0 Views

        ถึงเป้ยเค่อจะพูดด้วยท่าทางสบายๆ ก็ตาม แต่ผู้คนที่ใกล้ชิดกับเขาก็จะรู้ว่าเขาเพียงแค่แกล้งทำเป็นใจเย็นเท่านั้น แท้จริงแล้วภายในใจของเชื้อพระวงศ์ผู้นี้นั้นรู้สึกตื่นเต้นกังวลมากยิ่งกว่าผู้ใด

        พอพูดจบแล้ว เขาก็ขยับนิ้วเบาๆ หนึ่งครั้ง ฝาขวดของขวดเล็กๆ นั่นก็ลอยขึ้นฟ้าเองโดยที่ไม่มีใครไปขยับ ของเหลวที่อยู่ในนั้นพลันส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ไปทั่วบริเวณนั้น

        นั่นมันอะไรน่ะ?

        เซวี่ยเทียนขยี้จมูกไปมา

        หอมดีจัง?

        หลินหยางเองก็ได้กลิ่นเหมือนกันจึงขมวดคิ้วขึ้น

        เขาแทบจะสามารถยืนยันได้ในทันทีว่า ของเหลวที่อยู่ในขวดนั้นมันคือ ชุ่ยหลิงจี้ (ตัวเร่งปฏิกิริยา) ที่ผสมขึ้นจากวัตถุดิบระดับสี่และระดับห้าหลายชนิดรวมกัน มันมีลักษณะที่คล้ายกับยาหลอมฟ้าที่หลินหยางเคยสร้างไว้เมื่อก่อนหน้านี้

        เพียงแต่ชุ่ยหลิงจี้ตัวนี้มีมูลค่าสูงกว่ายาหลอมฟ้าของเขาหลายเท่า วัตถุดิบระดับสูงทั้งหลายที่ใช้นั้นมีมูลค่าที่สูงจนแทบจะไม่สามารถใช้เงินทองมาวัดค่าของมันได้แล้ว

        ในโลกนี้เกรงว่าคงมีแค่มหาเศรษฐีอย่างราชอาณาจักรเทียนฉางเท่านั้นที่สามารถใช้เงินทุ่มลงไปกับการสร้างชุ่ยหลิงจี้แบบนี้ได้ พวกเขาคิดจะใช้คุณสมบัติในการกัดกร่อนของมันมาหลอมละลายม่านป้องกันสุดทรงพลังตรงหน้านี้ทิ้ง

        แนวคิดใช้ได้….

        แต่น่าเสียดายที่มันคงจะเป็นการละลายวัตถุดิบชั้นสูงหลายชิ้นที่ใช่ในการสร้างชุ่ยหลิงจี้นี้ไปแบบเปล่าประโยชน์

        หลินหยางสีหน้าเงียบขรึม ในใจมีแผนวางไว้แล้ว

        ส่วนเป้ยเค่อผู้เป็นเชื้อพระวงศ์ผู้นั้น ตอนนี้เขากำลังขยับนิ้วไปมา ใช้พลังจิตในการประคองขวดเล็กนั่นเอาไว้ให้ลอยอยู่บนอากาศ เหมือนกับว่าเขากำลังทำการแสดงมายากลอันน่าตื่นตาตื่นใจอยู่ก็ไม่ปาน

        ของเหลวราคาแพงที่ทอแสงอ่อนๆ ออกมานั้น แต่ละหยดของมันนั้นมีมูลค่าพอๆ กับทองคำหลายหมื่นแท่ง แต่ในสายตาของเป้ยเค่อแล้วมันกับเป็นเพียงสิ่งของธรรมดาทั่วไปเท่านั้น เขาปั้นของเหลวนี่ให้ขึ้นรูปเป็นดาบยาวเล่มหนึ่งลอยอยู่บนอากาศ พอสะบัดมือออกไป

        ฟิ้ว

        ดาบยาวเล่มนั้นพลันพุ่งทะยานออกไปทางม่านพลังป้องกันบริเวณประตูหลักของป้อมโบราณจนกลายเป็นสายรุ้งเส้นหนึ่ง

        พริบตาที่ดาบเล่นนั้นปะทะเข้ากับม่านพลังป้องกัน ก็เกิดเสียงดังซู่ๆ ขึ้น ทั่วทั้งม่านพลังป้องกันพลันเกิดการสั่นสะเทือน

        “ท่านเป้ยเค่อ! กำลังจะทำสำเร็จแล้ว!!”

        เหล่าทหารองครักษ์ของราชอาณาจักรเทียนฉางนั้น ต่างก็ส่งเสียงโห่ร้องยินดีออกมาเพราะพวกเขาเห็นว่าดาบยาวที่ปั้นจากของเหลวนั่นมันกำลังค่อยๆ เสียบแทงทะลุม่านพลังป้องกันที่เคยแข็งแกร่งจนชวนให้สิ้นหวังนั่นเข้าไปได้ทีละน้อย เกิดควันสีขาวจางๆ ลอยออกมา

        ชุ่ยหลิงจี้ที่มีมูลค่ามหาศาลนั่น มีบางหยดที่ถูกดีดกระเด็นออกมาจนตกลงสู่พื้น ซึ่งทันทีที่มันสัมผัสกับพื้น บริเวณนั้นพลันถูกกัดกร่อนจนเกิดเป็นรูลึกที่มองไม่เห็นก้นบึ้งทันที แสดงให้เห็นว่าฤทธิ์กัดกร่อนของมันนั้นมีอานุภาพมากแค่ไหน

        “ดูสิ มันถูกเจาะได้แล้ว!!”

        ผู้คนทั้งหมดทั่วทั้งบริเวณนั้นล้วนตาลุกวาว

        เห็นได้ชัดว่า ดาบยาวเล่มนั้นเหมือนจะสามารถแทงทะลุม่านพลังป้องกันนั่นจนทะลุไปถึงอีกฝั่งได้จริงๆ

        “ไม่จริงน่า… อย่าบอกนะว่าม่านพลังจะถูกนางนั่นพังทิ้งได้ในครั้งเดียวน่ะ?”

        พวกของเซวี่ยเทียนถึงกับส่ายหัว

        เพียงแต่สายตาของผู้คนทั้งหมดตอนนี้ต่างก็ไปรวมกันอยู่ที่บริเวณที่ดาบยาวกำลังแทงม่านพลังป้องกันนั่นอยู่ มีเพียงหลินหยางเท่านั้นที่สังเกตเห็นว่า เป้ยเค่อที่กึ่งนอนกึ่งนั่งอยู่บนฐานรองนั่งนั้น ตอนนี้ได้ลุกขึ้นมานั่งเต็มตัวแล้ว ใบหน้าที่แต่เดิมดูอ่อนหวานราวกับสตรีเพศตอนนี้ดูซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด

        มาได้แค่นี้แหละ…

        หลินหยางลอบถอนหายใจออกมา

        และก็เป็นอย่างว่า หลังจากเวลาผ่านไปอีกเพียงครู่เดียว

        ดาบที่ปั้นจากของเหลวที่ซึ่งแบกรับความคาดหวังของผู้คนทั่วทั้งบริเวณนั้นเอาไว้พลันแตกสลายไปท่ามกลางเสียงร้องตกใจที่ดังขึ้นทั่วบริเวณ จากรูปร่างดาบพลันกลับกลายเป็นของเหลวกองหนึ่งสาดซัดเข้าใส่ม่านพลังป้องกันนั้น

        ซ่า

        ควันขาวอีกกลุ่มหนึ่งพลันลอยขึ้น

        แต่หลังจากผ่านไปครู่หนึ่งแล้ว ม่านพลังป้องกันก็ยังคงมีสภาพสมบูรณ์เหมือนเดิม รอยแผลเล็กๆ ที่เมื่อครู่นี้อุตส่าห์สร้างขึ้นอย่างยากลำบากก็ได้หายไปอย่างไร้ร่องรอยนานแล้ว

        “เหอะ… ปล่อยให้ดีใจเก้อ!”

        “โห ล้มเหลวอีกแล้ว”

        “อะไรนี่…”

        ฝูงชนพลันเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นด้วยความไม่พอใจ

        เพียงแต่เป้ยเค่อที่เพิ่งพบกับความล้มเหลวไปนั้น กลับทำเพียงแค่สะบัดผมยาวสลวยสีทองอย่างสง่างามไปทีหนึ่งพร้อมกับประสานมือไว้ที่ท้ายทอย แล้วเอนตัวลงนอนไปด้วยความหงุดหงิด

        “พลาดอีกแล้ว… โถ่สวรรค์ พวกท่านกำลังริษยาในความงามของข้าอยู่รึอย่างไร? ช่างมันไปก็แล้วกัน ข้าก็พอเข้าใจได้อยู่ เพราะโลกนี้มันยุติธรรม ดังนั้นความงามและความสำเร็จคงมิอาจมาพร้อมกันได้… แต่ถึงอย่างนั้นข้าก็ยังรู้สึกเจ็บใจอยู่ดีแฮะ… โถ่เอ๊ย…”

        แหวะ…

        ผู้คนจำนวนมากที่ทนดูภาพตรงหน้าไม่ไหวพลันรีบเบือนหน้าหนีทันที

        เชื้อพระวงศ์เป้ยเค่อที่นอนอยู่ก็ถูกเหล่าองครักษ์แบกกลับไปพร้อมฐานรองนั่งทั้งอย่างนั้น

        คนต่อไปคือโม่เชาหยันแห่งเผ่าฝูโป

        ยอดฝีมือท่านนี้เองก็ออกโรงพร้อมผมที่ยาวปลิวไสว แต่เทียบกับคนก่อนหน้านี้แล้ว โม่เชาหยันดูสบายตากว่าเยอะ

        โม่เชาหยันเป็นคนที่ให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าเป็นอิสระจากทุกสรรพสิ่งแล้วก็ไม่ปาน

        ก่อนหน้านี้หลินหยางเคยสังเกตเห็นว่า แม้แต่ตอนที่อยู่ในวงล้อมของอสูรทะเลที่เกิดคลั่งขึ้นมาแล้ว ชายวัยกลางคนผู้นี้ก็ยังคงเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการพรากชีวิตให้ได้มากที่สุดอยู่ดี ส่วนมากแล้วเขาจะทำร้ายให้บาดเจ็บโดยที่ไม่ได้ลงมือฆ่า เต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตาปรานี

        แต่หลินหยางเองก็ไม่ได้ตัดสินอะไรอีกฝ่าย เพราะแต่ละคนต่างก็มีรูปแบบการใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน

        หลินหยางรู้สึกสงสัยเรื่องวิธีทำลายม่านพลังของผู้ใช้อสูรคนนี้มากกว่าว่าเขาจะใช้วิธีแบบไหนกันแน่

        โม่เชาหยันก้าวเดินออกไปข้างหน้าเพียงคนเดียว

        ทั่วทั้งบริเวณพลันตกลงสู่ความเงียบสงบ

        เห็นได้ชัดว่าภาพลักษณ์ที่คนอื่นๆ มีต่อยอดฝีมือผู้นี้ถือว่าใช้ได้เลยทีเดียว พวกเขาต่างก็รอคอยว่ารอบนี้เขาจะงัดไม้เด็ดแบบไหนออกมา

        “ออกมาเถอะ ชิงหลี”

        โม่เชาหยันส่งเสียงเรียกออกมาทีหนึ่ง ทันใดนั้นบริเวณไหล่ของเขาก็พลันเปล่งแสงสีขาวที่สูงประมาณสองเมตรกว่าออกมา

        อสูรประจำกายอย่างนั้นหรือ?

        หลินหยางขมวดคิ้ว

        ผู้ใช้อสูรทุกคนจะสามารถเลี้ยงสัตว์อสูรในถุงอสูรได้หลายตัว แต่อสูรประจำกายนั้นจะสามารถมีได้แค่ตัวเดียวเท่านั้น โดยมันจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับผู้เป็นนายของมัน โดยที่มันจะถูกเลี้ยงดูจนเติบโตในร่างกายของเจ้านายมันด้วย

        ทันทีที่อสูรประจำกายของโม่เชาหยันปรากฏตัวขึ้น ก็เกิดเสียงประหลาดใจดังขึ้นทั่วบริเวณ

        “นั่นมัน เสือดำแห่งดวงดารา!!”

        มันคือสัตว์อสูรที่มีรูปร่างคล้ายเสือดำ ทั่วทั้งตัวมีลายเป็นรูปผลึกสีขาว

        ซึ่งภายในลวดลายเหล่านั้นล้วนมีพลังแห่งกาลอวกาศสุดพิสดารแอบแฝงอยู่ มันดูเหมือนกับธารดาราที่ล่องลอยอยู่บนจักรวาลอันกว้างใหญ่ ทั้งดูงดงามพิศวง แต่ก็ดูแข็งแกร่งอย่างไร้เทียมทานด้วยเช่นกัน

        ถึงกับสามารถค้นพบอสูรพิเศษแบบนี้ได้เลยหรือนี่?

        หลินหยางเองก็แอบตกใจอยู่ไม่น้อย

        เพราะเสือดำแห่งดวงดาราเองก็เป็นหนึ่งในสัตว์อสูรแบบพิเศษที่แข็งแกร่งมากชนิดหนึ่ง พลังที่เป็นที่เลื่องลือที่สุดของมันก็คือพลังที่สามารถฉีกกระชากมิติเวลาได้ซึ่งเป็นพลังเฉพาะตัวที่ได้มาตั้งแต่กำเนิด

        เสือดำแห่งดวงดาราตัวเต็มวัยนั้น ได้ยินมาว่ามันจะสามารถเข้าออกช่องว่างแห่งกาลเวลาได้อย่างง่ายดาย กรงเล็บอันแหลมคมของมันสามารถฉีกกระชากได้ทุกสิ่ง เป็นสัตว์อสูรที่อยู่ในระดับแข็งแกร่งมากๆ ของหลายภพภูมิเลยทีเดียว

        แต่น่าเสียดาย…

        ที่หลินหยางเห็นอยู่ตรงหน้าคือเสือดำแห่งดวงดาราที่มีอายุน้อยมากเกินไป ทำให้ยังไม่สามรถใช้พลังเฉพาะตัวสุดแข็งแกร่งนั่นได้เต็มที่นัก ไม่อย่างนั้นโม่เชาหยันคงใช้มันเพื่อทำลายม่านพลังนี่ไปนานแล้ว

        ดูท่าว่าจะยังไม่ไหวนะ…

        หลินหยางได้ทำการตัดสินใจไว้แล้วว่าครั้งนี้จะต้องล้มเหลวแน่นอน

        และก็เป็นไปอย่างที่คิด เสือดำแห่งดวงดาราของโม่เชาหยันที่ถูกกล่าวขานว่าสามารถฉีกกระชากช่องว่างมิติได้ แต่เป็นเพราะยังไม่โตเต็มวัย จึงทำได้แค่พุ่งเข้าไปสร้างรอยบาดแผลบนม่านพลังได้แค่ประมาณสิบเซนติเมตรเท่านั้น หลังจากนั้นมันก็เดินคอตกกลับไปอย่างไร้เรี่ยวแรง

        เจ้าตัวน้อยรู้สึกผิดเป็นอย่างมาก ตอนที่มันกลับไปถึงข้างตัวของโม่เชาหยันมันยังคงก้มหัวลงต่ำพร้อมส่งเสียงครางอย่างเศร้าสร้อย

        “ไม่เป็นไรหรอก ชิงหลี อีกไม่นานเจ้าก็จะเติบโตขึ้นจนแข็งแกร่งยิ่งกว่านี้อย่างแน่นอน วันนี่ถือว่ามาแค่ฝึกฝนอย่างเดียวก็แล้วกัน…”

        โม่เชาหยันยิ้มอ่อนๆ พลางลูบหัวปลอบโยนเจ้าเสือดำตัวนี้ ดูสบายๆ ไร้ซึ่งความเครียดแม้แต่น้อย

        อ้าววว…

        เผ่าฝูโปก็ล้มเหลวแล้ว

        ผู้คนจึงพากันส่งเสียงตกใจขึ้นมาอีกครั้ง

        ตอนนี้มีสองขุมอำนาจที่ลงมือไปแล้วแต่ก็ยังล้มเหลวอยู่ดี ซึ่งมันทำให้ความรู้สึกที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังของเหล่านักผจญภัยนั้นพลันหม่นหมองลงทันที

        เพราะว่าจากประสบการณ์ครั้งก่อนๆ ของพวกเขาแล้ว ถ้าหากรอบแรกไม่สามารถทำได้ละก็ รอบที่สองที่ต้องลงมือร่วมกันก็ย่อมไม่สามรถทำอะไรได้อยู่แล้ว ความแข็งแกร่งของม่านพลังนี้ มันอยู่เหนือจินตนาการของผู้คนมากเกินไป

        กลุ่มต่อไป

        ถึงเวลาของกลุ่มราชอาณาจักรมองโกเลียแล้ว

        ผู้คนทั้งหมดพลันหันไปมองยังชายฉกรรจ์ที่ดูดุร้ายดุจหมาป่า ผู่อาหมาน

        แต่ว่าผู้คนทั้งหลายก็ต่างก็ต้องผิดหวังไปตามๆ กัน เพราะผู่อาหมานไม่ได้เดินออกไป แต่เป็นทหารแห่งทุ่งหญ้าที่สวมใส่หนังของสัตว์อสูรไว้คนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างๆ กายเขาเป็นคนเดินออกมาแทน พร้อมกับกล่าวขึ้นมาประโยคสั้นๆ ว่า

        “พวกเราสละสิทธิ์”

        ฝูงชนย่อมต้องเกิดความวุ่นวายขึ้นอยู่แล้ว

        แต่พอคิดตามหลักเหตุผลแล้ว มันก็เป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้อยู่

        เพราะราชอาณาจักรมองโกเลียถึงแม้จะทรงพลังมากก็ตาม แต่ด้วยความที่อาณาจักรตั้งอยู่ในเขตที่มีพื้นที่เป็นทะเลทรายเป็นส่วนมาก ทำให้การพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ นั้นเป็นไปได้ยาก

        ไม้เด็ดที่มีอยู่ทั้งหมดก็ได้งัดออกมาใช้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว พวกเขาย่อมไม่เหลือวิธีอะไรใหม่ๆ ให้ทดลองอีกต่อไป

        แต่ถึงแม้ว่าเหล่านักรบแห่งทุ่งหญ้าทั้งหลายจะยอมแพ้ไปแล้ว แต่ผู้คนก็ยังไม่วางใจในตัวของพวกนั้นอยู่ดี

        พวกเขาต่างก็รู้ว่า พวกหมาป่าฝูงนี้มันก็แค่เก็บซ่อนเขี้ยวเล็บเอาไว้ชั่วคราวก็เท่านั้น เมื่อไหร่ที่ม่านพลังป้องกันถูกทำลายไป ใครจะรู้ว่าพวกคนที่ฆ่าคนจนเคยชินไปแล้วเหล่านี้มันจะยังรักษาสัญญาที่ให้ไว้หรือเปล่า…

        บรรยากาศของทีมสำรวจทั้งหมดยิ่งตกต่ำลงมากกว่าเดิม

        ความหวังที่จะสามารถทำลายม่านพลังป้องกันได้ก็ยิ่งริบหรี่ลงเรื่อยๆ เช่นกัน มีความเป็นไปได้สูงมากที่การเดินทางครั้งนี้มันจะสูญเปล่าอีกครั้ง

        ในตอนนั้นเอง พวกลัทธิหมื่นวิญญาณก็ก้าวออกมา

        คนที่ดูเหมือนกับภูตผีในรูปร่างมนุษย์อย่างผู้อาวุโสยินจิ่วโยวคนนั้นค่อยๆ เดินออกมาจากฝูงชนพร้อมกับยอดฝีมืออีกสี่คนที่สวมใส่เสื้อคลุมสีดำเอาไว้

        ฟู่…

        ทุกครั้งที่คนของลัทธิหมื่นวิญญาณปรากฏตัวขึ้นนั้น ก็มักจะมาพร้อมกับบรรยากาศวังเวงชวนขนลุกทุกครั้ง อยู่ๆ ก็มีลมหนาวที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนพัดผ่านใส่พวกเขาจนรู้สึกเสียวสันหลังวาบ

        “ไอ้ผีแก่นั่นมันไม่น่าจะไหวกระมัง… ก่อนหน้านี้พวกมันก็สละสิทธิ์ไปตั้งหลายครั้งไม่ใช่หรือ? ทำไมรอบนี้ถึงได้พาคนมาด้วยล่ะนี่?”

        “ไม่รู้สิ…”

        ในขณะที่ผู้คนกำลังพูดคุยถกเถียงกันอยู่นั้น ยินจิ่วโยวก็ได้หยุดยืนนิ่งพร้อมกับที่ค่อยๆ ล่วงไปในปกเสื้อเพื่อล้วงสิ่งของบางอย่างที่มีสีดำสนิทออกมา

        สายตาของหลินหยางพลันถูกสิ่งของนั่นดึงดูดสายตาเอาไว้ในทันที

        มันคือโลงศพที่ถูกย่อขนาดลงจนเท่ากับนิ้วมือของคน มีสีดำสนิทตลอดทั้งตัว เปล่งประกายแวววับราวกับหยก บนฝาของมันนั้นมีตัวอักษรสีแดงเข้มถูกสลักเอาไว้ ซึ่งไม่สามารถดูภายในโลงศพนั่นได้อย่างชัดเจนด้วย รู้แค่ว่าข้างในนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยของเหลวเหนียวหนืดสีแดงเข้มชนิดหนึ่ง มันเปล่งประกายแสงสีแดงจางๆ ออกมาตลอดเวลา

        เจ้าสิ่งนี่แหละ!

        สิ่งที่ปล่อยรัศมีแห่งความชั่วร้ายและดำมืดออกมาที่หลินหยางเคยเห็นเมื่อก่อนหน้านี้ มันคือสิ่งเดียวกับที่อยู่ในโลงศพจิ๋วนั่นเลย

        สิ่งที่ลัทธิหมื่นวิญญาณแอบซ่อนมาตลอดทางนั้น บัดนี้มันก็ได้ถูกนำออกมาสู่โลกภายนอกแล้ว!

        ในตอนที่ยินจิ่วโยวยื่นเจ้าโลงศพจิ๋วนี่ออกมานั้น เหมือนว่าดวงตาสีขาวสนิททั้งสองข้างของมันนั้นกำลังเปล่งแสงสีแดงออกมาก็ไม่ปาน เขายื่นมือซ้ายอันเหี่ยวย่นออกมา ขณะเดียวกันก็ใช้เล็บของมือขวากรีดลงไปบนมือซ้ายจนเกิดเป็นรูเล็กๆ ขึ้นมารูหนึ่ง จากนั้นก็เค้นเอาเลือดแก่ๆ ที่เกือบจะเป็นสีดำสนิทไปแล้วออกมาหนึ่งหยด

        “ไอ้ผีแก่นั่น เลือดของมันคงใกล้จะหมดตัวแล้วกระมัง”

        พวกของเซวี่ยเทียนนั้นไม่ชอบยินจิ่วโยวเลยแม้แต่น้อย ทุกคำที่พูดออกไปจึงมีแต่คำจิกกัด

        แต่ในวินาทีต่อมา หลังจากที่เลือดสีดำของยินจิ่วโยวหยดลงบนโลงศพหยกดำขนาดเล็กนั่นแล้ว ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงอันน่าตกตะลึงขึ้นทันที

        ตูม

        โลงศพจิ๋วนั่นได้ดูดเลือดของยินจิ่วโยวเข้าไปจนเกือบจะหมดตัวในเสี้ยวพริบตา พร้อมกับที่มันขยายใหญ่ขึ้นจนกลายเป็นโลงศพที่มีขนาดประมาณสองเมตรกว่าในเวลาเพียงชั่วครู่เดียว

        พลังอันชั่วร้ายและดำมืดของมันเพิ่มสูงขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัด อยู่ๆ บริเวณนั้นก็เกิดลมพายุขึ้นอย่างไร้สาเหตุ มันมาพร้อมกับเสียงร้องโหยหวนของภูตผีที่ฟังดูน่าสะพรึงกลัวจนชวนให้ผู้คนทั้งหมดต่างก็ขนลุกขึ้น

        “ขอบูชาด้วยเลือดสดๆ ขอกราบไหว้ด้วยดวงวิญญาณ ศิษย์น้องเอ๋ย… เชิญเจ้าลิ้มรสความสุขให้เต็มที่เถอะ”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ราชันเทพอัคคี” : https://bit.ly/2EbnblS

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/562

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)