0 Views

        เรือฉลามทมิฬยังคงมุ่งหน้าเข้าสู่ส่วนลึกของทะเลสาบไปด้วยความเร็วสูงอย่างต่อเนื่อง

        หลังจากเวลาผ่านไปอีกราวๆ สิบกว่านาที

        ก็ได้ยินเสียงตะโกนดังลั่นของเซวี่ยเทียนที่ยืนอยู่บนเสากระโดงเรือว่า “ระวังนะ ข้างหน้ามีอะไรบางอย่างกำลังว่ายมาทางนี้แล้ว!!”

        คำพูดประโยคนี้ทำให้คนทั้งหมดใจร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่มทันที

        รอบนี้จะเจออสูรตัวไหนก่อนกัน?

        เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับเรือฉลามทมิฬ ถ้าโชคดีเจออสูรที่ไม่ได้ตึงมือมากเท่าไร พวกเขาก็จะสามารถเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้เร็วขึ้นกว่าเดิม ลดช่วงเวลาที่ต้องหยุดนิ่งอยู่บนทะเลอสูรให้น้อยลงมากที่สุด

        แต่น่าเสียดายที่วันนี้เหมือนจะไม่ใช่วันของพวกเขาสักเท่าไร…

        “ไอ้บ้าเอ๊ย!”

        หลังจากนั้นไม่ถึงนาที เซวี่ยเทียนก็ตะโกนสบถด่าขึ้นอีกครั้ง โจรสลัดผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์การออกทะเลผู้นี้ดูออกแล้วว่าสัตว์อสูรที่กำลังมุ่งหน้ามาทางนี้คือตัวอะไร

        เขากระโดดกลับลงมาบนดาดฟ้าเรือดังตึง สายตาของผู้คนทั้งหมดหันมาจับจ้องที่ตัวเขา

        “ไม่ต้องดูแล้ว รีบเตรียมตัวเถอะ พวกนั้นคือ มัจฉาอัคคี!” สีหน้าของเซวี่ยเทียนค่อนข้างจะเคร่งเครียด

        อะไรนะ?

        มัจฉาอัคคี!!

        ผู้คนบางส่วนรีบพุ่งไปที่ริมขอบเรือเพื่อดูซ้ำให้แน่ใจ แต่สีหน้าของพวกเขาก็แย่ลงเหมือนกันทุกคน

        ตัวอื่นมีตั้งเยอะไม่มา

        มารดามันเถอะ! ทำไมต้องเป็นอสูรทะเลชนิดที่ต่อกรยากที่สุดในทะเลอสูรแห่งนี้อย่าง มัจฉาอัคคี ด้วยนี่!

        หลินหยางได้ยินผู้คนด้านหลังเขากำลังส่งเสียงก่นด่าสาปแช่ง ซึ่งตัวเขาเองพอได้ยินชื่อของมัจฉาอัคคีแล้ว ก็ขมวดคิ้วขึ้นมาทันที

        แม้แต่ตัวเขาเองที่ปกติอาศัยอยู่ในแผ่นดินใหญ่ ยังเคยได้ยินชื่อเสียงของมัจฉาอัคคีนั่นเลย นั่นเป็นเพราะอสูรทะเลชนิดนี้มันน่าหวาดกลัวเกินไปจริงๆ

        มัจฉาอัคคีแค่ตัวเดียวนั้นมีขนาดเพียงหนึ่งกำมือเท่านั้น ตัวมันมีสีแดงสด มีร่างกายที่แข็งดั่งหินและฟันอันแหลมคม อันที่จริงพลังต่อสู้ของมันก็ไม่ได้น่าตกใจอะไรมาก แต่ส่วนที่น่ากลัวของมันคือลักษณะนิสัยการอยู่เป็นกลุ่มและลักษณะพิเศษของพวกมันนี่เอง

        มัจฉาอัคคีแต่ละตัวล้วนมีความสามารถในการกระโดดจากผืนน้ำแล้วโบยบินอยู่บนอากาศที่สูงมากจนน่าตกใจ ความเร็วในการกระโดดขึ้นจากผืนน้ำนั้นสูงเทียบเท่ากับยอดฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นกลางเลยทีเดียว และที่เป็นปัญหายิ่งกว่านั้นคือลักษณะพิเศษของพวกมัน นั่นก็คือของเหลวที่พวกมันสามารถสร้างขึ้นเองตามธรรมชาติ “น้ำลายอัคคี”

        มันคือของเหลวที่มีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรงสูง ต่อให้เป็นร่างกายของยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นต้นก็ตาม แต่เมื่อสัมผัสโดนของเหลวนี่เข้าก็ยังถูกพิษของมันกัดกร่อนจนเนื้อเน่าเฟะเหมือนถูกไฟไหม้ ฤทธิ์รุนแรงจนน่าหวาดกลัว

        เหล่าโจรสลัดแบบพวกเซวี่ยเทียนที่อาศัยอยู่ในมหาทะเลสาบแดนใต้นี้ พวกเขายอมต่อสู้ตัวต่อตัวกับอสูรทะเลระดับราชันมากกว่าต้องมาเจอฝูงมัจฉาอัคคีเหล่านี้เสียอีก

        ฝูงมัจฉาอัคคีนับหมื่นตัว สามารถละลายเรือโจรสลัดหนึ่งลำให้กลายเป็นซากได้อย่างง่ายดาย ไม่ใช่แค่คนเท่านั้น แม้แต่เรือยังไม่รอดพ้นจากเงื้อมมือของพวกมันเลย

        การปะทะกับอสูรทะเลหลายครั้งก่อนหน้านี้ ตัวที่สร้างความปวดหัวได้มากที่สุดก็คือมัจฉาอัคคีนี่แหละ

        ไม่ว่าจะเป็นขุมกำลังของฝ่ายไหน ก็ล้วนต้องแบ่งกำลังรบจำนวนมากมาต้านรับอสูรอัคคีตัวน้อยที่บินขึ้นจากน้ำอย่างไม่หยุดหย่อนเหล่านี้ ไม่ว่าพวกมันจะกัดโดนคนหรือเรือ ก็ล้วนทำให้เกิดความเสียหายอันแสนสาหัสจนยากที่จะฟื้นฟูได้ทั้งนั้น

        พวกของเซวี่ยเทียนต่างก็รู้สึกว่าวันนี้มันเป็นวันที่ซวยสุดขีดจริงๆ

        ดันมาเจอมัจฉาอัคคีในตอนที่จับฉลากได้อยู่หัวแถวแบบนี้ อย่าว่าแต่เรื่องจำนวนสมาชิกที่อาจจะต้องเกิดการสูญเสียไปเลย แม้แต่ตัวเรือฉลามทมิฬลำนี้ยังไม่แน่ว่าจะสามารถหลุดรอดออกไปได้โดยไม่อับปางก่อนเลย

        “พวกเจ้าทั้งหมดฟังให้ดีล่ะ!!”

        ต่อให้จะรู้สึกกังวลจนปวดเศียรเวียนเกล้าอยู่ก็ตาม แต่เซวี่ยเทียนก็นับว่ายังสามารถทำหน้าที่กัปตันได้เป็นอย่างดี เขาตะโกนออกคำสั่งพร้อมให้คำแนะนำด้านการต่อสู้ว่า

        “ไอ้ปลาพวกนี้มันชอบกลิ่นคาวเลือดที่สุด ถ้ามันได้เห็นเลือดเมื่อไหร่ พลังต่อสู้ของมันจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ดังนั้นในช่วงแรกเราจะยังไม่ลงมือสังหารพวกมัน แต่ให้ใช้พลังฟ้าดินซัดพวกมันให้ปลิวไปก่อนก็พอ ซัดไปได้ไกลเท่าไหนก็เท่านั้น!!”

        คนทั้งหมดต่างก็ตั้งสติเตรียมพร้อมด้วยท่าทางเคร่งเครียด

        ยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นกลางขึ้นไปรวมถึงเซวี่ยเทียนด้วยที่เป็นกำลังรบหลักของเรือฉลามทมิฬซึ่งมีทั้งหมดสี่คน ได้แบ่งกันไปยืนอยู่ที่ริมเรือของทั้งสองฝั่งแล้ว พวกเขาพร้อมที่จะปล่อยพลังเพื่อสร้างคลื่นน้ำมหึมามาซัดเหล่าอสูรน้อยทั้งหลายให้ปลิวออกไปแล้ว

        ส่วนตำแหน่งหัวเรือนั้น เป็นตำแหน่งของเถ้าแก่ใหญ่ฮว๋างฉางที่ได้รับความเชื่อถือมากที่สุดคอยดูแลอยู่

        มีเขาอยู่ ก็เหมือนได้เสริมนอเขาอันแหลมคมให้กับเรือฉลามทมิฬ สามารถพุ่งฝ่าเหล่ามัจฉาอัคคีที่กำลังเข้ามาล้อมวงรอบเรือของพวกเขาอยู่ได้

        เวลาผ่านไปเพียงช่วงกาน้ำชาเย็นเท่านั้น ผืนน้ำตรงหน้าเรือฉลามทมิฬก็ได้เปลี่ยนเป็นสีแดงเพลิงไปแล้ว ในคลื่นน้ำแต่ละลูกมีฝูงมัจฉาอัคคีแหวกว่ายอยู่จำนวนมหาศาลจนนับไม่ถ้วน

        ถ้าดูผ่านๆ ภาพที่เห็นอยู่นี้ก็ดูงดงามไม่ธรรมดาเหมือนกัน แต่บนหัวของทุกคนบนเรือตอนนี้ล้วนเปียกเต็มไปด้วยเหงื่อเย็นๆ เต็มไปด้วยเสียงกลืนน้ำลายด้วยความกดดันดังอื้ออึงเต็มไปหมด

        จากที่ดูคร่าวๆ แล้ว น่าจะมีปลาเหล่านั้นอยู่อย่างต่ำราวๆ หลักแสนตัว พวกมันแหวกว่ายมาล้อมเรือเอาไว้จากใต้ทะเล ราวกับใต้น้ำตอนนี้มีอสูรอัคคีอันแสนโหดเหี้ยมตนหนึ่งที่กำลังยื่นคมเขี้ยวอสูรออกมาใส่เรือฉลามทมิฬก็ไม่ปาน

        ฮว๋างฉางยืนมองฝูงปลาสีแดงที่กำลังเคลื่อนที่เข้ามาอย่างดุร้ายด้วยความเงียบสงบ ไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรออกมาให้เห็น เห็นแต่เพียงพลังฟ้าดินอันเข้มข้นที่ถูกเปล่งออกมาจากตัวเขาพร้อมกับที่ขอบเสื้อทุกส่วนถูกพับขึ้นแล้ว

        เขาหันไปหาหลินหยางแล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันเบาว่า “คุณชายหลิน ข้าวาท่านเชิญลงไปก่อนดีกว่า ข้าเกรงว่าอีกเดี๋ยวจะไม่สามารถปกป้องท่านได้ตลอดเวลา”

        หลินหยางแย้มยิ้มเบาๆ “ไม่เป็นไรหรอก หลินหยางปกป้องตัวเองได้”

        “ได้”

        ฮว๋างฉางพยักหน้ารับแล้วก็ไม่ได้พูดอะไรต่ออีก หลังจากที่ได้เห็นเหตุการณ์ที่ปะทะกับเซวี่ยเทียนแล้ว ก็ไม่มีใครมองหลินหยางเป็นเพียงแค่เด็กน้อยอายุสิบแปดปีธรรมดาทั่วไปอีกต่อไป

        ในเสี้ยวพริบตานั้นเอง เหล่ามัจฉาอัคคีก็มาถึงตรงหน้าแล้ว

        คลื่นสีแดงได้เข้ามาล้อมรอบผืนน้ำด้านหน้าเรือฉลามทมิฬเอาไว้แล้ว

        อสูรร้ายใต้น้ำเหล่านี้เหมือนจะได้กลิ่นของทองคำจากเรือฉลามทมิฬและกลิ่นหอมของมนุษย์สดๆ ที่อยู่บนเรือก็ไม่ปาน พวกมันจึงอ้าปากอันใหญ่โตน่าหวาดกลัวของตัวเองขึ้นจนเผยให้เห็นคมเขี้ยวที่ผุดขึ้นเต็มปากราวกับสนามหญ้า

        แกร๊ก แกร๊ก

        ทันใดนั้นผู้คนทั้งหมดก็ได้ยินเสียงฟันกระทบกันดังขึ้นจากใต้น้ำ ยิ่งทำให้พวกเขารู้สึกอึดอัดกดดันมากขึ้นจนถึงขีดสุด

        เซวี่ยเทียนพลันสั่งโจมตีรอบแรกออกไปทันที

        “เอาละ ลงมือได้!!”

        ตูม

        พอกล่าวจบ ยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นกลางทั้งสี่คนก็ปล่อยกระบวนท่าสร้างชื่อของตนออกไปใส่ผืนน้ำตรงหน้าของตัวเองทันที อานุภาพราวกับทิ้งระเบิดขนาดหนักลงไปในทะเลพร้อมกันสี่ลูก

        เกิดเป็นคลื่นน้ำขนาดยักษ์ที่มีพลังมหาศาลจนน่าตกใจ เพียงพริบตาเดียวก็สาดซัดเหล่ามัจฉาอัคคีจนปลิวกระเด็นกระดอนกลับออกไปไกลนับพันเมตร

        ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง ฮว๋างฉางที่ยืนอยู่บนเรือก็ได้แสดงพลังที่น่าตกใจยิ่งกว่าออกมา

        ยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นสูงสุดผู้นี้ไม่ได้ออกกระบวนท่าอะไร เขาแค่ปล่อยพลังฟ้าดินอันทรงพลังไร้เทียมทานของตัวเองออกมาจนกลายเป็นม่านพลังที่มีรัศมีเกือบร้อยเมตร โดยปกคุลมบริเวณหัวเรือทั้งหมดเอาไว้

        แกร๊ก แกร๊ก

        เหล่ามัจฉาอัคคีที่อยู่ในน้ำก็ถูกม่านพลังฟ้าดินนี้สกัดกั้นเอาไว้อยู่ด้านนอก แต่พวกมันแต่ละตัวก็ยังคงใช้ฟันของมันเข้าขบกัดใส่โดยหวังว่าจะสามารถเจาะทะลุม่านพลังนี้ไปให้ได้ แต่ก็ไร้ผลโดยสิ้นเชิง

        พวกมันจึงเริ่มพ่นน้ำลายอัคคีอันน่าสะพรึงกลัวออกมา

        มันเป็นของเหลวหนืดที่มีสีแดงอมส้ม ตอนที่มันสาดซัดเข้าใส่กำแพงพลังฟ้าดินของฮว๋างฉางนั้น ก็มีควันสีขาวลอยออกมาจางๆ แม้แต่น้ำทะเลที่อยู่ใกล้เคียงก็เหมือนจะเริ่มร้อนขึ้นจนเดือดขึ้นมาเลยทีเดียว

        และหลังจากที่ตัวแรกพ่นน้ำลายอัคคีออกมาแล้ว เหล่าอสูรจิ๋วที่เหลืออีกนับพันนับหมื่นตัวก็อ้าปากขึ้นตาม

        จากนั้นของเหลวหนืดสีแดงส้มหลายสายก็พุ่งเข้าใส่ม่านพลังฟ้าดินอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้มีทั้งเสียงของม่านพลังที่กำลังถูกน้ำลายอัคคีกัดกร่อน เสียงน้ำทะเลที่กำลังเดือดเพราะอุณหภูมิที่สูงขึ้น เสียงของฝูงปลาที่พุ่งเข้าชนและเสียดสีกับกำแพงม่านพลังอย่างไม่รู้จักหยุดหย่อน ราวกับเป็นเสียงดนตรีแห่งความตายที่บรรเลงจากนรกโลกันตร์ ทำให้ผู้คนที่ได้ยินต้องรู้สึกหนาวสั่นไปถึงสุดขั้วหัวใจ

        “ยันเอาไว้ให้ได้!!”

        เซวี่ยเทียนตะโกนขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด มีหลายคนที่เข้าไปช่วยต่อต้านฝูงมัจฉาอัคคีแล้ว ซึ่งตอนนี้เหล่ายอดฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นกลางทั้งสี่คนถึงขั้นโดดลงไปในทะเลเพื่อเข้าสกัดกั้นพวกมัจฉาอัคคีที่กำลังมุ่งหน้าเข้ามาใกล้อยู่ตลอดเวลาแล้วโดยตรง

        และในตอนนั้นเอง ก็ได้ยินเสียงพูดอันเย็นชาดังขึ้นบริเวณหัวเรือว่า

        “หลินหยาง เจ้ายืนตรงนั้นเพื่อดูวิวอย่างเดียวหรืออย่างไร? ถ้าช่วยอะไรไม่ได้ก็ไสหัวลงมา พวกข้าลัทธิศักดิ์สิทธิ์จะเป็นคนช่วยเหลือท่านเถ้าแก่ฮว๋างเอง”

        คนทั้งหมดที่กำลังตกอยู่สถานการณ์คับขันอยู่ก็ยังต้องหันกลับมามอง

        คนที่พูดขึ้นมานั้นไม่ใช่มู่หยงไป๋ แต่เป็นหนึ่งในลูกสมุนที่มากฝีมือของมู่หยงไป๋ มีนามว่า จ้าวจื้อผิง เขาเองก็เป็นยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นกลางเหมือนกัน

        คราวนี้มู่หยงไป๋เริ่มเรียนรู้บ้างแล้ว ตัวเองเลยไม่ออกหน้าหาเรื่องเอง แต่ส่งลูกสมุนออกมาฉีกหน้าหลินหยางแทน

        แต่มันก็เป็นจริงอย่างที่ว่า ตอนนี้ก็เปิดฉากปะทะกันมาสักพักหนึ่งแล้ว แต่หลินหยางกลับยืนดูวิวอยู่อย่างเดียว ไม่ช่วยอะไรเลยจริงๆ

        จ้าวจื้อผิงยืนดูแผ่นหลังของหลินหยางด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เขากำลังคิดจะไปลากไอ้หนูนั่นลงมาอยู่แล้ว แต่ข้างๆ เขากลับมีเงาร่างที่สวมเสื้อสีน้ำเงินคนหนึ่งยื่นมือมาขวางไว้

        “หยุดก่อกวนได้แล้ว อย่าไปรบกวนคุณชายหลิน!”

        เถ้าแก่หลานห่าย?

        จ้าวจื้อหลิงอึ้งไปทันที

        “เถ้าแก่หลานท่านหมายความว่าอย่างไร?”

        หลานห่ายไม่ได้เหลือบตามามองจ้าวจื้อผิงเลยด้วยซ้ำ เขาจ้องมองแต่เพียงเงาหลังของหลินหยางด้วยแววตาอันจริงจัง แล้วกล่าวขึ้นอีกรอบโดยเน้นย้ำทีละคำว่า

        “ข้าจะพูดอีกรอบเดียว อย่า ไป รบ กวน เขา!!”

        ผู้คนไม่ได้เห็นท่าทางจริงจังขนาดนี้ของหลานห่ายมานานมากแล้ว จีหยูยี่ที่ขอออกมาพักชั่วคราว องค์หญิงเซียวเซียง และมู่หยงไป๋ ล้วนจ้องมองไปที่หลินหยางด้วยอย่างงุนงง ไม่มีใครรู้เรื่องเลยสักนิด

        ไอ้หลินหยางนี่ มันจะมาไม้ไหนอีก?


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ราชันเทพอัคคี” : https://bit.ly/2EbnblS

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/562

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)