0 Views

        ทั้งดาดฟ้าพลันตกลงสู่ความเงียบงันทันที

        เสียงแรกที่ระเบิดดังขึ้นนั้นดันเป็นเสียงพูดของหั่วเอ๋อร์ที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจสุดขีด

        “ไอ้บ้าเอ๊ย!! เจ้าหลินอี้น้อย เจ้าต้องตั้งใจทำแน่ๆ! เจ้าอยากให้ข้าโดนฟ้าผ่าตายมานานแล้วใช่ไหม!!”

        แต่คนอื่นๆ บนดาดฟ้ายังคงตกอยู่ในความประหลาดใจ

        ทะ… ทำแบบนั้นได้ด้วยหรือ?

        แค่นี้ ทำแค่นี้ก็หยุดสายฟ้าได้แล้วหรือ?

        จากนั้นผู้คนทั้งหมดก็เข้าไปรุมล้อมจ้องมองไปที่หั่วเอ๋อร์ทองคำสุดพิสดารที่กำลังนอนอยู่บนพื้นด้วยความรู้สึกไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง

        “เถ้าแก่หลาน…น….น…นี่…” เซวี่ยเทียนเกิดมาไม่เคยเห็นอุปกรณ์ที่สุดยอดขนาดนี้มาก่อนในชีวิต ทำเอาเขาพูดติดอ่างขึ้นมาทันที

        ถ้าหากสามารถใช้เจ้าหั่วเอ๋อร์ทองคำนี่ข้ามผ่านทะเลอัสนีไปได้อย่างปลอดภัยตลอดทางละก็ มันจะช่วยได้มากทีเดียว นับว่าเป็นอุปกรณ์ที่สุดยอดสุดๆ เลย

        มันจะสามารถประหยัดพลังไปได้มากโขเลยทีเดียว!

        “หรือว่าสิ่งนี้คือผลงานชิ้นเอกของท่านเถ้าแก่หลานอย่างนั้นหรือ? นี่มันประสิทธิภาพยอดเยี่ยมอย่างไม่น่าเชื่อเลยนะ!!”

        ผู้คนกล่าวชื่นชมกันอย่างไม่ขาดปาก

        แต่ในขณะที่ผู้คนกำลังยืนมุงดูหั่วเอ๋อร์ทองคำอยู่นั่นเอง ด้านข้างก็มีเสียงถอนหายใจอย่างเย็นชาซึ่งไม่เข้ากับบรรยากาศโดยรอบเลยดังขึ้น

        “ของเล่นกิ๊กก๊อกพรรค์นี้มันจะสามารถทนได้สักแค่ไหนกันเชียว… ก็แค่ของหลอกเด็กเพียงเท่านั้น…”

        มู่หยงไป๋ยืนมองด้วยสายตาอันเย็นชาจากวงนอก

        ขยะพรรค์นี้นี่นะจะมาแทนที่เพลงดาบระดับเทพของมู่หยงไป๋คนนี้ได้?

        แต่ในวินาทีต่อมานั่นเอง ความจริงอันไร้ความเมตตาก็ปรากฏขึ้น

        หั่วเอ๋อร์ทองคำที่นอนนิ่งไปพักหนึ่งแล้ว อยู่ๆ ก็ดีดตัวขึ้นมายืนอีกครั้ง อีกทั้งยังทำท่าจัดขนตัวเองเหมือนกับที่หั่วเอ๋อร์ตัวจริงชอบทำแบบไม่มีผิดเพี๊ยนพร้อมกับส่งเสียงร้องออกมาทีหนึ่ง

        เสียงร้องนั่นราวกับกำลังตอกกลับคำพูดของมู่หยงไป๋เมื่อครู่นี้อย่างไรอย่างนั้น….

        พวกบ้านนอก… ไม่เคยเห็นของดีแล้วยังกล้ามาวิจารณ์โง่ๆ อีก!

        แกว๊กแกว๊ก

        หั่วเอ๋อร์ทองคำที่ตื่นขึ้นมาอีกครั้งแล้วก็ขยับปีกของมันเพื่อบินกลับขึ้นไปบนฟ้าอีกครั้ง มันพร้อมที่จะรับสายฟ้าลูกต่อไปอยู่ตลอดเวลา

        “ฮ่าฮ่าฮ่า วิหคล่อฟ้า ตัวนี้ถูกสร้างขึ้นด้วยวิธีลับจาก ‘ผลึกเมฆาอัสนี’ นอกจากจะสามารถต้านทานสายฟ้าได้แล้ว ยังสามารถกักเก็บพลังไฟฟ้าเอาไว้เพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานของตัวเองได้อีกด้วย เรียกได้ว่า ยิ่งโดนไฟฟ้าช็อตมากเท่าไร นอกจากจะไม่พังแล้ว มันกลับยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเสียด้วยซ้ำ ฮ่าฮ่าฮ่า!”

        หลานห่ายอธิบายให้ฟังพร้อมกับเสียงหัวเราะร่า

        วิหคล่อฟ้าตัวนี้ถึงแม้จะดูไม่ค่อยมีรสนิยมสักเท่าไร แต่สำหรับเขาแล้วมันคืออุปกรณ์ชนิดใหม่สุดพิสดารที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนเลยในชีวิต การที่มีโอกาสได้สร้างมันขึ้นมาด้วยน้ำมือตัวเองแบบนี้ ถือได้ว่าเป็นความภาคภูมิใจขั้นสูงสุดของนักการช่างทุกคนเลยทีเดียว

        “โคตรสุดยอด!”

        “ท่านอาจารย์หลานสุดยอด!”

        “ยอมเลย ตั้งแต่เกิดมา ข้าก็เพิ่งเคยเห็นอุปกรณ์สุดวิเศษขนาดนี้เป็นครั้งแรกเหมือนกัน!”

        ในฝูงชนตอนนี้เต็มไปด้วยคำพูดชื่นชมต่างๆ มากมาย

        แต่ว่า น้ำเสียงไม่พอใจก็ดังขึ้นอีกครั้ง

        มู่หยงไป๋มองขึ้นไปบนฟ้าด้วยสีหน้าเย็นชาพร้อมกับพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ต่อให้มันทนสายฟ้าได้ แต่อีกสักพักหนึ่งจำนวนของสายฟ้าจะแน่นหนามากขึ้นกว่านี้หลายเท่า ลำพังแค่นกตัวเดียวมันจะพอให้เราทั้งหมดกลับไปพักผ่อนได้อย่างไรกัน เถ้าแก่หลาน ท่าน… อะไรน่ะ?”

        คราวนี้ มู่หยงไป๋พูดไปได้แค่ครึ่งประโยคเท่านั้น

        ก็ถูกความจริงอันไร้เมตตาตบหน้าซ้ำเข้าให้เป็นรอบที่สอง

        หลานห่ายโบกมืออีกครั้งก็มีหั่วเอ๋อร์ทองคำแบบเดียวกันบินออกมาจากแหวนของเขาจำนวนหลายสิบตัว ดูคล้ายกับภูตน้อยกำลังร่ายรำอยู่ท่ามกลางพายุฝนฟ้าคะนอง โบยบินวนรอบเป็นวงกลมอยู่บนฟ้าเหนือเรือฉลามทมิฬ

        “ว้าว สวยจังเลย!”

        ถึงแม้ในฝูงชนส่วนใหญ่จะเป็นชายสูงวัยเสียมากกว่า แต่ตอนนี้กลับมีเสียงชมเชยออกมาไม่ขาด

        เหล่าวิหคล่อฟ้าที่กำลังโบยบินอยู่พวกนั้น ได้เปลี่ยนให้การล่องเรือในทะเลอัสนีที่แต่เดิมเต็มเปี่ยมไปด้วยภยันตรายมากมาย กลายเป็นการล่องเรืออย่างสบายใจไร้ซึ่งความกังวลใดๆ แทน

        และตอนนั้นเอง ก็มีสายฟ้าลูกใหม่ฟาดผ่าลงมาจากบนท้องฟ้าอีกครั้ง แต่ก็ถูกวิหคล่อฟ้าตัวหนึ่งต้านรับเอาไว้ได้อย่างง่ายดาย เรือฉลามทมิฬตอนนี้แข็งแกร่งทนทานยิ่งภูเขาไท่ซานเสียอีก

        ฮ่าฮ่าฮ่า!

        โคตรสุดยอดเลย!!

        เสียงตะโกนชื่นชมพลันดังลั่นไปทั่วบริเวณ ดังยิ่งกว่าตอนชมมู่หยงไป๋หลายเท่า

        สาเหตุก็เพราะว่าตอนพวกเขาชมมู่หยงไป๋นั้น พวกเขาก็แค่ทำพอเป็นพิธีไปอย่างนั้น แต่ครั้งนี้พวกเขารู้สึกชื่นชมหลานห่ายจากใจจริง

        แต่ในตอนที่ผู้คนกำลังสรรเสริญหลานห่ายอยู่นั้น ผู้อาวุโสท่านนี้ก็หัวเราะฮ่าฮ่าขึ้นพร้อมกับเฉลยความจริงให้ผู้คนได้รับรู้ว่า

        “ทุกท่านไม่ต้องกล่าวชมข้าหรอก เจ้าวิหคล่อฟ้านี่ ไม่ว่าจะการออกแบบหรือการเสริมความสามารถให้มัน ทั้งหมดล้วนเป็นฝีมือของคุณชายหลินหยางเพียงคนเดียว ตัวข้ามีหน้าที่แค่ผลิตออกมาในขั้นตอนสุดท้ายเท่านั้น ถ้าจะขอบคุณ พวกเราต้องไปขอบคุณคุณชายหลินด้วยกันสิถึงจะถูก!”

        ผู้คนต่างก็ตกตะลึงอีกครั้ง

        จากนั้นพวกเขาก็หันไปมองที่หลินหยางด้วยสายตาชื่นชมและนับถือ เสียงสรรเสริญเยินยอและเสียงปรบมือดังขึ้นอย่างไร้ซึ่งความเกรงใจ

        เซวี่ยเทียนเองก็เดินไปหาหลินหยางพร้อมกับเสียงหัวเราะดังลั่น จากนั้นตบเข้าที่ไหล่ของหลินหยางอย่างแรง

        “ฮ่าฮ่าฮ่า ที่แท้เจ้านกน้อยนั่นก็เป็นผลงานของพี่น้องหลินเองหรือนี่! ทำไมเจ้าไม่รีบบอกเล่า ทำเอาข้าตกอกตกใจหมดเลย! ฮ่าฮ่า!”

        พอเซวี่ยเทียนเปิดขึ้นมาอย่างนี้ คนอื่นๆ ที่เหลือก็ออกปากชมหลินหยางกันไม่หยุด

        “แค่ของเล็กๆ น่ะ ไม่ใช่ของที่ยิ่งใหญ่อะไรขนาดนั้น ข้าไม่กล้าเอาออกมาอวดหรอก” หลินหยางแย้มยิ้มอ่อนๆ พร้อมกับหันไปผงกหัวให้ฝูงชน

        วิหคล่อฟ้าของหลินหยางนั้นมีศักยภาพมากพอที่จะสามารถเอาชนะยอดฝีมือทุกคนในการฝ่าด้านทะเลอัสนีแห่งนี้ และแน่นอนว่ารวมถึงมู่หยงไป๋ด้วย

        แต่ดูกิริยาวาจาของเขาสิ

        มารยาทดี ทั้งยังนอบน้อมถ่อมตน

        พอเทียบกับท่าทางอวดดีและจองหองสุดขีดของมู่หยงไป๋หลังจากตัดสายฟ้าไปทีเดียวแล้ว หลินหยางนั้นดูเป็นหนุ่มน้อยนิสัยดีสุดๆ ขึ้นมาเลย ความแตกต่างกันนั้นราวฟ้ากับเหวก็ไม่ปาน

        บนดาดฟ้าเรือตอนนี้แบ่งออกเป็นสองฝั่งทันที

        มู่หยงไป๋ที่ก่อนนี้กลายเป็นจุดสนใจของผู้คนทั้งหมดนั้น ตอนนี้พลันกลายเป็นหมาหัวเน่าที่แทบไม่เหลือใครเหลียวแลทันที เหลือแต่เพียงพรรคพวกสิบกว่าคนที่มาจากลัทธิศักดิ์สิทธิ์เหมือนกันกับเขาเท่านั้นที่ยังยืนอยู่ข้างเขา

        มีหลายคนที่มองหน้ากันเองไปมา จากนั้นก็หันไปมองหลินหยางที่เป็นที่นิยมสุดๆ ในตอนนี้ ในใจก็รู้สึกอึดอัดอย่างกับกำลังฝืนรับประทานอุจจาระอยู่ก็ไม่ปาน

        น่าอึดอัดเกินไปแล้ว…

        ถึงแม้ว่ามู่หยงไป๋จะไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่บนใบหน้าของเขาเริ่มบูดบึ้งขึ้นมาแล้ว

        เขาจ้องเขม็งไปที่หลินหยางที่ยืนอยู่กลางฝูงชนอย่างไม่ละสายตา

        ซึ่งในจังหวะแบบนี้ ตามปกติแล้ว หลินหยางควรจะหันกลับมามองเขาด้วยแววตาของผู้ชนะเพื่อซ้ำเติมอีกฝ่ายให้เจ็บใจยิ่งกว่าเดิม

        แต่หลินหยางกลับไม่ทำอย่างนั้น

        อีกฝ่ายกลับทำเหมือนมู่หยงไป๋ไม่มีตัวตนอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย ซึ่งการเมินเฉยแบบนั้นต่างหากที่เป็นการตอบโต้ที่เจ็บปวดที่สุด

        หลินหยางกำลังใช้ความจริงที่ชัดเจนมากที่สุดมาบอกกับมู่หยงไป๋ว่า

        เอาละ ดูซะสิ

        ใครกันแน่ที่เป็นมังกร?

        แล้วใครกันแน่ที่เป็น… มดปลวก??

        …………………………….

        เรือฉลามทมิฬแล่นไปบนทะเลอัสนีได้อย่างราบรื่นโดยที่ไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นเลยเป็นเวลากว่าสองชั่วโมง

        ผู้คนทั้งหลายต่างก็พูดคุยเฮฮากันอย่างครื้นเครง นับว่าเป็นการเดินทางผ่านทะเลอัสนีในแบบที่สบายที่สุดในประวัติการเลยก็ว่าได้

        ซึ่งหัวข้อที่ผู้คนพูดถึงกันย่อมต้องเป็นเรื่องของหลินหยางและ “วิหคอัสนี” สุดมหัศจรรย์นั่นอยู่แล้ว พวกเขาแทบจะยกยอคุณชายหลินผู้ลึกลับนั่นไปอยู่บนฟ้าแล้ว

        เพียงแต่ว่าในตอนที่ทัศนียภาพด้านหน้าของเรือฉลามทมิฬเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นพร้อมกับที่มวลหมู่เมฆสายฟ้าสี่ดำทั้งหลายค่อยๆ หายไปแล้วนั้น เสียงพูดคุยของผู้คนก็ค่อยๆ เงียบลงมา

        นั่นเป็นเพราะว่าพวกเขาได้มาถึงอุปสรรคด่านที่สองแล้วซึ่งก็คือ ทะเลอสูร

        เหล่ายอดฝีมือต่างก็พากันเดินออกมาจากห้องโดยสารบนเรือแล้ว

        และเพราะผลงานของหลินหยาง ทำให้พวกเขาเหล่านี้มีเวลาในการพักผ่อนและสะสมพลังนานถึงสองชั่วโมง แต่คนที่เคยมาทะเลสาบเมฆาอัสนีตั้งแต่ครั้งก่อนๆ แล้วจะรู้กันว่า ทะเลสาบอัสนีเป็นแค่น้ำจิ้มไปเลยเมื่อเอามาเทียบกับทะเลอสูรตรงหน้านี้

        ตรงนี้ต่างหาก… ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการสูญเสีย บาดเจ็บ และล้มตายจากการเดินทางเข้าสู่ทะเลสาบเมฆาอัสนี

        ตอนที่หลินหยางเดินออกมานั้น สามารถมองเห็นผืนฟ้าตรงหน้าที่ถูกแบ่งเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน ฝั่งหนึ่งเป็นกลุ่มเมฆสีดำและอีกฝั่งเป็นท้องฟ้าสีน้ำเงิน โดยทะเลอัสนีนั้นเป็นเหมือนเปลือกนอกของทะเลสาบฟ้าสมุทรที่โอบล้อมทัศนียภาพอันงดงามทั้งหมดเอาไว้ด้านใน

        แต่หลินหยางกลับสามารถสัมผัสได้ถึงภัยอันตรายบางอย่างที่ยากจะอธิบายได้ กำลังแอบซ่อนอยู่ภายใต้ผืนฟ้าสีครามแห่งนี้

        และทันทีที่เรือฉลามทมิฬข้ามผ่านอาณาเขตทะเลสาบอัสนีมาแล้ว กลับจอดนิ่งรออยู่กับที่ ไม่ได้รีบเร่งเดินหน้าต่อแต่อย่างใด

        “เราจอดตรงนี้ทำไม?” หลินหยางเดินเข้าไปถามหลานห่ายที่อยู่ใกล้ๆ

        “พวกเราต้องรอให้เรือของขุมอำนาจอื่นๆ มาถึงก่อน พอมากันครบหมดแล้วค่อยออกเดินทางต่อถึงจะสามารถผ่านทะเลอสูรแห่งนี้ไปได้ง่ายขึ้น…” สีหน้าของหลานห่ายตอนนี้กลับมาดูเคร่งขรึมอีกครั้ง

        ถึงแม้ว่าหลายวันมานี้เถ้าแก่ผู้มากด้วยวัยวุฒิท่านนี้จะร่าเริงมากแค่ไหนก็ตาม แต่เมื่อต้องมาเผชิญกับทะเลสาบอสูรตรงหน้านี้แล้วก็ยังต้องรู้สึกตึงเครียดจนยิ้มไม่ออก

        “สัตว์อสูรที่อาศัยอยู่ในทะเลอสูรแห่งนี้มันน่าหวาดกลัวขนาดนั้นเลยจริงๆ หรือ?” หลินหยางเคยได้ยินเรื่องของทะเลอสูรนี้มาจากหลานห่ายแล้ว อีกฝ่ายเล่าว่าทุกครั้งที่ต้องผ่านทะเลอสูรนั้นต้องเกิดการต่อสู้นองเลือดทุกครั้งไป

        “มันน่ากลัวมากจริงๆ ไม่ต่างอะไรกับภัยพิบัติเลยด้วยซ้ำ…”

        หลานห่ายที่นึกย้อนถึงภาพเหตุการณ์เมื่อครั้งที่ผ่านมา ก็ถึงกับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “จำนวนสัตว์อสูรที่อาศัยอยู่ในมหาทะเลสาบแห่งดินแดนภาคใต้นี้ เกรงว่าจะมีจำนวนที่ไม่น้อยไปกว่ามนุษย์ทั้งหมดในทวีปชี่หวู่เลย และในพื้นที่บริเวณทะเลสาบเมฆาอัสนีแห่งนี้ยังเป็นจุดที่มีสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งที่สุดมารวมตัวกันอีกด้วย… ครั้งก่อนที่บุกฝ่าตรงนี้ไป พวกเราสามารถสังหารสัตว์อสูรระดับราชันขั้นสูงไปมากถึงสิบกว่าตัว แต่จำนวนยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงที่สูญเสียไปกลับมีจำนวนสูงกว่านั้นถึงสองเท่า…”

        สัตว์อสูรระดับราชันขั้นสูง เป็นตัวตนที่แข็งแกร่งระดับเดียวกับยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นท้าย

        ซึ่งนั่นแทบจะเป็นระดับพลังต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดของมนุษย์บนทวีปชี่หวู่แล้ว และนั่นคือศัตรูกลุ่มแรกที่พวกของหลินหยางจะต้องปะทะด้วย

        แค่คิดก็น่าขนลุกแล้ว

        “คุณชายหลิน ของที่ท่านเคยพูดถึงเมื่อก่อนหน้านี้มันจะได้ผลจริงหรือ?” อยู่ๆ หลานห่ายก็ถามคำถามขึ้น

        “ก็หวังว่าจะได้นะ…”

        น้ำเสียงของหลินหยางเองก็ดูตึงเครียดอยู่ไม่น้อย

        อันที่จริงเขาเองก็มีเตรียมของที่จะใช้ต่อกรกับอสูรทะเลอยู่เหมือนกัน แต่นั้นก็เป็นของที่เตรียมจากการคาดเดาเท่านั้น ไม่สามารถรับประกันได้ว่ามันจะใช้ได้ผลจริง

        แต่ถ้าของนั้นมันใช้ได้ผลขึ้นมาจริงๆ ละก็ มันจะช่วยให้กลุ่มของพวกเขาสบายขึ้นยิ่งกว่าตอนวิหคอัสนีอีกหลายเท่าตัวเลยทีเดียว

        แต่ถึงอย่างไรสัตว์อสูรที่อาศัยอยู่ที่นี่ก็ยังน่ากลัวกว่าสายฟ้าเมื่อครู่นี้หลายสิบเท่าอยู่ดี

        และในขณะที่ทั้งสองคนกำลังสนทนากันอยู่นั่นเอง บนผืนน้ำบริเวณใกล้เคียงก็เกิดจุดดำขึ้นมาจุดหนึ่ง

        ”มาแล้ว! นั่นมันเรือของราชอาณาจักรเทียนฉาง!”

        บนเสาสังเกตการณ์มีเสียงตะโกนของโจรสลัดคนหนึ่งดังขึ้น ทุกคนจึงหันไปมองดูตรงจุดดำที่อยู่ห่างออกไปนั่น ซึ่งจุดดำนั่นค่อยเปลี่ยนเป็นเรือเดินสมุทรขนาดมหึมาที่เปล่งประกายแสงสีทองอร่ามจนแสบตา

        “บ้าเอ๊ย ทำไมทุกครั้งที่ได้เห็นเรือของพวกราชอาณาจักรเทียนฉางแล้วต้องรู้สึกว่าตัวเองโคตรจนเลยวะนี่…”

        เหล่าโจรสลัดสายลมทมิฬทั้งหลายพากันส่งเสียงบ่นออกมาอย่างหัวเสีย

        หลินหยางเองก็ถูกแสงสีทองอร่ามนั่นดึงดูดสายตาเอาไว้เหมือนกัน เขาเห็น เรือทองคำ ที่ใช้ทองคำจริงๆ ในการสร้างลำหนึ่งกำลังลอยอยู่!

        ไม่มีใครรู้เลยว่าพวกราชอาณาจักรเทียนฉางนั่นใช้วิธีอะไรถึงสามารถสร้างเรือขนาดมหึมาขึ้นมาจากทองคำที่ทั้งหนักอึ้งทั้งอ่อนนุ่มได้ แถมดูท่าทางเรือลำนั้นเองก็สามารถเดินทางผ่านทะเลอัสนีมาได้โดยไร้ซึ่งบาดแผลเลยเหมือนกัน ถึงแม้ว่าจะมาช้ากว่าพวกหลินหยาง แต่ก็ช้ากว่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

        ไม่นาน เรือทองคำลำนั้นก็แล่นมาอยู่ข้างเรือฉลามทมิฬ ตรงจุดนี้น่าจะเป็นจุดรวมพลของขุมอำนาจทั้งห้าฝ่าย

        เรือฉลามทมิฬของเซวี่ยเทียนนั้นพอเอาไปเปรียบเทียบกับเรือทองคำอันหรูหราอลังการนั่นแล้ว มันไม่ต่างอะไรจากพวกขอทานตามถนนเลยสักนิด แค่อีกฝ่ายมาจอดอยู่ข้างๆ ก็ทำให้ทุกคนบนเรือต่างก็รู้สึกอับอายขึ้นมาได้แล้ว


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ราชันเทพอัคคี” : https://bit.ly/2EbnblS

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/562

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)