0 Views

        ราชันย์หมึกยักษ์ตนนี้เป็นราชันแห่งท้องทะเลลึก มีหนวดทั้งหมดแปดเส้น แต่ละเส้นล้วนมีพละกำลังมหาศาลจนสามารถแหวกขุนเขาทลายศิลาได้อย่างง่ายดาย  แข็งแกร่งเสียจนแม้แต่เหล่าอสูรประเภทฉลามที่ดุร้ายยังต้องถอยหนีเมื่อเจอกับราชันหมึกยักษ์

        นอกจากนี้ เจ้าราชันหมึกยักษ์ตัวนี้เองก็เป็นตัวที่มีพลังกล้าแข็งมากๆในบรรดาสัตว์อสูรระดับราชันทั้งหลายอีกด้วย แรงกดดันอสูรที่ปล่อยออกมาจากตัวมันนั้น ทรงพลังไม่แพ้กับพวกยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นท้ายของมนุษย์ทั่วไปแลยทีเดียว

        เพียงแต่ว่า บัดนี้เจ้าอสูรสุดแข็งแกร่งที่ว่านั้น กลับมีแต่บาดแผลฉกรรจ์อยู่เต็มตัว

        หนวดอันทรงพลังทั้งแปดเส้นของมันนั้น มีอยู่สองเส้นที่ถูกฉีกขาดออกมาด้วยกำลังล้วนๆจนเลือดสดๆสีดำอมเขียวสาดกระจายไปเต็มพื้น เสียงหอบหายใจอันอ่อนแรงของมันดังโหยหวนไปทั่วบริเวณนั้น

        ทั้งหมดที่เกิดขึ้นล้วนเป็นฝีมือของบุรุษท่านนี้ทั้งสิ้น การที่เขาสามารถใช้แค่พละกำลังเพียงอย่างเดียวในการกำหลาบราชันหมึกยักษ์จนมันมีสภาพยับเยินแบบนี้ได้นั้น คนๆนี้นับว่าเป็นอสูรในคราบมนุษย์อย่างแท้จริง

        เขายืนเผชิญหน้ากับอสูรทะเลตรงหน้าที่ตอนนี้ไร้ซึ่งพลังในการต่อต้านอย่างสิ้นเชิงด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม เขาแสยะยิ้มกว้างจนเห็นฟันสีขาวสว่างดุจหิมะที่เรียงรายอยู่ในปาก

        เหล่าหมาป่าดุร้ายที่อยู่บนท้องทุ่งนั้นล้วนไร้ซึ่งความเมตตา พวกมันมีเพียงจิตสังหารอันไร้ที่สิ้นสุดที่ใช้เพื่อเติมเต็มความกระหายเลือดของพวกมันเท่านั้น

        “เดี๋ยวข้าหยุดความทุกข์ทรมานของแกให้ก็แล้วกัน…”

        น้ำเสียงอันทุ้มต่ำนั่นเป็นคำตัดสินชะตาชีวิตครั้งสุดท้ายของอสูรทะเลตัวนั้น

        “ท่านอาหมานผู้กล้าหาญไร้เทียมทาน จงเจริญ!!”

        รอบข้างนั้นมีเหล่านักรบแห่งทุ่งหญ้ากลุ่มหนึ่งกำลังสงเสียงสรรเสริญกันอย่างเร่าร้อน

        แต่ทันใดนั้นเอง อยู่ๆบนอากาศอันว่างเปล่าก็เกิดรอยแยกประหลาดขึ้น จากนั้นก็มีเงาร่างสายหนึ่งก็ปรากฎตัวขึ้นท่ามกลางผู้คนอย่างพิศวงราวกับภูติผีก็ไม่ปาน

        “ผู้ที่แข็งแกร่งไร้คู่ต่อกรอย่างท่านอาหมานจะมารังแกเหล่าสัตว์อสูรผู้น่าสงสารเหล่านี้ทำไมหรือ”

        เสียงพูดอันไพเราะเสนาะหูของชายผู้หนึ่งดังขึ้น

        เสียงพูดนี้ราวกลับเป็นน้ำทิพย์ที่มีพลังในการชโลมหัวใจก็ไม่ปาน แม้แต่เหล่าชายฉกรรจ์สุดโหดเหี้ยมอำมหิตทั้งหลายที่มาจากเผ่ามองโกลพวกนี้ พอได้ยินเสียงนี้แล้วก็เงียบสงบลงทันทีอย่างน่าฉงน

        ใครกันน่ะ ?

        สิ่งที่พวกเขาเห็นกันนั้น คือเงาร่างสายหนึ่งที่มีผมยาวสลวยกำลังยืนอยู่ข้างๆราชันหมึกยักษ์ตัวนั้น

        เป็นชายวัยกลางคนที่มีหน้าตาธรรมดาๆคนหนึ่ง ถ้ามองผ่านๆก็ดูเป็นคนดาษๆไม่มีอะไรโดดเด่น แต่กลับมีบรรยากาศลึกลับเลื่อนลอยอย่างน่าประหลาด

        ทั้งที่ยืนอยู่ตรงนั้น แต่ก็รู้สึกเหมือนกับว่าตรงนั้นไม่มีใครอยู่

        กลิ่นอายของเขานั้นราวกับว่าได้หลอมรวมเป็นหนึ่งกับธรรมชาติไปแล้ว ขนาดเส้นผมแต่ละเส้นที่ปลิวสไวไปตามแรงลมนั้นก็ยังให้ความรู้สึกพิศวงราวกับเป็นผลงานศิลปะก็ไม่ปาน

        บริเวณลานกว้างที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยจิตสังหารอันครุกกรุ่นก็พลันสงบลงอย่างรวดเร็ว

        สายตาเป็นมิตรของคนผู้นี้มองกวาดไปทั่วบริเวณ สุดท้ายก็มาหยุดมองที่ร่างของบุรุษผู้มีพลังแข็งกล้าปานอสูรร้ายผู้นั้น จากนั้นก็ก้มหัวคำนับตามมารยาทแล้วกล่าวว่า

        “โม่เชาหยันยินดีที่ได้พบท่านอาหมาน”

        โม่เชาหยัน!

        คนผู้นี้น่ะรึ โม่เชาหยัน!!

        เหล่านักรบแห่งราชอาณาจักรมองโกเลียต่างก็ตาลุกวาว

        ก่อนหน้านี้ที่พวกเขาออกทะเลไปหลายครั้งนั้น ก็มักจะได้ยินว่าในเผ่าฝูโปนั้นมีตัวตนอันทรงพลังอยู่คนหนึ่ง พลังของเขาคนนั้นแค่คนเดียว สามารถต่อกรเหล่าอสูรแห่งท้องทะเลนับพันนับหมื่นได้ ความแข็งแกร่งของนั้นอยู่เหนือทุกสิ่งในมหาทะเลสาบแดนใต้แห่งนี้ ไม่คิดเลยว่าคนระดับนั้นจะมาปรากฏตัวในที่แห่งนี้

        ชื่อเสียงของโม่เชาหยันนั้นโด่งดังจนน่ากลัว อีกทั้งวิธีการปรากฏตัวของเขาในวันนี้ยังมาในแบบพิศดารเหนือธรรมชาติสมกับชื่อเสียงอันโด่งดังของเขา

        แต่ว่า

        ในสายตาของอาหมานแล้ว เรื่องราวเหล่านั้นล้วนเป็นเรื่องไร้สาระทั้งสิ้น

        ชายฉกรรจ์แสนดุร้ายผู้นี้จ้องมองไปที่โม่เชาหยันพร้อมกับยิ้มเยาะออกมาแล้วกล่าวว่า

        “เมื่อครู่นี้เจ้า กำลังสั่งสอนข้าอยู่รึ ?”

        โม่เชาหยันที่ถูกกดดันจากแรงกดดันอันทรงพลังของอีกฝ่ายก็ยังคงสงบนิ่งอยู่ได้ เขาส่ายหน้าแล้วตอบกลับไปว่า

        “ข้าน้อยมิบังอาจกล้าไปสั่งสอนเทพสงครามแห่งราชอาณาจักรมองโกเลียหรอก ข้าเพียงแค่อยากขอความกรุณาจากท่านอาหมานให้ช่วยปล่อยสัตว์อสูรผู้น่าสงสารตัวนี้ไป ถ้าหากท่านยอม โม่เชาหยันที่เป็นตัวแทนของเผ่าฝูโปผู้นี้จะรู้สึกซาบซึ้งในความกรุณาของท่านอย่างมากเลยล่ะ”

        “ให้ปล่อยมันรึ ? ด้วยคำพูดของเจ้าแค่ประโยคเดียวเนี่ยนะ ?”

        “ข้าน้อยมีของตอบแทนให้….”

        “ไม่จำเป็น”

        หลังจากนั้นก็เห็นท่านอาหมานผู้นี้ที่ก้าวเท้าเพียงก้าวเดียว แต่กลับเคลื่อนตัวไปเผชิญหน้าอีกฝ่ายได้ในแทบจะทันที เขามองไปที่โม่เชาหยันด้วยสีหน้าท้าทาย

        “ตามธรรมเนียมของพวกเรานั้น เหยื่อที่ล่าได้ต้องตกเป็นของนักล่าที่แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้น ถ้าเจ้าคิดจะช่วยเดรัจฉานตนนี้ เจ้าก็แค่เอาชนะข้าให้ได้ก็พอ”

        “ท่านอาหมานเป็นถึงยอดนักสู้อันดับหนึ่งแห่งทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ โม่เชาหยันมิบังอาจ…”

        “หึ เกรงว่าเจ้าจะไม่มีสิทธิเลือกแล้วล่ะ”

        ตูม

        พอกล่าวจบ ทั้งจิตสังหารและพลังฟ้าดินของอาหมานก็ถูกระเบิดออกมาทันทีพร้อมกับเสียงคำรามของหมาป่าตนนึงที่ก้องกังวาลราวกับจะดังไปทั่วพิภพ แรงกดดันอันมหาศาลที่ปล่อยออกมานั้นราวกับต้องการจะกลืนกินบุรุษผู้ที่ดูลึกลับและไม่สนใจเรื่องทางโลกผู้นี้ลงไปทั้งอย่างนั้น

        “เห้อ…”

        พอโม่เชาหยันที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเห็นศัตรูของตนเริ่มลงมือแล้ว ก็ส่งเสียงเบื่อหน่ายออกมา ขณะเดียวกันสองมือของเขาก็ขยับทำท่าเป็นสัญลักษณ์ต่างๆของพิธีกรรมบางอย่างพร้อมกับที่ในปากก็แอบพึมพำอะไรบางอย่าง

        “ตายไปซะ!”

        ท่านอาหมานผู้นั้นเหมือนจะดูออกว่าโม่เชาหยันกำลังทำอะไรอยู่ เพลิงพิโรธในดวงตาของเขาก็ลุกโชนยิ่งกว่าเดิม เขาคำรามอย่างกราดเกรี้ยว ดังสั่นสะท้านไปทั้งนภา

        เขาปล่อยหมัดตรงพุ่งเข้าใส่โม่เชาหยันไปหนึ่งหมัด อานุภาพรุนแรงสุดหยั่งคาด

        หมัดที่ชกออกไปนี้น่าจะมีพลังรุนแรงมากที่สุดในขอบเขตที่กายเนื้อจะสามารถทำได้แล้ว มันไม่ได้มีท่วงท่าอลังการอะไรมากมาย แต่กลับมีพละกำลังอันมหาศาลอย่างไร้ที่ติ

        แรงอัดอากาศที่เกิดจากการต่อยครั้งนี้รุนแรงจนก่อให้เกิดลมพายุขึ้นมาสายหนึ่ง ทุกสิ่งที่ถูกมันพุ่งผ่านล้วนถูกบดขยี้จนแหลกเละไม่เหลือชิ้นดี ส่วนเหล่านักรบแห่งดินแดนทุ่งหญ้าทั้งหลายนั้นต่างก็ถูกแรงลมพัดจนปลิวกระจายไปทั่ว ซึ่งในกลุ่มนักรบเหล่านี้ บางคนที่เป็นถึงยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงก็ยังไม่สามารถต้านทานได้

        การโจมตีที่ดูเรียบง่ายแบบนี้ แต่แค่แรงอัดอากาศที่เกิดขึ้นก็มีพลังรุนแรงน่าสะพรึงกลัวแล้ว ในใต้ฟ้าทั่วหล้านี้จะมีซักกี่คนเชียวที่สามารถต้านรับการโจมตีสุดกำลังของอาหมานได้ ?

        แม้แต่โม่เชาหยันตรงหน้าเขาเองก็ดูจะไม่อยากฝืนต้านรับการโจมตีนี้ตรงๆซักเท่าไหร่

        แต่ในจังหวะที่การโจมตีนั่นกำลังจะถึงตัวศัตรูแล้ว โม่เชาหยันผู้นั้นก็ทำสัญลักษณ์มือเมื่อครู่นี้เสร็จพอดี ทั้งตัวเขาพลันเปล่งสารประหลาดบางอย่างออกมาห่อหุ้มทั้งตัวเขาและราชันหมึกยักษ์ตัวก่อนหน้านี้เอาไว้

        ฝึบ

        ทันใดนั้นเอง คนผู้นั้นกับอสูรทะเลขนาดตัวเท่าภูเขาขนาดย่อมก็หายลับไปกลางอากาศทั้งอย่างน่าฉงนอีกครั้ง ต่อให้การโจมตีของศัตรูจะมีอานุภาพมากมายเพียงไหน ก็ทำได้แค่เป่าอากาศอันว่างเปล่าให้ปลิวกระจายไปก็เท่านั้น

        เห้ย

        ฝูงชนที่รายล้อมอยู่ก็พากันส่งเสียงประหลาดใจออกมา

        เหล่านักรบผู้แข็งแกร่งจากดินแดนแห่งท้องทุ่งทั้งหลายนี้ไม่เคยเห็นปรากฎการณ์อันประหลาดพิศดารขนาดนี้มาก่อน โม่เชาหยันผู้นี้อย่างกับภูตผีก็ไม่ปาน ถึงกับสามารถเข้าหาและหลบหนีออกจากเงื้อมมือของท่านอาหมานผู้แข็งแกร่งที่สุดของพวกเขาได้ดั่งใจแบบนี้

        บนอากาศอันว่างเปล่านี้ ยังคงมีเสียงพูดอันเฉยเมยของโม่เชาหยันดังขึ้นอยู่ว่า

        “ความผิดที่โม่เชาหยันได้ล่วงเกินท่านไว้ในวันนี้ ครั้งหน้าข้าน้อยจะต้องตามไปขอขมาท่านอาหมานถึงที่แน่นอน”

        พอพูดจบ เหตุการณ์ทั้งหมดก็กลับสู่ความสงบอีกครั้ง

        เหลือแต่เพียงเสียงหายใจอันหนักอึ้งด้วยความประหลาดใจของผู้คนดังก้องกังวานไปทั่วเท่านั้น

        “ท่านอาหมานโปรดอย่าวู่วามนะขอรับ…”

        มีทหารที่สวมใส่ชุดเกราะหมาป่าทองคำสองนายรีบวิ่งเข้ามาหา พวกเขากลัวว่าท่านอาหมานของพวกเขาจะเกิดโมโหขึ้นจนบุกเข้าไปที่อาณาเขตของเผ่าฝูโปทันที

        “หึหึหึ โม่เชาหยัน…”

        ใครจะคิดว่าชายฉกรรจ์ที่ก่อนหน้านี้ดูโหดเหี้ยมอำมหิตเหลือคณานั้น บัดนี้กลับแค่แสยะยิ้มอย่างเย็นชาพร้อมกับค่อยๆเก็บจิตสังหารกลับเข้าไปเท่านั้น จากนั้นก็เดินกลับเข้าไปในที่พักของตัวเอง

        ผู้คนในใต้หล้านี้ล้วนคิดว่า “หมาป่าโลหิต” แห่งราชอาณาจักรมองโกเลีย ผู่อาหมาน ผู้นี้เป็นเพียงแค่จอมปีศาจกระหายเลือดที่ชอบไล่ฆ่าคนเป็นชีวิตจิตใจก็เท่านั้น

        มีแค่คนที่รู้จักตัวตนจริงๆของเขาเท่านั้นที่จะรู้ว่า การจะเป็นบุรุษผู้มีพลังอันแข็งแกร่งจนสามารถสยบดินแดนทั่วทั้งทิศตะวันตกได้นั้น จะพึ่งแค่ความบ้าเลือดและความอำมหิตของหมาป่าเพียงอย่างเดียวไม่ได้…

        มันต้องมีทั้งความเยือกเย็นและความเจ้าเล่ห์ของหมาป่าด้วย

        เขาจะรอให้เหยื่อที่แท้จริงของเขาปรากฏขึ้นตรงหน้าก่อนเท่านั้น และเมื่อเวลานั้นมาถึง หมาป่าโลหิตก็จะเผยเขี้ยวเล็บที่แท้จริงของมันออกมาเพื่อฉีกกระชากศัตรูตรงหน้าให้ขาดเป็นชิ้นๆเพื่อกลืนกินอย่างหิวกระหาย…

        …..

        บริเวณฝั่งเหนือสุดของเกาะชมฟ้านั้น มีตำหนักหยกดำตั้งเรียงรายอยู่จำนวนหนึ่งซึ่งแต่ละหลังล้วนมีสีดำทมึนไปทั่วทั้งหลัง

        ภายในตำหนักสีดำสนิทเหล่านี้มีเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความตายชวนขนลุกอยู่ตลอดเวลา ขนาดมองจากที่ไกลๆยังรู้สึกอึดอัดเลย

        และที่น่าขนลุกยิ่งกว่านั้นคือ ตำหนักเหล่านี้พึ่งสร้างขึ้นบนเกาะชมฟ้าได้ไม่ถึงสามเดือน แต่ภายในพื้นที่สิบกว่าลี้รอบตำหนักเหล่านั้นได้กลายเป็นดั่งดินแดนแห่งความตายไปแล้ว เหมือนว่าพลังชีวิตทั้งหมดที่อยู่โดยรอบล้วนถูกพลังชั่วร้ายบางอย่างจากในตำหนักเหล่านั้นดูดกลืนเข้าไปอย่างไรอย่างนั้น

        ซึ่งการต่อสู้อันดุเดือดระหว่างหลินหยางและซเวย์เทียนเมื่อครู่นี้เองก็สะเทือนมาถึงตัวตนอันน่าหวาดกลัวตำหนักสีดำทมิฬนั่นด้วยเช่นกัน

        ภายในห้องโถงใหญ่ของตำหนักอันมืดมิดนั้นไม่มีแสงไฟเลยแม้แต่น้อย มีแต่เพียงแสงจากดวงตาอันชั่วร้ายที่ดูคล้ายลูกไฟวิญญาณที่ลอยอยู่กลางอากาศก็ไม่ปาน

        หนึ่งในนั้นสวมใส่เสื้อคลุมสีดำสนิทที่ปกปิดทั้งตัวเอาไว้ ร่างกายผอมแห้งราวกับกิ่งไม้แห้ง น้ำเสียงของเขาก็แหบแห้งราวกับเสียงของสัมภเวสีผู้หิวโหยที่ปีนป่ายขึ้นมาจากขุมนรกก็ไม่ปาน

        “ของเซ่นทั้งหมดที่ใช้ในพิธีบูชายันเตรียมเสร็จหรือยัง ?”

        “เตรียมเสร็จทั้งหมดแล้วขอรับ ผู้อาวุโสหยิน”

        อืม

        “ครั้งนี้ พวกเราจะต้องทำลายม่านพลังนั่นลงให้ได้…”

        “ผู้อาวุโสหยินโปรดวางใจ “ศพโลหิต”ที่ท่านประมุขลงมือปลุกเสกขึ้นมาด้วยตัวเองนั้น ไม่ได้ทำขึ้นมาเพื่อแค่ทำลายผนึกนั่นเพียงอย่างเดียวแน่ๆ”

        ภายในห้องโถงใหญ่ก็เงียบลงชั่วขณะ เหมือนกับว่าเขากำลังย่อยข้อความดังกล่าวอยู่

        “หึหึ ช่างรอบคอบและมองการณ์ไกลสมกับเป็นศิษย์พี่จริงๆ สมบัติลับภายในทะเลสาบเมฆาอัสนีนั่น ไม่จำเป็นต้องไปแบ่งกับผู้อื่น… ”

        “ตามนั้นเลยขอรับ ทันทีที่ผนึกม่านพลังนั่นถูกทำลายลง ก็เป็นเวลาที่ศพโลหิตจะได้แสดงอิทธิฤทธิของมัน หากมีผู้ใดคิดขัดขวาง ท่านประมุขบอกว่าจะทำให้พวกมันกลายเป็นเครื่องเซ่นให้กับศพโลหิตเสียเลย”

        “เข้าใจแล้ว เจ้ากลับไปเตรียมของต่อเถอะ ความลับเรื่องศพโลหิต จะปล่อยให้หลุดออกไปไม่ได้แม้แต่ครึ่งคำ”

        “ขอรับ”

        จากนั้นทั้งสองคนก็เงียบไป

        แต่แค่บทสนทนาเมื่อครู่นี้ก็น่าสะพรึงกลัวมากพอแล้ว

        พวกลัทธิหมื่นวิญญาณได้วางแผนชั่วร้ายเพื่อที่จะฉีกสัญญาทิ้งเรียบร้อยแล้ว

        ศพโลหิตอันน่าหวาดหวั่นนั่น….สรุปแล้วมันคือตัวอะไรกันแน่ …ถึงกับทำให้พวกเขามั่นใจได้ว่าตัวเองจะสามารถอยู่เหนืออีกสี่ขุมอำนาจใหญ่ที่เหลือได้ ?

        การออกสำรวจในทะเลสาบเมฆาอัสนีในวันพรุ่งนี้ ยังไม่ทันได้เริ่มต้นขึ้น ก็มีลางร้ายที่ชวนให้รู้สึกไม่ปลอดภัยเริ่มก่อตัวขึ้นในเงามืดแล้ว

        ….

        ค่ำคืนนี้ผ่านพ้นไปอย่างเงียบสงบ

        ลมทะเลอันเย็นสบายราวกับต้องการจะปลอบโยนจิตใจอ่อนเพลียเพราะความโลภของผู้คนทั้งหมดบนเกาะชมฟ้าแห่งนี้ แต่เห็นได้ชัดว่ามันไม่ได้ผล

        ถึงมาดวงตะวันของเช้าวันต่อไปพึ่งจะขึ้นมาได้ไม่ถึงครึ่งซีก แต่ผู้คนทั้งหมดของกลุ่มขุมอำนาจทั้งห้าต่างก็เริ่มทำงานกันอย่างเร่งรีบแล้ว

        …..

        “พี่น้องทั้งหลาย เริ่มทำงานแล้ว!”

        กลุ่มโจรสลัดสายลมทมิฬของซเวย์เทียนนั้นเป็นขุมกำลังหลักของฝ่ายกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าในการเดินทางครั้งนี้

        พอพูดถึงเรื่องการออกทะเลแล้ว เหล่าชายฉกรรจ์ทั้งหลายก็ดูเปลี่ยนไปราวกับกลายเป็นคนละคน แววตาของแต่ละคนล้วนดูหนักแน่นจนชวนให้ผู้อื่นรู้สึกยำเกรง

        นั่นเป็นแววตาที่ออกมาจากผู้ที่สั่งสมประสบการณ์บนท้องทะเลเป็นเวลานานแล้วถึงจะมีแววตาแบบนี้

        ผู้คนทั้งหมดทั่วทั้งบริเวณนี้ล้วนทำงานภายใต้การนำของเหล่าโจรสลัดทั้งหลายอย่างมีประสิทธิภาพ

        ขุมกำลังทั้งหมดของเกาะชมฟ้าที่มีทั้งหมดห้าฝ่าย ซึ่งทั้งหมดล้วนมีอาณาเขตเป็นของตัวเอง ซึ่งจุดออกเรือของกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้านั้นเป็นจุดที่มีคลื่นลมทะเลสงบมากที่สุด ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่ได้มาจากการประสบการณ์อันช่ำชองจำนวนมากของซเวย์เทียน

        หลินหยางเองก็มาที่บริเวณริมทะเลพร้อมกับคนอื่นๆตั้งแต่ช่วงเช้า

        ตรงหน้าเขาคือคลื่นทะเลขนาดกว้างใหญ่จนยากจะอธิบายได้นี้ ภาพของผืนสมุทรที่มีขนาดมหึมาจนมองไม่เห็นเส้นขอบ ไม่ว่าจะมองเมื่อไหร่ก็ชวนให้รู้สึกว่าตัวเองช่างตัวเล็กจิ๋วเสียเหลือเกิน

        แต่ไม่นานสายตาของหลินหยางก็ถูกบางสิ่งที่มีขนาดมหึมาที่ลอยอยู่กลางทะเลดึงดูดความสนใจไป


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ราชันเทพอัคคี” : https://bit.ly/2EbnblS

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/562

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)