0 Views

        ฮว๋างฉางที่ใช้พลังฟ้าดินสร้างม่านพลังป้องกันขึ้นมาแล้ว ก็เข้าสู่ภวังค์ทันที

        ถึงแม้ว่าการสร้างม่านพลังขนาดประมาณร้อยเมตรสำหรับยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นสูงสุดแล้วมันจะไม่ได้ใช้พลังงานมากมายเท่าไรนัก แต่เมื่อต้องตกอยู่ภายใต้การโจมตีด้วยของเหลวอันน่ากลัวของฝูงมัจฉาอัคคีนับหมื่นนั่นแล้ว พลังฟ้าดินของฮว๋างฉางก็ถูกเผาผลาญลงอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ

        เขาจึงต้องเพ่งสมาธิ เพื่อให้สามารถคงสภาพม่านพลังเอาไว้ได้นานขึ้นกว่าเดิมแม้เพียงครู่เดียวก็ยังดี

        แต่ทุกคนต่างรู้ว่า ต่อให้เป็นเถ้าแก่ฮว๋างฉางก็ตาม แค่ทนได้อีกสักครึ่งชั่วยามก็นับว่าไม่เลวแล้ว เพราะว่าจำนวนของมัจฉาอัคคีที่ตามหลังมานั้น ยิ่งนานยิ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถ้าหากฝืนป้องกันอยู่เฉยๆ อาจจะทำให้ผู้คนทั้งหมดถูกกลืนกินไปในเสี้ยวพริบตาก็เป็นได้

        ดังนั้นอีกสักครู่ก็คงจะถึงเวลาที่ต้องเปิดฉากต่อสู้ฆ่าฟันนองเลือดขึ้นแล้ว และเมื่อถึงตอนนั้นแล้งก็คงไม่สามารถหลีกเลี่ยงเรื่องของการบาดเจ็บล้มตายที่กำลังจะเกิดขึ้นได้แน่

        และในตอนนั้นเอง อยู่ๆ ฮว๋างฉางก็ยกมือขึ้นปิดจมูก เขารู้สึกเหมือนว่าจะมีกลิ่นเหม็นประหลาดลอยมาแตะที่จมูกของเขา

        หืม?

        กลิ่นอะไรน่ะ?

        ฮว๋างฉางค่อยๆ ลืมตาขึ้น

        เขามองเห็นหลินหยางที่ยืนอยู่ข้างๆ ตลอดนั้น ไม่รู้ว่าสวมใส่ถุงมือเอาไว้ทั้งสองข้างตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ขณะเดียวกันก็กำผงอะไรบางอย่างที่มีสีเหลืองอ่อนเอาไว้ในมือด้วย กลิ่นประหลาดที่แสบจมูกเมื่อครู่นี้คงจะมาจากผงประหลาดที่อยู่ในมือของหลินหยางเป็นแน่

        นั่นมันอะไร?

        ฮว๋างฉางถึงกับเกิดอาการงุนงง

        ส่วนคนอื่นๆ เองก็เห็นพฤติกรรมประหลาดๆ ของหลินหยางเหมือนกัน ในเวลาแบบนี้มันยังจะเล่นอะไรอยู่อีก

        มีเพียงหลานห่ายเท่านั้นที่ตื่นเต้นจนหายใจหนักหน่วงขึ้น

        “ได้เวลาแล้ว”

        “ได้เวลาอะไร?” จีหยูยี่ที่ยืนข้างเขาถามขึ้น

        “ได้เวลาที่ผงไล่อสูรสูตรลับของคุณชายหลินออกโรงอย่างไรเล่า!”

        ผงไล่อสูร!!

        ทุกคนที่ได้ยินพากันอึ้งไปทันที

        นี่มันไม่ใช่สัตว์ป่าที่พบเจออยู่ตามป่าเขาทั่วไปเหมือนพวกหมาแมวเสียหน่อย ที่กำลังเผชิญอยู่นี่มันเป็นถึงหนึ่งในอสูรทะเลผู้ปกครองผืนสมุทรอย่างมัจฉาอัคคีเชียวนะ!

        จะใช้ผงไล่อสูรกับพวกมันนี่ ล้อเล่นอยู่หรือเปล่า?

        โดยเฉพาะมู่หยงไป๋ที่ถึงกับถอนหายใจออกมาอย่างเย็นชาทีหนึ่งพร้อมกับกล่าวขึ้นมาสามคำว่า “ไร้สาระ!”

        แต่หลินหยางไม่ได้สนใจ เขาสะบัดมือพร้อมกับใช้พลังฟ้าดินช่วนหนุนเสริมเพื่อโยนผงสีเหลืองอ่อนนี่ออกไปให้ไกลที่สุด

        กลายเป็นกลุ่มควันสีเหลืองลอยฟุ้งอยู่บนอากาศ จากนั้นสักพักมันก็ร่วงลงสู่ผืนน้ำแล้วจมหายลงไป

        แต่เหมือนจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย

        แววตาคาดหวังของผู้คนพลันหม่นหมองลงไป

        ดูท่าหลินหยางรอบนี้จะล้มเหลวเสียแล้ว

        แต่หลังจากผ่านไปได้ไม่ถึงหนึ่งนาทีดี อยู่ๆ ก็มีเงาร่างอันเปียกโชกสายหนึ่งโผล่พรวดขึ้นมาจากในน้ำขึ้นมาบนเรือ

        เซวี่ยเทียนนั่นเอง

        พอเขาขึ้นมาแล้วคำพูดประโยคแรกที่เอ่ยขึ้นก็ทำให้คนอื่นยืนอึ้งจนเอ๋อไปเลย “มารดามันเถอะ โคตรประหลาดเลย เจ้าพวกนั้นอยู่ๆ ก็ถอยกลับไปเองซะอย่างนั้น!!”

        ฟิ้ว

        เสียงลมทะเลพัดผ่านไป

        ทั่วทั้งบริเวณนั้นตกอยู่ในความเงียบราวป่าช้า

        เซวี่ยเทียนที่เห็นคนทั้งหมดมีสีหน้าพิลึกพิลั่น จึงหันซ้ายหันขวาแล้วถามขึ้นว่า

        “อะไรเล่า? พวกเจ้าไม่ดีใจกันหรืออย่างไร?”

        ไม่ ไม่ใช่…

        คนอื่นๆ พากันส่ายหัว แล้วหันสายตาไปมองที่หนุ่มน้อยเสื้อเขียวที่ยืนอยู่ตรงหัวเรือ

        แม้แต่ฮว๋างฉางที่ตอนนี้สลายม่านพลังฟ้าดินไปแล้ว ก็ยังหันมามองหลินหยางที่ยืนอยู่ข้างๆเขาด้วยความรู้สึกที่แทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง

        เหล่ามัจฉาอัคคีที่น่ากลัวปานอสูรร้ายตอนนี้ได้ถอยกลับออกไปจนอยู่ห่างจากตัวเรือเป็นระยะทางกว่าพันเมตรแล้ว

        หลินหยางที่ยืนรับลมทะเลด้วยท่าทางสงบเงียบนั้นให้ความรู้สึกราวกับพระราชาที่กำลังมองดูสรรพสิ่งก็ไม่ปาน

        เป็นไปได้อย่างไรกัน!!

        ในที่สุดความสงสัยของผู้คนก็ระเบิดลั่นออกมา

        โดยเฉพาะจ้าวจื้อผิงแห่งลัทธิศักดิ์สิทธิ์ที่ออกมาหน้าแตกอยู่กลางฝูงชนนั้น เขาแทบไม่อยากจะเชื่อคำพูดของเซวี่ยเทียนเลยสักนิด เขาพลันมุ่งหน้าไปยังบริเวณขอบเรือด้วยใบหน้าแดงก่ำ แต่ก็มองเห็นว่าในผืนน้ำรอบๆ เรือฉลามทมิฬนี้มีแต่ความสงบเรียบร้อยอย่างที่ว่าจริงๆ

        เหล่ามัจฉาอัคคีฝูงใหญ่ถอยออกไปแล้ว บางส่วนไปรวมกลุ่มกันอยู่บริเวณที่ห่างจากเรือไปนับพันเมตร และมีอีกส่วนที่มุ่งหน้าไปหาเรือของมหาอำนาจอีกสี่ฝ่ายที่ตามหลังมาแล้ว

        เรือฉลามทมิฬตอนนี้ปลอดภัยอย่างสิ้นเชิง

        “น…นี่มัน เป็นไปไม่ได้”

        เซวี่ยเทียนเพิ่งจะได้ยินวีรกรรมของหลินหยางจากปากคนอื่นเมื่อครู่นี้เอง สีหน้าของเขาก็ดูตกตะลึงสุดขีดเช่นกัน

        ไม่มีใครที่รู้ซึ้งถึงความน่ากลัวของมัจฉาอัคคีได้เท่าเขาอีกแล้ว บนโลกนี้จะไปมีผงวิเศษที่สามารถขับไล่พวกมันออกไปได้อย่างไร

        ในใจของเขานั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความอึ้งทึ่ง เขารีบดีดตัวมาอยู่ข้างหลินหยาง ซึ่งบังเอิญที่หลินหยางเพิ่งจะล้วงเอาผงสีเหลืองอ่อนนั่นขึ้นมาอีกกำหนึ่งพอดี

        “พี่น้องหลิน เจ้านี่มันชอบทำให้คนอื่นตกใจจนเกือบหัวใจวายตายตลอดเวลาเลยนะนี่ ฮะ! นอกจากเจ้าวิหคล่อฟ้านั่นแล้ว ยังมีสุดยอดสมบัติสุดพิสดารแบบนี้อีก ไหนข้าขอดูหน่อย นี่มันผงอะไรน่ะ?”

        ระหว่างที่พูดอยู่ เซวี่ยเทียนก็หยิบเอาผงสีเหลืองอ่อนจากมือหลินหยางขึ้นมาส่วนหนึ่ง เขาลองเอามันขึ้นมาดมดู ก็พบว่ามันมีกลิ่นที่เหม็นจนแสบจมูก

        “นี่มันอะไรกัน? แม้แต่มัจฉาอัคคียังกลัวเลยรึ?” ด้วยความที่เขาเป็นลูกหลานชาวประมงโดยกำเนิด พอพูดจบเขาก็เอาผงนั่นเข้าปากไปทดลองชิมทันที

        “อย่า…” หลินหยางกำลังจะขวางเอาไว้แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว จึงได้แต่มองไปที่เซวี่ยเทียนด้วยสีหน้าประหลาด

        พรูด

        ใกล้ๆ กันนั้นเอง หั่วเอ๋อร์ที่ตอนนี้กำลังเกาะอยู่บนไหล่ขององค์หญิงเซียวเซียงนั้นกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่ไหวจนเผลอขำหลุดออกมา

        “เป็นอะไรไป หั่วเอ๋อร์?” องค์หญิงเซียวเซียงที่มองไปทางหลินหยางตลอดเวลา ตอนนี้ยังต้องหันกลับมามองหั่วเอ๋อร์ด้วยความสงสัย

        “ไม่…ไม่มีอะไร…”

        ถึงแม้ว่าบรรยากาศบริเวณนั้นจะตึงเครียดในระดับหนึ่ง แต่หั่วเอ๋อร์ก็ยังคงหัวเราะจนมีสีหน้าประหลาด

        ถ้าหากเซวี่ยเทียนรู้ว่า ไอ้ผงไล่อสูรนี่มันก็แค่ผงที่ทำจากการเอาอึที่หั่วเอ๋อร์เบ่งออกมาไปตากแห้งแล้วนำมาบดก็เท่านั้น ไม่รู้ว่าสีหน้าของเขาจะกลายเป็นอย่างไร…

        อันที่จริงแล้วหลินหยางได้เตรียมไอ้ผงอึพวกนี้เอาไว้ก่อนแล้วจำนวนหนึ่ง

        หลังจากที่หลินหยางได้เห็นเหล่าสัตว์อสูรชั้นต่ำศิโรราบให้กับหั่วเอ๋อร์เมื่อตอนที่อยู่ในเมืองฮุยยื่อแล้ว หลินหยางก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า ถ้าหากเราเอาสิ่งที่มีกลิ่นของปี้ฟังติดอยู่อย่างเข้มข้น เช่น อึและฉี่ของหั่วเอ๋อร์มาผสมกันแล้วตากให้แห้งเพื่อบดเป็นผงละก็ มันจะกลายเป็นสมบัติสุดมหัศจรรย์ขึ้นมาทันที

        แต่เดิมแล้วหลินหยางตั้งใจจะใช้มันเพื่อขับไล่สัตว์อสูรเวลาที่ต้องเข้าป่าเท่านั้น ซึ่งเขาก็ไม่คิดว่าบนผืนสมุทรแบบนี้เองก็สามารถใช้ได้ผลเหมือนกัน

        คิดว่าเหล่ามัจฉาอัคคีทั้งหลายแต่ละตัวน่าจะเป็นเพียงแค่สัตว์อสูรระดับธรรมดาทั่วไปเท่านั้น ดังนั้นพวกมันไม่น่าจะสามารถต้านทานกลิ่นอายของปี้ฟังอันเข้มข้นได้ จึงถูกหลอกให้ถอยหนีออกไปไกลนับพันเมตร ซึ่งนั่นถือเป็นผลลัพธ์ที่สมเหตุสมผลที่สุดแล้ว

        แต่ผลลัพธ์แบบที่ว่าสำหรับเหล่าสมาชิกบนเรือฉลามทมิฬแล้ว มันแทบจะเป็นปาฏิหาริย์เลยด้วยซ้ำ

        พอเซวี่ยเทียนนลองชิมอึของหั่วเอ๋อร์ไปแล้ว ก็รู้สึกว่ารสชาติแอบประหลาดอยู่ไม่น้อย แต่เขาแทบไม่ได้สนใจเรื่องแบบนั้นแล้ว

        เขาเข้าไปสวมกอดหลินหยางอย่างเร่าร้อนทีหนึ่ง จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นฟ้าพร้อมหัวเราะว่า “ฮ่าฮ่าฮ่า! พี่น้องหลิน ไม่รู้ล่ะ หลังจากกลับไปครั้งนี้ ข้าจะต้องฆ่าหมูฆ่าไก่ ดื่มเหล้าดื่มสุราสามวันสามคืน เพื่อขอบคุณท่านในฐานะตัวแทนของเหล่าพี่น้องโจรสลัดสายลมทมิฬของข้าเอง!”

        เฮ เฮ!

        เหล่าโจรสลัดกลุ่มสายลมทมิฬทั้งหลายต่างพากันส่งเสียงแห่งความปีติออกมา

        คนอื่นๆ ที่เหลือเองก็มีสีหน้ายิ้มแย้ม เต็มเปี่ยมไปด้วยความยินดี

        ไม่ว่าใครก็ไม่กล้าดูถูกการเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ของหลินหยางเลย เพราะนั่นมันไม่ใช่แค่เรื่องการขับไล่มัจฉาอัคคีออกไปเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

        เขาได้ช่วยให้คนทั้งหมดรอดพ้นจากความสูญเสียจำนวนมหาศาลที่อาจเกิดขึ้น อีกทั้งยังช่วยออมแรง และยังช่วยให้ผ่านจุดที่ยากที่สุดของการเดินทางได้อีกด้วย

        ความช่วยเหลือทั้งหมดที่บอกมานั้นช่วยให้ความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้กับอสูรทะเลลดน้อยลงถึงสามส่วนหรือมากกว่านั้น ซึ่งจำนวนที่ว่ามานั้นมันเทียบเท่ากับชีวิตของคนเกือบร้อยคนเลยทีเดียว!

        ใครบ้างล่ะจะไม่รู้สึกขอบคุณหลินหยาง?

        พวกเขาแทบจะกราบเท้าลงไปแล้วด้วยซ้ำ!

        เมื่อเทียบกับเรือฉลามทมิฬที่เต็มไปด้วยความปีติแล้ว ขุมอำนาจที่เหลืออีกสี่ฝ่ายดูจะเจอปัญหากันไม่ใช่น้อย

        เหล่ามัจฉาอัคคีที่ถูกกลิ่นอึของหั่วเอ๋อร์ไล่ไปนั้น พวกมันได้หันเหทิศทางพุ่งไปที่เรือสี่ลำที่แล่นตามเรือฉลามทิมฬมาแทน

        เมื่อเทียบกันแล้ว ฝ่ายของราชอาณาจักรเทียนฉางและฝ่ายของเผ่าฝูโปที่ตั้งอยู่แถวสองนั้น ยังได้รับผลบุญจากเรือฉลามทมิฬมาบ้าง พวกมัจฉาอัคคีจำนวนมากที่หนีออกจากส่วนหัวเรือของพวกเขาไปด้วย แต่ก็ยังโจมตีส่วนท้ายเรืออยู่ แต่ฝ่ายของราชอาณาจักรมองโกเลียและลัทธิหมื่นวิญญาณดูท่าทางจะเจอปัญหาหนัก

        ฝูงปลาอสูรอันน่ากลัวนับหมื่นตัวที่ทำให้คลื่นน้ำกลายเป็นคลื่นสีแดงไปแล้วนั้น พริบตาเดียวก็เข้าไปล้อมรอบเรือของทั้งสองฝ่ายเอาไว้แล้ว การต่อสู้อันดุเดือดและยากลำบากของสองฝ่ายนี้กับฝูงปลาก็ได้เริ่มต้นขึ้น

        โบ๋ววว!!

        ผู้คนพลันได้ยินเสียงคำรามสะท้านฟ้าของหมาป่าดังขึ้น จากนั้นก็มีเงาของกระบองเขี้ยวหมาป่าขนาดยักษ์ท่อนหนึ่งฟาดลงไปในผืนน้ำจากบนเรือยักษ์ของราชอาณาจักรมองโกเลียดังตูม

        กระบองเขี้ยวหมาป่าขนาดมหึมาเริ่มขยับ พลันเปลี่ยนไปเป็นดั่งเครื่องบดเนื้ออันน่าสะพรึงกลัวเครื่องหนึ่งในทันที เกิดเป็นคลื่นโลหิตขนาดมหึมาที่ทะลักจากกลางฝูงของมัจฉาอัคคี

        “นั่นมันกระบองเขี้ยวหมาป่า ‘ดาวอำมหิต’ ของผู่อาหมานนี่! บ้าเอ๊ย ไอ้พวกป่าเถื่อนนั่น ยังไม่ทันไรก็เปิดฉากสังหารโหดซะแล้ว!!”

        เซวี่ยเทียนที่อยู่บนเรือฉลามทมิฬกัดฟันตะเบ็งเสียงออกมาว่า

        “ถ้าเป็นอย่างนี้ มันจะไม่ได้ไล่มัจฉาอัคคีออกไปแค่อย่างเดียว แต่มันจะยิ่งดึงดูดสัตว์อสูรที่ทรงพลังที่อาศัยอยู่แถวนี้มาเร็วกว่าเดิมด้วยน่ะสิ!”

        ช่วยไม่ได้

        ไอ้พวกนักรบของราชอาณาจักรมองโกเลียนั่น เกิดมาก็มีสายเลือดของนักสู้ไหลเวียนอยู่เต็มตัวแล้ว ทุกครั้งที่ผ่านทะเลอสูรนี้ ก็เป็นกลุ่มของพวกเขาที่สังหารสัตว์อสูรได้โหดเหี้ยมและบ้าคลั่งที่สุด

        กระบองเขี้ยวหมาป่าที่ตอนนี้ได้สังหารโหดเหล่ามัจฉาอัคคีในน้ำไปแล้วเกือบหมื่นตัวอย่าง “ดาวอำมหิต” นี้ มันคืออาวุธที่เคยสร้างความหวาดกลัวไปทั่วทั้งทวีปชี่หวู่

        และผู้เป็นนายของมัน ก็คือชายฉกรรจ์ผู้โหดเหี้ยมอย่างที่ไม่อาจมีผู้ใดเทียบได้ ฉายาหมาป่าโลหิต – ผู่อาหมาน!


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ราชันเทพอัคคี” : https://bit.ly/2EbnblS

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/562

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)