0 Views

        หั่วเอ๋อต้องยอมตอบรับแบบช่วยไม่ได้ ทำได้แค่ถอนหายใจเบื่อๆออกมา

        สวี่เหยาหัวเราะคิกคักออกมาเบาๆ ทำให้บรรยากาศในรถผ่อนคลายลงไม่น้อย

        ถึงแม้ว่าพอดูจากบรรยากาศในเมืองฮุยยื่อแห่งนี้แล้ว งานประมูลระดับแผ่นดินครั้งนี้มันดูน่าจะดุเดือดเลือดพล่านมากก็ตาม แต่หลินหยางก็ยังคงไม่รู้สึกหวั่นไหวอะไรทั้งสิ้น

        เพราะเหล่าเศรษฐีพวกนี้ไม่ได้อยู่ในสายตาของเขาเลยแม้แต่น้อย

        ……….

        หลังจากนั้นไม่นานพวกเขาก็มาถึงหอฟ้าสมุทร

        ด้านหน้าของหอฟ้าสมุทรตอนนี้นั้น บอกได้แค่คำเดียวว่า

        คน คน คน คน

        มีแต่คนเต็มไปหมด

        นี่ขนาดคัดกรองคนมาแล้วแต่ก็ยังมีคนอยู่เยอะมากมายขนาดนี้

        แต่ละคนที่มาล้วนแต่เป็นพวกผู้ดีจากตระกูลใหญ่ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่พวกเขาจะมีคนคุ้มกันมาด้วยส่วนนึง แต่คนที่จะขึ้นไปยังส่วนของการประมูลที่อยู่บนชั้นสองได้นั้นจะมีแค่แขกผู้มีเกียรติบางส่วนเท่านั้น ดังนั้นตรงบริเวณชั้นหนึ่งแห่งนี้จึงถูกจัดเป็นพื้นที่สำหรับพักให้แก่ผู้ที่ติดตามทั้งหลายนั่น

        ซึ่งพอพวกหลินหยางมาถึงก็พบเข้ากับคนจำนวนมหาศาลตรงหน้านี้ทันที

        พอพวกเขาลงจากรถก็เห็นแต่หัวคนสีดำเต็มไปหมด เสียงพูดคุยของผู้คนนั้นดังอื้ออึงเต็มไปหมด ถ้าจะคุยกันให้ได้ยินล่ะก็ พวกเขาต้องตะโกนกันสุดเสียงเลยอีกฝ่ายถึงจะได้ยิน

        จ้าวเหวินชางรีบให้เหล่าคนคุ้มกันของเขาเข้าไปเปิดทางให้ทันที จากนั้นก็พาพวกของหลินหยางเข้าไปข้างในอย่างทุลักทุเล ในที่สุดก็สามารถฝ่าฝูงชนเข้าไปถึงหน้าประตูหอฟ้าสมุทรเสียที

        แต่ตรงนี้ก็ยังมีคนอยู่เยอะเหมือนเดิม

        จ้าวเหวินชางเหนื่อยแทบตาย แต่กลับพึ่งมาได้ถึงแค่ตรงหน้าประตูเท่านั้นเอง จากนั้นเขาก็เข้าไปยื่นบัตรผลึกจันทร์ที่ลูชิงเฟิงมอบให้กับพวกเขาไปให้พนักงานที่ยืนเฝ้าประตูอยู่

        พอสาวน้อยที่กำลังยุ่งตัวเป็นเกลียวที่เป็นคนรับบัตรได้เห็นเห็นบัตรผลึกจันทร์สีน้ำเงินเข้า เธอก็หยุดชะงักทันที จากนั้นก็แย้มยิ้มตามแบบที่เคยฝึกออกมา “แขกผู้มีเกียรติท่านนี้ กรุณาเดินไปทางด้านนั้นนะคะ ตรงนั้นจะมีผู้ที่คอยต้อนรับพวกท่านโดยเฉพาะอยู่ค่ะ”

        โอ๋ ?

        หะหะ

        จ้าวเหวินชางรู้สึกดีขึ้นมาทันที

        ในที่สุดตัวเขาก็มีโอกาสได้รับการต้อนรับอย่างทรงเกียรติแบบนี้กับเขาบ้างแล้ว

        เขามองไปที่สาวใช้คนหนึ่งที่กำลังวิ่งมาหาพวกเขาเพื่อพาเข้าไปยังด้านในของหอฟ้าสมุทรแห่งนี้ ระหว่างทางนั้นพวกเขาก็ได้เห็นบริเวณทางขึ้นชั้นสองหลายเส้นทางที่มีคนยืนต่อแถวกันยาวเหยียดอย่างกับมังกรตัวหนึ่ง

        แต่ละทางเข้าอย่างต่ำๆก็มีคนยืนเข้าแถวรอขึ้นข้างบนอยู่นับหลายร้อยคนแล้ว ถึงแม้ว่าจะมีเหล่าสาวใช้จำนวนหนึ่งคอยให้บริการน้ำชาแก่เหล่าแขกที่มายืนเข้าแถวกันอยู่อย่างไม่ขาดสายก็ตาม แต่ยังไงคนที่ต้องต่อคิวยาวขนาดนี้มันก็ต้องอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหงุดหงิดกับการที่ต้องมายืนรอนานๆแบบนี้

        แต่พวกของจ้าวเหวินชางนั้นพิเศษออกไป

        สาวใช้ที่นำทางพวกเขาอยู่นั้น พาพวกเขาเดินขึ้นไปตามทางที่เตรียมไว้สำหรับแขกกิตติมศักดิ์โดยเฉพาะ ตรงข้างทางก็มีเหล่าทหารองค์รักษ์ยืนต้อนรับพวกเขาอยู่เป็นระยะๆ ทุกๆสามเมตรก็จะมีดอกไม้วิเศษตั้งอยู่โดยที่มันจะโชยกลิ่นหอมออกมา ทำให้บนเส้นทางที่พพวกเขาเดินอยู่นั้นดูหรูหรากว่าทางอื่นๆหลายเท่า

        จ้าวเหวินชางหันหลังกลับไปดูก็พบว่า เจ้าของม้ามังกรเหล็กและม้านิลมังกรขนทองที่พวกเขาเจอบนถนนนั้นตอนนี้กำลังต่อแถวเข้าคิวอันยาวเหยียดนั่นอยู่ แม้แต่คนระดับนั้นยังไม่มีโอกาสได้รับบัตรผลึกจันทร์แบบเขาเลย

        ความรู้สึกแบบนี้มันสะใจเสียจริง

        ถ้าหากเป็นเมื่อก่อนล่ะก็ จ้าวเหวินชางนั้นไม่มีแม้แต่โอกาสจะมาเข้าคิวแบบนี้เลยด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้เขากลับสามารถเดินอยู่ในงานนี้ได้อย่างสง่าผ่าเผย

        ทั้งหมดนี่ต้องขอบคุณหลินหยางเลยนะเนี่ย!

        หลังจากนั้นพวกเขาก็เดินมาถึงสุดทางของเส้นทางพิเศษนี้ โดยก่อนจะขึ้นไปยังชั้นสองนั้นจะต้องลงทะเบียนก่อน ซึ่งตรงจุดนี้จะมีอยู่ส่วนหนึ่งที่เป็นจุดลงทะเบียนสำหรับผู้เข้าร่วมงาน ซักพักก็มีคนเข้ามาตรวจสอบบัตรผลึกจันทร์ของหลินหยางและจ้าวเหวินชางโดยเฉพาะ จากนั้นก็แจ้งให้พวกของหลินหยางทราบว่า

        “พวกเราเตรียมห้องรับรองในงานประมูลสำหรับพวกท่านทั้งสองเอาไว้แล้ว คือห้องรับรองหมายเลขสิบหก และอีกเรื่องคือ ท่านทั้งสองสามารถพาผู้ติดตามเข้าไปได้แค่ห้าคนเท่านั้น ส่วนคนที่เหลือจะถูกเชิญให้รออยู่ที่ด้านล่างแทน”

        “แค่พวกเราสามคนนี่แหละ” จ้าวเหวินชางรีบพยักหน้าตอบรับ

        หลังจากลงทะเบียนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ได้สาวใช้คนเดิมมาช่วยนำทางพาพวกเขาขึ้นไปที่ชั้นสอง จากนั้นก็เดินต่ออีกประมานครึ่งนาทีก็มาถึงห้องรับรองห้องหนึ่ง

        โอ้โห ใหญ่มาก

        จ้าวเหวินชางและสวี่เหยารู้สึกทึ่งในความฟุ่มเฟือยของหอฟ้าสมุทร

        ห้องรับรองห้องนี้มีขนาดใหญ่มากจนแทบจะสามารถขี่ม้าเล่นในนี้ได้แล้ว ภายในนี้นอกจากจะมีพวกโต๊ะน้ำชาที่ดูหรูหราแล้ว ห้องนี้ยังถูกแกะสลักตกแต่งด้วยตัวอักษรโบราณอีกด้วย นอกจากนี้บนโต๊ะยังมีทั้งน้ำชาทั้งผลไม้ต่างจัดวางเตรียมไว้เสร็จสรรพ ราวกับห้องนี้เป็นพระตำหนักจำลองเลยก็ไม่ปาน

        และที่วิเศษยิ่งกว่าก็คือทั้งด้านหน้าและด้านหลังของห้องถูกตกแต่งด้วยกระจกขนาดใหญ่ที่สามารถมองทะลุไปยังด้านล่างได้ โดยที่มันเป็นกระจกแบบที่มองทะลุได้ด้านเดียว คนในมองออกไปได้แต่คนที่อยู่ด้านล่างจะไม่สามารถมองเห็นคนในห้องได้เลย

        หลินหยางเดินมาสำรวจตรงบริเวณหน้าต่างของห้อง

        ก็พบว่าด้านหน้าของพวกเขาก็คือห้องโถงใหญ่ที่ใช้จัดงานประมูลในครั้งนี้

        พอมองเข้าไปในนั้นก็พบว่ามีเก้าอี้จัดเตรียมไว้กว่าร้อยแถว ตั้งเรียงกันอย่างแน่นหนาล้อมรอบเวทีประมูลเอาไว้

        ดูท่าทางน่าจะสามารถจุคนได้อย่างต่ำๆก็หมื่นคน

        และที่ด้านข้างห้องรับรองของพวกเขานั้น ยังมีห้องแบบเดียวกับพวกเขาเป๊ะๆตั้งเรียงรายอยู่สิบกว่าห้อง ซึ่งมันน่าจะเป็นห้องของผู้ที่มีบัตรผลึกจันทร์เหมือนพวกเขาไม่ผิดแน่

        นอกจากนี้หลินหยางยังสังเกตเห็นอีกว่า มันยังมีห้องที่ดูแล้วน่าจะมีตำแหน่งสูงกว่าพวกของพวกเขาอยู่ด้วย ซึ่งห้องเหล่านั้นดูท่าทางน่าจะกว้างขวางใหญ่โตยิ่งกว่าของพวกเขาอีก

        นั่นคือห้องรับรองระดับสวรรค์ซึ่งมีแค่แขกที่สำคัญที่สุดของหอฟ้าสมุทรเท่านั้นถึงจะเข้าไปใช้งานได้

        พอหลินหยางดูด้านหน้าเสร็จก็กลับมาดูที่กระจกทางด้านหลังเขาแทน

        ภาพที่เห็นจากฝั่งนี้ก็คือห้องโถงใหญ่ของชั้นหนึ่งที่พวกเขาพึ่งเดินผ่านมานั่นเอง

        มีคนจำนวนมากกำลังเดินอยู่ที่ข้างใต้เท้าของพวกเขา ทำเอาคนที่อยู่ในห้องรับรองรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นดั่งเทวดาที่กำลังมองดูภพมนุษย์อยู่ก็ไม่ปาน รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก

        นี่แหละคือลักษณะพิเศษของห้องรับรองอันทรงเกียรติที่หอฟ้าสมุทรจงใจออกแบบมาให้เป็นอย่างนี้

        ในตอนนั้นเอง หลินหยางก็มองเห็นที่เบื้องหลังเกิดความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ มีคนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินอยู่บนเส้นทางพิเศษสำหรับแขกกิตติมศักดิ์อย่างองอาจท่ามกลางสายตายำเกรงของคนรอบข้าง

        กลุ่มคนเหล่านี้สวมใส่เสื้อฉางเผา(เสื้อคลุมจอมยุทธชาย มีลักษณะคล้ายกี่เพ้าของผู้หญิง)สีดำซึ่งถูกปักลายเมฆสีม่วงเอาไว้บนตัวเสื้อ แต่ละคนล้วนมีท่าทางที่ดูหยิ่งทระนง น่าเกรงขาม ไม่เห็นหัวคนรอบข้างเลยแม้แต่น้อย

        โดยเฉพาะชายหนุ่มคนหนึ่งที่ถูกห้อมล้อมอยู่ตรงกลางนั้น ดูเปล่งประกายอย่างจันทราที่ลอยอยู่ท่ามกลางหมู่ดาว เปล่งประกายอันสูงส่งราวกับทวยเทพที่ลงมาจุติบนโลกมนุษย์

        สิ่งที่หลินหยางสังเกตเห็นก็คือ ข้างๆของชายหนุ่มผู้นั้นคือเฒ่าแก่ระดับสามดาวคนหนึ่งที่เขาเองก็รู้จักดี ลู่ชิงเฟิง

        เฒ่าแก่ระดับสามดาวที่มีสิทธิและอำนาจสูงมากคนนึงในหอฟ้าสมุทรอย่างเขา กลับเป็นฝ่ายลงไปต้อนรับชายหนุ่มนั่นด้วยตัวเองเสียอย่างนั้น

        ทำให้ฝั่งนั้นดูยิ่งใหญ่กว่าพวกของหลินหยางเยอะเลย

        พี่หลิน นั่นแหละพวกระกูลซ่างกวัน!”

        ไออ้วนจ้าวชะโงกหัวออกมาดูข้างๆหลินหยาง จากนั้นก็อธิบายให้เขาฟัง

        ไม่น่าล่ะ

        ถ้างานนี้เป็นงานที่รวบรวมตระกูลใหญ่ของราชอาณาจักรโล่ยื่อมาอยู่ด้วยกันแล้ว ก็ไม่น่าแปลกใจที่จะมีโอกาสได้พบกับพวกตระกูลซ่างกวันแบบนี้

        ไออ้วนจ้าวอธิบายให้หลินหยางฟังต่อว่า “ไอหนุ่มนั่นน่ะ คือบุตรชายคนโตของประมุขตระกูลซ่างกวัน ซ่างกวันอวิ๋ มีฉายาว่า (องค์ชายสามัญชน)”

        องค์ชายสามัญชน

        เป็นแค่สามัญชน แต่มีเกียรคิสูงส่งเทียบเท่าองค์ชายอย่างนั้นเหรอ ?

        จ้าวเหวินชางอธิบายต่อว่า “ซ่างกวันอวิ๋นนี่มีชื่อเสียงอย่างมากในเมืองฮุยยื่อแห่งนี้ ถึงแม้ว่าทักษะด้านการช่างของเขาจะไม่โดดเด่นซักเท่าไหร่ แต่พรสวรรค์ด้านวรยุทธของเขานั้นนับว่าน่าตกใจ แค่อายุยี่สิบปีเขาก็ได้เป็นยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงที่อายุน้อยที่สุดของเมืองฮุยยื่อแล้ว ได้ยินว่าแม้แต่องค์ราชันย์ยังเอ่ยชมเขาไม่ขาดปากเลยนะ!”

        ยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิง!

        หลินหยางรู้เรื่องนี้อยู่ก่อนแล้วด้วยวิชาเนตรเพลิงสุพรรณของเขา

        อายุแค่ยี่สิบกว่าปีกลับมีความสามารถด้านวรยุทธสูงส่งขนาดนี้ ซ่างกวันอวิ๋นผู้นี้นับว่ามีพรสวรรค์จริงๆ

        ขนาดหลินหยางที่อยู่ห่างออกมาค่อนข้างไกลแล้ว ยังสามารถสัมผัสได้ถึงบรรยากาศอันสูงส่งเหนือกว่าคนทั่วไปของซ่างกวันอวิ๋นนั่นได้เลย ความรู้สึกเดียวกับตอนที่ ซ่างกวันเฟย น้องชายของเขาพึ่งมาถึงเมืองชูอวิ๋นเลย ราวกับพวกเขาเห็นคนรอบข้างทั้งหมดเป็นเพียงแค่เศษขยะเท่านั้น

        ระหว่างทางที่ตระกูลซ่างกวันเดินอยู่นั้น ลู่ชิงเฟิงก็คอยแย้มยิ้มทักทายอยู่ตลอดเวลา แต่ไอซ่างกวันอวิ๋นนั่นไม่ได้สนใจคนเขาเลยแม้แต่น้อย แค่จุดนี้ ก็แสดงให้เห็นถึงลักษณะนิสัยอันหยิ่งยโสไม่เห็นหัวผู้อื่นขององค์ชายสามัญชนที่ว่านี้ได้อย่างชัดเจน

        เหมือนน้องชายของมันเด๊ะๆเลย

        จากนั้นไม่นาน หลินหยางก็เห็นห้องรับรองห้องหนึ่งที่อยู่เหนือหัวพวกเขาขึ้นไปนั้นสว่างขึ้น

        หลินหยางไม่ได้สนใจอะไรพวกตระกูลซ่างกวันมากไปกว่านี้แล้ว ความแค้นระหว่างเขากับตระกูลซ่างกวันนั้นมันลึกมากพออยู่แล้ว ต่อให้มันจะเพิ่มมากขึ้นกว่านี้ไปก็ไม่ได้แตกต่างจากเดิมเท่าไหร่นัก

        พอพวกตระกูลซ่างกวันมาถึง ก็มีพวกตระกูลระดับสูงของอาณาจักรโล่ยื่ออีกหลายตระกูลปรากฏตัวตามหลังมา

        มีทั้งตระกูลเสิ่นซึ่งเป็นกลุ่มตระกูลที่ทำธุรกิจผ้าไหมที่ใหญ่ที่สุด ตระกูลฮว๋าที่ครองตลาดยาวิเศษทั้งหมดเอาไว้อยู่ และตรกูลอื่นๆอีกรวมทั้งหมดเป็นห้าตระกูล ก็ถูกเชิญให้เข้าไปในห้องรับรองที่ตั้งอยู่เหนือหัวของพวกหลินหยางด้วยเช่นกัน แต่ถ้าเทียบกันแล้ว กลุ่มของตระกูลซ่างกวันนี่แหละที่ดูองอาจน่าเกรงขามมากที่สุดแล้ว

        แต่ในตอนที่หลินหยางกำลังคิดว่าพวกตระกูลมหาอำนาจทั้งหมดมาถึงกันหมดแล้ว ทันไดนั้นเองก็มีกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งเดินตามเข้ามาบนเส้นทางพิเศษสำหรับแขกกิตติมศักดิ์ด้วย

        แต่รอบนี้มากันไม่เยอะ มีแค่ห้าคนเท่านั้น

        ในห้าคนนี้นั้น คนที่เดินนำหน้าสุดนั้นแต่งกายหรูหรางดงามคอยเดินนำทางให้อยู่ แต่คนที่เหลือที่เดินตามหลังมานั้นล้วนสวมใส่เสื้อคลุมไหมสีเงินยาวๆเอาไว้ ทำให้มองเห็นรูปร่างหน้าตาไม่ค่อยชัดเจนซักเท่าไหร่

        แต่หลินหยางกลับตาโตทันที

        วิชาเนตรเพลิงสุพรรณบอกเขาว่า สี่ในห้าคนนี้ล้วนเป็นพวกที่มีระดับอวิ้นหลิงทั้งนั้น!

        เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆเลย

        ระดับอวิ้นหลิงนั้นมันแข็งแกร่งจนอยู่เหนือกว่าจินตนการของคนทั่วไปแล้ว ทั้งอาณาจักรชูอวิ๋นยังมีแค่สามคนเท่านั้น ต่อให้เป็นราชอาณาจักรโล่ยื่อแห่งนี้ เกรงว่าอย่างมากก็มีไม่เกินยี่สิบสามสิบคนหรอก

        แต่ตอนนี้กลับโผล่ออกมาพร้อมกันทีเดียวถึงสี่คน จะไม่ให้เขารู้สึกตกใจได้ยังไง

        ด้านข้างนั้น ไออ้วนจ้าวก็ตาลุกโตด้วยเช่นกัน “เห้ย นั้นมันหนึ่งในสองเฒ่าแก่ระดับสี่ดาวของหอฟ้าสมุทร เทพยุทธโชคลาภ ท่านเฒ่าแก่กวันต้า นี่นา ?”

        หลินหยางหันมาถามว่า “เจ้าเคยเจอเขาเหรอ ?”

        จ้าวเหวินชางหัวเราะแห้งๆตอบกลับไปว่า “ข้าจะไปมีโอกาสแบบนั้นได้ยังไง ข้าแค่เคยเห็นเขาจากที่ไกลๆก็เท่านั้นแหละ แต่ว่าทั้งสี่ท่านนั้นคือใครกันน่ะ ? ถึงกับทำให้ท่านเฒ่าแก่กวันต้าออกมาต้อนรับด้วยตัวเองแบบนี้”

        หลินหยางพยักหน้าหงึกๆพลางมองไปที่เฒ่าแก่กวันต้าที่กำลังนำทางอยู่คนนั้น

        คนๆนี้รูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าสดใส ไว้เครายาวประมาณสองฉื่อที่ตอนนี้กำลังปลิวสไวตามสายลมนั่นให้ความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติและไม่ถูกสิ่งใดผูกมัดเอาไว้

        ภายในร่างกายของเขานั้นมีพลังฟ้าดินอันทรงพลังไหลเวียนอยู่ เขาเองก็เป็นยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นต้นคนหนึ่งด้วยเหมือนกัน ฉายาเทพยุทธโชคลาภนี่นับว่าเหมาะสมกับเขาแล้ว

        สมองของหลินหยางพลันวิ่งแล่นอย่างรวดเร็วทันที

        เป็นอย่างที่จ้าวเหวินชางว่านั่นแหละ อีกสี่คนที่เดินตามหลังเฒ่าแก่กวันต้าอยู่นั้นคือใครกันแน่ ถึงขนาดทำให้คนระดับเฒ่าแก่ผู้นั้นต้องออกมาต้อนรับด้วยตัวเองแบบนี้

        ขนาดซ่างกวันอวิ๋นที่มาเมื่อครู่นี้ยังไม่ได้รับการต้อนรับขนาดนั้นเลย

        หลินหยางมองไปที่คนๆเดียวที่อ่อนแอที่สุดในกลุ่มนั้น

        เป็นเพราะผ้าคลุมไหมเงินนั่นทำให้หลินหยางมองเห็นลักษณะของคนเหล่านั้นไม่ชัดซักเท่าไหร่ แต่ดูจากท่าทางและบรรยากาศอันนิ่งสงบของเขา บวกกับการที่ยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงอีกสามคนนั้นเดินตามหลังคนๆนี้อีกทีแล้ว เกรงว่าไอคนตรงกลางคนนี้แหละที่เป็นคนที่มีฐานะสูงส่งมากที่สุดในกลุ่มนั้นแล้ว

        ดูท่าทางในงานประมูลวันนี้จะมีคนระดับสุดยอดมากๆมาร่วมงานด้วยซะแล้วล่ะ……


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ราชันเทพอัคคี” : https://bit.ly/2EbnblS

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/562

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)