0 Views

        ครึ่งปีที่เสียไปของหลินหยางนั้น ไม่ได้หมดไปกับการสร้างชุดเกราะวิญญาณเหล็กทมิฬเพียงชุดเดียวเดียวอย่างแน่นอน

        ที่เขาต้องทนยากลำบากแสนเข็ญขนาดนั้น ทั้งหมดก็เพื่อให้ได้รับพลังที่แข็งแกร่งพอจะทัดทานกับราชวงศ์แห่งอาณาจักรชูอวิ๋นได้

        เขาไม่คิดจะทวงคืนบัลลังค์ด้วยการไปแสดงตนเพื่อเรียกร้องสิทธิความเป็นเจ้าชายเหมือนละครน้ำเน่าอะไรเทือกนั้นหรอก แบบนั้นมันกระจอกเกินไป สิ่งที่เขาต้องการคือการลากไอเฉินเฉาเกอมาคุกเข่าต่อหน้าเขาในขณะที่มันยังเป็นเจ้าชายอยู่นั่นแหละ จากนั้นเอาตีนเหยียบเข้าที่หน้ามันพร้อมกับบอกมันว่า

        บังอาจแย่งตัวตนของข้าไป แกมันก็แค่สวะเท่านั้นแหละ!

        เขารู้อยู่แล้วว่าหวังหมิงชงจะต้องกลับมาแก้แค้นในเร็ววันนี้แน่ ซึ่งชุดเกราะตรงหน้านี้แหละที่เขาจะใช้เป็นอาวุธในการอบโต้คนเหล่านั้น

        ถ้าพวกผู้ดูแลภายในกับพวกทหารองค์ลักษ์ไม่กลับมาวอแวกับเขาก็แล้วไป แต่ถ้ามันกล้ามา เขาก็จะแสดงให้ไอพวกเชื้อพระวงศ์ของอาณาจักรนี้ได้เห็นว่า——ตระกูลเวินในตอนนี้มีความสามารถมากพอที่จะต่อต้านพวกมันได้แล้ว!!

        “ต่อไป ข้าจะสอนพวกเจ้าเกี่ยวกับวิธีใช้เจ้าชุดเกราะวิญญาณโลหะทมิฬนี่เอง ซึ่งมันง่ายมาก เจ้าเข้ามาก่อนเลยเวินเทา”

        “ข้ารึ ? โอ้ ดีดี!ขอบพระคุณท่านผู้อาวุโสหลิน”

        เวินเทาที่เคยทำตัวอวดเบ่งคนนั้น เดี๋ยวนี้เวลาอยู่ต่อหน้าหลินหยางนั้นดูจะว่าง่ายยิ่งกว่าตอนอยู่ต่อหน้าเวินติ่งเทียนผู้เป็นบิดาของตัวเองอีก

        ผ่านไปสิบนาที

        หลังจากที่เวินเทาแสดงประสิทธิภาพของเกราะวิญญาณโลหะศักดิ์สิทธิออกมาให้ทุกคนเห็นแล้ว

        ผู้คนต่างก็รู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาทันที

        เหล่าลูกศิษย์ของตระกูลเวินต่างก็ส่งเสียงยินดีจนแทบจะบ้าไปแล้ว ส่วนพวกผู้สูงวัยอย่างเวินติ่งเทียนนั้น ถึงแม้จะเคยเห็นมาก่อนตั้งแต่เมื่อคืนวานแล้ว แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้นจนหายใจหนักหน่วง

        เวินเทาที่อยู่ในชุดเกราะสีดำกำลังยืนมองสองมือของตัวเองด้วยความรู้สึกอัศจรรย์ใจเป็นอย่างมาก เขายืนอึ้งอยู่อย่างนั้นไปเกือบสิบวินาทีจึงค่อยได้สติขึ้นมา

        “นี่… พลังของข้าจริงๆเหรอ ?”

        “แน่นอนอยู่แล้ว!”

        ผู้คนรอบข้างต่างก็ส่งเสียงยินดีออกมาอย่างมีความสุข

        “เจ้าน่าจะสนุกพอแล้วนะเวินเทา!เปลี่ยนข้าบ้าง ให้ข้าลองบ้าง!”

        “หึ ถ้ามีเกราะวิญญาณเหล็กทมิฬนี่ล่ะก็ ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นใคร แต่ถ้ามันยังมาหาเรื่องตระกูลเวินของเราอีกล่ะก็——มาเท่าไหร่ก็ตายเท่านั้นแน่!”

        กำลังใจของพวกเขาตอนนี้เต็มเปี่ยม

        ไม่รู้ว่าเจ้าเกราะสีดำทมิฬชิ้นนี้มันแข็งแกร่งมากขนาดไหน มันถึงทำให้คนของตระกูลเวินมั่นใจในความสามารถของมันได้ขนาดนี้ ?

        คำตอบนั้น เกรงว่าคงต้องรอให้พวกของหวังหมิงชงมารับรู้ด้วยตัวเอง….

        ……

        ขึ้นเก่ค้ำเดือนสิบ วันที่สองหลังจากเกิดเหตุการณ์ในงานเทศกาลขุมทรัพย์สมบัติวิญญาณ ช่วงบ่าย

        ทั่วทั้งพื้นที่บริเวณทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองอวิ๋นเฉิงกลายเป็นพื้นที่ว่างเปล่าไปแล้ว ชาวเมืองทั้งหมดถูกสั่งให้อพยพออกไป ของมีค่าต่างๆก็ถูกนำออกไปด้วย พื้นที่หนึ่งกิโลเมตรรอบคฤหาสน์ตระกูลเวินตอนนี้มีสภาพไม่ต่างอะไรกับเมืองร้าง

        เหล่าทหารองค์รักษ์ของเชื้อพระวงศ์กว่าหนึ่งหมื่นคนกำลังย่ำเท้าเดินหน้ากันอย่างพร้อมเพรียงอยู่บนถนนขนาดใหญ่ที่พาดผ่านด้านหน้าของคฤหาสน์ระกูลเวิน

        ซึ่งถนนสายนี้เคยเป็นดั่งสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศและความรุ่งโรจน์ของตระกูลเวินที่แม้แต่คนทั่วไปที่ได้ก้าวเท้าเดินบนถนนสายนี้ก็ยังสามารถสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่จากมัน

        น่าเสียดายที่ตอนนี้ คนที่ยืนอยู่บนถนนสายนี้กลับมีแต่พวกทหารองค์รักษ์เกราะทองที่จะมาตัดสินชะตาชีวิตของตระกูลเวิน

        ภายในกองทัพทหารองค์รักษ์เหล่านี้มีเกี้ยวขนาดแปดคนหามซึ่งเป็นที่นั่งของหัวหน้าฝ่ายผู้ดูแลภายในทั้งเด่นเป็นสง่า คนที่นั่งอยู่บนนนั้นก็คนที่รับหน้าที่มาจับกุมคนของงตระกูลเวิน หัวหน้าฝ่ายผู้ดูแลภายใน หวังหมิงชง

        หวังหมิงชงที่นั่งอยู่บนเกี้ยวนั้น สีหน้าของมันตอนนี้เต็มไปด้วยจิตสังหารที่มันแผ่ออกมา ในหัวย้อนคิดแต่ภาพของเห็ตการณ์เมื่อวันก่อนที่มันถูกไอเด็กเวรหลินยี่นั่นเมินเฉยใส่เขา

        เขากัดฟันแน่น วันนี้เขาจะต้องทำให้ไอหลินยี่นั่นต้องหลั่งเลือดก่อนซักหน่อยค่อยพามันกลับไปที่คุกของฝ่ายผู้ดูแลภายในแล้วจากนั้นค่อยมาทรมารมันทีละช้าๆเอาแทน!

        บริเวณด้านหลังของรถม้าอันสวยงามอลังการนั้น มีสัตว์อสูรสุดแข็งแกร่งเดินตามถึงสามตัว

        ม้ายูนิคอนเขาสีขาว อสูรโห่ว (犼*ปีศาจชนิดหนึ่งในตำนานของจีนมีลักษณะคล้ายม้านิลมังกร) และวัวเทพห้าสี

        สัตว์อสูรทั้งสามตัวนี้เป็นสัตว์อสูรที่เลื่องชื่อมากในเมืองอวิ๋นเฉิง เพราะผู้ที่เป็นนายของมันนั้นคือยอดฝีมือระดับเทพสงครามผู้พิทักษ์เมืองคนที่แข็งแกร่งที่สุดของอาณาจักรชูอวิ๋น

        ผู้ที่นั่งอยู่บนหลังของยูนิคอนสีขาวตัวนี้คือบุรุษชุดขาวที่มีผมสีขาว พาดดาบยาวประมาณสองฟุตเอาไว้บนหลัง

        ด้ามดาบสีขาว ฝักดาบสีน้ำเงินเข้ม แม้แต่เหล่าองค์รักษ์ที่อยู่รอบๆยังสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของความแข็งแกร่งที่บุรุษผมขาวปล่อยออกมา

        เขาคือหนึ่งในสี่หัวหน้าองค์รักษ์แห่งเชื้อพระวงศ์ ปรมาจารย์ดาบแห่งเมืองอวิ๋นเฉิง——เซี่ยชางไห่

        ผู้ที่ถูกขนานนามว่าเป็นยอดฝีมือที่มีทักษะด้านการใช้ดาบที่อยู่ในจุดสูงสุดของเมืองอวิ๋นเฉิง

        ต่อมาคือช้างเทพห้าสี ขนาดร่างกายมันใหญ่พอๆกับช้างขนาดเล็กตัวหนึ่ง บนตัวมันมีขนห้าสีอยู่ทั่วทั้งตัว เขาของมันดูราวกับดาบยาวที่ชี้ขึ้นฟ้า ความแข็งแกร่งของมันไม่ด้อยไปกว่ายอดฝีมือระดับเซียนเทียนเลย

        ผู้เป็นนายของมันยิ่งแล้วใหญ่ หากมองจากไกลแล้วดูราวกับว่าบนหลังวัวตัวนี้มีประการเหล็กหลังหนึ่งตั้งอยู่บนนั้น

        ขนาดร่างกายที่สูงเกือบสองเมตร ผิวกายสีดำเข้มแลกล้ามเนื้อที่ดูแข็งแกร่งบึกบึนราวกับเหล็กไหลก็มิปาน ในดวงตาอันใหญ่โตของมันมีเปล่งรังสีฆ่าฟันออกมาอย่างเต็มเปี่ยม

        เขาคืออีกหนึ่งในสี่หัวหน้าองค์รักษ์ หมัดเทพไร้พ่าย——เหวินไท่เป่ย

        ส่วนสัตว์อสูรโห่วที่แต่เดิมเป็นสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งและดูองอาจเหลือคณา แต่เพราะผู้เป็นนายที่นั่งอยู่บนหลังของมันตอนนี้มีสภาพอ่อนแรงกว่าปกติอยู่ไม่น้อย

        เขาก็คือซูหมิงชุนที่พึ่งพ่ายให้กับหลินหยางไปนั่นเอง วันนี้เขาเองก็ตามมาด้วยเหมือนกัน

        บาดแผลของซูหมิงชุนไม่ได้หนักขนาดนั้น หลินหยางวันนั้นได้ออมแรงเอาไว้ส่วนหนึ่ง โดยกะให้อีกฝ่ายแพ้พอดีไม่ได้หวังจะทำร้ายจนสาหัส

        แต่ซูหมิงชุนนั้นรู้สึกไม่ชอบใจเป็นอย่างมาก เขาที่เป็นหนึ่งในยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดของอาณาจักรนั้น กลับมาแพ้ให้กับเด็กน้อยอายุแค่สิบกว่าขวบแบบนี้ ทำให้เขาอยากจะแก้มือกับไอเด็กน้อยที่ชื่อหลินยี่นั่นอีกครั้งเพื่อล้างอาย

        สามหัวหน้าองค์รักษ์ได้มาถึงที่หมายแล้ว พวกเขากวาดตามองไปทางประตูใหญ่ของคฤหาสน์ตระกูลเวิน จากนั้นก็ได้ยินเสียงของเหวินไท่เป่ยพูดกับซูหมิงชุนด้วยใบหน้ายิ้มเยาะว่า

        “ตาเฒ่าซูเอ๋ย หลินยี่นั่นต้องให้ข้าเป็นคนจัดการนะ ข้าล่ะอยากเห็นไอฝ่ามือเพลิงที่เผาเจ้าจนไหม้นั่นเสียจริงว่าจะร้ายกาจแค่ไหน!!”

        “ฝันไปเถอะ!”

        ซูหมิงชุนมาวันนี้ก็เพื่อจะล้างแค้นโดยเฉพาะ เขาอุตส่าห์นั่งคิดทั้งคืนกว่าจะหาวิธีสยบวิชาฝ่ามือของหลินหยางคู่นั้นได้ วันนี้เขาจะต้องแทงไอเด็กนั่นให้พรุนแน่

        “เหอะ เจ้าแพ้ไปแล้วรอบหนึ่งยังไม่ตายใจอีก ถ้าวันนี้เจ้าถูกเผาจนเกรียมซ้ำอีกรอบล่ะก็ คราวนี้ได้อับอายครั้งใหญ่แน่!”

        “หุบปากเน่าๆของแกไปเถอะ!”

        ส่วนเหวินไท่เป่ยตอนนี้ผ่อนคลายเป็นอย่างมาก ในสายตาของเขานั้น ทั้งอาณาจักรชูอวิ๋นแห่งนี้ไม่มีใครที่แข็งแกร่งพอให้พวกเขาสามคนต้องลงมือพร้อมกันถึงจะจัดการได้เลย

        ต่อให้หลินยี่นั่นจะแข็งแกร่งสมคำล่ำลือนั่นก็เถอะ แต่ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วอยู่ดี เพราะด้านหลังของพวกเขาตอนนี้มีเกี้ยวเล็กขนาดสี่คนหามตามหลังพวกเขามาด้วย

        เกี้ยวหลังนี้มีสีดำทั่วทั้งหลัง ไม่รู้เหมือนกันว่าใช้วัตถุดิบอะไรสร้างขึ้น พอแบกมันขึ้นมากลับมีน้ำหนักค่อนข้างเบา แต่ผู้คนต่างก็รู้กันว่า คนที่นั่งอยู่ในนั้นเป็นคนที่ยิ่งใหญ่มากเพียงใด

        วิญญาณตัดขอบฟ้า

        เป็นชายที่ใกล้เคียงกับคำว่าไร้คู่ต่อกรมากที่สุดคนหนึ่งของอาณาจักรชูอวิ๋น——ต้วนเทียนหยา

        พอเหล่าองค์รักษ์รู้ว่ายอดฝีมือท่านนี้จะมาพร้อมกับหวังหมิงชงด้วยแล้วก็ทำให้พวกเขารู้สึกใจชื้นและมีกำลังใจอย่างเต็มเปี่ยม

        ไม่ว่าตระกูลเวินจะแข็งแกร่งแค่ไหน หลินยี่จำมหิตเพียงใด เมื่ออยู่ต่อหน้าต้วนเทียนหยาแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับปุยเมฆ

        ไม่มีใครสามารถช่วยให้ตระกูลเวินและไอเวรหลินยี่นั่นให้หนีรอดไปได้อย่างแน่นอน

        หลักเวลาผ่านไปไม่นาน กองทัพก็ได้เคลื่อนเข้ามาหยุดยืนอยู่หน้าประตูคฤหาสน์แล้ว หวังหมิงชงเดินลงมาจากเกี้ยว หลี่ตามองเข้าไป

        ก็เห็นว่าประตูของคฤหาสน์ปิดเอาไว้อย่างมิดชิดแน่นหนา กำแพงที่สูงกว่าสามเมตรสะท้อนแสงสีขาวนวลภายใต้แสงอาทิตย์นั้น ช่างคล้ายกับใบหน้าชวนโมโหของหลินยี่นั่นเหลือเกิน ทำเอาหวังหมิงชงอดที่จะมีน้ำโหไม่ได้

        “ทหาร ไปล้อมคฤหาสน์เวินเอาไว้ซะ!”

        เขารีบออกคำสั่งลงไปทันที

        ดเหล่าองค์รักษ์เมื่อได้รับคำสั่งมาก็ส่งเสียงตอบรับกันดังสนั่นหวั่นไหว  จากนั้นก็ส่งคนกระจายกำลังกันไปล้อมรอบคฤหาสน์เอาไว้ ส่วนเหล่ายอดฝีมือต่างก็มายืนดักกันอยู่ที่ประตูหน้าของคฤหาสน์

        ผ่านไปเพียงชั่วพริบตา ด้านนอกของคฤหาสน์ก็มีทหารยืนปล่อยจิตสังหารออกมาอยู่เต็มไปหมด จนแม้แต่นกบนฟ้ายังต้องเลี่ยงที่จะบินผ่าน

        คนที่อยู่ภายในกำแพงอันสูงใหญ่นี่คงจะหวาดกลัวกันจนหน้าซีดตัวสั่นไปหมดแล้ว

        หวังหมิงชงเดินหน้าบูดไปที่หน้าประตูของคฤหาสน์

        เขาอยากจะบุกทะลวงไอประตูนี่เข้าไปทันทีเสียให้รู้แล้วรู้รอดจนใจจะขาด

        จากนั้น ที่ด้านข้างเขาก็มีหัวหน้ากองทหารนายหนึ่งก้าวออกมาพร้อมกับตะโกนส่งเสียงอันดังออกมาว่า

        “เวินติ่งเทียน ท่านหวังหมิงชงแห่งฝ่ายผู้ดูแลกิจการภายในมาถึงแล้ว รีบๆออกมาต้อนรับเดี๋ยวนี้!!”

        เสียงพูดอันดังถูกส่งเข้าไปในคฤหาสน์แล้ว

        พวกเขาต่างก็รอที่จะได้ยินเสียงแห่งความสับสนอลหม่านดังขึ้นจากภายในนั้น

        ถึงยังไงเหล่าองค์รักษ์ของราชวงศ์ก็ไม่ได้จัดทัพขนาดใหญ่โตขนาดนี้เพื่อจับคนมานานแล้ว

        แต่ผ่านไปแล้วหนึ่งนาทีเต็ม ภายในคฤหาสน์ก็ยังคงนิ่งเงียบไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ

        หืม ?

        หวังหมิงชงโมโหจนควันแทบออกหู

        จะเล่นไม้นี้กับข้าเหรอ ?

        แกมันบื้อเกินไปแล้วเวินติ่งเทียน วันนี้ ถ้าแกเปิดประตูก็โดนจับ แต่ถ้าไม่ยอมเปิด พวกข้าก็จะพังประตูเข้าไปหาแกซะ!!

        พอเขาขมวดคิ้ว หัวหน้ากองทหารผู้นั้นก็เหมือนจะรู้ใจ ตะโกนส่งเสียงดังขึ้นกว่าเดิมว่า

        “เวินติ่งเทียน เสียมารยาทกับขุนนางชั้นสูงแบบนี้ โทษหนักขึ้นหนึ่งขั้น ถ้าพวกแกยังไม่ยอมมเปิดประตูอีก พวกข้าจะใช้กำลังบุกเข้าไปแล้วนะ!”

        ตึก ตึก

        สามหัวหน้าองค์รักษ์ที่อยู่ด้านหลังหวังหมิงชงตอนนี้ได้ลงมาจากสัตว์เลี้ยงของตนแล้ว

        เหล่าทหารเองก็ปล่อยจิตสังหารรังสีฆ่าฟันออกมากันอย่างพร้อมเพรียงจนกลายเป็นเหมือนคลื่นขนาดมโหฬาร พุ่งเข้าใส่กำแพงของคฤหาสน์เวิน

        ถ้าคนเหล่านี้ลงมือพร้อมกัน เกรงว่าคฤหาสน์แห่งนี้คงทนได้ไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็ถูกตีแตกได้ง่ายๆแล้ว….

        แต่ที่น่าโมโหก็คือ หลังจากตะโกนไปแบบนั้นแล้ว ภายในคฤหาสน์ก็ยังคงเงียบเชียบไร้ซึ่งความเคลื่อนไหวเช่นเดิม

        ได้ยินแต่เสียงของจิ้งหรีดที่ร้องกันระงมอยู่บนต้นไม้

        หวังหมิงชงทนไม่ไหวแล้ว

        “ทหาร พังประตู!ไปจับเวินติ่งเทียนและหลินยี่มาให้ข้าซะ!!”

        ขอรับ!

        เหล่าทหารอค์รักษ์เองก็พึ่งเคยเจอประชาชนที่ไม่ให้เกียรติกันขนาดนี้เป็นครั้งแรก ในใจพวกเขาก็เริ่มรู้สึกโมโหขึ้นมาแล้วเช่นกัน กองทัพขนาดย่อยประมาฯหนึ่งร้อยคนที่อยู่ภายใต้การนำของหัวหน้ากองทหารนายหนึ่งก็เริ่มบุกเข้าไปทางประตูใหญ่ของคฤหาสน์บานนั้น

        ภารกิจของพวกเขามีแค่การทำลายประตูไม้เนื้อแดงบานนี้ให้พังออกก่อน หลังจากนั้นก็จะเป็นหน้าที่ของท่านหัวหน้าองค์รักษ์นำพวกเขาบุกฝ่าเข้าไป

        แต่ในจังหวะที่ทหารกลุ่มนี้กำลังจะพุ่งเข้าไปถึงประตู ประตูบานใหญ่ก็ส่งเสียงดังขึ้น จากนั้นบานประตูก็เปิดออก

        เงาร่างอันงดงามสายหนึ่งเดินออกมาโดยเอามือไขว้หลังไว้

        เวินชิงชิง

        คุณหนูตระกูลเวินผู้นี้ หลังจากผ่านไปครึ่งปีก็ดูจะเติบโตขึ้นมาไม่น้อย ขนาดกำลังเผชิญหน้ากับเหล่าทหารอันน่ากลัวเหล่านี้ เธอก็ยังมีรอยยิ้มประดับไว้อยู่บนใบหน้า ตรงไหล่ของเธอนั้นก็มีนกน้อยขนสีแดงที่มีขาข้างเดียวตัวหนึ่งยืนอยู่ซึ่งเป็นตัวตนที่ผู้คนต่างก็รู้สึกหวาดกลัวมันอยู่ไม่น้อย

        เหล่าทหารนับร้อยคนเมื่อเห็นเรือนร่างอันบอบบางของเวินชิงชิงแล้ว ก็นิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงกันต่อดี

        ส่วนเวินชิงชิงก็มองไปทางเหล่าทหารที่ดูดุร้ายพวกนี้ จากนั้นก็พูดออกมาพร้อมรอยยิ้มว่า

        “ผู้อาวุโสหลินของเราบอกว่า ประตูของคฤหาสน์เราบานนี้มีอายุมากกว่าร้อยปี ถ้าทำพังแล้วคงไม่คุ้มเท่าไหร่ เขารอพวกท่านอยู่ข้างในแล้ว ใครที่คิดจะจับตัวเขาก็เชิญเข้าไปหาได้เลย!”

        พูดจบ เรือนร่างสวยงามดุจบุบผาร่างนี้ก็หันกลับแล้วดีดตัวกลับเข้าไปด้านในทันที

        ก่อนที่เธอจะจากไป เจ้านกน้อยบนไหล่ของเธอยังเอี้ยวหัวกลับมาถลึงตาใส่พวกหวังหมิงชงทีหนึ่งพร้อมกับกล่าวว่า

        “พวกแกน่ะ ก่อนจะเข้ามาก็อย่าลืมล้างตัวให้สะอาดด้วยล่ะ!วันนี้ข้าท้องเสียนิดหน่อย ไม่อยากกินเนื้อมนุษย์สกปรกๆหรอกนะ…อุแหวะ อ้วกก!”

        ปากนั่นช่างโอหัง

        รอยยิ้มนั่นช่างดูสำส่อน!


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ราชันเทพอัคคี” : https://bit.ly/2EbnblS

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/562

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)