0 Views

        แต่เซวี่ยเทียนเองก็เป็นถึงฉลามดำบ้าเลือดตัวหนึ่งเหมือนกัน

        เขากัดฟันแน่นพร้อมกับเร่งพลังฟ้าดินจากทั่วร่างออกมาอย่างบ้าคลั่ง สองมือประคองกระบองยาวเจียวซาชูขึ้นฟ้า จิตต่อสู้พุ่งทะยาน วิชากระบองฉลามคลั่งเปลี่ยนจากรูปแบบโจมตีเป็นป้องกัน สภาพเหมือนกับกำลังแบกมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไว้เหนือหัว ใช้กำลังฝืนต้านรับเพลงดาบอันทรงพลังราวกับจะสามารถแหวกฟ้าทะลายปฐพีนั่นของหลินหยาง

        ในท้ายที่สุด ดาบกับกระบองก็เข้าปะทะกันจนเกิดการระเบิดครั้งใหญ่ขึ้น

        ตรงจุดที่อาวุธทั้งสองปะทะกันนั้นเกิดแรงปะทะอันรุนแรงจนผู้คนสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จากนั้นแรงอัดกระแทกก็พุ่งกระจายออกไปรอบข้างจนพื้นที่บริเวณลานกว้างนั้นถูกทำลายจนเละเทะไม่มีชิ้นดี

        คลื่นอัดกระแทกที่เกิดขึ้นจากการปะทะกันสุดกำลังของยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นกลางสองคนนั้น มันรุนแรงมากพอที่จะทำให้เมืองเล็กๆ พังหายไปครึ่งแถบได้เลยทีเดียว แต่โชคดีที่ตรงนี้มันเถ้าแก่ใหญ่สามคนยืนคุ้มกันอยู่

        ฮว๋างฉาง หลานห่าย และจีหยูยี่ใช้พลังฟ้าดินสร้างม่านกำบังขึ้นมาเพื่อป้องกันคลื่นอัดกระแทกที่เกิดจากการปะทะเอาไว้ก่อนแล้ว

        แต่ถึงอย่างนั้น คนอื่นๆ ที่อยู่บริเวณนั้นก็ยังคงถูกเสียงระเบิดที่ดังสนั่นเข้าไปจนสับสนมึนงงกันหมด

        โดยเฉพาะพวกโจรสลัดทั้งหลายที่เมื่อครู่ยังส่งเสียงเฮฮากันอยู่นั้น ตอนนี้ถึงกับอ้าปากค้างจนกรามล่างแทบจะร่วงไปอยู่ที่พื้นกันเป็นแถบๆ พวกเขาไม่อยากจะยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเห็นเลย

        ไอ้หลินหยางนั่น….

        มันจะเก่งเกินไปแล้ว!!

        คนทั้งหมดตาก็จ้องตาเขม็งไปที่เงาร่างสองสายที่เริ่มปรากฏให้เห็นหลังฝุ่นควันค่อยๆ หายไป

        ทั้งสองฝ่ายตอนนี้ได้แยกกันอยู่คนละฝั่งแล้ว

        หลินหยางยังคงยืนหยัดอย่างสง่างามพร้อมกับดาบหนึ่งเล่มในมือ บนในหน้าอันนิ่งสงบนั้นไม่เห็นความหวั่นไหวเลยแม้แต่น้อย

        เซวี่ยเทียนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเองก็ยังคงยืนถือกระบองด้วยท่าทางสดใสดุจสายรุ้ง บนใบหน้าไม่มีวี่แววอะไรปรากฏให้เห็นเลยสักนิด

        แต่มียอดฝีมือหลายคนที่เริ่มมองเห็นอาการผิดปกติของเขาแล้ว

        มืออีกข้างหนึ่งของเซวี่ยเทียนที่ไขว้หลังอยู่นั้นสั่นเทิ้มอย่างไม่อาจหยุดได้ เห็นได้ชัดว่าเป็นเพราะทนรับพลังจากการโจมตีเมื่อครู่ไม่ไหว

        หนึ่งดาบผ่ามิติของหลินหยางนั้นทั้งแข็งแกร่งและดุดันเกินไป

        เซวี่ยเทียนตอนนี้ถือว่าแพ้ไปครึ่งกระบวนท่าแล้ว

        ถ้าหากตอนนี้หลินหยางตามไปรุกไล่ต่อละก็ เซวี่ยเทียนจะต้องเผชิญกับการต่อสู้อันแสนยากลำบากแน่นอน และในท้ายที่สุดเขาอาจจะต้องสูญเสียธงสัญลักษณ์ของกลุ่มโจรสลัดสายลมทมิฬไปจริงๆ ก็เป็นได้

        ถึงตอนนี้เขาจะยังทำหน้าเหมือนไม่ได้กังวลอะไรอยู่ก็ตาม แต่ในใจของเขากำลังตบปากตัวเองเป็นร้อยๆ ครั้งแล้ว

        มารดามันเถอะ เราประมาทมันมากเกินไปจริงๆ!

        ผิดพลาดอย่างมหันต์เลย!

        คิดบ้าอะไรทำไมถึงได้ไปหาเรื่องเจ้าจอมมารน้อยที่จีหยูยี่เป็นคนไปเชิญมาด้วยตัวเองกัน?

        หาเรื่องอย่างเดียวไม่พอ แล้วยังจะบ้าเอาชีวิตของเหล่าพี่น้องตัวเองไปพนันกับเขาอีกทำไมก็ไม่รู้

        ทีนี้จะทำอย่างไรเล่า

        ไม่ใช่แค่ตัวเองเท่านั้นที่เจ็บตัว แม้แต่ชะตากรรมของเหล่าพี่น้องต่อจากนี้ไปก็เริ่มอันตรายแล้ว

        ในใจของเซวี่ยเทียนตอนนี้รู้สึกเจ็บปวดเกินทน

        แต่ก็ต้องยอมรับว่าคนผู้นี้เองก็สมกับเป็นลูกผู้ชายจริงๆ

        เพราะถึงแม้ว่าเขาพอจะเดาผลลัพธ์ออกแล้วว่าตัวเองมีโอกาสสูงมากที่จะพ่ายแพ้ให้กับหลินหยาง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ยอมแสดงท่าทางอ่อนแอออกมาให้เห็นเลยแม้แต่น้อย

        ถึงแม้ว่าการต่อสู้ครั้งนี้เขาจะต้องพ่ายแพ้ยับเยินก็ตาม แต่ความผิดพลาดที่ตัวเองสร้างขึ้นมา ตัวเองก็ต้องเป็นคนแก้ไข ต่อให้ต้องหลั่งน้ำตาก็ตาม

        ตัวเขาเองนั้นยังมีชีวิตของเหล่าพวกพ้องอีกหลายร้อยชีวิตที่ต้องรับผิดชอบอยู่ด้วย…

        จิตต่อสู้ของเซวี่ยเทียนถูกเร่งขึ้นมาอีกครั้ง

        เขาเตรียมใจที่จะเอาชีวิตเข้าแลกในการต่อสู้ครั้งนี้แล้ว

        แต่ในตอนนั้นเอง หลินหยางที่ยืนอยู่ตรงหน้ากลับสะบัดมือข้างที่ถือดาบอยู่ไปมา พร้อมกับพูดขึ้นด้วยสีหน้าสบายๆ ว่า

        “กัปตันเซวี่ยช่างแข็งแกร่งสมชื่อจริงๆ… ดูแล้วคงจะสู้ไม่ไหว เอาอย่างนี้แล้วกัน การต่อสู้ครั้งนี้ถือว่าเสมอกัน ข้าจะชดใช้ค่ารักษาให้ ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ก็ให้มันจบๆ กันไป ดีไหม?”

        เอ๊ะ?

        พอเซวี่ยเทียนได้ยินประโยคนี้เข้าไป ถึงกับน้ำตานองหน้า

        พ่อจ๋า!!

        พี่น้องหลินหยาง เจ้าคือพ่อของข้า!!

        เซวี่ยเทียนตอนนี้แทบจะคุกเข่าให้หลินหยางแล้ว

        ตั้งแต่เกิดมาจนถึงตอนนี้เขายังไม่เคยรู้สึกว่าใครน่ารักขนาดนี้มาก่อนเลย

        หลินหยางในสายตาของเซวี่ยเทียนตอนนี้ถูกเปลี่ยนจากก้างขวางคอไปเป็นลูกรักในไส้เรียบร้อย คำพูดของหลินหยางมันคือท่วงทำนองที่ไพเราะเพราะพริ้งที่สุดในโลกนี้เลยก็ว่าได้

        เซวี่ยเทียนไม่ใช่คนโง่

        เขาดูออกอยู่แล้วว่าหลินหยางกำลังเปิดทางประนีประนอมให้เขาอยู่

        ผู้ชมรอบข้างเองก็ดูออกเช่นกัน

        พวกเขาต่างก็ดูออกแล้วว่านี่เป็นการขุดบ่อล่อปลาสุดแยบคายที่หลินหยางวางไว้

        หลังจากที่หลินหยางรู้ตัวแล้วว่ากลุ่มโจรสลัดกำลังวางแผนปองร้ายเขาอยู่นั้น ตัวเขาก็ไม่ได้คิดตื้นๆ แค่จะหาทางตอบโต้กลับไปเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

        เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้เป็นดั่งตัวแทนความรู้สึกแบ่งแยกและเกลียดชังที่มีต่อหลินหยางของเหล่าสมาชิกทีมสำรวจที่อยู่มาก่อนแล้วโดยมีเซวี่ยเทียนเป็นผู้นำ ถ้าหลินหยางเลือกที่จะหักหน้ากับคนกลุ่มนี้ตรงๆ ละก็ ความขัดแย้งที่มีอยู่ก็จะยิ่งเลวร้ายมากขึ้นกว่าเดิม

        ซึ่งการที่ภายในทีมสำรวจที่กำลังจะออกไปผจญภัยในเร็ววัน ยังมีความขัดแย้งแบบนี้เกิดขึ้นอยู่นั้น ถือเป็นเรื่องที่เสี่ยงอันตรายมากๆ เรื่องหนึ่ง

        ดังนั้นหลินหยางจึงวางแผนสร้างสถานการณ์เพื่อล่อหมูขึ้นเขียง หลอกล่อให้เซวี่ยเทียนใช้ชะตาชีวิตของพี่น้องเป็นเดิมพัน

        และในจังหวะสุดท้ายที่เซวี่ยเทียนคิดว่าตัวเองกำลังจะสูญเสียทุกอย่างไปนั่นเอง หลินหยางก็ทำการยื่นมือเข้าช่วยทันที นั่นทำให้เซวี่ยเทียนรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองได้หลุดพ้นจากนรกแล้วขึ้นสวรรค์ทันที เมื่อโดนแบบนี้แล้วจะไม่ให้เขามองหลินหยางในแง่ดีขึ้นได้อย่างไร?

        แค่จะหักหน้าอีกฝ่ายอย่างเดียว… สำหรับหลินหยางแล้วมันเป็นเรื่องที่ง่ายดายเกินไป

        การเอาชนะใจคนพร้อมกับรักษาความเป็นหนึ่งเดียวของทีมสำรวจต่างหากที่เป็นเป้าหมายที่แท้จริง

        และก็ต้องบอกว่าเป้าหมายนั้นได้ประสบความสำเร็จแล้วอย่างงดงาม

        ดูจากท่าทีของเซวี่ยเทียนตอนนี้ก็รู้แล้ว จอมโจรผู้ที่ก่อนหน้านี้ยังรู้สึกรังเกียจหลินหยางสุดขีดคนนี้ ตอนนี้กลับกลายเป็นรู้สึกยอมรับในตัวหลินหยางจากก้นบึ้งหัวใจ

        “ได้! หลินหยาง ดูท่าเจ้าเองก็นับว่ามีฝีมืออยู่บ้าง ถ้าอย่างนั้นวันนี้ข้าจะไว้หน้าเจ้า ยอมทำตามที่เจ้าบอกก็แล้วกัน”

        เซวี่ยเทียนเก็บกระบองเข้าไปทันที แต่ก็ยังไม่วายฝืนพูดจาอวดดีออกมาอีกประโยค

        แต่ไม่นาน มันก็รีบเปลี่ยนเรื่องคุยทันที

        “แต่ว่าอยู่ดีๆ ข้าก็เริ่มรู้สึกถูกใจเจ้าขึ้นมาบ้างแล้ว อย่างนั้นค่ารักษาอะไรนั่นก็ช่างมันไปเถอะ พวกเราโจรสลัดสายลมทมิฬไม่ได้สนใจเศษเงินพรรค์นั้นหรอก แล้วก็นะ หลินหยาง เรื่องระหว่างข้ากับเจ้าในวันนี้มันยังไม่จบ เรื่องสู้กันเราเสมอไปแล้ว ถ้าอย่างนั้นเจ้ากับข้ามาประลองเรื่องดวลเหล้าดีกว่า! คราวนี้ละ ข้าจะทำให้เจ้าต้องดื่มจนจุกตายไปเลย!”

        ฮ่าฮ่า

        ผู้คนรอบข้างเมื่อเห็นอย่างนั้นก็หัวเราะออกมา

        พวกคนแบบเซวี่ยเทียนก็เป็นแบบนี้กันทั้งนั้น พอมันเกลียดใครมันก็จะเกลียดจนแทบจะฆ่าล้างผลาญอีกฝ่ายให้ได้เลยทีเดียว แต่เมื่อไหร่ที่ได้รับการยอมรับจากพวกเขาแล้ว ก็จะสามารถสัมผัสได้ถึงความจริงใจและตรงไปตรงมาของชาวยุทธภพจากพวกเขาได้ทันที

        ถึงแม้ว่าตอนนี้หลินหยางจะยังห่างไกลจากการเป็นมิตรแท้กับพวกเขาก็ตาม แต่อย่างน้อยเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็ทำให้เซวี่ยเทียนมั่นใจได้อย่างหนึ่งว่า

        ไอ้หลินหยางนี่ น่าคบ!

        อย่างนั้นก็ไม่ต้องคิดอะไรมากแล้ว ใช้เหล้าพูดคุยกันเลยนี่แหละ

        หลินหยางแย้มยิ้มบางๆ กำลังจะเอ่ยปากพูดบางอย่างขึ้น ก็ถูกจีหยูยี่เข้ามาแทรกก่อน โดยนางเข้ามาตอบรับคำท้าดวลเหล้าให้กับหลินหยาง

        แต่ไม่ใช่ในคืนนี้

        “หุหุ กัปตันเซวี่ย คุณชายหลิน วันพรุ่งนี้เราก็จะทำการออกเดินทางไปสำรวจทะเลสาบเมฆาอัสนีกันแล้ว คืนนี้คงจะไม่เหมาะแก่การดื่มสักเท่าไร เอาอย่างนี้แล้วกัน หลังจากที่ทุกท่านสามารถทำลายม่านกำบังนั่นได้สำเร็จ และได้รับสมบัติจำนวนมหาศาลนั่นมาแล้ว กลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าเรายินดีเป็นประธานจัดงานเลี้ยงครั้งยิ่งใหญ่เพื่อฉลองให้กับความสำเร็จของพวกเรา อย่างนี้ดีหรือไม่?”

        ฮ่าฮ่าฮ่า ดี!

        อย่างนั้นก็เอาแบบที่เถ้าแก่จีว่ามาก็แล้วกัน!

        บรรยากาศอันตึงเครียดที่มาพร้อมกับหลินหยางในวันนี้ ใช้เวลาไม่นานก็ถูกคลี่คลายลงได้อย่างง่ายดาย

        ทีมสำรวจของฝ่ายกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าเองก็เป็นหนึ่งเดียวกันมากกว่าเมื่อก่อนหน้านี้อย่างไม่อาจเทียบได้เพราะความวุ่นวายเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในวันนี้เช่นเดียวกัน

        ทุกคนในตอนนี้จึงเต็มเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังในการออกสำรวจทะเลสาบเมฆาอัสนีในวันพรุ่งนี้เป็นอย่างมาก

        …………………………….

        ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง เหล่าขุมอำนาจกลุ่มอื่นที่พักอาศัยอยู่บนเกาะชมฟ้าแห่งนี้เหมือนกันก็ล้วนมองไปยังตำแหน่งของกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าทุกคน

        เสียงที่เกิดจากการปะทะเมื่อครู่นั้นดังสนั่นหวั่นไหวจนสร้างความประหลาดใจให้กับทุกคนที่อยู่บนเกาะ

        เหล่าสิ่งก่อสร้างทรงกลมที่ส่วนหลังคาถูกเคลือบด้วยทองคำนั้น ด้านในของมันคือความหรูหราฟู่ฟ่าขั้นสูงสุดในระดับที่คนทั่วไปไม่อาจจินตนาการถึง

        ตำหนักแต่ละหลังที่สร้างขึ้นมาเพียงเพื่อใช้แค่ชั่วคราวในต่างแดนเท่านั้น ข้างในมันกลับมีข้าวของเครื่องใช้ที่ล้ำค่าและฟุ่มเฟือยในระดับที่ชวนให้ผู้พบเห็นต้องรู้สึกอิจฉาตาร้อนจนหงุดหงิด

        เช่น เก้าอี้ยาว ตัวหนึ่งที่อยู่ในตำหนักที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มนี้ เป็นโซฟาที่ใช้วัตถุดิบระดับสี่อย่าง “หยกสี่ฤดู” ในการสร้าง ซึ่งเป็นวัตถุดิบสุดล้ำค่าที่ขนาดแค่ประมาณหนึ่งกำปั้นก็มูลค่าสูงถึงพันล้านเงินขาวแล้ว ดังนั้นขนาดเท่าเก้าอี้แบบนี้ ราคาของมันอย่างต่ำๆ ก็ต้องหลักหมื่นล้านขึ้นไปอย่างแน่นอน

        ส่วนเบาะของมันก็ทำด้วยผิวหนังของสัตว์อสูรระดับราชันย์ที่แข็งแกร่งที่สุด ผ้านวมที่ใช้ปูก็เป็นผ้านวมที่ถักขึ้นด้วยผ้าฝ้ายเมฆาเจ็ดสีที่ผลิตขึ้นจาก “ต้นฝ้ายสายรุ้ง” ซึ่งเป็นต้นฝ้ายพันธุ์ที่ใช้เวลานับพันปีถึงจะโตพอจะใช้งานได้ วัตถุดิบเหล่านี้ล้วนเป็นสมบัติหายากที่ไม่อาจใช้เงินไปประเมินค่ามันได้ แต่ในที่แห่งนี้พวกมันกลับถูกใช้แค่ในฐานะของอุปกรณ์ตกแต่งบ้านเท่านั้น

        นี่คือราชอาณาจักรเทียนฉาง ราชอาณาจักรที่ร่ำรวยเสียจนมีเงินใช้ไม่หมดไม่สิ้น รวยจนสามารถใช้ชีวิตที่หรูหราฟุ่มเฟือยได้โดยไม่ต้องกังวลอะไรเลยทีเดียว

        บนเก้าอี้ยาวอันหรูหราและนุ่มสบายตัวนั้น มีบางสิ่งที่มีลักษณะเหมือนสร้อยไข่มุกสายหนึ่งกำลังเอนตัวกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่

        ซึ่งบรรยากาศที่แผล่ออกมาจากร่างกายนั่นมันแข็งแกร่งราวกับพระอาทิตย์ที่ส่องประกายวิ้งวับแสบตาจนไม่สามารถมองตรงๆ ได้

        ผู้คนมักจะพูดกันว่าการที่ราชอาณาจักรเทียนฉางสามารถครองความยิ่งใหญ่ในดินแดนมหาทะเลทรายแห่งภาคตะวันตกได้ เป็นเพราะมีทรัพยากรอันมหาศาลอยู่ในครอบครองก็เท่านั้น ซึ่งมีเพียงคนฉลาดเท่านั้นถึงจะเข้าใจว่า การที่ต้องเผชิญกับราชอาณาจักรมองโกลเลียอันแสนโหดเหี้ยมอำมหิตอยู่ตลอดเวลานั้น หากไม่มีพลังที่แข็งแกร่งมากพอแล้ว เกรงว่าราชอาณาจักรเทียนฉางคงจะตกเป็นเหยื่อใต้คมเขี้ยวของสัตว์ร้ายนั่นไปนานแล้ว

        ตัวตนอันทรงพลังผู้นี้คือตัวอย่างที่ดีที่สุดของเรื่องนั้นเลย

        เสียงพูดของคนผู้นี้ดังขึ้นภายในตำหนักหลังใหญ่แห่งนี้ ทั้งๆ ที่เป็นผู้ชาย แต่กลับมีเสียงที่นุ่มนวลราวกับขนมสายไหมก็ไม่ปาน

        “เป็นอย่างไรบ้าง? ของนั่นเตรียมเสร็จรึยัง?”

        “เตรียมพร้อมเรียบร้อยหมดแล้วขอรับนายท่าน ปรมาจารย์นักแปรธาตุ ท่านโม่ฝ่า ยืนยันด้วยตัวเองเลยว่า ของที่ใช้ในครั้งนี้จะสามารถช่วยเราทำลายม่านพลังนั่นทิ้งได้อย่างแน่นอนขอรับ….”

        “เหอะ ก็เห็นพูดอย่างนี้ทุกครั้ง แต่ก็ยังทำให้ข้าผิดหวังทุกครั้งไม่ใช่รึอย่างไร…” เชื้อพระวงศ์ท่านนี้กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงแปลกประหลาด จากนั้นก็พูดต่อว่า “เอาเถอะ อย่างไรตอนนี้ก็คงทำได้แค่เท่านี้ล่ะนะ พวกเจ้าไปได้แล้ว ข้าจะนอนหลับให้เต็มอิ่มอีกสักรอบก่อน เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ต้องออกไปเหนื่อยอีกแล้ว รอยตีนกาคงขึ้นมาอีกรอบแน่เลย…เฮ้อ การที่เกิดมาพร้อมกับความงดงามขนาดนี้มันช่างน่าปวดหัวจริงๆ…”

        ขอรับ

        ทหารรับใช้นายนั้นดูเหมือนจะเคยชินกับ “อาการหลงรักตัวเอง” ของเชื้อพระวงศ์ท่านนี้อยู่แล้ว จึงไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก และกลับออกไป

        แต่ในตอนนั้นเองที่เขาเผลอไปชนเข้ากับเชิงเทียนที่ทำจากผลึกคริสตัลที่มีมูลค่ามหาศาลอันหนึ่งเข้าจนมันกำลังจะตกแตกบนพื้น

        ฟึบ

        ทันใดนั้นก็มีเรื่องมหัศจรรย์เกิดขึ้น

        พลังงานลึกลับสายหนึ่งก็พุ่งออกมาจากด้านหลังม่านเข้าไปประคองเชิงเทียนนั่นให้ลอยค้างไว้อยู่กลางอากาศ จากนั้นมันก็คล้ายกับกำลังถูกมือที่มองไม่เห็นค่อยๆ ประคองมันให้กลับไปตั้งที่เดิม

        “ระวังหน่อยสิ ถ้ามันพังขึ้นมาละก็ เจ้าไม่น่าจะมีปัญญาชดใช้ไหวนะ!” เสียงของเชื้อพระวงศ์ท่านนั้นดังขึ้นมาอีกครั้ง แต่เหมือนจะไม่ได้ติดใจอะไรมาก

        “ขอรับ ขอรับ!” ทหารผู้นั้นรีบเดินออกไปจากตำหนักแห่งนี้ด้วยความโล่งอกทันที

        แต่ในใจของเขานั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกนับถือยกย่องสุดใจ

        เมื่อครู่นี้มันวิชา พลังจิต อันเลื่องชื่อของนายท่านไม่ใช่หรือ?

        พิสดารสมคำร่ำลือจริงๆ การที่ได้นายท่านผู้ที่ถูกขนานนามว่า “ปรมาจารย์วิชาหยินหยาง” มาช่วยเหลือแบบนี้ ขุมทรัพย์ในทะเลสาบเมฆาอัสนีทั้งหมดจะต้องตกเป็นของพวกเราราชอาณาจักรเทียนฉางอย่างแน่นอน!

        …………………………….

        อีกทางด้านหนึ่ง ภายในกลุ่มกระโจมมองโกลขนาดมหึมาที่วางเรียงกันบริเวณจุดพักอาศัยนั้น

        มีเงาร่างใหญ่โตกำยำที่เปลือยกายท่อนบนของคนผู้หนึ่งกำลังยืนนิ่งอย่างหนักแน่นดุจภูผา

        ซึ่งตรงหน้าของเงาร่างนี้ มีอสูรทะเลขนาดมหึมาราวกับภูเขาขนาดย่อมๆกำลังนอนแน่นิ่งอยู่ตัวหนึ่ง มันคือสัตว์อสูรที่มีพลังสูงถึงระดับราชันย์อย่าง “ราชันย์หมึกยักษ์”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ราชันเทพอัคคี” : https://bit.ly/2EbnblS

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/562

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)