0 Views

        มันคือเรือขนาดมหึมาลำหนึ่งที่ใช้ทองคำในการสร้างทั้งลำ

        เป็นเรือที่มีใหญ่ประมาณตึกห้าถึงหกชั้นที่ถูกตกแต่งอย่างยิ่งใหญ่อลังการ ถึงแม้ว่าตัวเรือจะถูกสร้างขึ้นจากทองคำที่แตกต่างกันหลายชนิดมาหลอมรวมก็ตาม แต่ทองคำทุกชิ้นที่ใช้ก็ล้วนถูกแกะสลักออกมาอย่างประณีต จนได้เป็นวัสดุที่มีความแข็งแกร่งสุดขีดแต่กลับมีน้ำหนักที่เบาอย่างไม่น่าเชื่อ เป็นวัตถุดิบที่เหมาะที่จะใช้ในการสร้างตัวเรือมากที่สุด

        ส่วนด้านโครงสร้างของเรือเองก็ถูกออกแบบมาอย่างประณีตและรอบคอบ นอกจากจะใส่ใจในด้านความเป็นอยู่ของลูกเรือแล้ว ภายในเรือยังมีกลไกหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับการทำสงครามอย่างเช่นปืนใหญ่และอื่นๆเก็บซ่อนอยู่อีกเป็นจำนวนมาก

        ในเวลาปกติเรือลำนี้คือเรือเดินทะเลขนาดมหึมาที่ไร้ซึ่งความหวาดกลัวต่อคลื่นลมในมหาสมุทรใดๆ แต่เมื่อถึงยามที่ต้องทำศึกสงครามห้ำหั่นกับศัตรูแล้ว มันจะกลายเป็นดั่งอสูรร้ายที่เต็มไปด้วยคมเขี้ยวอันไร้เทียมทานก็ไม่ปาน

        เรือลำนี้….. ลงทุนไปเยอะน่าดูเลยนะเนี่ย….

        หลินหยางแอบคิดในใจว่าโชคดีที่เมื่อวานเขาแค่ข่มขู่ซเวย์เทียนไปเฉยๆ ไม่ได้คิดจะแย่งเอาเรือลำนี้มาจริงๆ ไม่อย่างนั้นอีกฝ่ายคงคิดต่อสู้แบบแลกชีวิตกับเขาเพื่อปกป้องเรือลำนี้ไว้แน่ๆ

        ในขณะที่หลินหยางกำลังคิดอย่างนั้นอยู่ ก็มีฝ่ามือขนาดใหญ่ข้างหนึ่งยื่นมาโอบไหล่ของหลินหยางไว้

        “เป็นไงล่ะ พี่น้องหลิน เรือฉลามทมิฬ ของพวกเรา!อย่าหาว่าข้าขี้โม้เลยนะ แต่ทั่วทั้งมหาทะเลสาบแดนใต้แห่งนี้ ไม่มีเรือลำใดที่สามารถเทียบเคียงกับเรือของซเวย์เทียนผู้นี้ได้แม้แต่ลำเดียว…”

        เจ้าของเสียงนี้ก็คือซเวย์เทียนที่ตอนนี้ใช้คำว่า พี่น้อง ในการเรียกหาหลินหยางแล้ว ดูสนิทกับหลินหยางมากกว่าเดิมอยู่ไม่น้อย

        ด้านเฒ่าแก่ใหญ่ทั้งสามคนจากกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าเองก็พาองค์หญิงเซียวเซียง คุณชายมู่หยงไป๋จากลัทธิศักดิสิทธิ และสมาชิกทีมที่เหลือตามมาสมทบแล้ว

        ส่วนหั่วเอ๋อผู้เป็นมิตรกับเหล่าสาวน้อยทั้งปวงเองก็ได้พบกับหวานใจคนใหม่ด้วยเช่นกัน ซึ่งก็คือองค์หญิงเซียวเซียงนั่นเอง โดยตอนนี้มันกำลังยืนเกาะอยู่บนไหล่ขององค์หญิงพร้อมกับเล่าเรื่องตลกที่ฟังมาจากจ้าวเหวินชางให้เธอฟังจนองค์หญิงผู้งดงามที่ดูสุขุมเยือกเย็นคนนั้นยังหลุดหัวเราะคิกคักออกมา ดึงดูดสายตาทั้งหมดเอาไว้ได้แทบจะทันที

        “โห? จริงหรอ สุดยอดขนาดนั้นเลย ?”

        ไอนกเวรนั่นหลังจากที่เล่าเรื่องตลกเสร็จ พอได้ยินซเวย์เทียนกำลังคุยโวอย่างนั้น มันก็บินไปที่ด้านข้างของเรือฉลามทมิฬทันที จากนั้นก็ใช้กรงเล็บของมันกรีดเข้าใส่เรือไปหนึ่งครั้ง

        แคว๊ก

        แผ่นเหล็กขนาดใหญ่แผ่นหนึ่งเกือบจะถูกหั่วเอ๋อฉีกลงมาทั้งอย่างนั้น

        ซเวย์เทียนถึงกับตาค้างเติ่ง

        “ก็ไม่เท่าไหร่นะ…”

        หั่วเอ๋อยังกล่าววาจากวนประสาทซ้ำเติมไปอีกหนึ่งประโยค

        ซเวย์เทียบเกือบจะกระอักเลือดออกมาแล้ว

        แต่คนอื่นๆกลับหัวเราะกันดังลั่นอย่างสนุกสนานพร้อมกับเดินขึ้นเรือฉลามทมิฬไป

        พอขึ้นเรือไปแล้ว ซเวย์เทียนก็กลับไปทำหน้าที่กัปตันคุมเรือเพื่อออกทะเลทันที ส่วนลูกเรือคนอื่นๆก็ถูกส่งไปยังห้องโดยสารที่ถูกจัดไว้ให้ ซึ่งพวกเขาสามารถพักผ่อนได้ในขณะที่กำลังล่องเรืออยู่

        หลินหยางได้พักในห้องโดยสารระดับสวรรค์หมายเลขเจ็ดซึ่งถือว่าเป็นห้องที่ได้รับการดูแลปรนนิบัติเป็นอย่างดี อีกทั้งยังได้อยู่ใกล้กับองค์หญิงเซียวเซียงอีกด้วย

        สตรีรูปงามผู้มีร่างสถิตภูติพงไพรผู้นี้ พอขึ้นเรือมาแล้วก็ยังไม่ลืมที่จะแสดงความสนิทชิดเชื้อและความอ่อนโยนให้กับหลินหยางอย่างเต็มเปี่ยม แต่ก็ถูกหลินหยางรักษาระยะห่างเอาไว้เป็นอย่างดี

        ซึ่งหลินหยางยังรู้สึกได้ว่า ทุกครั้งที่องค์หญิงเข้ามาพูดคุยกับเขา มู่หยงไป๋ที่อยู่แถวนี้ด้วยก็จะเหลือบมองมาที่ตัวเขาตลอดเวลา ซึ่งความหมายแฝงในแววตานั้นไม่ว่าใครก็ดูออกได้อย่างชัดเจน

        “เอาล่ะพรรคพวกทั้งหลาย เก็บสมอ กางใบเรือได้!!”

        เมื่อสิ้นเสียงตะโกนอันหนักแน่นของซเวย์เทียนแล้ว เรือฉลามทมิฬก็ค่อยๆแล่นออกจากชายทะเลเพื่อมุ่งหน้าเข้าสู่ส่วนลึกสุดของผืนน้ำสีฟ้าครามอันกว้างใหญ่แห่งนี้ไป

        การออกผจญภัยสำรวจทะเลสาบเมฆาอัสนีครั้งที่เก้าของกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้า ก็เริ่มเปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการด้วยประการฉะนี้

        จากที่หลานห่ายเล่าให้ฟังนั้น เมื่อเรือเริ่มแล่นออกไปแล้ว ต้องใช้เวลาในการเดินทางนานประมาณสองวันกว่าจะถึงที่หมาย ซึ่งระหว่างนั้นจะมีอุปสรรคมากมายที่ต้องฟันฝ่า

        หลินหยางมุ่งหน้ากลับเข้าสู่ที่พักของตนเองเพื่อพักผ่อนปรับสมดุลพลังของตัวเองทันที

        จากนั้นเวลาก็ผ่านไปราวๆครึ่งวัน หลินหยางไม่ได้ไปร่วมรับประทานอาหารกลางวัน แต่เลือกที่จะปรับพลังฟ้าดินอัคคีแบบเงียบๆในห้องตัวเองแทน

        และในตอนนั้นเอง ตรงประตูห้องของเขาก็มีเสียงเคาะเรียกดังขึ้นเบาๆ

        “ใคร ?” หลินหยางลืมตาขึ้นมอง

        “คุณชายหลิน ข้าเซียวเซียงเอง…” น้ำเสียงอันไพเราะปานกระดิ่งเงินดังขึ้นจากด้านนอก

        องค์หญิงคนสวยคนนั้นเหรอ ?

        หลินหยางลุกขึ้นไปเปิดประตู ซึ่งคนแรกที่เขามองเห็นคือคนที่หลินหยางเคยเจอมาแล้วเมื่อก่อนหน้านี้ ยอดฝีมือแห่งราชสำนักของราชอาณาจักรโล่ยื่อ เซี่ยฉี่หลง นั่นเอง

        ส่วนองค์หญิงเซียวเซียงผู้เลอโฉมคนนั้นกำลังยืนอยู่ด้านหลังของเซี่ยฉี่หลง พร้อมกับมองมาที่หลินหยางด้วยใบหน้าใสสว่างของเธอ

        “ขอรบกวนหน่อยนะคะ คุณชายหลิน” ดวงตายที่กรีดโค้งอย่างงดงามของเธอนั้นช่างชวนให้ลุ่มหลงเหลือเกิน

        “เชิญ”

        หลินหยางขยับตัวหลบให้ทั้งสองคนเข้ามาในห้อง

        พอเข้ามาในห้องแล้ว เซียวเซียงก็หาที่นั่งลงไปโดยไร้ซึ่งความเกรงใจเลยแม้แต่น้อย ส่วนเซี่ยฉี่หลงนั้นก็หันมาผงกหัวให้หลินหยางที่นึงจากนั้นก็ดึงเอาหม้อนึ่งออกมาจากถุงฟ้าดินอย่างคล่องแคล่วราวกับเล่นกล ภายในหม้อนึ่งนั้นมีทั้งข้าวทั้งกับร้อนๆหลายจานที่ค่อยๆถูกนำออกมาเสิร์ฟ

        “แล้วหั่วเอ๋อล่ะ ?” หลินหยางถามถึงไอตัวตะกละนั่น

        “น่าจะกำลังกินข้าวอยู่ที่โรงอาหารอย่างอเร็ดอร่อยเลยล่ะ” เซียวเซียงตอบกลับด้วยพร้อมเสียงหัวเราะ

         “เซียวเซียงเห็นว่าคุณชายหลินน่าจะยังไม่ได้ทานอาหาร ข้าเลยนำอาหารมาส่งให้ท่านโดยเฉพาะ บนเรือนี่อาจจะโคลงเคลงไปบ้าง ถ้าคุณชายหลินรู้สึกไม่อยากอาหารล่ะก็ จะเปลี่ยนมาทานโจ๊กใสๆแทนก็ดีไม่น้อยนะคะ…”

        พอพูดเสร็จ องค์หญิงผู้นี้ก็ลงมือเทโจ๊กให้หลินหยางถ้วยหนึ่งด้วยตนเอง อีกทั้งยังใช้ปากเล็กๆราวลูกท้อที่ดูน่ารักนั่นเป่าให้เย็นลงหน่อยนึงก่อนที่จะยกมาวางไว้ตรงหน้าหลินหยางด้วย

        ช่างงดงามเสียจนไม่สามารถบรรยายออกมาได้เลย

        หากเปลี่ยนเป็นผู้ชายคนอื่นมาโดนสาวงามปานเทพธิดาดูแลเอาใจใส่แบบนี้เหมือนกันล่ะก็ เกรงว่าคงได้หลงไหลพร่ำเพ้อจนลืมแม้แต่ชื่อแซ่ของตัวเองไปนานแล้ว

        แต่หลินหยางกลับมองไปที่องค์หญิงเซียวเซียงอย่างสงบนิ่งพร้อมกับตอบเธอไปว่า “องค์หญิงต้องการอะไรก็เชิญพูดมาเถอะ”

        เซี่ยฉี่หลงที่ยืนอยู่ด้านข้างนั้นกำลังคิ้วขมวดอย่างไม่ปิดบัง

        ชายผู้นี้กำลังคิดดูถูกหลินหยางอย่างชัดเจน มีสาวงามราวนางฟ้าที่พึ่งลงจากสวรรค์มาดูแลถึงที่ขนาดนี้แท้ๆ ไอหนูนี่มันตาบอดอยู่รึเปล่าน่ะ ?

        องค์หญิงเซียวเซียงของพวกเราไม่เคยสนใจดูแลผู้ชายคนไหนมาก่อนเลยนะ

        แต่องค์หญิงที่ถูกหลินหยางตอกกลับอย่างเย็นชา ก็ดูจะไม่ได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย

        “ก่อนหน้านี้ข้าเคยได้ยินจากพี่หยูยี่ว่าคุณชายหลินเป็นสุภาพบุรุษผู้ซื่อตรงที่ไม่สนใจในกามรมณ์เลยแม้แต่น้อย ตอนแรกข้าเองก็ยังไม่ค่อยอยากจะเชื่อว่าบนโลกนี้จะมีใครสามารถต้านทานเสน่ห์ยั่วยวนของพี่หยูยี่ได้ แต่ตอนนี้ข้าเชื่อแล้วล่ะ”

        หลินหยางตอบกลับโดยไร้ซึ่งความหวั่นไหว “ทั้งองค์หญิงและเฒ่าแก่จีล้วนเป็นสาวงามระดับนางฟ้าบนสวรรค์ หลินหยางผู้นี้ไม่คู่ควรด้วยหรอก ถ้าองค์หญิงมีเรื่องที่อยากจะพูดด้วยก็เชิญพูดมาตรงๆเลยเถอะ”

        “คิคิ” องค์หญิงเซียวเซียงหัวเราะคิกคักออกมาเบาๆ “ได้ การพูดคุยกับคุณชายหลินนี่มันช่างง่ายดายเสียจริง อย่างนั้เซียวเซียงก็ขอไม่อ้อมค้อมเลยแล้วกันนะคะ ที่ข้ามาหาคุณชายหลินครั้งนี้ก็เพราะอยากจะทำสัญญากับคุณชายหลินค่ะ”

        “สัญญา ?”

        “ใช่แล้วค่ะ !” สีหน้าขององค์หญิงเซียวเซียงพลันเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมา ความอ่อนโยนในดวงตาทั้งสองข้างหายไป ดูเคร่งเครียดขึ้นมาทันที “เซียวเซียงอยากเชิญคุณชายหลินมาเป็นที่ปรึกษาด้านการช่างของพวกเราราชอาณาจักรโล่ยื่อ อยากให้ช่วยเซียวเซียงต่อกรกับไอพวกลัทธิหมื่นวิญญาณสุดชั่วร้ายนั่นค่ะ!”

        ลัทธิหมื่นวิญญาณ!!

        ทันทีที่หลินหยางได้ยินชื่อนี้ก็เกิดความรู้สึกหวั่นไหวขึ้นในใจทันที

        เขารู้ว่าลัทธิหมื่นวิญญาณที่ว่านี้มีเบื้องหลังไม่ธรรมดา มันเป็นถึงหนึ่งในห้าลัทธิใหญ่แห่งทวีปชี่หวู่ มีฐานหลักอยู่ที่หุบเขาหมื่นวิญญาณซึ่งตั้งอยู่บริเวณชายแดนของภาคตะวันตกเฉียงใต้ของทวีปชี่หวู่

        ได้ยินว่าลัทธิหมื่นวิญญาณเป็นลัทธิที่มีการฝึกวิชานอกรีตสุดชั่วร้ายโดยการดึงดูดเอาพลังจากวิญญาณของคนตายมาใช้ เป็นลัทธิที่ทั้งแข็งแกร่งและพิสดารถึงขีดสุด ทุกอาณาจักรที่ตั้งอยู่ในดินแดนทะเลทรายอันแห้งแร้งของภาคตะวันตกและมหาทะเลสาบของภาคใต้ ล้วนมีความรู้สึกหวาดกลัวในลัทธิลึกลับนี่อยู่อย่างน้อยสามส่วน

        กลับมาที่เซียวเซียงที่ยังคงอธิบายต่ออีกว่า “ข้าคิดว่าหลังจากที่คุณชายหลินผ่านการต่อสู้ที่อาณาจักรชูอวิ๋นเมื่อก่อนหน้านี้ไป น่าจะทำให้ท่านพอรู้จักลัทธิหมื่นวิญญาณนี่มาบ้างแล้ว ไม่ว่าจะซ่างกวันหงหรือหลินไป๋ชวนก็ล้วนเป็นศิษย์ของลัทธินั่นเหมือนกน…”

        หลินหยางไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับเรื่องนี้ซักเท่าไหร่

        เขาพยักหน้ารับโดยที่ไม่ได้รีบตอบรับคำเชิญของเซียวเซียง แต่ถามกลับไปหนึ่งคำถามแทนว่า “ถ้าอย่างนั้นองค์หญิงรู้รึเปล่าว่าทำไมลัทธิหมื่นวิญญาณที่แข็งแกร่งขนาดนั้นถึงได้คิดที่จะเล่นอาณาจักรชูอวิ๋นของเรา ?”

        “เรื่องนั้น…” เซียวเซียงชะงักไปก่อนครู่หนึ่ง เห็นได้ชัดว่าเธอรู้อะไรบางอย่าง จากนั้นซักพักเธอก็หันกลับไปมองที่หลินหยางพร้อมกล่าวว่า “เบื้องหลังของเรื่องนี้ เกรงว่าคงต้องเล่าย้อนไปถึงเหตุการณ์สะเทือนขวัญครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในอาณาจักรชูอวิ๋นเมื่อสิบห้าปีก่อน!!”

        สิบห้าปีก่อน…เหตุการณ์สะเทือนขวัญครั้งใหญ่…

        สิบห้าปีก่อนเป็นปีที่เขาเกิดพอดี อีกทั้งยังเป็นปีที่พ่อของเขาหลินเฮ่ายวนทิ้งแม่ของเขาเอาไว้เพื่อกลับไปที่อาณาจักรชูอวิ๋น

        ความคิดของหลินหยางวิ่งแล่นอย่างรวดเร็วประดุจอัสนี เพียงครู่เดียวก็เชื่อมโยงเรื่องราวทั้งหมดที่เขารู้ขึ้นมาได้

        หรือว่า โชคชะตาของเขานั้นถูกดึงให้เข้าสู่กระแสคลื่นแห่งประวัติศาสตร์ตั้งแต่เมื่อสิบห้าปีก่อนแล้ว ?

        คำพูดของเซียวเซียงทำให้หลินหยางเกิดความรู้สึกสงสัยขึ้นอย่างเต็มอก แต่ในจังหวะที่สำคัญที่สุดของการสนทนาครั้งนี้ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นจากข้างนอกอีกครั้ง

        “เซียวเซียง เจ้าอยู่ข้างในรึเปล่า ?”

        น้ำเสียงอันเย็นชาของชายผู้หนึ่งดังขึ้น ทำให้บรรยากาศภายในห้องเสียไปในพริบตา

        หลินหยางคิ้วขมวดทันที คนเขากำลังจะคุยเรื่องสำคัญกันอยู่แท้ๆ ใครที่ไหนมาขัดจังหวะเอาตอนนี้พอดีเนี่ย ?

        แต่หลินหยางพลันสัมผัสได้ว่าสีหน้าของเซียวเซียงและเซี่ยฉี่หลงดูอึดอัดอยู่ไม่น้อย เห็นได้ชัดว่าทั้งสองรู้ว่าผู้มาเยือนคือใคร

        พอเปิดประตูแล้วก็เจอกับชายหนุ่มรูปงามที่ดูท่าทางเย็นชาคนหนึ่งยืนอยู่ ดวงตาอันเย็นเยือกคู่นั้นเพ่งเล็งเข้าใส่หลินหยางทันทีที่ประตูเปิดออก

        มู่หยงไป๋

        ชายหนุ่มที่ดูหยิ่งทระนงตลอดเวลาราวกับตนเป็นเทพมังกรจากสวรรค์ชั้นฟ้า สีหน้าของเขาตอนนี้เห็นได้ชัดว่ากำลังโกรธอยู่ สายตาที่ใช้มองหลินหยางนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกเหยียดหยามและความมพอใจ

        ให้ความรู้สึกเหมือนกับว่ากำลังมองดูหมาวัดยืนเกาะอยู่ข้างนางฟ้าสุดที่รักในดวงใจของตนอยู่ก็ไม่ปาน ดูรังเกียจสุดขีด

        เขาไม่ได้เข้าไปในห้อง แต่ยืนพูดอยู่หน้าห้องด้วยน้ำเสียงเย็นชาแทนว่า “ซเวย์ประกาศว่าให้ทุกคนไปรวมตัวกันที่ดาดฟ้าเรือ เรากำลังจะเข้าสู่อาณาเขตของทะเลสาบเมฆาอัสนีแล้ว”

        น้ำเสียงเย็นชาดุจน้ำแข็ง อีกทั้งยังให้ความรู้สึกเหมือนกำลังออกคำสั่งอยู่ด้วย

        มันยิ่งทำให้บรรยากาศในห้องอึดอัดขึ้นยิ่งกว่าเดิม

        “พวกเรารับทราบแล้วขอรับ คุณชายมู่หยง” ตอนที่เซี่ยฉี่หลงตอบรับกับมู่หยงไป๋นั้น สีหน้าท่าทางของเขาก็ดูจะมีความเคารพอีกฝ่ายอยู่หลายส่วน

        ฐานะของมู่หยงไป๋ผู้นี้ดูท่าจะสูงศักดิ์กว่าองค์ชายของราชอาณาจักรเสียอีก

        “ไปกันเถอะ เซียวเซียง อย่าผู้อื่นคอยนานเลย”

        แต่ดูท่าทางมู่หยงไป๋จะไม่ได้สนใจเซี่ยฉี่หลงเลยแม้แต่น้อย เขายังคงจ้องเขม็งไปที่องค์หญิงเซียวเซียงราวกับว่าจะต้องเห็นเธอออกจากห้องนี้ไปก่อนเขาถึงจะวางใจ

        สีหน้าขององค์หญิงตอนนี้ก็ดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เห็นได้ชัดว่ากำลังรู้สึกลำบากใจเป็นอย่างมาก ราวกับว่าทั้งสองฝ่ายนั้นมีความสัมพันธ์ในแบบที่ไม่สะดวกใจที่จะบอกให้คนอื่นรู้อยู่

        เธอทำเพียงแค่กัดริมฝีปากของตัวเองเบาๆ จากนั้นมาหัวเราะแบบฝืนๆให้กับหลินหยางด้วยสีหน้ารู้สึกผิด แล้วกล่าวว่า

        ต้องขอโทษด้วยนะคะคุณชายหลิน ไว้ครั้งหน้าเราค่อยคุยกันใหม่

        จากนั้นเธอก็ลุกขึ้นยืนเดินพาเซี่ยฉี่หลงออกไปจากห้องพักของหลินหยางอย่างรวดเร็ว ตอนที่กำลังเดินผ่านมู่หยงไป๋อยู่นั้น เซียวเซียงไม่ได้เหลือบไปมองอีกฝ่ายแม้แต่น้อย เห็นได้ชัดว่าเธอรู้สึกโมโหอยู่ไม่น้อยที่ถูกขัดจังหวะอย่างไร้มารยาทเช่นนี้

        แต่หลินหยางนั้นรู้สึกหงุดหงิดยิ่งกว่า

        แค่เขาถูกขัดจังหวะในตอนที่กำลังจะได้ยินเรื่องสำคัญมันก็น่าโมโหพออยู่แล้ว เมื่อเจอสายตาอันหยิ่งยโสของมู่หยงไป๋เข้าไปอีก มันยิ่งทำให้หลินหยางรู้สึกโมโหมากกว่าเดิม

        แต่มันยิ่งน่าโมโหมากขึ้นไปอีก เมื่อไปมู่หยงไป๋นั่นมันไม่ได้จากไปพร้อมกับเซียวเซียง แต่กลับยืนรอให้องค์หญิงผู้นั้นเดินจากไปไกลก่อน จากนั้นค่อยหันมาพูดกับหลินหยางด้วยน้ำเสียงเย็นเยือกว่า

        “ตั้งแต่วันนี้ไป ข้าไม่อยากเห็นแกเข้าใกล้เซียวเซียงเกินกว่าสิบเมตร มิเช่นนั้น… แกจะได้เจอกับผลลัพธ์ที่เลวร้ายจนแกไม่สามารถอดทนไหวแน่นอน”

        นี่คือการแจ้งเตือนผสมการข่มขู่อย่างตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม

        หลินหยางยังสัมผัสได้ถึงจิตมุ่งร้ายของอีกฝ่ายที่พุ่งตรงมาหาเขาอย่างชัดเจด้วย

        ความเผด็จการของมู่หยงไป๋นั้นเหมือนกับลูกหมาป่าน้อยที่กำลังปกป้องอาหารตัวเองอยู่ไม่มีผิด เซียวเซียงก็เป็นเหมือนกระดูกติดเหนือที่มันจะไม่มีทางปล่อยให้ผู้อื่นเด็ดขาด มันผู้ใดกล้ามายุ่ง มันผู้นั้นจะต้องตาย!!

        แต่น่าเสียดายที่รอบนี้ศัตรูของเขาดันเป็นหลินหยาง

        หลินหยางนั้นทำเหมือนไม่ได้ยินที่มู่หยงไป๋พูดมาแม้แต่น้อย เขาค่อยๆยกถ้วยโจ๊กที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมา จากนั้นก็ซดเข้าไปอึกใหญ่ จากนั้นก็หันมามองมู่หยงไป๋แล้วพูดขึ้นมาว่า

        “อืม โจ๊กที่องค์หญิงเซียวเซียงยกมาเสิร์ฟให้ด้วยตัวเอง เจ้าจะเอาซักถ้วยไหม ?”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ราชันเทพอัคคี” : https://bit.ly/2EbnblS

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/562

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)