0 Views

        บนดาดฟ้าของเรือทองคำมีเหล่ายอดฝีมือจำนวนหนึ่งยืนอยู่ เป็นทหารองครักษ์ผิวสีดำเข้มที่ดูแข็งแกร่ง ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นล้วนเป็นทหารองครักษ์ของราชสำนักแห่งราชอาณาจักรเทียนฉาง แต่กลับไม่มีคนไหนที่มีระดับสูงกว่าอวิ้นหลิงเลยสักคน

        หลังจากนั้นสักพัก ด้านหลังก็มีจุดสีดำเพิ่มขึ้นอีกสามจุด

        ลัทธิหมื่นวิญญาณ ราชอาณาจักรมองโกเลีย และเผ่าฝูโป

        นี่เป็นครั้งแรกที่หลินหยางได้พบกับขุมอำนาจที่อยู่ในจุดสูงสุดของทวีปชี่หวู่แห่งนี้อย่างเป็นทางการ

        ลัทธิหมื่นวิญญาณและราชอาณาจักรมองโกเลียนั้นใช้วิธีเดียวกันกับกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าในการเดินทางเข้ามาในทะเลสาบเมฆาอัสนี นั่นก็คือการร่วมมือกับผู้มีอำนาจในมหาทะเลสาบแดนใต้ หยิบยืมเรือโดยสารของพวกเขาเพื่อผ่านเข้ามายังด้านในนี้

        ซึ่งเรือของทั้งสองฝ่ายนี้รวมถึงเรือฉลามทมิฬด้วย ล้วนมีร่องรอยความเสียหายหลงเหลือให้เห็นอยู่เต็มเรือ มีรูไหม้สีดำๆ อยู่หลายรู ซึ่งเป็นร่องรอยความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการเดินทางผ่านทะเลอัสนี

        แต่เรือที่เผ่าฝูโปนั่งมานั้นกลับมีลักษณะที่แตกต่างกับลำอื่นอย่างสิ้นเชิง

        มันไม่ใช่เรือธรรมดาทั่วไป แต่ดูเหมือนสัตว์อสูรทะเลตัวหนึ่งที่มีรูปร่างคล้ายเต่ามากกว่า

        เต่าอสูรตัวนี้ขนาดใหญ่โตจนน่าตกใจ ส่วนหัวมันราวกับภูเขาลูกเล็กๆ ลูกหนึ่ง ขาของมันราวกับเสายักษ์ เมื่อมองจากที่ไกลๆ แล้ว มันดูเหมือนกับหมู่เกาะขนาดมหึมาที่สามารถเคลื่อนที่บนทะลได้ก็ไม่ปาน ทุกครั้งที่มันว่ายน้ำเพื่อเคลื่อนตัว จะสร้างคลื่นน้ำที่สูงราวสองถึงสามเมตรเลยทีเดียว ช่างเป็นภาพที่ดูอลังการเหลือเกิน

        “นั่นคือเทพอสูรผู้พิทักษ์แห่งเผ่าฝูโป” หลานห่ายอธิบายให้หลินหยางฟัง “พวกเผ่าฝูโปนั้นถือว่าตัวเองเป็นลูกหลานของเทพสมุทรมาโดยตลอด ว่ากันว่าเป็นเผ่าที่รักสงบ และไม่ชอบการฆ่าฟัน… แต่นั่นมันก็แค่เรื่องโกหกไร้สาระทั้งนั้นแหละ ทุกครั้งที่เดินทางผ่านทะเลอสูรก็ไม่เคยเห็นพวกมันฆ่าสัตว์อสูรน้อยลงสักตัว”

        หลินหยางพยักหน้ารับเบาๆ แต่สายตาของเขากลับถูกเงาร่างสายหนึ่งที่ยืนอยู่บนกระดองเต่าขนาดมหึมานั่นดึงดูดสายตาเอาไว้

        คนผู้นั้นไว้ผมยาวจนปลิวสไว รูปร่างธรรมดาไม่โดดเด่น หากยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนแล้วโดยปกติไม่น่าจะกลายเป็นจุดสนใจได้ แต่หลินหยางที่ใช้พลังเนตรเพลิงสุพรรณมองไปที่คนผู้นี้ก็พบว่าภายในร่างกายเขานั้นมีพลังฟ้าดินอันแข็งกล้าซ่อนอยู่ เป็นตัวตนที่แข็งแกร่งทรงพลังอย่างมาก ซึ่งเขาแทบจะไม่เคยเห็นคนที่แข็งแกร่งขนาดนี้มาก่อนเลย

        ยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นสูงสุด!

        ในทวีปชี่หวู่นั้น ระดับโพ่ห่ายคือระดับพลังที่แทบจะเป็นเหมือนตำนานอันเลื่อนลอยไปแล้ว ดังนั้นขั้นสูงสุดของระดับอวิ้นหลิงจึงดูเหมือนจะเป็นขีดจำกัดสูงสุดของขอบเขตพลังขั้นสูงที่มนุษย์จะสามารถไปถึงได้แล้ว

        โดยปกติแล้วจะมีเพียงยอดฝีมือที่เก่งกาจที่สุดของขุมอำนาจที่แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้นถึงจะสามารถฝึกฝนไปถึงขั้นนี้ได้ อย่างเช่นฝั่งกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้านี้ มีเพียงเถ้าแก่ใหญ่ดาวเหลือง ฮว๋างฉาง เท่านั้น ที่มีพลังสูงมากพอจะต่อกรกับชายผมยาวคนนั้นได้

        นั่นหรือ… มนุษย์ผู้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของทวีปชี่หวู่?

        หลินหยางมองดูบุรุษผู้มีสีหน้าท่าทางเรียบสงบคนนั้นโดยที่ภายในใจก็อดที่จะเกิดความรู้สึกแบบหนึ่งขึ้นมาไม่ได้

        หากเป็นผู้ฝึกยุทธ์รุ่นใหม่ทั่วๆ ไป เมื่อได้พบกับตัวตนอันยิ่งใหญ่ที่ยืนอยู่ในจุดสูงสุดอย่างฮว๋างฉาง หรือชายผมยาวนั่นแล้ว เกรงว่าพวกเขาคงจะเกิดแค่ความรู้สึกเคารพนับถือเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่หลินหยางกลับแทบไม่รู้สึกปราบปลื้มอะไรเลย

        ระดับอวิ้นหลิงในความทรงจำของจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วนั้น มันอ่อนแอเกินไป

        แม้แต่ระดับโพ่ห่ายที่เป็นถึงตำนานของทวีปชี่หวู่นี้ ก็เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของความแข็งแกร่งขั้นสูงสุดที่แท้จริงเท่านั้น

        ในสถานที่ที่จักรพรรดิฟ้าใช้ชีวิตและต่อสู้อยู่นั้น คนที่นั่นแต่ละคนล้วนมีพลังสูงส่งระดับเปิดฟ้าแหวกปฐพีกันแทบทุกคน เมื่อเปรียบเทียบกับสถานที่แบบนั้นแล้ว ภพภูมิที่หลินหยางอาศัยอยู่นี้ก็ไม่ต่างอะไรจากโรงเรียนอนุบาลเลย

        ไม่ว่าอย่างไรหลินหยางก็ต้องการที่จะกลับไปยังโลกของผู้แข็งแกร่งนั่นให้ได้

        อีกทั้งหลินหยางยังแอบรู้สึกว่า มารดาที่หายสาบสูญไปของเขานั้น มีความเป็นไปได้สูงมากที่ตอนนี้ท่านจะอาศัยอยู่ในภพภูมิเหล่านั้น ไม่เช่นนั้นหลินเฮ่ายวนผู้เป็นบิดาของเขาคงไม่บอกให้หลินหยางไปฝึกพลังของตัวเองให้ไปถึงขั้นโพ่ห่ายให้ได้ก่อน ถึงจะยอมบอกความจริงให้หลินหยางฟัง

        ดังนั้น สำหรับหลินหยางในตอนนี้แล้ว การออกผจญภัยสำรวจในทะเลสาบเมฆาอัสนีครั้งนี้ เขาจะต้องคว้าเอา “เพลิงอัสนีม่วง” มาเพาะสร้างเป็น หั่วหลิงเซิ่งไท เพื่อก้าวเข้าสู่ขอบเขตของพลังระดับอวิ้นหลิงให้ได้

        ทันทีที่มีพลังระดับอวิ้นหลิงแล้ว เมื่อรวมกับเกราะราชันเงินขาวและไพ่ตายที่เขาเก็บซ่อนเอาไว้แล้วละก็ ต่อให้ต้องปะทะกับเหล่ายอดฝีมือระดับสูงสุดของอวิ้นหลิงขั้นท้ายทั้งหลายนี้ หลินหยางก็มั่นใจว่าจะสามารถประมือได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ

        เพลิงอัสนีม่วง!

        สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเพลิงอัสนีม่วงนี้!!

        ไม่มีใครรู้ว่าตอนนี้หลินหยางกำลังคิดเรื่องอะไรอยู่ ซึ่งหลังจากที่ขุมอำนาจทั้งห้ามารวมตัวกันครบแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะต้องบุกฝ่าเข้าไปในทะเลอสูรที่เต็มเปี่ยมไปด้วยภัยอันตรายมากมาย

        แต่ก่อนที่จะเริ่มออกเดินทางต่อนั้น เซวี่ยเทียนที่เป็นตัวแทนของเรือฉลามทมิฬกลับกระโดดขึ้นไปบนเรือทองคำของราชอาณาจักรเทียนฉางแทน

        “นั่น…ไปประชุมหรือ?” หลินหยางหันไปถามหลานห่าย

        “ไม่ได้ประชุมอย่างเดียวหรอก”

        หลานห่ายที่ปกติเป็นคนสุขุมเยือกเย็นนั้น ตอนนี้กลับสามารถมองเห็นความกังวลเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่จากสีหน้าของเขาได้ เหมือนกับว่าเซวี่ยเทียนกำลังจะไปตัดสินใจเรื่องบางอย่างที่สำคัญมากก็ไม่ปาน

        เขาอธิบายต่อว่า “เซวี่ยเทียนกำลังจะไปเจรจาพูดคุยกับขุมอำนาจที่เหลือเรื่องว่าจะจัดกระบวนทัพกันอย่างไรน่ะ”

        หลินหยางเข้าใจความหมายทันที เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ เรื่องหนึ่ง

        การจัดแถวเรือโดยปกติแล้วมักจะจัดกันเป็นรูปสามเหลี่ยม โดยมีหนึ่งลำที่นำหน้าอยู่ตรงกลาง และที่เหลือให้แบ่งเท่ากันเป็นสองฝั่งและขับตามหลังโดยขนาบสองข้างซ้ายขวา

         ซึ่งในการต่อสู้ในทะเลอสูรนั้น ใครที่ได้อยู่ตรงหน้าสุดจะถือว่าซวยที่สุดเพราะจำเป็นต้องรับศึกหนักมากที่สุดนั่นเอง

        ซึ่งเรือที่ทำหน้าที่นำกระบวนทัพจะเป็นลำที่ถูกสัตว์อสูรโจมตีหนักที่สุด กดดันมากที่สุด และความสูญเสียที่เกิดขึ้นก็มากที่สุดด้วยเช่นกัน ทำให้จุดนั้นเป็นจุดที่ไม่มีใครอยากไปอยู่มากที่สุด

        ดังนั้น ก่อนที่จะบุกเข้าไปในทะเลอสูรทุกครั้ง ทั้งห้าฝ่ายจะต้องมาประชุมกันเพื่อกำหนดว่าฝ่ายไหนที่จะต้องทำหน้าที่เป็นหัวหอกในการบุกฝ่าครั้งนั้นๆ

        ซึ่งวิธีกำหนดก็ค่อนข้างจะยุติธรรม นั่นก็คือการจับฉลาก ใครจับโดนก็ต้องไปเป็นหัวหอก ง่ายๆ แค่นั้นเลย

        ในการออกสำรวจเมื่อแปดครั้งก่อนหน้านี้ กลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าค่อนข้างจะดวงดีอยู่ไม่น้อย พวกเขาจับฉลากโดนแค่ครั้งเดียวเท่านั้น แต่เพราะการนำครั้งนั้น ทำให้เถ้าแก่ใหญ่ดาวเขียวที่มีพลังต่อสู้ที่สูงมากของกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าบาดเจ็บสาหัส จึงเป็นเหตุให้ต้องเปลี่ยนเอาจีหยูยี่มาแทน

        จะเห็นได้ว่าการได้เป็นเรือหัวแถวนั้นเป็นเรื่องที่เลวร้ายเป็นอย่างมาก

        ถ้าหากต้องไปอยู่ในจุดนั้น ไม่รู้ว่าเหล่านักรบตรงหน้าทั้งหลายนี้ จะมีสักกี่คนที่สามารถรอดชีวิตออกไปจากพื้นที่ส่วนทะเลอสูรแห่งนี้ได้อย่างปลอดภัย

        บรรยากาศบนเรือ…พลันเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดในทันที

        คนทั้งหมดต่างก็ยื่นคอออกไปมองที่เรือทองคำขนาดมหึมาที่จอดอยู่ข้างๆ พร้อมกับแอบสวดภาวนาในใจว่า

        ไม่เอาหัวแถว… ไม่เอาหัวแถว….

        แต่ว่า โชคชะตามันก็มักจะไร้ซึ่งความเมตตาเสมอ ดวงของพวกเขาครั้งนี้ดูจะแย่เอามากๆ

        เซวี่ยเทียนกลับมาพร้อมสีหน้าคล้ำเครียด

        เขากลับมาพร้อมกับข่าวที่ชวนให้จิตตกว่า “มารดามันเถอะ ครั้งนี้จับได้หัวแถวว่ะ”

        บรรยากาศบนเรือฉลามทมิฬพลันหนักอึ้งยิ่งกว่าเดิม

        แต่ละคนล้วนหน้าเสียถึงขีดสุดจนมองแทบไม่ได้

        ถึงแม้พวกเขาจะรู้ดีว่า ไม่ว่าอย่างไรก็จำเป็นต้องมีคนมารับตำแหน่งหัวแถวนี่อยู่แล้ว แต่พอรู้ว่าถึงคราวของตัวเองต้องเป็นฝ่ายไปรับหน้าที่นั้นแล้ว แต่ละคนก็รู้สึกเคร่งเครียดจนขาสั่นขึ้นมาทันที

        เพราะถึงอย่างไรก็ไม่มีใครอยากตายอยู่แล้ว…

        แต่ในตอนที่กำลังใจของทุกคนกำลังตกต่ำถึงขีดสุดนั่นเอง ก็มีเงาร่างสายหนึ่งค่อยๆ เดินออกมาจากกลุ่มคน เขาเดินไปยืนอยู่บริเวณจุดหน้าสุดของหัวเรือ

        เถ้าแก่ใหญ่ฮว๋างฉาง?

        ฮว๋างฉาง ตัวตนอันทรงพลังที่มีพลังระดับจุดสูงสุดของอวิ้นหลิงขั้นท้ายคนนี้ เป็นคนจริงจังและไม่ค่อยพูดเท่าไร

        เขาเป็นเหมือนกับขุนเขาขนาดใหญ่ ซึ่งคอยแบกรับเอาความกังวลและความลังเลใจของสมาชิกทุกคนในช่วงครึ่งปีมานี้เอาไว้

        เมื่อครั้งก่อนหน้านี้ฮว๋างฉางเพียงคนเดียวสามารถจัดการกับสัตว์อสูรได้ทั้งหมดหนึ่งร้อยยี่สิบสามตัวเลยทีเดียว เขาไล่ฆ่าจนเลือดของสัตว์อสูรเปรอะเปื้อนไปทั่วทั้งตัวกลายเป็นมนุษย์โลหิตเลยทีเดียว

        และในวันนี้เอง ตอนที่สมาชิกทุกคนกำลังตกอยู่ในความหวาดกลัวที่มีต่อการต่อสู้ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ ก็เป็นเขาเองที่ออกตัวคนแรก เขาออกมายืนนำหน้าทุกคนราวกับเทพสงครามก็ไม่ปาน

        “ออกเรือเถอะ กัปตันเซวี่ย”

        ไม่มีคำปลุกใจใดๆ ทั้งสิ้น ไม่มีคำมั่นสัญญาอะไรมอบให้ ฮว่างฉางแค่ออกคำสั่งที่ง่ายที่สุดเพื่อกระตุ้นความใจสู้ของเหล่าสมาชิกทั้งหลายก็เท่านั้น

        แต่แผ่นหลังเขาก็ให้ความรู้สึกราวกับเป็นเหมือนกำแพงเมืองอันแข็งแรงก็ไม่ปาน เหมือนกับว่าเขาต้องการจะสื่อว่า “ถ้าข้า ฮว๋างฉาง ยังมีชีวิตอยู่ ข้าจะปกป้องทุกคนเพื่อบุกฝ่าทะเลอสูรนี่ไปให้ได้!!”

        “ได้!”

        เซวี่ยเทียนที่ยืนจ้องแผ่นหลังของฮว๋างฉางอยู่นาน ก็กัดฟันพูดขึ้นมาว่า

        “พี่น้องทั้งหลายตั้งสติหน่อย!! ขอแค่เราบุกฝ่าออกไปได้เร็ว ฆ่าได้เยอะ อย่างมากก็ใช้เวลาราวครึ่งวัน พวกเราก็สามารถบุกฝ่าไอ้พื้นที่บ้าๆ นี่ไปได้แล้ว!”

        เขาต้องการปลุกใจให้เหล่าพี่น้องโจรสลัดกลุ่มสายลมทมิฬทั้งหลายของเขา กำลังรบหลักบนเรือเหล่านี้ก็คือกลุ่มโจรสลัดสายลมทมิฬและเหล่านักรบของกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้า ขอแค่นักสู้สองกลุ่มนี้มีใจจะสู้ขึ้นมาละก็ คนอื่นๆ ที่เหลือย่อมต้องรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาด้วยแน่ๆ

        และเพื่อที่จะกระตุ้นให้เหล่าพวกพ้องฮึกเหิมยิ่งขึ้นกว่าเดิม เซวี่ยเทียนจึงพูดต่อว่า “ข้าขอพูดไว้ตรงนี้เลยนะ ใครฆ่าสัตว์อสูรตัวไหนได้ วัตถุดิบของอสูรตัวนั้นก็เป็นของคนที่ฆ่าได้เลย มารดามันเถอะ แค่ฆ่าอสูรระดับราชันได้สักตัวสองตัว ก็สามารถอยู่ฝึกวิชาแบบสบายๆ ไปได้หลายปีแล้ว หลังเสร็จภารกิจข้าจะพาพวกเจ้าไปที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ในภาคกลางเอง ข้าจะเลี้ยงเหล้าที่ดีที่สุด พาเที่ยวผู้หญิงที่สวยที่สุดไปเลย! ฮ่าฮ่า ก็แค่พวกสัตว์เดรัจฉานกลุ่มหนึ่งก็เท่านั้นเอง พี่น้องเอ๋ย ไปจัดการพวกมันกันเลย!”

        เล่นมันเลย!!

        คำพูดของเซวี่ยเทียนดูเหมือนจะได้ผลอยู่บ้างไม่มากก็น้อย

        เหล่าโจรสลัดทั้งหลายถูกกระตุ้นจนตาแดงก่ำเป็นแถบๆ เลือดลมร่างกายเริ่มเร่าร้อนขึ้นเรื่อยๆ

        ส่วนเหล่านักรบสังกัดกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าเองก็คุกรุ่นไปด้วยจิตต่อสู้ที่ถูกกระตุ้นขึ้นโดยฮว๋างฉาง แต่ละคนล้วนจับอาวุธในมือตัวเองอย่างแน่นหนาพร้อมกับไปยืนเรียงอยู่ที่ขอบสองฝั่งของเรือ เตรียมพร้อมรับศึกหนักที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้

        “ออกเดินทาง!!”

        พอเซวี่ยเทียนเห็นว่าบรรยากาศเร่าร้อนได้ที่แล้ว ก็สะบัดมือสั่งเดินหน้าทันที เรือฉลามทมิฬก็เดินหน้าออกไปบนผืนน้ำที่ดูเหมือนจะเรียบสงบตรงหน้านี้เป็นลำแรก

        ด้านหลังพวกเขาก็มีทั้งเรือทั้งอสูรยักษ์จากขุมอำนาจทั้งสี่ฝ่ายเคลื่อนที่ตามหลังสองฝั่งซ้ายขวามาติดๆ

        ก็แค่สัตว์อสูร!

        อย่างนั้นก็บุกฝ่ามันไปเลยก็พอ!!

        …………………………….

        ผืนสมุทรอันเงียบสงบที่ถูกแสงอาทิตย์ส่องจนสะท้อนเป็นประกายแวววับระยิบระยับเป็นจุดๆราวกับดวงดาวที่กระจายอยู่เต็มทะเล

        เสียงที่ลอยเข้าหูก็มีแต่เพียงเสียงลมทะเลที่พัดผ่านไป และเสียงของตัวเรือที่กระทบกับคลื่นน้ำดังซ่าซ่าเท่านั้น

        ตอนนี้ผ่านมาราวครึ่งชั่วยามแล้ว

        ไม่มีใครพูดอะไรออกมาเลยสักคน พวกเขาต่างก็รู้ว่า ถึงแม้ว่าตอนนี้มันจะดูเงียบสงบสุดๆ อยู่ก็ตาม แต่อีกไม่นานจะต้องเกิดการฆ่าฟันอันรุนแรงปานพายุโลหิตโหมกระหน่ำเข้าใส่อย่างแน่นอน

        ฮว๋างฉางยังคงยืนอยู่คนเดียวตรงหัวเรือ ปล่อยให้สายลมโบกพัดเครายาวที่เปลี่ยนเป็นสีขาวไปแล้วของเขา

        ยอดฝีมือสุดแข็งแกร่งผู้เคยสั่นสะเทือนทั่วทั้งทวีปชี่หวู่มาแล้วท่านนี้ ในครึ่งปีที่ผ่านมาได้ผ่านการต่อสู้ฆ่าฟันอันโหดเหี้ยมอำมหิตมาแล้วหลายครั้ง ตัวเขาเองก็รู้ตัวว่า ร่างกายของเขาไม่ได้แข็งแรงสมบูรณ์เหมือนก่อนแล้ว สายเลือดนักสู้อันร้อนแรงที่แฝงอยู่ในร่างกายเขานั้นกลับสั่งให้เขาไปยืนอยู่หน้าสุดของสนามรบทุกครั้งไป

        ไม่รู้ว่า… อสูรร้ายอันน่าสะพรึงกลัวที่จะโผล่ออกมาเป็นตัวแรกของวันนี้จะเป็นตัวอะไร

        จะเป็นราชันหมึกยักษ์หรือเปล่า?

        หรือจะเป็นไอ้ปูกลืนฟ้าบัดซบนั่น?

        สายตาของฮว๋างฉางจับจ้องไปที่ผืนทะเลสีน้ำเงินตรงหน้าด้วยแววตานิ่งสงบ

        และในตอนนั้นเอง อยู่ๆ ก็มีเงาร่างสายหนึ่งเดินเข้ามายืนอยู่ข้างๆ ฮว๋างฉาง

        “หืม? คุณชายหลิน?”

        หลินหยางวันนี้สวมใส่เสื้อสีเขียว ตอนนี้เขากำลังยืนรับลมทะเลอย่างสบายใจ แสดงให้เห็นถึงความอิสระเสรี และไม่กังวลต่อสิ่งใดของเขา

        เขาหันมายิ้มให้กับฮว๋างฉางทีหนึ่งแล้วกล่าวว่า “ตรงนี้วิวสวยขนาดนี้ หลินหยางขอชมวิวกับเถ้าแก่ฮว๋างหน่อยแล้วกัน”

        เจ้าหนูนี่…

        ฮว๋างฉางอ้าปากขึ้นเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็อดกลั้นเอาไว้

        ถึงแม้ว่าพวกเขาจะได้เห็นพลังต่อสู้อันแข็งแกร่งของหลินหยางเมื่อสวมใส่ชุดเกราะราชันเงินขาวไปแล้วก็ตาม แต่นั้นมันก็แค่พลังระดับสูงสุดของอวิ้นหลิงขั้นกลางเท่านั้น ตามปกติแล้วมันก็คงไม่มีอะไรน่าห่วงหรอก แต่ตอนนี้พวกเขากำลังลอยอยู่ท่ามกลางอสูรทะเลที่อันตรายกว่าปกติหลายเท่ามาก ระดับพลังเท่านั้นก็ยังเสี่ยงตายอยู่ดี

        แต่รอให้เกิดการปะทะก่อนค่อยให้เขาถอยลงไปก็คงได้

        ฮว๋างฉางคิดในใจแบบนี้

        ส่วนคนอื่นที่เหลือก็เห็นการกระทำที่เหมือนกำลัง อวดเก่ง ของหลินหยางก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเขาต้องการอะไร แต่ก็ไม่มีใครร้องทักอะไรขึ้นมา

        มีเพียงมู่หยงไป๋ที่มาพร้อมกับยอดฝีมือจากลัทธิศักดิ์สิทธิ์สิบกว่าคนเท่านั้นที่กำลังยืนจ้องแผ่นหลังของหลินหยางอย่างเย็นชาอยู่ตรงมุมขอบเรือ บนหน้ามีแต่รอยยิ้มเหยียดหยามอย่างเย็นเยือก

        สวะโง่เง่า

        อีกสักพักจะได้เห็นไอ้หลินหยางนั่นถูกซัดลงมาด้วยสภาพสุดอนาถาอย่างแน่นอน


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ราชันเทพอัคคี” : https://bit.ly/2EbnblS

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/562

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)