0 Views

        สิ่งที่ทำให้หลินหยางยิ่งรู้สึกมั่นใจเข้าไปอีก ก็คือรูปอักษรโบราณที่สลักอยู่บนกำแพงนั้น ทั้งหมดล้วนเป็นอักษรลึกลับที่มาจากภพภูมิที่สูงกว่าภพนี้ทั้งนั้น

        หลินหยางเคยคิดว่า วิชาสลักอักษรที่เป็นวิชาขั้นสูงนั้นไม่มีทางปรากฏอยู่บนทวีปชี่หวู่แห่งนี้แน่นอน เขาไม่คิดเลยว่าจะมีโอกาสได้มาเจออักษรโบราณที่มีขนาดใหญ่โตขนาดนี้

        แต่ที่น่าเสียดายก็คือ อักษรโบราณเหล่านี้ไม่รู้ว่าเป็นเพราะน้ำมือมนุษย์หรือเป็นเพราะเสื่อมสภาพไปตามธรรมชาติ ทำให้มันเลอะเลือนจนสูญเสียพลังของมันไปแล้ว ไม่อย่างนั้นละก็ ด้วยระดับพลังของจอมยุทธ์ในแผ่นดินชี่หวู่นี้ไม่มีทางสามารถเข้าใกล้ป้อมปราการนี้ได้ในรัศมีพันเมตรอย่างแน่นอน

        พอเห็นขนาดนี้แล้ว หลินหยางพอจะสรุปได้ว่า ป้อมปราการแห่งนี้จะต้องไม่ใช่สิ่งของของทวีปชี่หวู่นี้แน่นอน มันจะต้องเป็นสิ่งที่มาจากภพภูมิที่สูงกว่านี้แน่ๆ

        และเมื่อดูจากรูปแบบโครงสร้างของป้อมปราการนี้ รวมกับตำแหน่งการจัดวางรูปสลักอสูรพิทักษ์ทั้งสี่ตนแล้ว หลินหยางพอจะสันนิษฐานได้ว่า

        ป้อมโบราณนี้มันคือ “สุสานแห่งดวงดาว”

        ในความทรงจำของจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วนั้น พวกตัวตนอันแข็งแกร่งที่อยู่ในภพภูมิชั้นสูงเหล่านั้น มักจะเกรงกลัวว่าเมื่อตัวเองเสียชีวิตไปแล้ว กายเนื้อของพวกเขาจะไม่ได้หลับอย่างสงบ จึงได้ใช้สุดยอดพลังเพื่อสรรค์สร้างสุสานไร้นามที่สามารถล่องลอยอยู่ในจักรวาลได้ชั่วนิจนิรันดร์ ทำให้คนรุ่นหลังไม่สามารถรบกวนการพักผ่อนของพวกเขาได้อีกตลอดกาล

        แต่พอหลินหยางลองสังเกตดูดีๆ อีกครั้ง ก็พบว่าสุสานดวงดาวที่อยู่ตรงหน้าของเขานี้มันไม่ใช่สุสานแบบที่ตัวตนชั้นสูงจะสร้างกันเหมือนกับแบบที่เขาเห็นในความทรงจำของจักรพรรดิฟ้า ไม่อย่างนั้นรูปอักษรโบราณที่ถูกสลักบนกำแพงคงไม่ถูกทำลายลงง่ายๆ แบบนี้แน่ๆ

        ดูๆ ไปแล้ว ป้อมนี้มันดูเหมือนกับ “สุสานลวง” มากกว่า มันคือสิ่งที่เหล่าตัวตนชั้นสูงสร้างขึ้นเพื่อหลอกลวงผู้คนให้สับสน โดยสร้างมันขึ้นมาจำนวนหนึ่งพร้อมกับตอนที่สร้างสุสานดวงดาว

        ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการคาดเดาของหลินหยางเท่านั้น แต่ไม่ว่าอย่างไร ป้อมปราการโบราณสีดำตรงหน้านี้มันก็เป็นสถานที่สุดลึกลับที่คุ้มค่าพอจะเข้าไปลองสำรวจดู ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ว่าข้างในจะมีทรัพย์สมบัติอะไรซ่อนอยู่รึเปล่า เพราะแค่พลังเพลิงอัสนีม่วงที่อยู่ในนั้นเพียงอย่างเดียว ก็เป็นมหาสมบัติที่หลินหยางจำเป็นจะต้องเข้าไปคว้ามาให้ได้แล้ว!

        สมาชิกทั้งหมดของทั้งห้าขุมอำนาจนั้น ตอนนี้ก็ได้มารวมตัวกันพร้อมหน้าพร้อมตากันหมดแล้ว

        หลินหยางที่ยืนอยู่ในกลุ่มของกลุ่มพันธมิตรฯ แล้ว ก็เริ่มใช้พลังเนตรเพลิงสุพรรณเพื่อตรวจสอบดูม่านพลังป้องกันที่ปกคลุมอยู่ด้านนอกสุดของป้อมโบราณนั่นโดยละเอียด

        มันคือม่านพลังป้องกันที่มีรูปทรงเป็นแบบครึ่งวงกลม ปกคลุมทั่วทั้งป้อมปราการสีดำขนาดมหึมาสีดำเอาไว้เหมือนเปลือกไข่

        ตัวม่านพลังนั้นมีลักษณะเป็นชั้นบางๆ ที่มีสีน้ำเงินอ่อนๆ แต่กลับมีความแข็งในระดับที่คนทั่วไปมิอาจจินตนาการถึง

        และก็เพราะม่านพลังป้องกันชั้นบางๆ นี่เองที่ทำให้การออกสำรวจของทีมสำรวจจากห้ามหาอำนาจต่างก็ต้องล้มเหลวไปถึงห้าคน เพราะไม่ว่าจะใช้วิธีการอะไรก็ไม่สามารถทำลายม่านพลังนั่นได้เลย

        หลินหยางมีแผนอยู่ในใจแล้ว เขาแค่มองดูม่านพลังนี้ก็รู้แล้วว่ามันเป็นวิชาชั้นสูงที่อยู่เหนือกว่าขีดความรู้ความเข้าใจของทวีปชี่หวู่ มันคือม่านพลังที่ถูกสร้างขึ้นจากวิชาสลักอักษรประเภทหนึ่ง

        ซึ่งถ้ามองดูม่านพลังป้องกันด้วยสายตาของจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วแล้ว มันเป็นพลังที่ค่อนข้างจะไม่เข้าตาสักเท่าไร ซึ่งมันยิ่งตรงกับข้อสันนิษฐานของหลินหยางที่ว่า สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่สุสานแห่งดวงดาวที่แท้จริง

        แต่สำหรับเหล่าจอมยุทธ์ของแผ่นดินชี่หวู่นี่แล้ว สถานที่ลึกลับตรงหน้ามันเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความลับและความอันตรายมากมายที่อาจจะพรากชีวิตของพวกเขาไปได้เลย

        หลังจากที่สามารถฟันฝ่าอุปสรรคอันยากลำบากมากมายมาได้แล้ว ในที่สุดผู้คนทั้งหมดก็ได้มาหยุดยืนอยู่หน้าป้อมปราการขนาดมหึมานี่อีกเป็นครั้งที่เก้าแล้ว

        และในครั้งนี้ ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีอะไรก็ตาม ก็จะต้องทำลายม่านพลังป้องกันนี่ลงให้จงได้ จะได้รู้กันเสียทีว่าตกลงแล้วมันแอบซ่อนทรัพย์สมบัติอะไรไว้กันแน่!

        หลังจากที่ทั้งห้าขุมอำนาจมารวมตัวกันครบหมดแล้ว ยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดของแต่ละฝ่ายก็ค่อยๆ เดินออกมาจากกลุ่มของตัวเองมายืนอยู่บนพื้นที่ว่างตรงด้านหน้าของป้อมปราการขนาดมหึมานี้ เห็นได้ชัดว่าพวกเขากำลังจะเจรจาเกี่ยวกับการทำลายม่านพลังป้องกันนี้เป็นครั้งสุดท้าย

        ที่เซวี่ยเทียนเคยพูดไว้ว่าจะรีบมาถึงก่อนจะได้เริ่มก่อนนั้นล้วนเป็นแค่เรื่องล้อเล่น คนจำนวนเยอะขนาดนี้มารวมตัวกันเพื่อทำลายม่านป้องกันเหมือนกันแล้ว มันย่อมต้องเกิดกฎระเบียบขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้

        ตัวแทนของกลุ่มพันธมิตรฯ ย่อมต้องเป็นฮว๋างฉางแน่นอนอยู่แล้ว

        ส่วนหลิงหยางก็มีโอกาสได้สังเกตยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดของสี่ขุมอำนาจใหญ่ที่เหลือ

        “ราชันวิชาหยินหยาง” แห่งราชอาณาจักรเทียนฉางผู้มีนามว่า เป้ยเค่อ นั้นเป็นเชื้อพระวงศ์ของอาณาจักรที่ซึ่งมีเส้นผมยาวสลวยสีทองที่สะท้อนแสงอาทิตย์จนแสบตา แต่เมื่อเปรียบเทียบกับรูปร่างหน้าตาอันสง่างามของเขาแล้ว วิชาพลังจิตอันแข็งกล้าที่เขาใช้ตอนที่ต่อกรกับเหล่าอสูรในทะเลอสูรนั่นต่างหากที่ทำให้ผู้คนนับถือในตัวเขา

        ส่วนโม่เชาหยันแห่งเผ่าฝูโปนั้น หลินหยางสังเกตเห็นว่าตรงเอวของเขานั้นมีถุงที่ดูพิเศษกว่าปกติห้อยอยู่สามถุง นั่นไม่ใช่ถุงฟ้าดินแต่เป็นถุงอสูรวิเศษที่ใช้เพื่อกักเก็บสัตว์อสูรโดยเฉพาะ

        โม่เชาหยันนั้นเป็น “ผู้ใช้อสูร” ที่หาได้ยากมากในทวีปชี่หวู่

        ในการต่อสู้อันดุเดือดในทะเลอสูรนั้น โม่เชาหยันผู้นี้เพียงคนเดียวก็สามารถควบคุมสัตว์อสูรได้ถึงสามตัวเพื่อเข้าต่อสู้กับอริร้ายจนสะเทือนฟ้าสะเทือนดิน!

        ฝั่งของราชอาณาจักรมองโกลเลียอย่างผู่อาหมานนั้นคงไม่ต้องพูดอะไรมากแล้ว ทั่วทั้งทะเลอสูรนั้น มีเพียงสองคนที่สามารถสังหารอสูรทะเลระดับราชันขั้นสูงสุด คนแรกคือหลินหยาง อีกคนหนึ่งก็คือผู่อาหมานผู้นี้นี่เอง

        ปูกลืนฟ้าผู้น่าสงสารตัวนั้นที่แต่เดิมมาเพื่อแก้แค้น สุดท้ายมันกลับกลายเป็นเพียงซากศพเย็นๆ ภายใต้คมเขี้ยวของหมาป่าโลหิต

        ผู้คนเหล่านี้ล้วนเป็นยอดฝีมือสุดแข็งแกร่งที่ได้แสดงความสามารถอันน่าเกรงขามออกมาในการต่อสู้อันเกรี้ยวกราดในทะเลอสูรก่อนหน้านี้ แต่ฝ่ายที่หลินหยางรู้สึกกังวลมากที่สุด ก็ยังเป็นฝ่ายลัทธิหมื่นวิญญาณอยู่ดี ซึ่งตัวแทนของฝ่ายนี้เป็นชายชราผู้หนึ่ง

        ซึ่งตอนนี้ไม่สามารถดูออกว่าชายชราผู้นี้มีอายุอานามเท่าไร แต่ผิวหนังอันเหี่ยวย่นของเขานั้นสามารถบอกได้ทุกอย่างแล้ว

        ดวงตาทั้งสองของเขานั้นมีสีขาวสนิทจนแทบมองไม่เห็นลูกตาแล้ว เปล่งประกายที่ดูลึกลับออกมา อีกทั้งยังมีฝ่ามือผอมแห้งคู่หนึ่งที่มีเล็บยาวเป็นพิเศษ ถ้ามองผ่านๆ แล้วมันไม่ต่างอะไรกับอสูรชราที่ปีนขึ้นมาจากนรกเลยแม้แต่น้อย ชวนให้ผู้พบเห็นต้องรู้สึกหนาวสั่นจนขนลุกด้วยความหวาดผวา

        ชายชราผู้นี้ก็คือหัวหน้าของทีมสำรวจฝ่ายลัทธิหมื่นวิญญาณ ขณะเดียวกันก็เป็นหนึ่งในสี่ยอดฝีมือผู้คุมกฎของลัทธิหมื่นวิญญาณด้วย มีนามว่า หยางจิ่วโยว

        ห้ายอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดในที่แห่งนี้มารวมตัวกัน ทำให้ทั่วทั้งบริเวณนั้นตกอยู่ในความเงียบสงัด จากนั้นพวกเขาก็ทำพิธีเรียบง่ายบางอย่างร่วมกัน แล้วจึงค่อยย้อนกลับมายังกลุ่มของตัวเอง

        “เป็นอย่างไรบ้าง? ได้ที่เท่าไร?”

        ฮว๋างฉางที่กลับมาเข้ากลุ่มแล้ว ก็ถูกผู้คนทั้งหมดเข้าล้อมไว้

        ฮว๋างฉางยิ้มแห้งออกมาทีหนึ่งพร้อมกับยื่นมือที่ชูนิ้วห้านิ้วออกมา “ที่สุดท้าย”

        เวรกรรม

        ฝูงชนพากันทอดถอนใจออกมา

        ดวงของกลุ่มพันธมิตรฯ ในรอบนี้มันจะซวยเกินไปแล้ว

        พูดถึงกฎระเบียบของการทำลายม่านพลังแล้ว ขุมอำนาจทั้งห้าฝ่ายต่างก็เคยผ่านความขัดแย้งมาแล้วหลายครั้งจนในท้ายที่สุดก็สามารถสร้างกฎระเบียบที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายขึ้นได้

        โดยเริ่มจากการที่ตัวแทนจากทั้งห้าขุมอำนาจนั้นจะต้องออกมาทำการจับสลากร่วมกันเพื่อจัดลำดับขั้นในการออกโรง ผู้ใดที่สามารถทำลายม่านพลังป้องกันได้ก่อน ฝ่ายของคนผู้นั้นก็จะได้รับสิทธิในการเป็นผู้นำของการสำรวจ และได้รับสิทธิพิเศษในการเลือกแบ่งทรัพย์สมบัติที่ถูกเก็บซ่อนอยู่ในนั้นก่อนใครด้วย

        แต่ถ้าทั้งห้าฝ่ายแยกกันลงมือแล้วยังไม่สามารถทำลายได้ ก็จะต้องเปลี่ยนเป็นให้ทั้งห้าฝ่ายลงมือพร้อมกัน ถ้าหากสามารถทำลายได้ พอสามารถเข้าไปได้แล้วก็ให้ต่างฝ่ายต่างสำรวจ ใครดีใครได้ แต่หากมีสมบัติจำนวนมหาศาลละก็ ให้แบ่งเป็นห้าส่วนเท่าๆ กัน

        กฎระเบียบนี้นับว่าเป็นกฎที่เท่าเทียมมากที่สุดและวัดกันที่ความสามารถมากที่สุดแล้ว เพียงแค่กลุ่มพันธมิตรฯ รอบนี้ค่อนข้างจะโชคร้ายมากเกินไปหน่อย

        ตอนทะเลอสูรก็จับสลากได้อยู่หัวแถวที่เป็นจุดอันตรายที่สุด พอมาถึงตอนที่แบ่งคิวเข้าทำลายม่านพลังป้องกันนี่แล้ว ก็ยังจับได้คนสุดท้ายอีก ดวงมันจะซวยไปไหนนี่

        เซวี่ยเทียนเริ่มส่งเสียงสบถด่าออกมาท่ามกลางฝูงชน

        มู่หยงไป๋และคนจากกลุ่มลัทธิศักดิสิทธิ์นั้น ตอนนี้ได้ไปหาพื้นที่ว่างที่หนึ่งเพื่อนั่งพักผ่อนทำสมาธิแล้ว

        พวกของฮว๋างฉางเองก็มีสีหน้าวิตกอยู่ไม่น้อย เพราะถึงอย่างไรนี่ก็เป็นการเดินทางครั้งที่เก้าของพวกเขาแล้ว ได้ยินมาว่าขุมพลังอื่นๆ ที่เหลือเองก็ล้วนเตรียมไพ่ตายเอาไว้กันหมดทุกฝ่ายแล้ว ไม่แน่ว่าครั้งนี้อาจจะสามารถทำลายม่านพลังป้องได้จริงๆ ก็เป็นได้

        ถ้าอย่างนั้นฝ่ายของพวกเขาได้ขาดทุนหนักจริงๆ แน่

        เพียงแต่ว่าหลินหยางกลับไม่เป็นกังวลเลยแม้แต่น้อย

        เพราะในที่แห่งนี้นั้นมีเพียงเขาแค่คนเดียวที่รู้ลึกรู้จริงเกี่ยวกับป้อมปราการตรงหน้านี้

        จากที่หลินหยางประมาณการเอาไว้นั้น ถึงนี่จะเป็นเพียงแค่สุสานลวงที่สร้างขึ้นมาเพื่อหลอกลวงผู้คนให้สับสน อีกทั้งยังไม่รู้ว่ามันผ่านการถูกบุกรุกมาแล้วกี่ครั้งเป็นเวลานานกี่ปีแล้วก็ตาม แต่ม่านพลังป้องกันนี่ก็ยังเป็นสิ่งที่อยู่เหนือขีดความสามารถของมนุษย์เหล่านี้มากเกินไปราวฟ้ากับเหวอยู่ดี

        ช่วยไม่ได้ มันคือความแตกต่างของระดับทักษะความรู้ในระดับภพภูมิเลยทีเดียว พลังของวิชาสลักอักษรนั้นเป็นสิ่งที่ผู้คนในทวีปชี่หวู่มิอาจจะจินตนาการถึงได้เลย

        ดังนั้นหลินหยางเลยไม่รีบร้อนอะไรนัก ยืนดูกลุ่มของราชอาณาจักรเทียนฉางที่จับได้เป็นอันดับหนึ่งแบบเงียบๆ ยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดของพวกเขาอย่างเป้ยเค่อได้นำกลุ่มของเขาค่อยๆก้าวเดินเข้าไปทางด้านประตูขนาดใหญ่ของป้อมปราการยักษ์นั่น

        “ไอ้หยา…บางครั้ง เรื่องบางเรื่องก็ถูกโชคชะตากำหนดไว้แล้ว มนุษย์ผู้ที่เกิดมาด้วยรูปโฉมอันงดงามนั้น สวรรค์ท่านก็มักจะใจดีด้วยเป็นพิเศษนะ ฮิฮิฮิ ไม่จริงหรืออย่างไร?”

        เป้ยเค่อที่เป็นเพศชายนั้น กลับก้าวเดินด้วยท่าทางอ้อนแอ้น เดินออกมาอยู่ตรงหน้าผู้คนทั้งหมดภายใต้การปกป้องของร่มกันแดดขนาดมหึมาอันหนึ่ง

        “บ้าเอ๊ย ทำไมทุกครั้งที่ข้ามองเห็นแม่หญิงเหล็กนี่ก็จะเกิดความรู้สึกแปลกๆ ไปทั้งตัวด้วยนะ”

        ทางด้านของกลุ่มพันธมิตรฯ นั้น เซวี่ยเทียนที่อยู่ข้างๆ หลินหยางนั้นกระซิบบ่นออกมาเบาๆ

        ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น ทุกครั้งที่ผู้เป็นเชื้อพระวงศ์อย่างเป้ยเค่อที่มีลักษณะกึ่งชายกึ่งหญิงผู้นี้ออกโรง ก็มักจะสร้างความอึกทึกวุ่นวายขึ้นไปทั่วทั้งบริเวณเสมอ เพราะคนที่มีลักษณะแบบนี้มีน้อยมากๆ ในยุคนี้

        “ฮิฮิ พวกเจ้าดูสิ พวกคนน่าเบื่อพวกนั้นมันเกิดอิจฉาความงดงามของข้าอีกแล้วละ…”

        เชื้อพระวงศ์เป้ยเค่อดูจะไม่ได้ใส่ใจแววตาแปลกประหลาดของผู้คนรอบข้างแม้แต่น้อย เขาสะบัดมือหนึ่งที ด้านหลังเขาก็มีคนนำฐานรองนั่งสีทองอร่ามออกมาปูลงบนพื้นเพื่อให้ยอดฝีมือจอมขี้เกียจได้เอนตัวลงครึ่งนั่งครึ่งนอนอยู่บนนั้น

        ขณะเดียวกัน ข้างกายเขาก็มีทหารองครักษ์มากฝีมือคนหนึ่งหยิบเอาขวดเล็กๆ ที่สร้างขึ้นจากวัสดุประหลาดบางอย่างออกมาจากถุงฟ้าดินของตัวเองขวดหนึ่ง ขวดมีขนาดประมาณฝ่ามือคน บรรจุของเหลวสีใสบางอย่างเอาไว้เต็มขวด

        “เอาละ อย่างนั้นก็อย่าปล่อยให้เสียเวลา เชิญทุกท่านรับชมการแสดงอันแสนหรูหราอลังการจากพวกเราราชอาณาจักรเทียนฉางเถอะ”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ราชันเทพอัคคี” : https://bit.ly/2EbnblS

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/562

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)