0 Views

        เซวี่ยเทียนไม่ได้โดนประเด็นของหลินหยางปั่นหัวได้ง่ายๆ เขาถามกลับไปอย่างใจเย็นว่า “ไอ้หนู ทองคำพันล้านช่างที่เจ้าว่ามาน่ะ พวกเราไม่มีเงินเยอะขนาดนั้นหรอกนะ…”

        “ไม่เป็นไร เจ้าใช้ธงโจรสลัดของเจ้ามาพนันแทนก็ได้” หลินหยางดูเหมือนจะวางแผนทั้งหมดเอาไว้เรียบร้อยแล้ว คำพูดแค่ประโยคเดียวก็สามารถทำให้อีกฝ่ายเงียบลงไปทันที

        จะพนันกับธงของพวกเราอย่างนั้นรึ?

        ใครมันจะไปยอมวะ?

        ต้องรู้ก่อนว่า ธงโจรสลัดนั้นเป็นเครื่องมือสำคัญในการใช้หากินของกลุ่มโจสลัดทั้งหลาย เป็นดั่งชีวิตของกลุ่มโจรสลัดเลยก็ว่าได้

        การพนันครั้งนี้ ไอ้หลินหยางนี่มันคิดจะพนันกับท่อน้ำเลี้ยงของกลุ่มโจรสลัดสายลมทมิฬเลยทีเดียว

        “ฮะฮะ… เจ้าหนูน้อย แบบนี้มันไม่โลภไปหน่อยหรือ” เซวี่ยเทียนไม่มีทางเอาชะตากรรมของกลุ่มโจรสลัดทั้งกลุ่มมาพนันมั่วซั่วแบบนี้อยู่แล้ว เขาพูดต่อด้วยรอยยิ้มเย็นชาว่า “แล้วก็ต่อให้ข้าไม่คิดจะพนันกับเจ้า แต่เงื่อนไขที่ข้าวางเอาไว้แต่แรกก็ยังต้องจัดการต่อให้เสร็จ”

        หลินหยางตอกกลับด้วยรอยยิ้มเย็นชาเช่นกันว่า “ทองคำพันล้านช่างวางกองอยู่ตรงหน้าขนาดนี้แล้ว คนที่มันไม่กล้าพอจะมาคว้าไปแบบเจ้า ยังมีหน้ามาบอกว่าจะเตะข้าออกจากทีมอีกหรือ?”

        “เจ้า!!”

        เซวี่ยเทียนไปต่อไม่ถูกเลยทีเดียว

        เขาเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองถูกผลักเข้าไปอยู่ในตำแหน่งที่ตัดสินใจลำบากแล้ว

        การที่อีกฝ่ายควักเงินจำนวนมหาศาลออกมาตั้งไว้แบบนี้ มันกลับทำให้ตัวเขาไม่สามารถลงมือเล่นงานได้โดยง่าย

        สถานการณ์ในตอนนี้ถูกหลินหยางพลิกกลับกลายมาเป็นฝ่ายได้เปรียบแทนแทบจะทันที

        แบบนี้มันน่าหงุดหงิดจริงๆ

        “กลัวอะไรอยู่น่ะ ลูกพี่! หรือท่านกลัวว่าจะแพ้มันอย่างนั้นหรือ?”

        ระหว่างที่เซวี่ยเทียนกำลังประเมินสถานการณ์อยู่นั้น เหล่าลูกสมุนที่อยู่ข้างๆ กลับอดทนต่อไปไม่ไหวแล้ว

        “นั่นสิ ลูกพี่ มันก็แค่ใช้เงินมาขู่ท่านก็เท่านั้นเอง! มันแค่อยากให้ท่านไม่กล้าสู้กับมัน มันจะได้สะบัดตูดหนีออกไปได้อย่างสบายใจอย่างไรเล่า ท่านอย่าไปกลัวมัน ไปกระทืบมันเลย พี่น้องทุกคนเห็นด้วยกับท่านแนอน!”

        “ตื้บมันเลย ลูกพี่ พวกเราเห็นด้วย!!”

        เห็นเงินแล้วหน้ามืดตามัวกันทุกคน คนที่มีสมองแบบเซวี่ยเทียนในกลุ่มโจรสลัดนี้มีจำนวนค่อนข้างน้อย ส่วนคนที่เหลือก็ถูกหลินหยางเอาเงินจำนวนมหาศาลมาล่อจนหน้ามืดติดกับไปแล้วเรียบร้อย

        ทองคำพันล้านช่างเลยนะ!

        ไม่เอาก็บ้าแล้ว!

        แค่กระทืบไอ้เด็กนี่ได้ จะไม่ไปร่วมสำรวจทะเลสาบเมฆาอัสนีวันพรุ่งนี้ด้วยก็ยังได้เลย!

        เอาเลย ลูกพี่ พนันกับมันเลย!!

        “อย่างไร? เรื่องง่ายๆ แค่นี้ยังต้องคิดนานขนาดนี้… กลุ่มโจรสลัดสายลมทมิฬนี่แอบน่าผิดหวังอยู่นิดๆ นะ” หลินหยางยังคงราดน้ำมันลงกองไฟให้ลุกโหมมากกว่าเดิม

        มุมปากของเขายังคงอยู่ในมุมเดิม ไม่มีใครดูออกเลยว่าในหัวเขากำลังคิดเรื่องอะไรอยู่

        ส่วนเซวี่ยเทียนนั้น ด้วยความที่ตัวเองถูกเร้าจากพวกพ้องอย่างหนัก บวกกับความเชื่อมั่นในพลังของตัวเองว่าจะต้องชนะอีกฝ่ายได้แน่ๆ เขาเลยกัดฟันยอมรับการพนันที่หลินหยางเสนอมา

        “มารดามันเถอะ คิดว่าข้าจะกลัวเจ้าหรืออย่างไร มาสิ พนันก็พนัน! เข้ามาเลย!”

        หลังจากที่เขาตะโกนเสียงดังลั่นออกมาแล้ว การต่อสู้เล็กๆ ที่แต่เดิมเป็นแค่การหาเรื่องเตะหลินหยางออกจากทีมนั้น ตอนนี้มันได้ถูกทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ไปแล้ว

        โดยบัดนี้มันได้กลายเป็นการต่อสู้ครั้งใหญ่ที่ฝ่ายโจรสลัดวายุทมิฬเดินพันด้วยความอยู่รอดของกลุ่ม กับอีกฝ่ายที่เดิมพันด้วยทองคำมูลค่ามหาศาลหลักพันล้าน ซึ่งมันกำลังจะเริ่มเปิดม่านขึ้นในไม่ช้านี้แล้ว

        พื้นที่บริเวณนั้นถูกจัดการให้เรียบร้อยอย่างรวดเร็ว

        ส่วนเถ้าแก่ใหญ่แห่งกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าทั้งสามคนก็กระจายตัวไปยืนคนละมุมรูปสามเหลี่ยม อยู่ตรงบริเวณรอบนอกของลานกว้าง โดยมีพลังฟ้าดินของทั้งสามที่ทำหน้าที่เป็นดั่งม่านพลังคอยกักเก็บจิตสังหารอันรุนแรงเอาไว้กลางลานกว้างนี้

        พื้นที่รอบลานกว้างนี้เองก็มีคนจำนวนหลายร้อยคนที่รีบมายืนมุงล้อมเอาไว้อย่างรวดเร็ว คาดว่านอกจากคนของพวก “ลัทธิศักดิ์สิทธิ์” ที่ไม่ได้มาร่วมชมความบันเทิงในครั้งนี้แล้ว ดูเหมือนว่าคนที่อยู่ในส่วนของที่พักอาศัยแห่งนี้ล้วนมาร่วมชมความสนุกสนานที่กำลังจะเกิดขึ้นกันทุกคน

        คุณชายหลินหยางที่เพิ่งมาใหม่ปะทะกับวายุทมิฬ เซวี่ยเทียน การต่อสู้ที่น่าสนุกขนาดนี้ ผู้คนย่อมต้องไม่อยากพลาดชมเป็นธรรมดา

        ผู้ชมที่กำลังยืนดูอยู่ส่วนมากจะเป็นสมาชิกของกลุ่มโจรสลัดสายลมทมิฬเป็นหลัก ดังนั้นเสียงตะโกนที่กำลังดังอื้ออึงอยู่นั้นย่อมต้องเป็นเสียงเชียร์ให้กับเซวี่ยเทียนอยู่แล้ว

        “ลูกพี่ สู้ๆ!”

        “เล่นมันให้ตายเลย ลูกพี่!”

        แต่เสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวายเหล่านี้ กลับทำให้ส่วนที่พักอาศัยของเหล่ายอดฝีมือที่มารวมตัวกันเพื่อออกสำรวจทะเลสาบจากทั่วทั้งทวีปชี่หวู่แห่งนี้มีบรรยากาศที่คึกคักอักโขและเร่าร้อนดุจเพลิงโชน

        สายตาทั้งหมดล้วนกำลังจับจ้องไปที่ด้านในของลานกว้าง

        เงาร่างสองสาย หนึ่งขาวหนึ่งดำ กำลังยืนนิ่งอยู่กลางสนามราวกับรูปปั้นแกะสลักก็ไม่ปาน

        เมื่อต้องเผชิญกับการต่อสู้ครั้งสำคัญแบบนี้ เซวี่ยเทียนย่อมไม่มีทางปล่อยให้ลูกน้องเป็นคนจัดการเองอยู่แล้ว

        ถึงแม้ว่าตัวเขาเองก็ไม่อยากจะยอมรับว่า ตัวเขาที่วางแผนทั้งหมดไว้อย่างรอบคอบดีแล้ว กลับถูกอีกฝ่ายต้อนจนต้องตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ซะได้

        ไอ้หลินหยางนี่ อยู่ดีๆ ก็มีพลังที่สามารถพลิกสถานการณ์ได้ง่ายๆ แบบนั้น ถึงแม้ว่าพลังนั่นจะมาจากความช่วยเหลือด้านการเงินของกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าก็ตาม แต่ท่าทีอันเยือกเย็นและไร้ซึ่งความลังเลนั่นก็ทำให้เซวี่ยเทียนแอบรู้สึกกังวลใจอยู่ไม่น้อย

        แต่พอเขากลับมาลองคิดดูดีๆ อีกทีแล้ว

        เดี๋ยวก่อนนะ

        ตัวข้าไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องไปหวาดกลัวไอ้เด็กน้อยระดับเซียนเทียนนั่นเลยนี่นา!

        อย่างนั้นก็คิดได้แค่ว่าหลินหยางมันแค่วางแผนจะขู่ให้เขากลัวเฉยๆ… แต่มันจะมีใครที่ไหนเอาทองคำกว่าพันล้านชั่งมาเพื่อใช้แค่ข่มขู่คนอื่นกันเล่า?

        เซวี่ยเทียนรู้สึกว่ายิ่งคิดยิ่งสับสน ตรรกะทั่วๆ ไปมันเอามาใช้กับหลินหยางนี่ไม่ได้เลย

        มารดามันเถอะ ไม่คิดมันแล้ว

        อย่างไรตัวข้าก็ไม่มีทางแพ้ไอ้หนูน้อยแบบนี้อยู่แล้ว!

        ขอแค่หนึ่งกระบวนท่า

        กระบวนท่าเดียวก็มากพอให้ข้าคว้าเอาทองคำพันล้านช่างนั่นมาได้แล้ว!!

        แต่ในตอนที่เซวี่ยเทียนกำลังฝืนสงบใจตัวเองอยู่นั้น หลินหยางที่ยืนฝั่งอยู่ตรงข้ามกลับพูดขึ้นมาประโยคหนึ่งด้วยความหงุดหงิดว่า

        “พร้อมรึยัง?”

        ไอ้เวร!

        ทำไมไอ้หนูนี่มันยังดูใจเย็นขนาดนั้นเล่า!

        คำพูดสั้นๆ แค่ประโยคเดียวของหลินหยางก็สามารถทำให้เซวี่ยเทียนที่อุตส่าห์สงบใจอย่างยากลำบากต้องหวั่นไหวอีกครั้ง

        ช่วยไม่ได้

        ไม่ว่าใคร เมื่อต้องแบกรับชะตากรรมของพี่น้องจำนวนมากเอาไว้แบบเขาแล้ว มันย่อมต้องรู้สึกกดดันเป็นธรรมดา ต่อให้หลินหยางจะดูอ่อนแอ กระจอกงอกง่อย แต่เซวี่ยเทียนก็ไม่อาจสงบหัวใจที่กำลังกระโดดโลดเต้นอย่างบ้าคลั่งของตัวเองได้เลย

        “แม่มันเถอะ เจ้าไม่ต้องมายุ่ง!”

        เซวี่ยเทียนแสร้งทำเป็นเกรี้ยวกราดเพื่อปลุกใจตัวเอง

        แค่หลินหยางกลับกำลังยื่นแคะหู

        ใช่แล้ว

        แคะหูด้วยท่าทางเบื่อหน่ายสุดขีดแบบนั้น ท่าทางเหมือนอยากจะรีบตีกันให้จบๆ ไป จะได้กลับบ้านไปนอนเสียที

        “ถ้าพร้อมแล้วก็เข้ามาเถอะ”

        หลินหยางเป่าลมใส่นิ้วอย่างสบายใจเฉิบ

        “ไอ้หนูนี่ รนหาที่ตายซะแล้ว!”

        เซวี่ยเทียนถูกท่าทีของหลินหยางยั่วจนโมโหขึ้นมาแล้ว เขาทิ้งความคิดความกังวลในใจทั้งหมดไปทันที จากนั้นก็ระเบิดพลังฟ้าดินอันมหาศาลสมกับที่เป็นยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นกลางออกมา

        กระบองยาวสีดำขนาดใหญ่แท่งหนึ่งถูกเขาเรียกออกมาถือไว้ในมือ

        ชื่อของมันคือ “เจียวซา” ส่วนปลายทั้งสองด้านมีหมุดอันแหลมคมจำนวนมากยื่นออกมา ดูๆ ไปก็คล้ายกับคมเขี้ยวอันแหลมคมของปลาฉลามก็ไม่ปาน

        ยุทธภัณฑ์ระดับวิถีราชันย์ขั้นกลางที่มีพลังฟ้าดินธาตุน้ำอันลึกล้ำดุจท้องทะเลแฝงอยู่ เมื่อใช้คู่กับเคล็ดวิชาศักด์สิทธิเฉพาะตัวของเซวี่ยเทียน “เคล็ดวิชากระบองฉลามคลั่ง” แล้ว ยิ่งทำให้เหมือนมีฉลามคลั่งที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกสรรพสิ่งกำลังแหวกว่ายอยู่ในมหาสมุทรอันเกรี้ยวกราดอันเต็มไปด้วยคลื่นยักษ์ที่สาดซัดอยู่ตลอดเวลา เป็นวิชาที่สร้างชื่อเรื่องความอำมหิตจนโด่งดังไปทั่วมหาทะเลสาบแดนใต้นี้

        ตึง

        เซวี่ยเทียนกระแทกกระบองยาวเจียวซาลงบนพื้นอย่างแรง จนรู้สึกราวกับว่าผืนปฐพียังเกิดการสะเทือน

        แต่หลินหยางที่อยู่ตรงหน้าเขานั้น กลับทำท่าเหมือนไม่เห็นอะไรทั้งนั้น แถมยังทำท่าหาวนอนให้เห็นอีกด้วย

        หนอยแน่!!

        เซวี่ยเทียนฝืนทนต่อไปไม่ไหวแล้ว

        เขาดีดตัวพุ่งออกไปทันที กำลังขาทั้งสองข้างอันมหาศาลนั่น ทำให้เกิดเศษฝุ่นพุ่งกระจายจนสูงเกือบเมตรตรงบริเวณที่เขาดีดเท้าพุ่งออกมา

        พลังอันแข็งแกร่งและอำมหิตจนสามารถพิชิตมหาทะเลสาบได้ของวายุทมิฬคนนั้นกำลังจะเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาผู้คนแล้ว กระบองยาวเจียวซาอันน่าหวาดกลัวนั่นดูคล้ายกับปลาฉลามที่กำลังอ้าปากอันใหญ่โตและเปื้อนเลือดอยู่ก็ไม่ปาน มันพุ่งเข้าใส่หลินหยางพร้อมกับคลื่นน้ำมหึมาที่ล้อมรอบตัวเขาอยู่

        จิตสังหารของเซวี่ยเทียนถูกระเบิดออกมาอย่างชัดเจน เขาหวังจะยุติการต่อสู้อันแสนกดดันนี่ลงในหนึ่งกระบวนท่า

        แต่ในเสี้ยวพริบตาที่เขากำลังพุ่งออกไปนั่นเอง ตรงหน้าเขา ก็พลันมีแสงสีเงินสว่างจ้าจนตาของเขาแทบบอดเปล่งออกมา

        อะไรกัน?

        หลินหยางสวมใส่ชุดเกราะราชันย์เหล็กขาวแล้ว

        ชุดเกราะสีเงินขาวเปล่งประกายเรืองรองอย่างสวยงาม ห่อหุ้มร่างกายของหลินหยางเอาไว้ทุกส่วน ดวงตาที่เหมือนกับผลึกคริสตัลคู่นั้นดูเย็นชาราวกับแววตาอันไร้ความรู้สึกของเทพสงครามบนสวรรค์ที่ใช้มองมายังภพมนุษย์ก็ไม่ปาน

        ฟึบ

        ผลึกแก้วที่คาดปิดบริเวณดวงตาของหลินหยางพลันมีเปลวไฟลุกไหม้ขึ้น พลังฟ้าดินที่เก็บซ่อนอยู่ในชุดเกราะเหล็กขาวพลันพุ่งทะลักออกมาอย่างรุนแรง พลังอันแข็งแกร่งไร้เทียมทานนั่นเมื่อนำมารวมกับพลังฟ้าดินธาตุไฟอันไร้ขีดจำกัดของหลินหยางแล้ว ในเสี้ยวพริบตานั้นเอง ตรงกลางลานกว้างก็เกิดเสาเพลิงสีแดงและสีเงินผสมกันลุกโชนจนพวยพุ่งขึ้นฟ้าอย่างรุนแรง

        โอ้แม่เจ้า

        เหล่าสมาชิกกลุ่มโจรสลัดสายลมทมิฬล้วนตาเหลือกจนลูกตาแทบหลุดออกจากเบ้า

        นั่นมันชุดเกราะบ้าอะไรกัน!!

        บนทวีปชี่หวู่แห่งนี้ย่อมต้องมีชุดเกราะหลากหลายประเภทอยู่แล้ว แต่โดยส่วนใหญ่แล้วมันก็ทำแค่เพิ่มพลังป้องกันให้ผู้สวมใส่เท่านั้น สำหรับเหล่าจอมยุทธ์ที่เน้นความรวดเร็วคล่องตัวและผู้ที่หยิ่งผยองในความสามารถของตนแล้ว มักจะไม่ค่อยให้ความสำคัญกับชุดเกราะเท่าไร

        แต่ชุดเกราะราชันย์เหล็กขาวของหลินหยางชุดนี้ กลับสามารถเพิ่มพลังต่อสู้พื้นฐานของจอมยุทธ์ระดับสูงสุดของเซียนเทียนให้สูงขึ้นจนมีพลังเทียบเท่ากับระดับอวิ้นหลิงขั้นกลางได้ในทันที แบบนี้มันบ้าบอสิ้นดี!

        เหล่าสมาชิกของกลุ่มโจรสลัดต่างก็ตกใจจนตาค้างไปแล้ว

        วิถีชีวิตบนท้องทะเลในฐานะโจรสลัดของพวกเขา ไม่คิดเลยว่าวันนี้มันกำลังจะตกอยู่ในกำมือของจิ้งจอกตัวน้อยจอมเจ้าเล่ห์ตัวนี้

        แต่ว่ายังโชคดีที่ ระดับพลังที่หลินหยางปล่อยออกมานั้นอย่างมากก็แค่สูสีกับลูกพี่เซวี่ยเทียนเท่านั้น ยังพอมีทางสู้

        ซึ่งเซวี่ยเทียนเองก็คิดแบบนี้เช่นกัน

        ถึงชุดเกราะของหลินหยางจะดูน่ากลัวจนฉี่แทบเล็ดไปบ้าง แต่ทั้งสองฝ่ายก็มีพลังระดับอวิ้นหลิงขั้นกลางเท่ากัน ใครจะเป็นฝ่ายชนะนั้น ไม่ลองสู้ดูก็ไม่รู้หรอก!!

        มา!

        ลองกินกระบองของข้าดูสักทีเถอะ

         วิชากระบองฉลามคลั่งของเซวี่ยเทียนเข้ามาประชิดตัวหลินหยาง กระบองเจียวซาถูกง้างขึ้นเหนือหัว ราวกับแท่นทะลายพิภพสีดำทะมึน หวดฟาดเข้าใส่เงาร่างสีเงินขาวที่กำลังเปล่งประกายแวววับอย่างเย็นชา

        ตูม

        เกิดเสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหว ฝุ่นควันลอยขโมงเต็มฟ้า

        พื้นดินถูกเซวี่ยเทียนฟาดใส่จนเกิดเป็นหลุมลึกขนาดมหึมา แต่กลับไม่เห็นหลินหยางแม้แต่เงา

        เร็วมาก

        หลินหยางหลบการโจมตีครั้งนี้ได้แบบฉิวเฉียด ขณะเดียวกันก็ดีดตัวเองลอยขึ้นสูงพร้อมกับเรียกเอาดาบยาวที่ดูราวกับถูกสร้างขึ้นจากเปลวเพลิงอันร้อนแรงมาถือไว้ในมือ

        แกว๊ก

        เสียงพญาวิหคคำรามสะท้านภพ

        ประกายดาบเฟิ่งหวู่ส่องประกายไปทั่วท้องนภา

        หลินหยางยกดาบเฟิ่งหวู่ขึ้นสูงเหนือหัว ใบดาบอันเรียวบางนั่นกลับสามารถระเบิดแรงกดดันอันหนาแน่นออกมาอย่างกว้างขวางดุจขุนเขาอันสูงใหญ่

        ครั้งนี้ ดาบของหลินหยางไม่ได้ดูลี้ลับจับทางได้ยากแบบเพลงดาบเหิ่งหวู่ฮว๋างหลีแล้ว แต่มันถูกแทนที่ด้วยสำนึกดาบอันหนักแน่นและหยิ่งผยองถึงขีดสุดในใต้หล้านี้

        หลินหยางได้หลอมรวมเป็นหนึ่งกับดาบเฟิ่งหวู่ กลายเป็นคมดาบขนาดมหึมาที่สูงหลายสิบเมตร ราวกับภูเขาขนาดใหญ่โตที่อยู่ๆ ก็โผล่ขึ้นมาจากอากาศ ยิ่งใหญ่อลังการเหลือคณานับ

        นี่คือวรยุทธ์ที่ได้รับสืบทอดมาจากต้วนเทียนหยา วิชาดาบที่เคยพิชิตฟ้าดินมาแล้วนั่น ตอนนี้มันได้กลายเป็นท่าไม้ตายของหลินหยางแล้ว

        หนึ่งดาบ…ผ่ามิติ!

        ฟัน!

        ตูมมม!

        ผู้คนบริเวณนั้นราวกับได้เห็นโลกทั้งใบกำลังพังพินาศลงต่อหน้าต่อตาตัวเอง

        ดาบของหลินหยางคล้ายกับเป็นดรรชนีของเทพพระเจ้าที่สามารถแหวกสวรรค์ชั้นฟ้าจนแตกเป็นเสี่ยงๆ บดขยี้ผืนพิภพจนแหลกเป็นเถ้าธุลี

        ขนาดระยะห่างระหว่างคมดาบและผืนดินยังเหลือตั้งหนึ่งร้อยเมตร บริเวณผืนดินที่อยู่ใต้คมดาบนั่นก็ถูกแหวกจนเป็นร่องขนาดใหญ่แล้ว ทุกสิ่งที่อยู่ใต้คมดาบนั้นล้วนถูกบดขยี้จนแหลกสลายเป็นฝุ่นผง

        ช่างเป็นเพลงดาบที่ดุดันแข็งแกร่งอะไรขนาดนี้

        ยอดเยี่ยมสมเป็นวิชาหนึ่งดาบผ่ามิติ

        ถ้าต้วนเทียนหยาที่ตอนนี้อยู่ห่างออกไปไกลนับหมื่นลี้มีโอกาสได้เห็นหลินหยางใช้เพลงดาบนี้ละก็ เกรงว่าเขาก็คงหัวเราะชอบใจออกมาเหมือนกัน

        แต่เซวี่ยเทียนตอนนี้แทบจะร้องไห้แล้ว

        เพียงกระบวนท่าแรกของหลินหยาง ก็ทำให้เขารู้สึกยากที่จะต้านทานได้แล้ว

        ถึงแม้ระดับวรยุทธ์ของเขาจะเท่ากับหลินหยาง ในมือก็ถือยุทธภัณฑ์ระดับวิถีราชันย์เอาไว้ด้วย แต่กระนั้นแล้ววิชากระบองฉลามคลั่งของเขาเมื่อเอาไปเทียบกับหนึ่งดาบผ่ามิติของหลินหยางแล้ว ความต่างชั้นมันพอๆ กับเอามวยวัดไปเทียบกับวิชาสิบแปดฝ่ามือพิชิตมังกรเลยทีเดียว

        วิชากระบองของเขานั้นเป็นแค่เคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับทั่วๆ ไป แต่เพลงดาบที่หลินหยางใช้ออกมานั้น ดูจากอิทธิฤทธิ์ของมันแล้วจะต้องเป็นสุดยอดเคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงสุดอย่างแน่นอน ที่เซวี่ยเทียนบอกไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะเอาชนะหลินหยางในกระบวนท่าเดียวนั้น ดูท่าทางแล้วอาจจะเป็นตัวเขาเองมากกว่าที่จะเป็นฝ่ายถูกหลินหยางซัดหมอบในหนึ่งกระบวนท่า!


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ราชันเทพอัคคี” : https://bit.ly/2EbnblS

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/562

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)