0 Views

        ไม่รู้ว่าใครเป็นคนตะโกนขึ้นเป็นคนแรก แต่เหล่าโจรสลัดที่เหลืออีกสิบกว่าคนก็กระโจนเข้าใส่หลินหยางทันที

        แต่น่าเสียดายที่สำหรับหลินหยางแล้ว โจรสลัดเหล่านี้มันไม่ต่างอะไรกับ มดปลวก เลยจริงๆ

        เมื่ออยู่ต่อหน้าหลินหยางแล้ว เหล่าโจรสลัดที่มีพลังฝีมือระดับเซียนเทียนนี้ก็เหมือนกับผึ้งน้อยฝูงหนึ่งที่บินวนไปวนมาเท่านั้น ทำอะไรเขาไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

        ตอนที่หลินหยางออกจากคฤหาสน์เวินนั้น ตัวเขาก็มีพลังฝีมือระดับสูงสุดของเซียนเทียนโดยไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์อะไรแล้ว พลังฟ้าดินในจุดชี่ไห่มหาศาลจนยากเปรียบเทียบ มีชีพจรพลังมากถึงยี่สิบสี่เส้นที่คอยทำหน้าที่ลำเลียงพลังไปทั่วร่างกาย ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นขีดจำกัดสูงสุดของมนุษย์ในระดับเซียนเทียนแล้ว

        พลังด้านกายภาพของเขาก็สูงถึงหนึ่งหมื่นห้าพันชั่ง ซึ่งเหนือกว่ายอดฝีมือระดับเซียนเทียนทั่วๆ ไปแบบขาดลอย

        เหล่าโจรสลัดสุดโหดเหี้ยมอำมหิตเหล่านี้ ถูกหลินหยางจัดการจนลงไปนอนกลิ้งหลุนๆ บนพื้นดุจโถน้ำเต้าในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที

        ความสามารถห่างชั้นกันอย่างชัดเจน

        หลินหยางที่เป็นคนเดียวที่ยังยืนอยู่ก็ก้มลงมองเหล่าโจรสลัดที่กำลังนอนกองอยู่บนพื้น ถึงแม้ว่าคนเหล่านั้นจะถูกซัดจนหมอบไปแล้ว แต่ก็ยังปล่อยจิตสังหารอันเกรี้ยวกราดออกมาอย่างชัดเจนพร้อมกับด่าทอด้วยวาจาอย่างดุร้ายโดยไม่มีท่าทางหวั่นเกรง

        แต่ด้วยคำพูดของหลินหยางเพียงประโยคเดียวก็ทำให้คนเหล่านั้นหุบปากเงียบลงทันที

        “ให้เซวี่ยเทียนออกมาเถอะ”

        อ้าวเฮ้ย!!

        เหล่าโจรสลัดอึ้งไปทันที

        ทักษะการแสดงของพวกเขามันห่วยแตกขนาดนั้นเลยหรือ?

        ทำไมไอ้หนุ่มคนนี้ถึงดูออกได้ไวขนาดนี้กันล่ะนี่?

        ความตื่นตระหนกในใจเมื่อผสมรวมกับความเจ็บปวดบนร่างกายแล้ว ทำให้เหล่าโจรสลัดเหล่านี้ที่มี พี่สาม เป็นหัวหน้า ถึงกับปากสั่นด้วยความหวาดกลัว และในจังหวะนั้นเอง ก็มีเสียงพูดของเซวี่ยเทียนดังขึ้นมาจากด้านหลังของตำหนักหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ข้างๆ ลานกว้างแห่งนี้

        “หลินหยาง เจ้ารู้ว่าคนเหล่านี้เป็นพี่น้องของข้า ยังบังอาจกล้าลงมืออีกอย่างนั้นรึ เจ้าคิดจะหักหน้าของเซวี่ยเทียนผู้นี้ อย่างนั้นสินะ…”

        เซวี่ยเทียนออกโรงแล้ว

        วายุทมิฬผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วมหาทะเลสาบแดนใต้ผู้นี้ ทุกย่างก้าวที่เขาเดินมานั้นราวกับว่ามีเกลียวคลื่นของจิตสังหารขนาดมหึมาพุ่งทะลักออกมาจากตัวเขา ดุจดั่งฉลามสีดำทมิฬขนาดยักษ์ตัวหนึ่งกำลังแหวกว่ายออกมาจากคลื่นน้ำในมหาสมุทร คมเขี้ยวแต่ละซี่ของมันเปล่งประกายอำมหิตอันเย็นชาออกมา

        ด้านหลังเขาก็ยังมีระดับผู้นำของกลุ่มโจรสลัดเดินตามมาด้วยอีกสามคน แต่ละคนล้วนมีพลังระดับอวิ้นหลิงขั้นต้นทั้งนั้น ตอนที่เดินออกมาพร้อมกับเซวี่ยเทียนนั้น แรงกดดันอันมหาศาลที่ทะลักแผดพุ่งออกมาราวกับเขื่อนแตกก็ปกคลุมไปทั่วบริเวณ

        อารมณ์ของเซวี่ยเทียนตอนนี้ค่อนข้างจะหงุดหงิดเอาเรื่องเลยทีเดียว

        เขารู้สึกโมโหมากๆ

        โมโหที่เหล่าพี่น้องของเขากลับถูกไอ้หนูน้อยแค่คนเดียวอัดยับจนมีสภาพอย่างกับปลาดอง นี่เป็นเรื่องที่น่าอับอายอย่างถึงที่สุดของกลุ่มโจรสลัดสายลมทมิฬของเขา

        แต่เขาก็แอบรู้สึกดีใจอยู่บ้างเล็กน้อย

        เพราะถึงแม้ว่าสภาพที่เกิดขึ้นจะออกมาดูอนาถไปหน่อย แต่มันก็ได้บรรลุจุดประสงค์ที่เขาวางเอาไว้ตั้งแต่แรก

        นั่นก็คือเขาต้องการให้หลินหยางลงมือตอบโต้ เพื่อที่เขาจะได้มีเหตุผลในการใช้กำลังโดยชอบธรรม

        ถึงแม้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่จะทำให้เขาแอบรู้สึกประหลาดใจกับความสามารถของหลินหยางนี่อยู่บ้าง แต่ฝีมือแค่นั้น เมื่ออยู่ต่อหน้าวายุทมิฬเซวี่ยเทียนผู้เลื่องชื่อแห่งมหาทะเลสาบแดนใต้แล้ว มันก็ไม่ต่างอะไรจากเด็กน้อยเลย!

        ขอแค่ได้โจมตีเพียงครั้งเดียว เขาก็มั่นใจว่าจะสามารถฉีกเอ็นหักกระดูกไอ้เด็กน้อยผู้ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงคนนี้ จนมันไม่สามารถเข้าร่วมการสำรวจครั้งนี้ได้ไปตลอดกาล!!

        เซวี่ยเทียนมุ่งหน้าตรงดิ่งไปทางหลินหยาง

        เขาแสดงเป็นลูกพี่ใหญ่ที่กำลังโมโหโกรธเกรี้ยวเพราะเห็นลูกน้องถูกรังแกได้อย่างแนบเนียน

        เขาขยับคอไปมาพร้อมกับกวาดสายตามองเหล่าพวกพ้องโจรสลัดที่ยังคงนอนแสดงละครอยู่บนพื้น น้ำเสียงที่ใช้พูดก็เย็นเฉียบดุจคมมีดอันแหลมคม

        “หลินหยาง หวังว่าเจ้าคงจะมีเหตุผลที่ดีพอสำหรับเรื่องนี้ให้ข้านะ”

        เซวี่ยเทียนหรี่ตามองต่ำพร้อมกับปล่อยแรงกดดันใส่หลินหยาง ดูท่าทางพร้อมจะเปิดฉากวิวาทโดยไม่พูดพร่ำทำเพลงอยู่ตลอดเวลา

        ส่วนหลินหยางนั้น ก่อนหน้านี้แสดงสีหน้าใส่พวกโจรสลัดไปแบบไหน ตอนนี้ก็ยังคงแสดงสีหน้าแบบเดียวกันใส่เซวี่ยเทียนเหมือนเดิม

        ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเลยแม้แต่น้อย

        สิ่งเดียวที่ไม่เหมือนกันก็คือ ในที่สุดเขาก็ยอมเปิดปากพูดคุยกับอีกฝ่ายแล้ว

        “แผนของเจ้าน่ะ โคตรโบราณ”

        แค่ประโยคนี้ประโยคเดียวก็ทำให้รู้ว่า หลินหยางมองแผนการนี้ออกอย่างทะลุปรุโปร่งอยู่ก่อนแล้ว

        “หึหึ” เซวี่ยเทียนแค่ยักคิ้วทีหนึ่ง ไม่มีท่าทีตื่นตะหนกเรื่องที่แผนการของตัวเองถูกมองออกเลยแม้แต่น้อย แถมยังแสยะยิ้มเย็นชาพร้อมกับตอบกลับมาว่า “ถึงจะโบราณ แต่ก็ได้ผลดีนะ”

        “มันก็ไม่แน่”

         “ฮ่าฮ่า!” เซวี่ยเทียนหัวเราะดังลั่น “อยู่ๆ ข้าก็เริ่มรู้สึกว่าเด็กน้อยที่ชอบอวดดีอย่างเจ้าก็น่าสนใจอยู่บ้างนะ แต่น่าเสียดายที่เจ้าทำร้ายคนของข้าไปแล้ว ดังนั้น วันนี้ข้าจึงจำเป็นต้องจับเจ้าไปโยนทิ้งซะ!!”

        จัดการมันซะ!!

        เซวี่ยเทียนนั้นเป็นผู้นำที่เด็ดขาดไร้ความปรานี เวลาปกติเขาก็พูดคุยเฮฮากับเหล่าสหายได้อย่างเป็นมิตร แต่พอต้องทำเรื่องอำมหิตแล้ว เขาก็สามารถลงมือได้อย่างไม่ลังเล

        ประโยคสั่งตายจากจ้าวแห่งท้องทะเลถูกประกาศออกมาแล้ว

        ยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงที่อยู่ด้านหลังทั้งสามคนก็พุ่งฟึบออกมาทันที โดยพวกเขาปิดล้อมหลินหยางเอาไว้จากสามทิศทาง แต่ละคนต่างก็ระเบิดพลังฟ้าดินอันน่าสะพรึงกลัวออกมากดดันใส่หลินหยาง กำลังจะปะทะเข้าใส่หลินหยางในไม่ช้า

        แต่ในจังหวะนั้นเองก็มีเสียงพูดอันน่าเกรงขามดังขึ้นขัดเอาไว้

        “หยุดนะ!”

        ด้านข้างนั้น ก็มีเถ้าแก่ใหญ่ทั้งสามของกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าและเหล่าสมาชิกระดับสูงจำนวนหนึ่งตามมาถึง

        ทั้งฮว๋างฉาง หลานห่าย และจีหยูยี่ ก็ล้วนเป็นยอดฝีมือที่มากประสบการณ์ในยุทธภพ แค่ได้เห็นภาพที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้านี้ก็สามารถเข้าใจสถาการณ์ได้ทันที

        คนที่ดูแข็งแกร่งทรงพลังอย่างวายุทมิฬผู้นี้ กลับมาวางกับดักเพื่อทำร้ายหลินหยางแบบนี้อย่างนั้นหรือ?

        สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้เห็นได้ชัดมากว่าหลินหยางเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างแรง เขามีระดับพลังแค่เซียนเทียนเท่านั้น ถ้าหากเปิดฉากปะทะกับอีกฝ่ายขึ้นมาจริงๆ ละก็ เขาจะต้องบาดเจ็บสาหัสแน่นอน แค่รักษาชีวิตตัวเองให้รอดได้ก็บุญโขแล้ว

        “ท่านกัปตันซเวย์ เรื่องนี้อาจจะมีการเข้าใจผิดเกิดขึ้นก็ได้ เห็นแก่หน้าข้า ท่านช่วยหยุดสร้างความลำบากใจให้กับคุณชายหลินได้หรือไม่?”

        ผู้ที่ออกมาไกล่เกลี่ยคนแรกคือหลานห่ายอย่างที่คาด

        สองวันมานี้ หลานห่ายแทบจะมองหลินหยางเป็นเหมือนหลานชายแท้ๆ ของตัวเองไปแล้ว เขาไม่มีทางยอมปล่อยให้ใครมาปองร้ายหลินหยางแน่ๆ

        “หึหึ!” เซวี่ยเทียนตอบกลับอย่างเย็นชาว่า “ในเมื่อท่านเถ้าแก่หลานเอ่ยปากขอขนาดนี้ อย่างนั้นก็ได้ ข้าเซวี่ยเทียนผู้นี้ก็ไม่ใช่คนไร้เหตุผลด้วย… เอาอย่างนี้แล้วกัน ท่านให้หลินหยางนี่ขอขมาเหล่าพี่น้องของข้า แล้วก็จ่ายค่ารักษาพยาบาลอีกสักหน่อย…”

        “อย่างนี้ค่อยพูดง่ายหน่อย” หลานห่ายย่อมต้องการให้หลินหยางตกลงรับเงื่อนไขอยู่แล้ว

        “รอก่อน ข้ายังพูดไม่จบ!” เซวี่ยเทียนแสยะยิ้มเย็นชาแล้วพูดต่อว่า “ไอ้เด็กน้อยที่ชอบสร้างปัญหาแบบนี้ หน่วยฉลามดำของข้าไม่ต้องการมัน ดังนั้นต้องให้มันออกจากทีมสำรวจไปด้วย มิเช่นนั้น… ตัวข้านี่ล่ะที่จะถีบมันออกไปด้วยตัวเอง!”

        นั่นมัน…

        พวกของหลานห่ายหน้าซีดทันที

        ไม่คิดเลยว่าเจ้าเซวี่ยเทียนนี่มันจะยื่นคำขาดมาขนาดนี้ และที่น่าปวดหัวที่สุดก็คือ เซวี่ยเทียนและกลุ่มโจรสลัดของมันนั้นเป็นสมาชิกที่จะขาดไปไม่ได้เลยหากคิดจะออกทะเล การที่หลินหยางไปมีเรื่องกับคนกลุ่มนี้ นับเป็นปัญหาที่จัดการยากเสียจริงๆ

        หลานห่ายกำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรเพิ่มอีกสักหน่อย แต่จีหยูยี่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็รั้งเขาเอาไว้ก่อน สายตาที่แฝงไว้ด้วยความสนุกสนานคู่นั้นมองชี้ไปทางหลินหยาง

        “ดูก่อน เขาคนนั้นเหมือนจะมีแผนไว้ในใจอยู่แล้ว”

        หลินหยางไม่ได้ตอบโต้อะไรกลับไปเลยแม้แต่น้อย เขาปล่อยให้เซวี่ยเทียนพูดให้จบก่อน

        พออีกฝ่ายบอกจุดประสงค์ที่ตัวเองต้องการทั้งหมดออกมาแล้ว หลินหยางก็เอ่ยขึ้นด้วยความโมโหว่า

        “ที่พูดมาทั้งหมดนั่น ความหมายก็แค่ให้ซัดกันสักรอบ คนที่ชนะก็อยู่ต่อ คนที่แพ้ก็ไสหัวไป แค่นั้นเองไม่ใช่รึ?”

        ฮะ!

        เซวี่ยเทียนกำลังสงสัยว่าตัวเองหูฝาดอยู่รึเปล่า

        ไอ้หนูนี่มันจะโอหังมากเกินเหตุไปแล้วนะ

        แค่ซัดกันสักรอบ…. อย่างนั้นหรือ

        มันคิดว่าการต่อสู้กับกลุ่มโจรสลัดสายลมทมิฬง่ายดายขนาดนั้นเลยหรือ?

        เซวี่ยเทียนรู้สึกว่าฉายาวายุทมิฬอันโด่งดังของตัวเขากำลังถูกท้าทายอย่างรุนแรง

        “หึหึ” คำพูดประโยคสุดท้ายนี้เขาต้องการจะบอกกับทุกคนที่อยู่ในที่แห่งนี้ว่า “ทุกท่านได้ยินกันแล้วใช่ไหม ในเมื่อคุณชายหลินท่านนี้ดื้อด้านขนาดนี้แล้ว ถ้าอย่างนั้นข้าก็คงต้องใช้วิธีของตัวเองในการจัดการกับปัญหานี้ พวกท่านจะมาโทษพวกเรากลุ่มโจรสลัดสายลมทมิฬไม่ได้นะ…”

        เล่นมันซะ!!

        เซวี่ยเทียนออกคำสั่งฆ่าออกมาอีกครั้ง

        ตูม

        ผู้นำกลุ่มทั้งสามคนก็ระเบิดจิตสังหารอันมหาศาลออกมาอีกครั้ง

        “หยุดก่อน!!”

        แต่ครั้งนี้ก็มีคนตะโกนขัดขึ้นอีกเหมือนกัน

        ใครกัน!!

        เซวี่ยเทียนเริ่มหงุดหงิดขึ้นมาหน่อยแล้ว จะตะโกนขัดอะไรนักหนา!!

        แต่เขาก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่า คนที่ตะโกนบอกให้หยุดมือนั้น กลับกลายเป็นหลินหยางที่กำลังถูกล้อมอยู่กลางวง

        หลินหยางยืนมองพลังทั้งสี่สายที่พุ่งเข้ามาจากทั้งสี่ทิศรอบตัวเขาได้ครึ่งทางแล้วแต่ก็ต้องฝืนดึงพลังกลับไป จากนั้นมุมปากของเขาก็ยกขึ้นมาอย่างกะทันหันจนกลายเป็นรอยยิ้มที่ดูชั่วร้ายราวกับอสูรกายก็ไม่ปาน

        เขาพูดขึ้นมาหนึ่งประโยคแบบไม่ช้าไม่เร็วว่า “เมื่อครู่นี้ข้ายังพูดไม่จบ จะสู้กัน ข้าไม่มีปัญหา แต่ไม่รู้ว่าเจ้ากล้าพอที่จะเพิ่มเงื่อนไขเข้าไปอีกหรือเปล่า?”

        มาไม้ไหนนี่?

        เพิ่มเงื่อนไข?

        เซวี่ยเทียนถึงกับยืนอึ้งไปครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าจะตอบสนองอย่างไร

        ในโลกนี้มันยังมีคนที่รู้สึกว่าตัวเองแค่โดนกระทืบอย่างเดียวมันยังไม่พอจนต้องขอเพิ่มเงื่อนไขเข้าไปอีกด้วยรึ?

        “ไอ้หนู เจ้าโง่หรือเปล่า? เจ้าจะเพิ่มอะไรอีก?” หัวหน้าคนหนึ่งที่ยืนข้างเซวี่ยเทียนเองก็ประหลาดใจไม่น้อย จนต้องเอ่ยถามขึ้นอย่างแข็งกร้าว

        บนใบหน้าของหลินหยางตอนนี้ถูกประดับด้วยรอยยิ้มชั่วร้ายอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาเอาไว้แล้ว เขามองไปทางพวกของเซวี่ยเทียนแล้วกล่าวว่า “แค่ต่อสู้กันอย่างเดียวมันน่าเบื่อจะตาย มันต้องพนันเงินกันด้วยสิ!”

        “เท่าไร”

        “อืม… ดูท่าทางพวกเจ้าเองก็ไม่ได้มีฐานะอะไรมากนัก ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องเยอะมาก สักหนึ่งพันล้าน…”

        หนึ่งพันล้าน!!

        เหล่าโจรสลัดรอบตัวของเซวี่ยเทียนแต่ละคนล้วนตาโต ไอ้พวกที่นอนกลิ้งอยู่บนพื้นเองก็หยุดโวยวายแล้ว

        ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเป็นกลุ่มโจรสลัดที่มีชื่อบนมหาทะเลสาบก็ตาม แต่ทรัพย์สินเงินทองของพวกเขาส่วนใหญ่ก็ถูกใช้ไปกับวัตถุดิบสำหรับฝึกปรือทั้งนั้น บนมือพวกเขาก็ไม่ได้มีเงินเยอะขนาดนั้นจริงๆ

        เงินหนึ่งพันล้านชั่งมันมากพอที่จะทำให้พวกเขาหายใจหนักแล้ว

        แต่หลินหยางยังพูดไม่จบ

        “หนึ่งพันล้านชั่ง…ทองคำก็แล้วกัน”

        เงียบสงบ

        เหล่าสมาชิกกลุ่มโจรสลัดสายลมทมิฬต่างก็รู้สึกเจ็บจี๊ดไปทั้งหัวใจราวกับถูกหยิก

        ทองคำหนึ่งพันล้านชั่ง!!

        นั่นมันเป็นเงินหนึ่งแสนล้านชั่งเลยนะ!!

        ไอ้หนูนี่มันบ้าไปแล้วกระมัง มารดามันเถอะ คนอย่างมันจะไปมีเงินเยอะขนาดนั้นได้อย่างไร!

        ตอนที่เซวี่ยเทียนได้ยินตัวเลขหนึ่งพันล้านนั้น ในใจก็แอบรู้สึกหวั่นไหวอยู่บ้าง แต่พอได้ยินว่าเป็นทองคำแล้ว เขาก็มั่นใจเลยว่าไอ้หลินหยางนี่มันกำลังพูดจามั่วซั่วอยู่แน่ๆ

        “หลินหยาง เจ้าคิดจะใช้วิธีแบบนี้มาถ่วงเวลาอย่างนั้นเรอะ ไม่คิดว่ามันไร้ยางอายไปหน่อยรึไง ?”

        “เจ้าคิดว่าข้าไม่มีเงินหรือ?”

        “เจ้าคิดว่าข้าจะเชื่อเรอะ?”

        “เถ้าแก่จี…ต้องรบกวนท่านแล้ว” หลินหยางหันไปหาจีหยูยี่ทันที

        ส่วนจีหยูยี่ที่ยืนดูอยู่ด้านข้างด้วยความสนุกสนานนั้น พอคนอื่นๆ หันมาจ้องมองนางตามหลินหยางแล้ว นางก็แย้มยิ้มเปี่ยมสเน่ห์ออกมา จากนั้นก็พูดออกมาประโยคหนึ่งว่า

        “คุณชายหลินเป็นลูกค้าที่มีสินเชื่อแบบไม่จำกัดวงเงินของพวกเรากลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้า ถ้าหากเขาต้องการกู้เงินเป็นทองคำจำนวนหนึ่งพันล้านชั่งเพื่อใช้พนันแล้วละก็ กลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าสามารถเป็นผู้ค้ำประกันให้เขาได้ค่ะ!!”

        โห!

        คำพูดประโยคนี้ทำให้บรรยากาศบริเวณนั้นพลันเร่าร้อนขึ้นมาทันที

        “ลูกพี่!! ทองคำหนึ่งพันช่างเลยนะ!! รวยเละแน่คราวนี้!!”

        เหล่าโจรสลัดที่นอนกองอยู่กับพื้นเมื่อครู่รีบดีดตัวขึ้นมาทันที แววตาของพวกมันแต่ละคนแทบจะเป็นรูปเงินไปแล้ว

        “ลูกพี่ กระทืบมันให้ตายไปเลย พวกเราจะได้ไม่ต้องออกทะเลให้เหนื่อยไปอีกหลายปี!”

        “มัวลังเลอะไรอยู่เล่า ลูกพี่! นี่มันกำลังโยนเงินมาให้พวกเราใช้ฟรีๆ เลยไม่ใช่หรือไง? ไปตื้บมันเลยสิ”

        เหล่าโจรสลัดต่างก็ตื่นเต้นจนแทบทนไม่ไหว แต่เซวี่ยเทียนเองก็เป็นพวกเจ้าเล่ห์มีความคิดอ่านลึกล้ำรอบคอบมิใช่น้อย

        พอเห็นว่าหลินหยางมีท่าทางมั่นใจขนาดนั้นก็แอบรู้สึกกังวลใจอยู่ลึกๆ

        ทำไมเขากลับเป็นฝ่ายที่รู้สึกว่า ตัวเองต่างหากที่กำลังตกหลุมพลางของศัตรูอยู่…


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ราชันเทพอัคคี” : https://bit.ly/2EbnblS

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/562

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)