0 Views

        การต่อสู้อันแสนดุเดือดรุนแรงเริ่มขึ้นอีกครั้ง

        หัวหน้าองค์รักษ์ทั้งสามท่านนั้น ก่อนที่จะมาถึงคฤหาสน์ตระกูลเวินแห่งนี้ พวกเขาไม่ได้คิดไว้เลยว่าวันนี้พวกเขาจะต้องมาเจอกับการต่อสู้ที่มันหนักหนาสาหัสขนาดนี้

        ถึงจะต้องสู้กัน ศัตรูที่พวกเขาคิดว่าจะได้เจอก็มีแค่หนุ่มน้อยสุดอำมหิต หลินยี่ และประมุขตระกูลเวิน เวินติ่งเทียน ที่เป็นยอดฝีมือแล้วเท่านั้น

        แต่ตอนนี้พวกเขากับต้องมาต่อสู้จนเหนื่อยหอบกับศัตรูที่เป็นแค่วัยรุ่นไร้ชื่อเสียงแค่ยี่สิบคนเท่านั้น

        ในช่วงเวลาประมาณธูปหนึ่งก้านถูกเผาจนหมดนั้น หัวหน้าทั้งสามได้ปล่อยท่าไม้ตายสร้างชื่อของตัวเองออกมาอย่างต่อเนื่องไม่มีหยุด แต่ศัตรูในชุดเกราะสีดำทั้งยี่สิบคนนี่กลับอึดทนอย่างกับตุ๊กตาล้มลุก พอล้มลงไปก็ลุกขึ้นมาอีก ลุกขึ้นมาเสร็จก็บุกเข้าใส่พวกเขาต่อด้วย

        น่ารำคาญเกินบรรยาย

        น่าอึดอัดถึงที่สุด

        หลังจากเวลาผ่านไปซักพักหนึ่งแล้ว ในที่สุด หลังจากที่เซี่ยชางไห่ใช้เพลงดาบอันทรงพลังของเขา ฟาดฟันใส่นักรบเกราะดำสามคนจนกระเด็นออกไปแล้ว ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น ชุดเกราะสีดำของทั้งสามที่ถูกซัดปลิวไปนั้นก็ส่งเสียงดังกริ๊งๆ จากนั้นประกายแสงอันศักดิ์สิทธิก็สลายหายไปจนหมด

        ในที่สุด…ก็พลังหมดแล้วสินะ!

        หัวหน้าทั้งสามคนถึงกับน้ำตาตกใน

        ในที่สุดการต่อสู้อันแสนอึดอัดและน่ารำคาญนี่ก็กำลังจะจบลงเสียที เป็นอย่างที่เซี่ยชางไห่บอกไว้ไม่มีผิดพลังงานของชุดเกราะชุดนี้มันมีขีดจำกัดอยู่ ถ้าพลังงานมันหมดเมื่อไหร่ก็ไม่สามารถแผลงฤทธิ์อะไรได้อีกแล้ว

        คราวนี้ก็ถึงทีของพวกเราบ้างล่ะ!!

        แต่ทั้งสามคนยังดีใจได้ไม่ถึงสามวิ ก็ต้องเปลี่ยนกลับมาอยากร้องไห้อีกครั้ง

        นักรบเกราะดำที่พลังงานหมดไปแล้วทั้งสามคนนั้นอยู่ๆก็คว้าเอาผลึกวิญญาณต้นกำเนิดขนาดเท่าหนึ่งกำมือออกมาภายใต้การปกป้องของพรรคพวกคนอื่นๆที่เหลืออยู่ จากนั้นก็ใส่ไปในช่องเล็กที่อยู่บริเวณอก

        จากนั้นแสงศักดิ์สิทธิสีดำก็เปล่งประกายขึ้นมาอีกครั้งโดยที่ไม่ได้ดูอ่อนพลังลงเลย

        ทั้งสามก็กลับมายืนประจันหน้ากับเหวินไท่เป่ยอย่างองอาจอีกครั้ง

        เหวินไท่เป่ยตอนนี้อ้าปากค้างจนกรามล่างแทบจะล่วงไปอยู่บนพื้นแล้ว

        ไอ้ชุดเกราะที่ขี้โกงจนหน้าไม่อายนี่ มันยังสามารถเติมพลังเพิ่มได้ในพริบตาอีก….

        ไม่ไหวนะแบบนี้….

        ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ ไม่มีหน้าจะสู้ต่ออีกแล้ว

        ผลการต่อสู้ครั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนของผลึกวิญญาณต้นกำเนิดของอีกฝ่ายล้วนๆ

        ซึ่งสถานที่ๆพวกเขากำลังยืนอยู่นี้คือคฤหาสน์ของตระกูลเวินที่เป็นตระกูลนักการช่างที่ใหญ่ที่สุดของเมืองอวิ๋นเฉิง แล้วตระกูลอย่างนั้นมันจะขาดแคลนผลึกวิญญาณต้นกำเนิดได้ยังไง ?

        สู้จนข้ามปียังไม่รู้เลยว่าจะหมดรึเปล่า…..

        แต่ผลลัพธ์แบบนี้เป็นเรื่องน่าอับอายที่ไม่อาจยอมรับได้สำหรับเหล่าทหารองค์รักษ์แห่งราชวงษ์

        ทั้งสนามประลองตกลงสู่ความเงียบงันไปในทันที

        ความคิดที่จะต่อสู้ของพวกเหวินไท่เป่ยแทบจะไม่เหลืออยู่แล้ว ส่วนพวกของหลินหยางและเวินติ่งเทียนนั้นก็ยังคงดื่มชากันอย่างสบายอารมณ์ต่อไป

        เจ้าปี้ฟังน้อยหั่วเอ๋อที่ตอนนี้เปลี่ยนที่อยู่จากบนไหล่ของเวินชิงชิงเป็นบนไหล่ของหลินหยางนั้น ก็พูดออกมาอย่างไร้ความปราณีว่า

        “เอ๋า ? ทำไมไม่สู้กันแล้วล่ะ ? ข้ายังอยากดูต่ออยู่เลย… รีบๆสู้กันต่อได้แล้ว!”

        กรอดด

        เหมือนจะได้ยินเสียงกัดฟันจนแทบร้าวของหัวหน้าองค์รักษ์ทั้งสามคน

        ในที่สุด การต่อสู้ที่ใช้กำลังรบที่น่าจะแข็งแกร่งที่สุดของอาณาจักรชูอวิ๋นแล้วแต่ก็ยังไม่สามารถตัดสินผลแพ้ชนะกันได้แบบนี้กำลังจะจบลงแล้ว

        มีเสียงของคนๆหนึ่งก็ดังขึ้นเพื่อช่วยกอบกู้เกียรติของพวกเหวินไท่เป่ยเอาไว้

        “ถอยไป….”

        เสียงพูดอันแหบแห้งและเบาหวิวนั่นกลับดังก้องไปทั่วทั้งสนาม

        มือของพวกเวินติ่งเทียนที่กำลังถือถ้วยชาเอาไว้ถึงกับกระตุกไปครู่หนึ่ง

        ส่วนหลินหยางนั้นเก็บสีหน้าสบายๆนั่นเข้าไปแล้ว เขามองไปทางเกี้ยวสีดำที่ดูลึกลับและทรงพลังนั่น

        ผ้าม่านค่อยๆถูกเลิกขึ้นมาแล้ว

        เงาร่างของคนๆหนึ่งค่อยๆเดินออกมาจากด้านในนั้น

        “ท่านอาจารย์ต้วน!”

        พวกของเหวินไท่เป่ยรู้สึกเหมือนได้รับการปล่อยให้เป็นอิสระ พวกเขาไม่อยากจะต่อสู้อย่างน่าอึดอัดแบบนี้ต่อไปแล้ว

        พวกเขาต่างก็กระโดดออกจากสนามรบถอยหลังกลับเข้ามายืนอยู่ในฝั่งของตน สายตาของทุกคนในสนามแห่งนี้ล้วนหันไปมองทางเงาร่างของคนที่กำลังก้าวออกมาจากเกี้ยวสีดำนั่น

        ยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงที่แข็งแกร่งที่สุดของอาณาจักรชูอวิ๋น —— ต้วนเทียนหยา กำลังจะลงมือแล้ว

        หลินหยางเคยได้ยินชื่อของต้วนเทียนหยามาบ้างแล้ว

        ความสามารถระดับอวิ้นหลิงนั้นน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าระดับเซียนเทียนหลายเท่า

        ยอดฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นท้ายมีพละกำลังเริ่มต้นอยู่ที่แปดพันช่าง หากสามารถถฝึกฝนจนยกระดับไปถึงจุดสูงสุดได้แล้วล่ะก็ พละกำลังจะมากถึงหนึ่งหมื่นห้าพันช่างเลยทีเดียว

        แต่สำหรับยอดฝีมือรดับอวิ้นหลิงนั้น ตอนที่พวกเขาปล่อยพลังฟ้าดินออกมานอกร่างกายเพื่อใช้งานเคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิอันทรงพลังรูปแบบต่างๆนั้น พวกเขาสามารถปล่อยพลังอันน่าหวาดหวั่นกว่าสองถึงสามหมื่นชั่งออกมาได้อย่างง่ายดาย

        ถ้าเซียนเทียนคือจุดสูงสุดของวิถียุทธสำหรับคนธรรมดา

        งั้นอวิ้นหลิงก็คือจุดเริ่มต้นในการเข้าสู่วิถีเซียนของพวกคนที่ไม่ธรรมดาแล้ว

        ตอนนี้ คือโอกาสดีที่จะได้ทดสอบความสามารถของตระกูลเวินภายใต้การนำของหลินหยางในการเผชิญหน้ากับยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงแล้ว

        ในที่สุดต้วนเทียนหยาก็ออกมาอยู่นอกเกี้ยวดำแล้ว

        สิ่งที่น่าตกใจที่สุดก็คือบุคคลในตำนานแห่งอาณาจักรชูอวิ๋นผู้นี้นั้นสวมผ้าคลุมสีดำที่ดูหนักอึ้งเที่คลุมไว้ทั้งตัว  อีกทั้งยังสวมหน้ากากเอาไว้ด้วย ดูท่าทางลึกลับกว่าหลินยี่เยอะ

        สิ่งเดียวที่ผู้คนโดยรอบมองเห็นกันก็คือ ร่างกายอันผอมแห้งของเขา และดวงตาคู่หนึ่ง ดวงตาสีน้ำเงินเข้าที่ส่องสว่างราวกับดวงตาของภูติผีจากปรโลก

        ไม่มีใครกล้ามองเข้าไปในดวงตาคู่นั้นตรงๆเลย ถ้าหากเผลอมองเข้าไปจะรู้สึกราวกับวิญญาณถูกดึงออกมาคุกเข่าศิโรราบอยู่ใต้เท้าของเขาก็ไม่ปาน

        เป็นแรงกดดันตามธรรมชาติของผู้แข็งแกร่งที่มองลงเบื้องล่างจากตำแหน่งอันสูงส่ง

        นี่คือยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิง ตัวตนอันแข็งแกร่งที่สามารถเชื่อมต่อกับพลังฟ้าดินตามธรรมชาติได้โดยตรง

        ตึง

        สองเท้าของเขาเหยียบลงบนพื้นสนามแล้ว

        ผู้คนทั่วทั้งสนามต่างก็รู้สึกใจสั่นด้วนความหวั่นเกรง

        “ชางไห่…”

        ต้วนเทียนหยาเรียกชื่อของเซี่ยเทียนไห่ขึ้น

        “อาจารย์ต้วน”

        เซี่ยชางไห่ก้มหัวอย่างนอบน้อม แสดงถึงความเคารพสุดหัวใจ

        ต้วนเทียนหยากระซิบอะไรบางอย่างที่ข้างหูของเซี่ยชางไห่ไปครู่หนึ่ง ทำให้เซียชางไห่แสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา

        จากนั้นไม่นาน เซี่ยชางไห่ก็พยักหน้าแรงๆตอบรับว่า “ได้เลย ท่านอาจารย์ต้วน ชางไห่จะจัดการตามที่ท่านบอกไว้เอง”

        “ไปเถอะ….”

        ต้วนเทียนหยาพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นเซี่ยชางไห่ก็เดินไปยืนข้างๆเหวินไท่เป่ยและซูหมิงชุนพร้อมกับป่าวประกาศด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า

        “เหล่าองค์รักษ์ทั้งหมดจงฟัง ภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว ถอยทัพ!”

        อะไรนะ!!

        เหล่าทหารสองพันกว่าคนอึ้งไปทันที แต่ไม่นานก็กลับมารับคำสั่งได้อย่างรวดเร็ว

        พวกเขาไม่ได้โง่ ล้วนดูออกว่าสถานการณ์ได้เปลี่ยนไปแล้ว

        ส่วนคนที่ไม่อยากยอมรับความจริงมากที่สุดตอนนี้ก็คิอหวิงหมิงชง

        ตั้งแต่ที่ตระกูลเวินเผยชุดเกราะสีดำทั้งยี่สิบชุดนั่นออกมาให้เห็นแล้ว หวังหมิงชงกู้ได้ทันทีเลยว่า —— เขาพลาดท่าไปเสียแล้ว

        เขาที่เป็นถึงขุนนางชั้นผู้ใหญ่นั้น ย่อมสามารถมองเห็นคุณค่าของชุดเกราะชุดนี้ที่มีต่ออาณาจักรชูอวิ๋นได้ในพริบตาอยู่แล้ว

        หรือถ้าพูดตรงๆเลยก็คือ

        หากตระกูลเวินถือครองวิชาการช่างที่ใช้สร้างชุดเกราะสีดำนี่ไว้จริงๆล่ะก็ อย่าว่าแต่โทษสังหารเฉินเย่เซิงเลย ต่อให้พวกเขาไปฆ่าล้างโคตรใครมา องค์จักรพรรดิก็ไม่มีทางทำอะไรพวกเขาแน่นนอน

        มันเปรียบเสมือนกับสัญลักษณ์แห่งอำนาจอันไร้ขีดจำกัด

        ของแค่มีมันในครอบครอง ตระกูลเวินก็จะสามารถเชิดหน้าชูตา สามารถเป็นกำลังรบที่ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับเชื้อพระวงศ์แห่งอาณาจักรชูอวิ๋นได้เลยทีเดียว

        หวังหมิงชงรู้ว่าตัวเองได้พ่ายแพ้ไปเรียบร้อยแล้ว

        พ่ายแพ้อย่างราบคาบอีกด้วย

        ถึงแม้ตัวเขาจะมีอำนาจควบคุมเหล่าองค์รักษ์แห่งเชื้อพระวงศ์ก็เถอะ แต่อำนาจของเขาก็ต้องสูญสลายไปกับสายลมเมื่ออยู่ต่อหน้าต้วนเทียนหยา

        การต่อต้านของตระกูลเวินนั้นไม่อาจหยุดหยั้งได้อีกต่อไปแล้ว ต้วนเทียนหยาไม่ต้องการให้เหล่าองค์รักษ์ของเขาถูกหวังหมิงชงดึงไปเกี่ยวข้องกับปัญหาส่วนตัวของมัน จนบทำให้เกิดวามบาดหมางกับตระกูลเวินมากไปกว่านี้

        ฮุ่ยเล่ฮุ่ย

        เหล่าองค์รักษ์ขยับเคลื่อนตัวกันอย่างคล่องแคล้ว เพียงพริบตาเดียวพวกเขาก็รวมตัวกันเดินก้าวออกไปยังด้านนอกแล้ว

        เซี่ยงชางไห่นำคนกว่าสองพันคน ในหัวเต็มไปด้วยคำสั่งของต้วนเทียนหยาที่สั่งไว้ว่า —— ทหารทั้งสองพันคนที่ได้เห็นชุดเกราะนั่นแล้ว พวกเขาจะต้องไปอยู่ในสถานที่ลับแห่งหนึ่ง ห้ามข้องแวะกับบุคคลภายนอกโดยเด็ดขาด จนกว่าอาณาจักรชูอวิ๋นจะเปิดเผยการมีอยู่ของชุดเกราะนี้อย่างเป็นทางการ

        ส่วนหวังหมิงชงนั้น…..

        หวังหมิงชงผู้น่าสงสาร….

        เซี่ยชางไห่ทำได้แค่มองไปทางหัวหน้าฝ่ายผู้ดูแลภายในคนที่เคยยิ่งใหญ่คับฟ้าคนนั้นอย่างไม่มีทางช่วย จากนั้นก็ก้มหัวลงกล่าวว่า

        “ท่านหวัง ท่านอาจารย์ต้วนสั่งว่า ท่านเองก็ยังไม่สามารถกลับไปที่ราชสำนักได้เป็นการชั่วคราว ให้ไปพักผ่อนที่ค่ายใหญ่ของทหารองค์รักษ์ก่อน รอจนกว่าจะรายงานเรื่องทั้งหมดให้ท่านจักรพรรดิรับทราบแล้วค่อยมาตัดสินใจเรื่องของท่านอีกที!”

        หวังหมิงชงสั่นไปทั้งตัวทันทีเมื่อนึกถึงจุดจบของตัวเองที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้า

        ต้วนทวนหยาไม่ได้จะตัดหางปล่อยวัดเขาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น อีกฝ่ายยังคิดจะปิดปากเขาอีกด้วย….

        หัวหน้าองค์รักษ์สุดลี้ลับผู้นี้เป็น คนสนิทขององค์จักรพรรดิที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุด คำพูดของเขาในบางครั้งสามารถเป็นดั่งตัวแทนความคิดของจักรพรรดิหลินเฮ่ายวนได้เลย

        ถ้าเอาตัวเขาไปเปรียบเทียบกับชุดเกราะมหัศจรรย์ของตระกูลเวินนี่แล้ว คุณค่าในตัวของเขานั้นก็ไม่ต่างอะไรจากหมาข้างถนนตัวหนึ่ง

        “ได้….”

        หวังหมิงชงรับคำด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ สั่นไปจนถึงลำตัว จากนั้นจึงค่อยๆเดินตามเซี่ยชางไห่ออกไปจากคฤหาสน์ตระกูลเวินอันใหญ่โตนี้

        ความพ่ายแพ้ครั้งนี้สำหรับเขานั้นเปรียบเสมือนจุดจบของเส้นทางราชการของเขา

        การลุกขึ้นสู้ของตระกูลเวิน เพื่อที่ราชสำนักจะสามารถประณีประนอมได้แล้ว พวกนั้นจะต้องผลักความผิดทั้งหมดมาทั่วเขาหวังหมิงชง และเฉินเย่เซิงแน่ๆ

        เมื่อถึงตอนนั้นเขาก็จะกลายเป็นคนที่ทำผิดทั้งหมดทันที ส่วนตระกูลเวินก็จะถูกล้างความผิดทั้งหมดจนขาวสะอาด

        เป็นวิธีการทางการเมืองแบบสองฝักสองฝ่าย ทุกอย่างตั้งอยู่บนผลประโยชน์เป็นหลัก หวังหมิงชงถูกกำหนดให้กลายเป็นเครื่องสังเวยไปแล้ว

        แต่ถึงอย่างนั้นหวังหมิงชงก็ยังไม่สิ้นหวัง

        เพราะเบื้องหลังเขายังมีองค์ชายเก้าจอมโลภนั่นอยู่ ขอแค่รอดชีวิตไปได้ เมื่อถึงเวลาที่องค์ชายเก้าได้ขึ้นเสวยราชสมบัติล่ะก็ ตัวเขาก็จะสามารถกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งได้…

        อีกทั้งเบื้องหลังขององค์ชายเก้า ก็ยังมีคนๆนั้นสนับสนุนอยู่ด้วย…

        ตระกูลเวินนี่ไม่ได้อยู่อย่างสุขสสบายแน่!

        ตอนนี้เหล่าผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องก็ได้เดินออกไปกันหมดแล้ว

        ณ ลานประลองแห่งนี้จึงเหลือแต่เพียงคนของตระกูลเวิน และ ต้วนเทียนหยา

        เหล่าทหารถอยออกไปแล้ว ทำให้พวกเขาดีใจกันมาก นี่เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าพลังของตระกูลเวินนั้นแข็งแกร่งพอที่จะสยบอำนาจของราชวงศ์แห่งอาณาจักรชูอวิ๋นได้

        แต่ต้วนเทียนหยากลับยังคงยืนอยู่ราวกับขุนเขาลูกหนึ่งไปถอยกลับไปด้วย ทำให้ผู้คนรู้สึกอึดอัดขึ้นมา

        ยอดฝีมือผู้นี้คิดจะทำอะไร ?

        หลินหยาง และเหล่าผู้นำของตระกูลเวินลุกขึ้นยืน

        ต่อหน้าตัวตนระดับตำนานแบบนี้ พวกเขาจะผลีผลามไม่ได้ จึงค่อยเดินไปอยู่ข้างหน้ากลุ่มของพวกเวินเทา แล้วจึงมองไปยังตัวตนอันแสนลึกลับพิสดารที่ซ่อนตัวอยู่ภายใต้ผ้าคลุมสีดำทมิฬผืนนั้น

        “ท่านคงจะเป็นหนึ่งในหัวหน้าองค์รักษ์ ท่านต้วนเทียนหยาสินะ ?”

        เวินติ่งเทียนยกสองมือขึ้นทำท่าเคารพ

        ฝั่งตรงข้ามกันนั้น

        ต้วนเทียนหยาก็ได้พูดออกมาคำหนึ่งซึ่งเป็นคำที่ทำให้คนทั้งหมดถึงขวัญผวา

        “หนึ่งฝ่ามือ”

        อะไรนะ ?

        “รับหนึ่งฝ่ามือของข้า”

        คำพูดสั้นๆไม่กี่คำ ก็สั่นสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณของผู้คนแล้ว

        ยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงท่านนี้ยังคิดจะสู้อยู่!

        และสิ่งที่ยิ่งเกินความคาดหมายมากกว่าเดิมก็คือ ต้วนเทียนหยาพูดออกมาอีกเต็มประโยคนึงเลยว่า

        “ชุดเกราะนี่ช่วยปกป้องชื่อเสียงและเกียรติยศของตระกูลเวินเอาไว้ แต่ศักดิ์ศรีของราชวงศ์ รวมอยู่ในฝ่ามือนี้ทั้งหมด”

        คำพูดประโยคเดียว ก็อธิบายอย่างชัดเจนแล้ว

        ตระกูลเวินสามารถชนะใจจนได้รับความนับถือจากฝ่ายราชวงศ์ได้แล้ว แต่เรื่องราวครั้งนี้จะปล่อยให้จบลงตรงที่ทหารองค์รักษ์ของราชวงศ์ที่ปราบจนต้องถอยทัพไม่ได้

        ดังนั้น ต้วนเทียนหยาจึงคิดจะแก้ไขเรื่องทั้งหมดโดยการที่จะปราบตระกูลเวินให้พ่ายแพ้อย่างราบคาบด้วยการใช้ออกแค่เพียงหนึ่งฝ่ามือเท่านั้น

        ดังนั้นแล้ว หนึ่งฝ่ามือนี้จะต้องเป็นกระบวนท่าสังหารอันน่าสะพรึงกลัวที่สามารถสะเทือนไปทั่วทั้งฟ้าดินได้แน่นอน

        คนที่รับท่านี้ หากไม่ตายก็ต้องเจ็บหนัก

        คนของตระกูลเวินถึงกับนิ่งเงียบไปชั่วขณะ

        เป็นเวินติ่งเทียนที่ก้าวออกมารับหน้า “ถ้าอย่างนั้นให้ข้าเป็นคนรับกระบวนท่าชั้นสูงของท่านก็แล้วกัน”

        แต่กลับมีคนๆหนึ่งก้าวออกมายืนขวางหน้าเวินติ่งเทียน

        หลินหยางนั่นเองที่ยืนแย้มยิ้มอยู่ตรงหน้าของต้วนเทียนหยา

        “ให้ข้ารับแทนดีกว่า…”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ราชันเทพอัคคี” : https://bit.ly/2EbnblS

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/562

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)