างกายของหลินหยางได้เลยทีเดียว

        ถ้าหากไม่ใช่เพราะอุบัติเหตุครั้งนี้ หลินหยางเองก็เกือบลืมไปแล้วว่าที่จริงแล้วตัวเองนั้นยังตกอยู่ในอันตรายอยู่

        หากครั้งต่อไปจักรพรรดิฟ้าสามารถทำลายผนึกได้อีก ตัวเองจะยังมีพลังมากพอจะปกป้องร่างกายของตัวเองเอาไว้ได้อยู่รึเปล่า?

        ไม่ได้… ต้องเพิ่มความแข็งแกร่งให้เร็วขึ้นกว่านี้อีก!!

        หลังจากที่เพิ่งผ่านวิกฤตของชีวิตไป ร่างกายของหลินหยางตอนนี้ยังคงเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ แต่เขากลับไม่มีความคิดที่จะหยุดพักเลยแม้แต่น้อย เขาเลือกที่จะเริ่มออกเดินเข้าไปในส่วนลึกของสุสานแห่งนี้ต่อ

        เพลิงอัสนีม่วง นั่นต่างหากคือเป้าหมายที่สำคัญที่สุดในการเดินทางครั้งนี้

        ข้างกันนั้น หั่วเอ๋อร์ก็สะบัดปีกของตัวเองอยู่พักหนึ่งเพื่อสลัดเอาคราบไหม้เกรียมที่ติดอยู่บนตัวออกไป ปรากฏให้เห็นขนนกสีแดงสดอีกครั้ง จากนั้นมันก็รีบบินตามหลินหยางไป

        คงมีแต่สวรรค์ที่รู้ว่า หลังจากที่ถูกจักรพรรดิฟ้าอาละวาดใส่ไปเมื่อครู่นี้แล้ว ป้อมโบราณนี้จะยังมีอะไรเหลืออยู่อีกหรือเปล่า?

        และก็เป็นไปตามคาด สภาพที่เห็นชวนให้ผิดหวังเป็นอย่างมาก

        พลังของจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วนั้นแข็งแกร่งเกินกว่าที่จะสามารถจิตนาการได้ ถึงแม้เขาจะแค่ยืมร่างกายหลินหยางมาระบายความโกรธนิดๆ หน่อยๆ แต่มันก็สามารถทำให้พื้นที่ภายในสุสานนี้ถูกทำลายจนเละเทะป่นปี้ไปหมด

        ส่วนท้ายสุดของทางเดินนั้น แต่เดิมควรจะเป็นอาณาจักรใต้ดินอันแสนงดงามแห่งหนึ่ง ซึ่งถึงแม้จะเป็นแค่ของที่ใช้ลวงตา แต่วัตถุดิบที่ใช้สร้างก็ล้วนเป็นของหายากทั้งนั้น แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้มันได้กลายเป็นเพียงแค่ตอตะโกไปหมดแล้ว

        “ล…ล…ล…หลินหยางน้อย เจ้ามันแย่มาก!! น…น…น…นี่มันสามารถเปลี่ยนเป็นหัวสิงโตได้กี่หัวนี่…”

        หั่วเอ๋อร์เจ็บใจจนแทบทนไม่ไหว มันบินวนไปวนมาอยู่ในสุสานที่ตอนนี้กลายเป็นเหมือนรูถ้ำไปแล้ว ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกไม่พอใจ

        หลินหยางเอง มีหรือที่จะไม่รู้สึกเสียใจ

        แต่ว่าเพียงไม่นาน เขาและหั่วเอ๋อร์ก็พบว่า บริเวณปลายสุดของซากปรักหักพังนี้ เหมือนจะมีหอคอยทรงสี่เหลี่ยมที่ดูคล้ายคลึงกับพีระมิดตั้งอยู่ บริเวณปลายยอดของหอคอยนั่นก็เหมือนจะมีแสงสว่างกำลังส่องประกายอยู่ด้วย

        “มีสมบัติที่เหลือรอดด้วย!!”

        หลินหยางรีบขยับตัวออกไปทันที หั่วเอ๋อร์เองก็ตามไปติดๆ เดินทางข้ามผ่านลานกว้างแห่งนี้ไปทันที จนไปหยุดอยู่ตรงหน้าของหอคอยนั่น

        ชัดเจนมากๆ ว่าหอคอยหลังนี้แต่เดิมนั้นเป็นสถานที่ที่ใช้เพื่อบรรจุโลงศพของผู้เป็นเจ้าของสุสานแห่งนี้ บริเวณฐานของมันมีขนาดประมาณหนึ่งพันตารางเมตร กว้างใหญ่ไพศาลเหลือคณา ความสูงของมันนั้นเกือบๆ ร้อยเมตร

        ซึ่งหอคอยนี้แต่เดิมแล้วดูสูงส่งสง่างามราวกับมันจะสามารถมองเห็นทุกสรรพสิ่งได้อย่างเหนือธรรมชาติก็ไม่ปาน แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้มันถูกทำลายจนเสียหายไปหมดแล้ว


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ราชันเทพอัคคี” : https://bit.ly/2EbnblS

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/562

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)