0 Views

        ตระกูลซ่างกวันนั้นจะเป็นกลุ่มที่ยึดตำแหน่งตัวเอกของงานประมูลระดับแผ่นดินที่จะจัดขึ้นปีละหนึ่งหนนี้อยู่ทุกครั้ง

        เมื่อถึงการประมูลสิบสมบัติมูลค่าสูงสุดเมื่อไหร่ มักจะมีสมบัติของตระกูลซ่างกวันลงประมูลด้วยอย่างต่ำสองชิ้นขึ้นไปเสมอ ยุทธภัณฑ์ระดับวิถีราชันย์ที่สร้างกวันหงสร้างขึ้นนั้นมักจะถูกประมูลไปในราคาที่สูงลิ่วเสมอ

        ปีนี้เองก็เช่นกัน

        ในขณะที่ซ่างกวันหงกำลังเก็บตัวอยู่นี้ ผู้ที่รับหน้าที่ดูแลเรื่องทั้งหมดในตระกูลแทนคือคุณชายใหญ่ของตระกูลซ่างกวัน ซ่างกวันอวิ๋น

        ภายในห้องประชุมของตระกูลซ่างกวันตอนนี้ ซ่างงกวันอวิ๋นกำลังมอบหมายหน้าที่สุดท้ายให้กับเหล่าสมุนของเขาด้วยสีหน้าเคร่งเคร่งขรึม

        “พวกเจ้ารีบเอาผลงานของท่านพ่อไปมอบให้หอฟ้าสมุทรก่อนเริ่มด้วยล่ะ จะได้ให้ทางนั้นเป็นคนดูแลของให้เรา”

        “ขอรับ” เหล่าสมุนรับคำ

        “ถ้าอิงตามกฎดั้งเดิมแล้ว พวกเราจะได้เงินมาก่อนสองร้อยล้าน ส่วนที่เหลือก็รอรับหลังจบงานประมูลสินะ”

        นี่ล่ะสิทธิพิเศษของตระกูลซ่างกวัน คนอื่นต้องจ่ายค่ามัดจำ แต่พวกเขากลับเป็นฝ่ายได้รับเงินก่อนเสียอย่างนั้น

        “ใช่แล้วขอรับ”

        “แล้วก็ พวกเจ้าไปตรวจเช็คดูรายชื่อของที่เข้าร่วมประมูลดูอีกครั้งนึงด้วยว่าของที่พวกเราต้องการนั้นมีอยู่จริงรึเปล่า ครั้งนี้ให้เตรียมเงินทุนเอาไว้สามหมื่นล้าน จะได้มั่นใจว่าของที่พวกเราต้องการนั้นจะไม่ไปตกอยู่ในกำมือของผู้อื่น”

        สามหมื่นล้าน

        ด้วยเงินขนาดนี้ ของที่ตระกูลซ่างกวันหมายหัวไว้ไม่มีทางถูกผู้อื่นแย่งไปได้แน่นอน

        นี่แหละความยิ่งใหญ่ของพวกเขา

        เหล่าลูกสมุนตอบกลับว่า “ไม่ต้องห่วงขอรับุณชาย พวกเราตรวจสอบเหล่าคนที่เข้าร่วมงานประมูลทุกคนแล้ว ของที่พวกเราต้องการนั้นไม่มีใครแข่งกับเราได้แน่นอน ยกเว้นอย่างเดียว… ค้อนสะเทือนขุนเขา…”

        “หืม ? มีคนคิดจะแย่งกับเรารึ ?”

        “องค์หญิงน้อยในพระตำหนักท่านนั้นขอรับ เกรงว่านางคงคิดจะ….”

        “ฮ่าฮ่า…. ” ซ่างกวันอวิ๋นเผยรอยยิ้มเย็นชาออกมา “องค์หญิงน้อยนั่นน่ะเหรอ ? นางคงคิดว่าจะสามารถชนะชนะพวกเราได้สินะ ช่างซื่อบื้อเสียจริงๆ…แต่น่าเสียดายนะ ค้อนตีเหล็กระดับวิถีราชันย์ชิ้นนี้เป็นของที่ท่านพ่อเป็นคนเลือกด้วยตัวเอง ดังนั้นพวกเราตระกูลซ่างกวันไม่มีทางปล่อยให้หลุดมือไปอย่างแน่นอน!”

        คำพูดของซ่างกวันอวิ๋นนั้นราวกับว่าแม้แต่พวกเชื้อพระวงศ์ก็ไม่ได้อยู่ในสายตาเขาเลยแม้แต่น้อย

        ตระกูลซ่างกวันนั้นมีอำนาจยิ่งใหญ่คับฟ้าจนยากจะจินตการออก

        “เพิ่มเงินทุนไปอีกเป็นห้าหมื่นล้าน ของอย่างอื่นอาจจะพลาดไปได้ แต่ค้อนะเทือนขุนเขานั่นจะต้องเป็นของเราเท่านั้น!”

        ขอรับ!!

        เหล่าสมุนตอบรับเสียงดังสนั่น

        ซ่างกวันอวิ๋นโบกมือให้เหล่าสมุนแยกย้ายไปทำงานกันต่อ ส่วนตัวเองก็นั่งเงียบๆอยู่คนเดียว

        เมื่อเทียบกับซ่างกวันเฟยผู้เป็นน้องชายแล้ว ซ่างกวันอวิ๋นที่ตอนนี้อายุยี่สิบห้าขวบปีแล้วดูสุขุมกว่าเยอะ

        ถึงแม้ว่าน้องชายจะตายไป แต่กิจการของตระกูลซ่างกวันในเมืองโล่ยื่อแห่งนี้ก็ยังต้องดำเนินต่อ

        การประมูลในอีกห้าวันให้หลังนั้น เขาจะไปที่หอฟ้าสมุทรด้วยตัวเอง

        เขาจะเป็นตัวแทนของตระกูลซ่างกวันซึ่งเป็นแขกที่มีเกียรติมากที่สุดของงานที่จะจัดขึ้นในวันนั้น และจะกลายเป็นตัวเอกที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนได้มากที่สุดด้วย เขาจะคว้าเอาสมบัติทั้งหมดที่พวกเขาต้องการมาไว้ในกำมือให้ได้

        โดยเฉพาะ ค้อนชิ้นนั้นที่เป็นดั่งสมบัติที่ล้ำค่ามากที่สุดสำหรับนักการช่าง—— ค้อนสะเทือนขุนเขา!

        ……………..งงงง

        ช่วงเวลาห้าวันนั้นผ่านไปไวอย่างกับเลื่อนหน้าจออ่าน

        ในที่สุดงานประมูลระดับแผ่นดินของหอฟ้าสมุทรที่จะสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วเมืองฮุยยื่อแห่งนี้ก็ได้เวลาเปิดม่านขึ้นแล้ว

        ทั่วทั้งเมืองตอนนี้ได้กลายสภาพเป็นเหมือน เวที ไปแล้ว

        ใช่

        ทั้งเมืองฮุยยื่อกลายเป็นศูนย์รวมของเหล่าเศรษฐีจำนวนมากที่พากันหลั่งไหลเข้ามาจากเมืองต่างๆของราชอาณาโล่ยื่อเพื่อมาร่วมงานครั้งนี้ แต่ละคนล้วนใช้เวลาเกือบเดือนเพื่อที่จะเตรียมตัวเข้าร่วมงานอันทรงเกียรติที่จัดขึ้นปีละครั้งนี้

        ซึ่งเหล่าสามัญชนคนธรรมดาจะไม่ค่อยออกมาข้างนอกกันในวันนี้

        เพราะบนถนนรอบๆหอฟ้าสมุทรแต่ละสายล้วนมีเวรยามคอยตรวจการณ์รักษาความปลอดภัยกันอย่างแน่นหนา เหล่าชาวบ้านทั่วไปจะไม่มีสิทธิเดินเล่นบนถนนเหล่านี้เลย

        ส่วนบนถนนหลักที่อยู่ถัดออกมาก็จะมีเหล่าสัตร์อสูรขนาดมหึมาและน่าหวาดกลัววิ่งว่อนกันเต็มถนน ชาวบ้านทั่วไปถ้าไม่ระวังอาจจะถูกพวกมันเหยียบจนแขนขาขาดกระจายก็ได้….

        ต่อให้ไม่ถูกเหยียบ ก็คงไม่มีใครกล้าออกมาอยู่แล้วล่ะมั้ง ?

        ถ้าวว่ากันตรงๆก็คือ วันนี้เป็นวันที่เหล่าคนรวยได้เวลาโชว์ของกันนั่นล่ะ ไม่ใช่วันที่คนธรรมดาจะมีส่วนร่วมกันได้หรอก

        พวกคนรวยเหล่านี้

        ล้วนเป็นพวกที่อาศัยอยู่ในคฤหาสน์ขนาดใหญ่โต ของที่กินก็ล้วนเป็นของชั้นยอดที่ต้องเสียเงินเป็นกอบเป็นกำกว่าจได้กินแต่ละมื้อ เสื้อผ้าที่ใส่ก็มีมูลค่าที่สูงมากพอที่เหล่าสามัญชนใช้กินใช้อยู่ไปได้ตลอดชีวิต รถม้าที่นั่งไปก็ล้วนหรูหราจนเหล่าคนธรรมดาได้แต่ฝันถึง

        โดยเฉพาะรถม้านั้นก็เป็นดั่งเครื่องประดับชิ้นแรกที่ผู้อื่นสังเกตเห็นได้ก่อนสิ่งอื่น ดังนั้นรถม้าที่วิ่งบนถนนจึงมีแต่พวกรถม้าแบบที่ถูกประดับไว้อย่างสวยงามและหรูหราถึงที่สุด และถูกลากโดยสัตว์อสูรสุดองอาจวิ่งอยู่บนถนนกันขวักไขว่

        ทั้งพยัคฆ์ลายเพลิง เสือดาววิญญาณ อสูรทะเล ราชสีห์จันทราล่วงโรย สัตว์อสูรเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่พบเห็นได้เป็นปกติในวันนี้

        นอกจากเรื่องชนิดของสัตว์อสูรแล้ว ผู้ดีเหล่านี้ยังโอ้อวดกันเรื่องสายพันธุ์กันด้วย

        เราสามารถได้ยินบทสนทนาแบบนี้ได้ตามท้องถนนจนเป็นเรื่องปกติ

        “โอ้ ท่านประธานจาง (มังกรเกราะเหล็ก) ของท่านตัวนี้มันยอดเยี่ยมเสียจริง ดูเกล็ดอันเปล่งประกายของมันนั่นสิ เกรงว่านี่คงมีสายเลือดของมังกรวารีผสมด้วยสินะ ?”

        ประธานที่ถูกชมคนนั้นก็ตอลกลับมาว่า “ก็ตามนั้นแหละ รุ่นก่อนหน้ามันสามรุ่นเคยถูกมังกรวารีตัวหนึ่งมาผสมด้วย เลยได้มังกรวารีเกราะเหล็กแบบเจ้านี่มาน่ะ แต่ว่านะพี่น้องจ้าว ม้านิลมังกรขนทองของท่านก็ดูดีใช้ได้เลยนะ คงไม่ใช่พันธุ์แท้สินะ”

        “โอ้ย!ข้าเล่นพันธุ์แท้ไม่ไหวหรอก พันธุ์ผสมตัวนี้ก็มีราคาแค่ยี่สิบกว่าล้านเท่านั้น เทียบกับมังกรเกราะเหล็กของท่านไม่ได้เลย!”

        “ไม่หรอกไม่หรอก….”

        “ไม่กล้าไม่กล้า….”

        อวดร่ำอวดรวยกันอย่างไม่ปิดบังเลยซักนิด

        บนถนนใหญ่แห่งนี้ หากใช้สัตว์ธรรมดาๆอย่างม้า วัว หรือม้าเขาเดียวจำพวกคิรินหรือยูนิคอร์นมาลากรถม้าล่ะก็ อย่างนั้นสู้เดินบนถนนยังจะดูดีซะกว่า

        และในสถานการณ์แบบนี้เอง รถม้าของจ้าวเหวินชางแห่งสมาคมการค้าตระกูลจ้าวที่กำลังวิ่งออกมาจากคฤหาสน์อย่างช้าๆนั้น กำลังวิ่งอยู่บนถนนหลักสายหนึ่งที่ชื่อว่าถนนเสวียนหวู่ที่มุ่งหน้าไปทางหอฟ้าสมุทร ซึ่งสัตว์ที่กำลังลากรถม้าอยู่นั้นก็คือคิรินสีขาวสองตัวนั่นเอง

        ถ้าในเวลาปกติล่ะก็ เจ้าสัตว์อสูรสองตัวนี้ก็ถือเป็นของของชั้นดีระดับหนึ่งเหมือนกัน ผู้ที่ครอบครองมันได้ก็นับว่าร่ำรวยในรับหนึ่ง

        แต่พอมาวันนี้ เจ้าอ้วนจ้าวนั้นไม่กล้าเงยหน้ามองผู้อื่นเลย

        ทั้งรถม้าและสัตว์อสูรที่กำลังลากรถม้าอยู่นั้นล้วนแล้วแต่เป็นของที่ดูหรูหราล้ำค่ากันทั้งนั้นเลย!

        เจ้าคิรินสองตัวของเขายังอาจจะมีราคาไม่เท่าขนของสัตว์อสูรที่กำลังวิ่งอยู่บนถนนเลยด้วยซ้ำ แต่นี่ยังไม่ใช่สิ่งที่น่าอายที่สุด

        สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกต่ำต้อยมากที่สุดคือพอรถม้าของพวกเขาวิ่งขึ้นไปบนถนนหลักแล้ว เจ้าคิรินสองตัวของเขาอยู่ๆก็หยุดวิ่งไปซะเฉยๆ

        ถนนเสวียนหวู่นั้นมีขนาดใหญ่โตกว้างขวางมาก ต่อให้มีรถม้าวิ่งพร้อมกันสามสี่คันก็ไม่มีปัญหา แต่สาเหตุที่พวกมันหยุดวิ่งไม่ใช่เพราะถูกขวางทางไว้ แต่เป็นเพราะพวกมันกำลังหวาดกลัวอยู่ต่างหาก

        ระดับชั้นของสัตว์อสูรนั้น จะแบ่งเป็นสัตว์อสูรทั่วไป ระดับต่อไปคือขุนพล (เทียบเท่าระดับเซียนเทียนของมนุษย์) และระดับราชันย์ (อวิ้นหลิงของมนุษย์)

        คิรินของจ้าวเหวินชางนั้นเป็นสัตว์อสูรทั่วไป พอไปเจอสัตว์อสูรระดับขุนพลเข้าจึงไม่แปลกที่พวกจะเกิดอาการตื่นตระหนกแบบนี้ กว่าจะก้าวเท้าแต่ละก้าวได้ต้องกัดฟันพยายามอย่างหนักเลย

        “ฮ่าฮ่า ท่านประธานจาง มังกรเหล็กของท่านน่าเกรงขามเกินไปแล้ว ดูสิเจ้าคิรินสองตัวนั้นมันหวาดกลัวจนจะฉี่แตกกันหมดแล้วนะ”

        พวกของจ้าวเหวินชางเดินผ่านเจ้าของของมังกรเกราะเหล็กและม้านิลมังกรขนทองพอดี

        “พี่น้องจ้าว ข้าว่าม้านิลมังกรขนทองของ่ทานต่างหากที่น่าเกรงขามเกินไป… แต่ข้าว่าต้องโทษคนบางพวกเองมากกว่าที่ไม่รู้จักเจียมตัว ขยะแบบนี้ยังกล้าเอาออกมาใช้ให้ขายขี้หน้าชาวบ้านอีก”

        ฮ่าฮ่าฮ่า…….

        ทั้งสองพูดคุยกัเสียงดังจนเหล่าผู้ดีที่อยู่รอบข้างก็พลันหัวเราะร่วมด้วย

        โลกของพวกเศรษฐีมันก็แบบนี้ล่ะนะ ใครรวยกว่าก็เหนือกว่า ใครจนกว่าก็ต้องยอมให้ ซึ่งแต่เดิมแล้วจ้าวเหวินชางนั้นไม่มีสิทธิเข้าร่วมงานแบบนี้อยู่แล้ว แต่ครั้งนี้เขาดันโชคดีมีโอกาสได้เข้าร่วม ดังนั้นจะถูกผู้อื่นดูถูกก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

        จ้าวเหวินชางที่นั่งอยู่ในรถม้านั้นสีหน้าแดงเถือก แตหลินหยางและสวี่เหยาที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย

        แต่ในตอนนั้นเอง เงาร่างสายหนึ่งที่น้ำลายไหลเต็มปากก็อดทนไม่ไหว ดิ้นหลุดออกจากอ้อมกอดของสวี่เหยา จากนั้นก็มุดหัวนกของมันออกไปนอกหน้าต่าง

        “ไม่ไหวแล้ว …. ทนไม่ไหวแล้ว ข้าทนไม่ไหวแล้วโว้ยยย… เจ้าหลินยี่น้อย บนถนนนี่มีแต่ของน่ากินทั้งนั้นเลย ข้าจะทนไม่ไหวแล้วจริงๆนะเนี่ย!”

        บรรยากาศบนถนนพลันเปลี่ยนไปแทบจะทันที

        สัตว์อสูรระดับขุนพลสองตัวที่อยู่ข้างๆเมื่อครู่นี้อย่างมังกรเกราะเหล็กที่มีสายเลือดของมังกรวารีและม้านิลมังกรขนทองนั้น แต่เดิมพวกมันกำลังก้าวเดินอย่างองอาจน่าเกรงขาม แต่อยู่ๆพวกมันก็รู้สึกได้ถึงสายตาน่าหวาดกลัวที่กำลังจ้องเขม็งไปที่พวกมัน

        สัตว์อสูรทั้งสองตัวนั้นพลันฉี่แตก จากนั้นพวกมันก็คุกเข่าลงกับพื้นทันทีพร้อมกับเอาเท้าหน้าของพวกมันมาปิดหัวตัวเองไว้ ไม่กล้าเดินหน้าต่อแม้แต่ก้าวเดียว

        ไอชิบหาย!

        เพราะรถม้าของทั้งสองนั้นหยุดกะทันหันเกินไป ทำให้คนที่นั่งอยู่ในรถถูกดีดออกมาจนตัวลอยไปบนอากาศทันที จากนั้นก็ตกลงพื้นด้วยสภาพสุดอนาถ

        พอพวกเขาลุกขึ้นมาก็เห็นสภาพอันน่าสมเพชของสัตว์อสูรที่ตัวเองเลี้ยงไว้

        เกิดอะไรขึ้นกันล่ะเนี่ย!

        นั่นมันลูกหลานมังกรวารีเลยนะเห้ย!

        แต่บนถนนนั้นไม่ได้มีแค่พวกเขาที่พบกับเหตุการณ์ประหลาดแบบนี้

        ทั่วทั้งบริเวณในรัศมีห้าร้อยเมตรนี้ รถม้าของพวกเศรษฐีล้วนหยุดอยู่กับที่แบบนี้ทุกคัน สัตว์อสูรที่ทำหน้าที่ลากรถอยู่นั้นล้วนเกิดอาการแบบเดียวกันกับพวกเขาทุกตัว

        คุกเข่าก้มหนาลงกับพื้น ยกตูดชี้ฟ้า ทำท่าน่าสงสารสุดขีด สีหน้าของพวกมันล้วนแสดงออกมาเหมือนกันหมดว่า——

        โปรดไว้ชีวิตด้วยเถอะ!!

        เหล่าเศรษฐีที่อยู่รอบๆนี้ถึงกับงงกันเป็นแถบ

        นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย!

        สัตว์อสูรตัวไหนกันที่มันแข็งแกร่งถึงขนาดทำให้สัตว์อสูรทั่วทั้งบริเวณนี้คุกเข่าลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัวกันหมดเลย

        ซึ่งรถม้าที่ยังเดินอยู่บนถนนได้ตามปกติตอนนี้มีแค่คิรินสองตัวเท่านั้น

        ซึ่งคิรินสองตัวตอนนี้ดูสุดยอดขึ้นมาทันที

        หั่วเอ๋อถูกหลินหยางดึงกลับเข้ามาในรถม้าแล้ว แต่ก่อนที่มันจะกลับเข้ามาก็ได้พูดกับเจ้าคิรินสองตัวว่า

        “เจ้าม้าน้อย พวกแกเดินหน้าต่อไปซะ ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น!ตัวไหนที่มันกล้าอวดเบ่งใส่ล่ะก็ เดี๋ยวข้าจะจับพวกมันมากินเอง!”

        คำพูดประโยคเดียวก็ทำให้เจ้าคิรินทั้งสองรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองนั้นแข็งแกร่งยิ่งกว่าพวกระดับราชันย์เสียอีก เจ้าพวกหมาแมวตรงหน้านี่มันกระจอกกันเสียจริง!

        รถม้าที่อยู่บนถนนเสวียนหวู่ทั้งหมดหยุดนิ่งอยู่กับที่ทุกคัน พวกคนรวยนั้นทำได้แค่ยืนมองตระกูลจ้าวที่นั่งอยู่ในรถม้ากระจอกๆนั่นเดินจากไปจนลับสายตา

        นี่มัน… คงไม่ใช่อาชามังกรในตำนานนั่นหรอกนะ…

        พวกของประธานจางนั้นได้แต่ยืนอึ้งและนึกสงสัยอยู่ในใจ

        ……….

        ในรถม้านั้น เจ้าอ้วนจ้าวกำลังยิ้มจนแก้มแทบปริ

        นี่มันโคตรสะใจเลยจริงๆ

        ความรู้สึกที่สัตว์อสูรทั้งถนนก้มหัวเปิดทางให้ตัวเองเดินผ่านได้ง่ายๆแบบนี้เนี่ย มันรู้สึกสะใจจนตัวแทบจะลอยขึ้นฟ้าไปแล้ว

        ถ้าไม่ใช่เพราะหลินหยางที่นั่งอยู่ข้างหน้าเขานั้นยังคงเงียบขรึมอยู่ล่ะก็ เจ้าอ้วนนี่คงหั่วเราะเสียงดังลั่นไปทั่วแล้วแน่ๆ จากนั้นก็ลงไปเยาะเย้ยไอพวกโง่นั่นให้พวกมันคลั่งตายไปเลย

        แต่พอเขาเริ่มสงบสติอารมณ์ได้แล้ว เขายิ่งรู้สึกนับถือหลินหยางแล้วก็เจ้านกน้อย เอ้ย ไม่สิ ท่านหั่วเอ๋อผู้ยิ่งใหญ่มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

        เพียงแต่ว่า ท่านหั่วเอ๋อตอนนี้ดูเหมือนจะอารมณ์ไม่ค่อยดีซักเท่าไหร่

        หลินหยางไม่อนุญาตให้มันได้ออกไปแผลงฤทธิข้างนอก พวกน่องไก่เอยเนื้อย่างเอยที่กองอยู่เต็มถนนนี้ล้วนกลายเป็นอากาศธาตุไปหมดแล้ว ทำให้มันตอนนี้กำลังทำท่าฮึดฮัดหงุดหงิดอยู่ในอ้อมกของสวี่เหยา

        จ้าวเหวินชางจึงรีบมาเอาใจมันทันที “ท่านหั่วเอ๋อ ท่านอย่าโมโหไปเลย หลังกลับจากงานเดี๋ยวข้าจะใช้คนไปจัดเตรียม (ไก่แปดทรัพย์) มาให้ท่านซักสองตัวเพื่อแก้ขัดไปก่อนนะ”

        “หึ!ต้องเป็นตัวเมียด้วยนะ….”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ราชันเทพอัคคี” : https://bit.ly/2EbnblS

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/562

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)