0 Views

        เจ้าอ้วนนี่แต่เดิมมันก็ยอมแพ้ให้กับหลินหยางอยู่ก่อนแล้ว มันอยากจะร่วมมือกับหลินหยางจากใจจริง ท่าทางลิงโลดดีใจของมันนั้นบางทีก็ดูน่ารักอยู่เหมือนกัน

        ผลึกไฟหลีหั่ว คือผลึกธาตุไฟระดับสี่ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของทวีปชี่หวู่ และมันคือหนึ่งในวัตถุดิบสำคัญที่จำเป็นต้องใช้ในการสร้างอาวุธระดับวิถีราขันย์ธาตุไฟ

        แต่เดิมผลึกไฟหลีหั่วนี่ก็เป็นของที่หาซื้อได้ยากมากแม้แต่ในหอฟ้าสมุทรเองก็ตาม บางทีก็มีขนาดประมาณกำหมัดนึงโผล่มาบ้างก็เท่านั้น ดังนั้นพวกของลู่ชิงเฟิงถึงได้อึ้งขนาดนั้นเมื่อเห็นของที่หลินหยางนำมา

        ในห้องนี้ไม่มีใครพูดอะไรออกมาเลยนอกจากจ้าเหวินชางที่กำลังยืนโม้อยู่

        “ผลึกไฟที่ความบริสุทธิสูงขนาดนี้ ขนาดแค่ประมาณหนึ่งกำปั้นก้อนเดียวมันก็สามารถนำไปขายได้ราคาประมาณสิบล้านแล้ว แต่ท่านดูของที่พวกเรานำมานี่สิ ทั้งคุณภาพดี แถมยังมีรูปทรงเหมือนต้นไม้ตามธรรมชาติอีกด้วย หึหึหึ…ก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่าจะขายได้ราคาเท่าไหร่…”

        ลู่ชิงเฟิงฟังไปก็ผงกหัวไป ขณะเดียวกันก็มีหลายคนที่ยกแว่นขยายขึ้นมาส่งดูที่ตัวของต้นไม้เล็กนี้อย่างตื่นเต้นราวกับขอทานเห็นภูเขาทองคำก็ไม่ปาน

        “เหอะ ท่าทางน่าสมเพชกันจริง” หั่วเอ๋อมองไปยังกลุ่มคนที่ยืนน้ำลายไหลจ้องไปที่ต้นไม้ที่เคยเป็นรังของตัวเอง สีหน้าของมันเต็มไปด้วยแววตาเหยียดหยาม

        ส่วนสวี่เหยานั้นยังไม่รู้ว่าต้นผลึกไฟหลีหั่วนี่จะมีความเกี่ยวข้องกับหั่วเอ๋อด้วย

        “เจ้ารู้จักต้นไม้วิเศษนี่ด้วยเหรอหั่วเอ๋อ ?”

        “ต้นไม้วิเศษอะไร นั่นมันก็แค่ต้นไม้ที่ดูดซับพลังเทวะอัคคีของข้าเข้าไปจนเปลี่ยนรูปก็แค่นั้นเอง…เจ้าหลินยี่น้อยถึงกับเก็บเอาต้นไม้ทั้งต้นมาแบบนี้ มนุษย์อย่างพวกเจ้าไม่ตกใจจนฉี่แตกก็ให้มันรู้ไปสิ”

        หั่วเอ๋อแอบหงุดหงิดอยู่ในใจคนเดียว แต่ก็ไม่สามารถระบายกับสวี่เหยาได้ ได้แต่แอบพึมพำอย่างเย็นชาอยู่คนเดียว “พวกมนุษย์นี่มันอ่อนหัดจริงๆ”

        หลังจากเวลาผ่านไปกว่าห้านาทีเต็มๆ

        พวกของลู่ชิงเฟิงถึงค่อยเริ่มสงบสติอารมณ์ได้

        สายตาที่พวกเขามองไปที่หลินหยางนั้นเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ไอต้นไม้ต้นเดียวนี่อย่างต่ำๆก็มีมูลค่ามากกว่าสองถึงสามพันล้านเงินขาวแล้ว แสดงให้เห็นถึงฐานะอันร่ำรวยของหลินหยางได้อย่างชัดเจน

        “เป็นไงบ้าง ?” หลินหยางถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

        “เป็นไงล่ะ ชัดเจนแล้วสินะ” ไออ้วนจ้าวเชิดหน้าใส่อีกฝ่ายอย่างอวดดี

        ลู่ชิงเฟิงหันไปแสดงความเคารพให้กับพวกของหลินหยาง

        “ท่านประมุขจ้าว คุณชายหลิน ต้องขออภัยในความเสียมารยาทของข้าน้อยเมื่อครู่นี้ด้วย ด้วยต้นผลึกไฟหลีหั่วต้นนี้นั้น สมาคมการค้าตระกูลจ้าวมีสิทธิในการเข้าร่วม (การประมูลระดับแผ่นดิน) ที่จะจัดขึ้นในอีกหนึ่งเดือนให้หลังแล้ว เมื่อถึงตอนนั้น สมบัติของท่านชิ้นนี้จะสามารถประมูลได้ในราคาที่สูงเทียมฟ้าแน่นอน!”

        การประมูลระดับแผ่นดิน

        เป็นงานประมูลสินค้าของหอฟ้าสมุทรที่จะจัดขึ้นปีละครั้ง นอกจากงานประมูลระดับสวรรค์ที่จะจัดขึ้นบนตำหนักเซียนเหนือเมฆแล้ว ก็มีแต่งานประมูลระดับแผ่นดินนี่แหละที่เป็นงานใหญ่ที่สุดของราชอาณาจักรโล่ยื่อแห่งนี้

        ในงานประมูลระดับแผ่นดินแต่ละปีล้วนมีแต่สมบัติหายากระดับสูงทั้งนั้น คนที่จะเข้าร่วมงานประมูลได้จะต้องมีฐานะและอำนาจที่สูงมากในระดับหนึ่งเลย

        จ้าวเหวินชางนั้นสีหน้าเต็มเปี่ยมไปด้วยความยินดีสุดขีด “นั่นสิ ข้าลืมไปได้ยังไงเนี่ย เหลืออีกแค่หนึ่งเดียวก็จะถึงวันจัดงานประมูลระดับแผ่นดินแล้วนี่นา… พี่หลิน เอ้ยไม่ ที่ปรึกษาหลิน นั่นน่ะมันเป็นงานที่มีเฉพาะตระกูลชั้นสูงของเมืองฮุยยื่อเท่านั้นถึงจะเข้าร่วมได้นะ … หึหึ … ”

        เขายืนยิ้มอย่างกระอักกระอ่วม เขาเกือบลืมไปแล้วว่า ด้วยตัวของเขาเองนั้นไม่มีทางได้เข้าร่วมงานระดับนี้อยู่แล้ว

        เราสามารถเห็นมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดของอาณาจักรได้ในงานนี้ และยังสามารถพบเจอกับสุภาพสตรีที่มีเสน่ห์มากที่สุดได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีโอกาสได้รับประทานอาหารสุดหรูที่กัดไปแค่คำเดียวก็มีมูลค่าเหมือนกินทองคำเข้าไปหลายพันชั่ง และสามารถดื่มด่ำกับสุราชั้นยอดจนเมามายได้อีกด้วย

        และสิ่งที่น่าดึงดูดมากที่สุดก็คือ เหล่ามหาสมบัติที่จะมาปรากฏขึ้นในงานประมูลครั้งนี้ ทำให้เหล่าผู้มีอิทธิพลระดับสูงจากเมืองฮุยยื่อทั้งหมดจะถูกดึงดูดมาเข้าร่วมงานครั้งนี้ด้วย

        ในงานประมูลครั้งที่แล้วนั้น สินค้าที่ดีที่สุดในงานประมูลคืออาวุธระดับวิถีราชันย์ขั้นกลางชิ้นหนึ่งที่ชื่อว่า —— (ดาบอัคคีเก้ามังกร) ได้ยินว่าถูกประมูลไปในราคาที่สูงถึงหนึ่งร้อยล้านชั่งทองคำ

        หนึ่งร้อยล้านชั่งทองคำ หรือก็คือ หนึ่งหมื่นล้านเงินขาว

        ส่วนงานประมูลครั้งก่อนหน้านั้น จะเป็นวัตถุดิบระดับสี่ที่มีขนาดใหญ่ประมาณเตียงคู่อย่าง (ศิลาหยกเหมันต์) ซึ่งมันนอกจากจะเป็นวัตถุดิบสำคัญที่ต้องใช้ในการสร้างอาวุธระดับวิถีราชันย์ มันยังสามารถปล่อยพลังฟ้าดินธาตุน้ำแข็งอันหนาวเหน็บออกมาได้อย่างไร้ขีดจำกัดอีกด้วย สำหรับผู้ฝึกยุทธที่ฝึกเคล็กวิชาธาตุเย็นแล้วมันคือเตียงนอนชั้นดีของพวกเขาเลย

        ผลการประมูลของมันคือแปดพันแปดร้อยล้านชั้งเงินขาว ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงหนึ่งในหลายๆอย่างที่เกิดการซื้อขายขึ้นจริงในงานประมูลแห่งนี้ เม็ดเงินที่เกิดขึ้นจากงานนี้นั้นทะลุเกินหลักแสนล้านได้อย่างง่ายดาย

        ต้นผลึกไฟที่หลินหยางเอาออกมานี้มีผลลัพธ์คล้ายๆกับศิลาหยกเหมันต์นั่นเลย ต่อให้มันอาจจะไม่ใช่ของที่ได้ราคาประมูลสูงที่สุดไปก็ตาม แต่สำหรับเหล่าผู้ฝึกยุทธที่กำลังฝึกเคล็ดวิชาธาตุไฟอยู่นั้น มันถือเป็นมหาสมบัติที่ไม่อาจประเมินค่าได้เลย มันจะต้องขายได้ในราคาที่สูงจนน่าใจหายแน่นอน

        ดังนั้นพวกลู่ชิงเฟิงถึงได้หวั่นไหวขนาดนี้ สินค้าที่มีราคาสูงถึงสองพันล้านอย่างนี้ จะสามารถสร้างกำไรให้หอฟ้าสมุทรมากถึงสามร้อยล้านชั่งเลยทีเดียว

        พวกเขามองไปในแววตาทางหลิน และจ้าวทั้งสองคนราวกับกำลังมองแมวกวักเรียกทรัพย์อยู่ก็ไม่ปาน แทบจะเอาพวกเขาไปขึ้นหิ้งบูชาอยู่แล้ว

        “ประมุขจ้าว คุณชายหลิน…” หลังจากลู่ชิงเฟิงสงบใจได้บ้างแล้ว ก็เอ่ยขึ้มาว่า “เกี่ยวกับงานประมูลระดับแผ่นดินน่ะ อีกซักพักข้าน้อยจะใช้ให้คนของเราไปอธิบายรายละเอียดให้ท่านฟังเอง แต่ตอนนี้ข้าน้อยขอสัญญากับท่านไว้เลยว่า ไม่ว่าท่านจะมีสมบัติหายากอะไรอยากให้ช่วยอีกล่ะก็ หอฟ้าสมุทรเราจะต้องช่วยให้ท่านประมูลได้ในราคาที่ดีที่สุดแน่นอน”

        เขาหยุดหายใจครู่หนึ่ง จากนั้นก็พูดต่อทันทีว่า “นอกจากนี้ เรื่องของวัตถุดิบระดับสี่ดาวที่คุณชายหลินต้องการนั้น ข้าจะรีบแจ้งศูนย์ใหญ่ของพันธมิตรการค้าใต้หล้าให้พวกเขาออกค้นหารวบรวมและจัดเตรียมเอาไว้ให้เอง แต่คุณชายหลินจะต้องจ่ายค่ามัดจำก่อนด้วยส่วนนึง”

        หลินหยางชี้ไปที่ต้นผลึหไฟหลีหั่ว “ข้าทิ้งไอนั่นไว้ที่นี่เป็นมัดจำแทนได้มั้ย”

        “ได้อยู่แล้ว”

        ลูชิงเฟิงหันไปสบตากับคนข้างๆทีนึง จากนั้นก็มีคนเดินออกไปจากนั้นซักพักก็กลับเข้ามาพร้อมกับเอาเอกสารมาด้วยชุดหนึ่ง

        ลู่ชิงเฟิงพูดขึ้นมาว่า “ประมุขจ้าว นี่คือเอกสารสำหรับยืนยันการเข้าร่วมประมูลของต้นผลึกไฟหลีหั่วนั่น แล้วก็นี่…”

        เขาหยิบเอาบัตรที่ทำจากผลึกโปร่งใสสีน้ำเงินเข้มออกมาสองใบ จากนั้นก็มอบให้กับหลินหยางอย่างนอบน้อม

        “นี่คือ (บัตรผลึกจันทร์) ที่เราจะมอบให้กับลูกค้ากิตติมศักดิ์ของพันธมิตรการค้าใต้หล้าของเรา หากมีบัตรใบนี้ในครอบครองล่ะก็ ท่านจะสามารถเข้าออกร้านค้าทุกแห่งของพันธมิตรการค้าใต้หล้าได้ตามอัธยาศัย ได้รับการบริการอย่างดี ขณะเดียวกันก็บัตรยืนยันตัวสำหรับเข้าร่วมงานประมูลที่กำลังจะจัดขึ้นนี้ด้วย”

        ยอดเยี่ยม

        ก้าวแรกในหอฟ้าสมุทรแห่งนี้นับว่าสำเร็จได้ค่อนข้างราบรื่นในระดับหนึ่งเลย

        จ้าวเหวินชางนั้นแย้มยิ้มจนอวัยวะบนหน้าแทบจะมารวมกันเป็นจุดเดียวแล้ว

        บัตรผลึกจันทร์ของหอฟ้าสมุทรนั้น แต่เดิมเป็นของที่เขาไม่กล้าแม้แต่จะฝัน แต่นี่เขาพึ่งจะรู้จักกับหลินหยางได้แค่วันเดียว เขาก็ได้เป็นแขกกิตติมศักดิ์ของหอฟ้าสมุทรไปซะแล้ว

        นี่มันโคตรสุดยอดไปเลย

        ในจังหวที่เจ้าอ้วนจ้าวกำลังจะเซ็นชื่อลงในเอกสารนั่นเอง หลินหยางก็ถามขึ้นมาอีกประโยคนึงว่า “เอ้อ ท่านเฒ่าแก่ลู่ ข้าสามารถซื้อยาวิเศษระดับสี่จำนวนนึง และพวกวัตถุดิบระดับสี่อย่างพวก (แก่นทรายแดง) และ (ผลึกเมฆาสีชาด) อย่างละห้าสิบกิโลได้มั้ย”

        “ไม่มีปัญหา”

        ลู่ชิงเฟิงจัดเตรียมสินค้าที่หลินหยางต้องการให้ในทันที โดยจัดเตรียมยาวิเศษธาตุไฟระดับสี่ที่ชื่อ (ยาเพลิงพิสุทธิ์) หนึ่งร้อยเม็ด

        ส่วนพวกวัตถุดิบระดับสี่อีกสองอย่างนั้นก็ล้วนเป็นของที่หอฟ้าสมุทรมีเก็บไว้ในสต๊อกทั้งคู่ ไม่นานพวกเขาก็จัดเตรียมไว้หลินหยางเรียบร้อย

        แต่ของแค่ไม่กี่อย่างนี้ก็มีมูลค่ามากกว่าแปดสิบล้านเงินขาวแล้ว หนี้ทั้งหมดล้วนถูกบันทึกเอาไว้ในบัตรผลึกจันทร์ของหลินหยาง ทำเอาจ้าวเหวินชางที่ยืนมองอยู่ข้างๆถึงกับอึ้งไป

        หลังจากที่เคลียร์เอกสารต่างๆเรียบร้อยแล้ว ลู่ชิงเฟิงก็ใช้ให้คนไปส่งพวกของหลินหยางถึงหน้าประตูใหญ่ของหอฟ้าสมุทร

        หลังจากที่กลุ่มของหลินหยางหายลับไปจากสายตาของพวกเขาแล้ว เหล่าเฒ่าแก่ระดับสามดาวที่อยู่ข้างๆเขาก็มากรซิบที่ข้างหูเขาว่า

        “เฒ่าแก่ลู่ ปีนึงท่านสามารถมอบบัตรผลึกจันทร์ให้ลูกค้าได้แค่สองคนเองนะ ท่านปล่อยไปง่ายๆแบบนี้เลยเหรอ… ถึงต้นผลึกไฟของตระกูลจ้าวนั้นจะมูลค่ามหาศาลก็เถอะ แต่ข้าว่ามันก็ยังไม่น่าจะคุ้มนะ ?”

        สายตาของลู่ชิงเฟิงมองออกไปยังสถานที่อันไกลแสนไกล พลางกล่าวกับพวกที่อยู่ข้างๆเขาว่า “มีหลายครั้งที่เราไม่สามารถตัดสินมูลค่าของคนๆหนึ่งได้จากภาพพจน์ภายนอกของพวกเขาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น …. ไม่แน่ว่าหลินยี่ผู้นี้ ในอนาคตอาจจะเป็นผู้ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงรั้งใหญ่หลวงในเมืองฮุยยื่อแห่งนี้ก็เป็นได้!”

        จากนั้นความเงียบก็เข้าปกคลุมไปทั้วบริเวณทันที

        ไม่มีใครรู้หรอกว่า การเสี่ยงดวงของลู่ชิงเฟิงครั้งนี้ จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในแบบที่พลิกจากหน้ามือเป็นหลังเท้าให้กับทั้งพันธมิตรการค้าใต้หล้า ในอนาคตอันใกล้นี้

        ……

        บนรถม้าที่กำลังมุ่งหน้ากลับสู่คฤหาสน์ตระกูลจ้าวนั้น หลินหยางนั้นนั่งยิ้มเบาๆมาตลอดทาง

        ส่วนจ้าวเหวินชางนั้นยิ้มกว้างจนหุบปากไม่ลงแล้ว

        คนหนึ่งสงบสุดขีด อีกคนก็ลิงโลดสุดแสน ช่างเป็นภาพที่ขัดแย้งกันเหลือเกิน

        แต่สวี่เหยานั้นสนใจแค่สีหน้าของหลิหยางเท่านั้น เธอรู้ว่า สีหน้าของหลินหยางแบบนี้หมายความว่าเขาค่อนข้างพอใจกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

        เธอจึงถามออกไปด้วยความสงสัยว่า “คุณชายหลินคะ วัตถุดิบสองอย่างสุดท้ายนั่นน่ะ ท่านจะเอาไว้ใช้สร้างอะไรบางอย่างที่มันสุดยอดมากๆใช่มั้ยคะ ?”

        จ้าวเหวินชางได้ยินดังนั้นก็ตาลุกวาว

        เจ้าหมอนี่มันมองหลินหยางเป็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภที่สวรรค์ส่งมาให้ตระกูลจ้าวไปซะแล้ว

        หลินหยางมองไปทางสวี่เหยา ยิ่มตอบไปเบาๆ จากนั้นก็ตอบกลับแบบกำกวมว่า “ฉลาดลมเป็นเจ้าจริงๆ ไว้กลับไปเจ้าจะรู้เอง”

        เหอะ ……..

        หั่วเอ๋อสบถใส่ทันที

        ………..

        ตลอดเส้นทางหลังจากนั้นก็ไม่มีการสนทนาเกิดขึ้นอีก พอกลับไปถึงคฤหาสน์แล้ว หลินหยางก็ขอห้องการช่างห้องหนึ่งเพื่อเก็บตัวทันที

        จ้าวเหวินชางเองก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง มอบห้องเล็กๆห้องหนึ่งที่ตั้งอย่างโดดเดี่ยวใอยู่นสวนให้ทันที พร้อมกับใช้ให้คนไปจัดเตรียมอุปกรณ์สำหรับใช้ในงานช่างที่คุณภาพดีที่สุดมาให้อีกหนึ่งชุด จนห้องนั้นกลายเป็นห้องการช่างของระดับมืออาชีพทันที

        จากนั้นก็ออกคำสั่งไว้ว่า หากไม่ได้รับอนุญาตจากคุณชายหลินล่ะก็ ห้ามใครเข้าใกล้ห้องการช่างแม้แต่ก้าวเดียว

        ก่อนจะเข้าไปเก็บตัวนั้น หลินหยางก็ฝากให้จ้าวเหวินชางคอยสังเกตุความเคลื่อนไหวของตระกูลซ่างกวันในเมืองฮุยยื่อแห่งนี้ด้วย หากมีความเคลื่อนไหวเมื่อไหร่ก็ให้มารายงานเขาทันที

        ส่วนสวี่เหยานั้นได้รับอนุญาตให้อยู่ในสวนได้ โดยเธอนั้นนั่งเฝ้าคุณชายหลินผู้มากความสามารถคนนั้นอยู่ในกระท่อมเล็กๆข้างๆกับห้องการช่างของหลินหยางอย่างใจจดใจจ่อ

        หั่วเอ๋อ…. เอ่อ มันถูกหลินหยางจับไปใช้เป็นต้นกำเนิดเพลิงวิญญาณสำหรับงานช่างอย่างไม่เกรงใจซะแล้ว

        งานประมูลระดับแผ่นดินที่จะจัดขึ้นในอีกหนึ่งเดือนให้หลังนั้นมีความสำคัญกับหลินหยางมากๆ

        ลู่ชิงเฟิงบอกไว้ว่า วัตถุดิบขั้นสูงหลายชนิดที่จำเป็นต้องใช้ในการสร้างชุดเกราะราชันย์เหล็กขาวนั้น ได้รับการยืนยันแล้วว่าจะปรากฏขึ้นในงานประมูลแน่ๆ หลินหยางจำเป็นที่จะต้องคว้ามันมาให้ได้เท่านั้น

        ซึ่งในช่วงเวลาหนึ่งเดือนนี้ หลินหยางไม่มีทางปล่อยให้มันเสียเปล่าแน่ๆ เขาจะต้องใช้เวลาทุกวินาทีให้คุ้มค่าที่สุดในการเพิ่มระดับพลังของตัวเอง

        การคาดเดาของสวี่เหยานั้นนับว่าแม่นยำเป็นอย่างมาก สิ่งที่หลินหยางได้มานั้นเป็นของที่ยอดเยี่ยมที่สุดและเหมาะสมกับหลินหยางที่สุดสองอย่าง

        อย่างแรกก็คือยาวิเศษธาตุไฟระดับสี่ที่เขาจะใช้ในการฝึกเคล็ดวิชาร้อยชีพจรผนึกเทพ

        หากมีแหล่งพลังงานสำหรับฝึกฝนแบบนี้อยู่ล่ะก็ เมื่อเสริมไปด้วยวิชาร่างสถิตภูติอัคคีของเขาแล้ว ภายในเวลาหนึ่งเดือนนี้ก็มากพอที่จะทำให้หลินหยางสามารถยกระดับความสามารถของตัวเองไปถึงระดับเซียนเทียนขั้นท้ายได้ และมีพลังโจมตีอันแข็งแกร่งมากกว่าหนึ่งหมื่นสามพันชั่งเป็นอย่างต่ำ

        เมื่อใช้ร่วมกับพลังฟ้าดินธาตุไฟ และเคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิอย่างวิชาฝ่ามืออัคคีสวรรค์แล้ว หลินหยางมั่นใจมากว่าอีกหนึ่งเดือนหลังจากนี้ เขาจะสามารถระเบิดพลังโจมตีสูงสุดได้ถึงสองหมื่นชั่งเลยทีเดียว

        แต่ แค่นั้นยังไม่พอ


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ราชันเทพอัคคี” : https://bit.ly/2EbnblS

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/562

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)