0 Views

         “ขอรับเสด็จพ่อ”

        องค์ชายสองหลินเวยเป็นคนแรกที่ตอบรับขึ้นมาก่อน “ลูกคิดว่าการที่หลินยี่และตระกูลเวินทำเรื่องโหดเหี้ยมแบบนั้นลงไป มันเป็นเรื่องที่ผิดมหันต์แน่นอนอยู่แล้ว แต่ลูกคิดว่าเราไม่ควรที่จะฟังความข้างเดียว ถึงท่านหวังจะเป็นขุนนางผู้ซื่อสัตย์และภักดีก็เถอะ แต่ลูกก็ยังคิดว่าควรตรวจสอบที่มาที่ไปของเรื่องราวครั้งนี้ให้ชัดเจนก่อนค่อยทำการตัดสินใจจะดีกว่า”

        พอหลินเวยกล่าวจบ ก็มีขุนนางชั้นผู้ใหญ่แถวหนึ่งออกมาพูดเสริมว่า “องค์ชายสองพูดถูกต้องแล้ว ข้าน้อยเห็นด้วย!”

        พอคำว่าเห็นด้วยจบลง หลินเฮ่ายวนก็หันไปมองทางองค์ชายเก้าหลินหยาง

        “หยางเอ๋อ เจ้าคิดเห็นอย่างไรบ้างรึ ?”

        จากนั้นทุกคนก็หันขวับมามองทางคนดังอย่างองค์ชายลำดับที่เก้าผู้นี้

        หลินหยางเริ่มจากการทำท่าเคารพก่อนหนึ่งครั้ง จากนั้นก็ตอบกลับด้วยท่าทางสุขุมใจเย็นว่า “ลูกคิดว่า พี่สองพูดถูกต้องแล้ว”

        หวังหมิงชงที่ยืนอยู่ข้างๆเมื่อได้ยินประโยคนี้เข้าก็อึ้งไปทันที

        ทำไมองค์ชายเก้าพูดแบบนั้นล่ะ ท่านไม่ได้อยู่ฝั่งเดียวกันกับข้าหรือ ?

        แต่หลินหยางยังพูดต่ออีกว่า “ถ้าเรายังไม่ได้ตรวจสอบที่มาที่ไปของเหตุการณ์นี้ทั้งหมดอย่างถี่ถ้วนก่อนล่ะก็ เรามิควรรีบด่วนตัดสินใจไปก่อน แต่ลูกมีข้อเสนอแนะนิดหน่อย”

        “หืม ?” หลินเฮ่ายวนขมวดคิ้วสงสัย “ลองพูดมาสิ”

        หลินหยางจึงกล่าวต่อว่า “เมื่อครู่นี้ลูกได้ยินท่านหวังพูดว่า หลินยี่ ผู้อาวุโสตระกูลเวินเมื่อวันก่อนได้ทำการฆ่าคนอย่างโหดเหี้ยมต่อหน้าประชาชนชาวเมืองอวิ๋นเฉิง อีกทั้งมันยังไม่รู้จักที่ต่ำที่สุดไปต่อสู้กับหัวหน้าซูหมิงชุน เพิกเฉยต่ออำนาจของราชวงศ์อีก ตรงจุดนี้แหละที่ลูกมีข้อเสนอแนะแบบเด็กๆอยากจะลองเสนอให้ฟัง”

        หลินหยางเริ่มด้วยการพูดตามน้ำอีกฝ่ายไปก่อน จากนั้นค่อยเสนอความคิดเห็นของตัวเองลงไป ทำให้ผู้คนที่ฟังอยู่รู้สึกคล้อยตามไปโดยไม่รู้ตัว รู้สึกว่าคำพูดขององค์ชายท่านนี้มีเหตุมีผลเป็นอย่างมาก

        จากนั้นหลินหยางก็เริ่มแสดงความคิดเห็นของตนออกมาดังนี้ “ลูกคิดว่า ยังไงเราก็ต้องสืบหาความจริงของเหตุการณ์ในงานเทศกาลขุมทรัพย์สมบัติวิญญาณออกมาให้ได้ แต่พฤติกรรมท้าทายอำนาจเชื้อพระวงศ์อย่างโจ่งแจ้งของหลินยี่และพวกตระกูลเวินแบบนั้นก็เป็นเรื่องที่ไม่สามารถให้อภัยได้เช่นกัน ดังนั้นลูกแนะนำว่าเราควรเชิญผู้อาวุโสหลินยี่และประมุขของตระกูลเวินมาที่กรมกิจการภายใน เพื่อให้ความร่วมมือในการสืบสวนกับท่านหวัง ถ้าหากเรื่องที่เกิดขึ้นมีเหตุผลอันสมควรประกอบ เราก็แค่ตักเตือนพวกเขาแล้วค่อยส่งพวกเขาสองคนกลับไปก็พอ แต่ถ้าตระกูลเวินมีเจตนาก่อความวุ่นวาย ฆ่าคนอย่างโหดเหี้ยมโดยไร้เหตุผลล่ะก็ เราค่อยตัดสินโทษขั้นเด็ดขาดกับทั้งสองคนตามกฎหมายของอาณาจักรเรา เพื่อไม่ให้ผู้อื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่าง!”

        “องค์ชายเก้าพูดถูกต้อง ข้าน้อยก็คิดอย่างนั้นเช่นกันขอรับ!”

        หวังหมิงชงที่อยู่ข้างๆรีบตอบรับขึ้นมาทันที คำพูดของหลินหยางนั้นไม่มีจุดไหนที่ดูน่าสงสัยเลยซักนิด แต่สำหรับหวังหมิงชงแล้ว ขอแค่สามารถพาเวินติ่งเทียนและหลินยี่มาได้ล่ะก็ เขามีเป็นพันหมื่นวิธีที่จะใช้ป้ายความผิดให้พวกมัน เพื่อทำให้ตระกูลของมันต้องล่มสลายหายไปจากเมืองนี้ ตลดกาล!!

        “ข้าน้อยเห็นด้วย อำนาจแห่งราชวงศ์ ห้ามผู้ใดฝ่าฝืนท้าทาย!”

        “ข้าน้อยเห็นด้วย เราควรรีบจับกุมหลินยี่และประมุขตระกูลเวินมาสอบสวนให้เร็วที่สุด!”

        “ข้าเห็นด้วย!”

        “ข้าเห็นด้วย!”

        พริบตานั้นเอง เหล่าขุนนางในท้องพระโรงจำนวนมากต่างก็พากันสนับสนุนความคิดเห็นของหลินหยางกัน ซึ่งดูแล้วน่าจะมีจำนวนมากกว่าคนที่สนับสนุนหลินเวยอยู่ไม่น้อย ทำให้สีหน้าขององค์ชายสองดูหม่นลงไปเล็กน้อย

        เมื่อหลินเฮ่ายวนเห็นท่าทีของคนส่วนใหญ่แล้ว ก็ผงกหัวด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “ได้ ถ้าอย่างนั้นก็ทำตามวิธีของขุนนางหวัง ไปพาตัวหลินยี่และเวินติ่งเทียนมาสอบสวนเดี๋ยวนี้!”

        “น้อมรับคำสั่งองค์จักรพรรดิ!!”

         เหล่าขุนนางทุกคนในท้องพระโรงรับคำสั่งของจักรพรรดิอย่างแข็งขัน พร้อมทำทุกอย่างเพื่อบรรลุภารกิจที่ได้รับมอบหมาย

        และในตอนนั้นเอง ก็ได้ยินเสียงของหลินเฮ่ายวนที่กำลังเอ่ยปากขอร้องต่อองค์จักรพรรดิดังขึ้นมาอีกครั้ง “กราบเรียนองค์จักรพรรดิ หลินยี่แห่งตระกูลเวินนั่น พลังรบร้ายกาจจนน่าใจหาย อีกทั้งมันยังมีสัตว์เลี้ยงวิเศษอันแข็งแกร่งตัวหนึ่งในครอบครองด้วย ข้าน้อยเกรงว่าหลินยี่นั่นมันจะขัดขืน ลำพังแค่หัวหน้าฝ่ายผู้ดูแลเพียงสองท่านคงไม่อาจสำเร็จภารกิจได้โดยง่าย เลยอยากจะ….”

        ที่หวังหมิงชงพูดมาเยอะขนาดนี้ ก็เพื่อที่จะขอยืมตัวคนๆหนึ่งจากหลินเฮ่ายวน

        “หืม ? เจ้าหลินยี่นั่นมันกล้าขัดขืนรึ ?”

        “องค์จักรพรรดิคงจะยังไม่ทราบ หลินยี่ผู้นี้มีลักษณะนิสัยโหดร้าย ป่าเถื่อน ในชีวิตของข้าน้อยไม่เคยเห็นผู้ใดโหดเหี้ยมเท่านี้มาก่อน”

        แววตาของหลินเฮ่าเทียนดูลึกล้ำ มีสติปัญญาที่สามารถมองทะลุทุกสิ่ง เขาเหมือนจะรู้จุดประสงค์ของหวังหมิงชงออกนานแล้ว จึงพยักหน้ากล่าวว่า

        “ได้ ส่งคำสั่งของข้าไป ให้หัวหน้าองค์รักษ์ ต้วนเทียนหยา(ตัดขอบฟ้า) ไปสนับสนุนหวังหมิงชง พาตัวเวินติ่งเทียนและหลินยี่มาสอบสวนให้ได้ หากมันบังอาจขัดขืน——จับตายทันที!!”

        “ขอบพระทัยในความกรุณาของท่าน!!”

        เกี่ยวกับหัวหน้าองค์รักษ์ของเชื้อพระวงศ์ทั้ง4แห่งอาณาจักรชูอวิ๋นนั้น มีคำอธิบายพวกเขาไว้ดังนี้

        หมัดดุจภูผา

        ทวนดุจมังกร

        หักดาบเป็นตาย

        วิญญาณตัดขอบฟ้า

        ทวนดุจมังกรหมายถึงผู้ใช้ทวนยาวดุจมังกรซูหมิงชุนนั่นเอง ส่วนหมัดดุจภูผาก็หมายถึงหัวหน้าองค์รักษ์ผู้มีฉายาว่า (หมัดเทพไร้พ่าย) เหวินไท่เป่ย และหักดาบเป็นตายนั้นหมายถึงผู้ที่มีฉายาว่า (ปรมาจารย์ดาบแห่งเมืองอวิ๋นเฉิง) เซี่ยชางไห่

        ส่วนคนสุดท้ายนั้น มักจะไม่ถูกคนส่วนใหญ่นับรวมกับอีกสามคนข้างบน สาเหตุเป็นเพราะว่า วิญญาณตัดขอบฟ้า ท่านนี้มีฝีมือแข็งแกร่งเกินกว่าอีกสามท่านมากเกินไป เป็นยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงที่แท้จริง

        ในวิถีแห่งวรยุทธนั้น ขอบเขตความสามารถระดับเซียนเทียนก็มีความแข็งแกร่งในระดับที่เหนือกว่ามนุษย์ธรรมดาทั่วไปแล้ว แต่ระดับอวิ้นหลิงนั้นเรียกได้ว่าเหนือกว่าเซียนเทียนขึ้นไปอีกหนึ่งขั้น

        ยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิง ภายในจุดชี่ไห่จะมีสิ่งที่เรียกว่าหลิงไทเกิดขึ้น ทำให้สามารถสัมผัสได้ถึงสายธารใหญ่แห่งพลังฟ้าดินได้ และสามารถนำพลังฟ้าดินออกมาใช้นอกร่างกายได้อย่างเต็มที่ สามารถระเบิดพลังอันน่ากลัวออกมาได้มากถึงหลักหมื่นชั่ง และถ้ามีเคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิสุดมหัศจรรย์มาใช้เสริมด้วยแล้วล่ะก็ พลังอำนาจของมันสามารถแหวกสมุทรทลายภูเขาได้เลย

        ถ้าเปรียบเทียบยอดฝีมือระดับเซียนเทียนเป็นดั่งเป้าหมายสูงสุดที่เหล่าคนธรรมดาทั่วไปใฝ่ฝันอยากจะไปถึงแล้ว อย่างนั้นระดับอวิ้นหลิงก็เป็นดั่งสิ่งเลื่อนลอยที่คนธรรมดาทั่วไปไม่อาจแม้แต่จะฝันถึงแล้ว

        ในอาณาจักรชูอวิ๋นแห่งนี้ มียอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงอยู่ทั้งหมดสามคนเท่านั้น แม่ทัพผู้พิทักษ์อาณาจักร ท่านหลี่จิ้ง ผู้ที่ถูกเรียกว่าเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งของอาณาจักรชูอวิ๋น เป็นผู้ที่คอยพิทักษ์อาณาเขตส่วนนอกของอาณาจักรกว่าหนึ่งล้านไร่ ส่วนต้วนเทียนหยานั้นเปรียบเสมือนคมดาบของเชื้อพระวงศ์ ตราบใดที่มีเขาอยู่ ก็จะไม่มีใครหน้าไหนกล้าต่อต้านอำนาจของราชสำนักแม้แต่คนเดียว

        ตอนนี้หลินเฮ่ายวนก็ได้ออกคำสั่งด้วยตัวเอง ให้ยอดฝีมือสุดแข็งแกร่งที่แอบซ่อนอยู่ในราชสำนักผู้นั้นออกโรงแล้ว นั่นหมายความว่าเขาเริ่มมีน้ำโหขึ้นมาจริงๆ และเขาจะแสดงให้ตระกูลเวินเห็นว่า ผลลัพธ์ของผู้ที่บังอาจมาท้าทายอำนาจของราชวงศ์นั้นจะต้องโดนอะไรบ้าง

        ตั้งแต่ที่ได้ยินว่าต้วนเทียนหยาจะเป็นลงมือเองนั้น เหล่าขุนนางทั้งท้องพระโรงก็สรุปกันทันทีว่า ไม่ว่าจะเป็นหลินยี่หรือเวินติ่งเทียนก็มไม่สามารถหนีพ้นจากการจับกุมของฝ่ายผู้ดูแลภายในไปได้อย่างแน่นอน!!

        …..

        ในขณะที่ภายในราชสำนักกำลังวุ่นวายครั้งใหญ่อยู่นั้น ณ คฤหาสน์เวินภายในเมืองอวิ๋นเฉิงนั้น ภายในกำแพงสีขาวสูงประมาณสามเมตรกว่าที่ล้อมรอบคฤหาสน์เอาไว้นั้น มีภาพที่คนทั่วไปคงยากที่จะจินตนการได้ถึงอยู่

        บนสนามประลองนั้น มีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่ตอนนี้กำลังยืนอึ้งอย่างตกใจจนกลายเป็นท่อนไม้ไปแล้ว

        คนกลุ่มนี้มีจำนวนประมาณยี่สิบคน ประกอบไปด้วยคุณชายสองแห่งตระกูลเวิน เวินเทา คุณหนูแห่งตระกูลเวิน เวินชิงชิง หัวหน้านักรบตระกูลเวิน เวินยู๋ไห่ และยอดฝีมือตระกูลเวินที่เวินติ่งเทียนเชื่อถือที่สุดอีกสิบเจ็ดคน

        เวินติ่งเทียน อาจารย์ยี่ทั้งสองคน และผู้อาวุโสทั้งสองคนกำลังยืนมองอยู่จากด้านข้างด้วยรอยยิ้ม ส่วนหลินหยางนั้นอยู่อยู่ตรงกลางของคนทั้งหมด

        ดวงตากลมโตสวยงามของเวินชิงชิงตอนนี้กำลังเบิกกว้างอยากกับลูกแมวเหมียวที่ได้เห็นของเล่นใหม่ มีแต่คำว่าไม่น่าเชื่อเขียนอยู่เต็มใบหน้าของเธอที่กำลังมองไปทางหลินหยาง

        หลินหยางตอนนี้กำลังอยู่ในชุดเกราะสีดำที่สวมทับไปทั่วทั้งร่างกาย ชุดเกราะชิ้นนี้ดูๆไปก็ไม่เห็นว่ามันจะมีอะไรพิเศษเลยซักนิด แต่มีอยู่ส่วนหนึ่งที่พวกเขารู้สึกสนใจเป็นพิเศษ——

        นั่นก็คือส่วนแขนของมัน เป็นถุงมือระดับอาวุธวิญญาณสุดแข็งแกร่งแบบเดียวกับที่หลินหยางใช้สังหารสี่ผู้คุมกฎ และใช้ปราบซูหมิงชุนลงได้ นอกจากนี้ยังมีเกราะส่วนทับทรวงที่มีพลังป้องกันสูงจนน่าตกใจนั่นอีก ทั้งสองอย่างนี้ล้วนเป็นแค่ส่วนนึงของชุดเกราะนี้เองเหรอ ? ?

        หรือจะบอกว่า หลินหยางก่อนหน้านี้ยังไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดของตัวเองเลย ที่เขาใช้ไปนั้นเป็นแค่สองส่วนของชุดเกราะนี้เท่านั้น แต่แค่นี้ก็ทำให้เขามีความสามารถเทียบเท่ากับยอดฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นท้ายได้แล้ว แล้วถ้าใส่ครบทั้งตัวล่ะ ?

        จะยังมีใครสู้กับเขาได้อีกเหรอ ?

        ลานประลองแห่งนี้ถูกเวินติ่งเทียนปิดล๊อคเอาไว้อย่างแน่นหนา มีเพียงแค่เหล่าคนยี่สิบกว่าคนที่อยู่ในลานประลองตอนนี้เท่านั้นถึงจะมีโอกาสได้เห็นชุดเกราะสีดำชุดนี้

        พอลองสังเกตดูดีๆแล้วก็จะเห็นว่า ถึงชุดเกราะชุดนี้จะมีสีดำทั้งหมด แต่ว่าส่วนต่างๆของชุดเกราะนั้นล้วนใช้วัตถุดิบที่แตกต่างกันเป็นส่วนใหญ่ วัตถุดิบที่ใช้สร้างส่วนของถุงมือคือ (ผลึกเพลิงทมิฬ) วัตถุดิบที่ใช้ทำส่วนชุดเกราะก็คือหินแร่ระดับสามที่มีความแข็งแกร่งสุดขีดอย่าง (หินบะซอลต์) วัตถุดิบทุกชิ้นล้วนผ่านการสกัดและทุบด้วยค้อนอย่างประณีตพร้อมกับถูกแกะสลักลวดลายอย่างสวยงามไว้แล้ว

        และสิ่งที่ทำให้เหล่านักการช่างในที่แห่งนี้รู้สึกเหลือเชื่อที่สุดก็คือ ทุกส่วนของชุดเกราะชุดนี้ล้วนมีผลึกวิญญาณต้นกำเนิดเป็นส่วนประกอบ นั่นก็หมายความว่าแต่ละส่วนของชุดเกราะนี้ล้วนเป็นยุทธภัณฑ์ระดับวิญญาณที่มี (คุณสมบัติวิญญาณ) เฉพาะของตัวเอง

        ยกตัวอย่างเช่นถุงมือของหลินหยางที่สามารถระเบิดพลังหมัดอันรุนแรงออกมาได้ในเสี้ยวพริบตา ส่วนทับทรวงก็สามารถสลายพลังโจมตีจำนวนหนึ่งของศัตรูทิ้งได้ทันที

        ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้หลินหยางสามารถเอาชนะซูหมิงชุนได้ ก็คืออาวุธวิญญาณทั้งสองชั้นนี้แหละ แต่สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าของผู้คนตอนนี้เป็นชุดเกราะครบทั้งชุด ซึ่งเป็นการรวมกันระหว่างอาวุธวิญญาณสิบกว่าชิ้นเข้าด้วยกัน

        เหล่าจอมยุทธของตระกูลเวินต่างก็ยืนตาค้างกันไปหมดแล้ว

        การต่อสู้ครั้งใหญ่เมื่อวานของหลินหยางนั้น เขายังมีไพ่ตายเก็บเอาไว้เยอะขนาดนี้ แถมยังเป็นไพ่ตายที่น่าสะพรึงกลัวขนาดนั้นอีก

        ด้านข้างนั้น

        เหล่าผู้สูงอายุของตระกูลเวินต่างก็ยิ้มออกมา ยี่ชังไห่นั้นก็พูดออกมาพร้อมกับรอยยิ้มเอ็นดูว่า “ดูสีหน้าของเด็กพวกนี้สิ สมกับเป็นวัยรุ่นจริงๆ!”

        “ฮ่าฮ่า ศิษย์พี่ ไม่รู้ว่าเมื่อคืนนี้ใครกันที่พอเห็น(ชุดเกราะวิญญาณ)นี้ครั้งแรก ก็รีบร้องให้ข้าไปช่วยหายาแก้โรคหัวใจให้กันนะ…”

        ยี่สิงอวิ๋นแฉออกมาแบบไม่เกรงใจ เหล่าผู้สูงอายุต่างก็ส่งเสียงหัวเราะฮ่าฮ่ากันอย่างมีความสุข

        ส่วนเวินชิงชิงตอนนี้หายอึ้ง ได้สติกลับมาแล้ว “เกราะวิญญาณ ? ชุดเกราะออกศึกนี่เรียกว่าเกราะวิญญาณเหรอ ?”

        “หึหึ ใช่แล้วล่ะ!!” หลินหยางที่อยู่ในชุดเกราะนี้ยังไม่ทันได้พูดอะไรออกไป หั่วเอ๋อบนไหล่ของมันก็ขยับปีกทำท่าผายมือออกเพื่อเตรียมจะพูดโม้เกี่ยวกับชุดเกราะชุดนี้

        “นี่คือยุทธภัณฑ์วิญญาณที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ข้าลงแรงลงใจนานกว่าครึ่งปีเพื่อที่จะคิดค้นมันขึ้นมา มันชื่อว่า ชื่อว่า….. เห้ย เจ้านี้มันเรียกว่าเกราะวิญญาณอะไรนะ….”

        หลินหยางหันไปเหลือกตาจ้องใส่เจ้าสัตว์เลี้ยงศักดิ์สิทธิที่คิดจะอวดฉลาดแต่ก็อวดไม่สำเร็จนี่ไปหนึ่งที จากนั้นก็หันไปทางพวกของเวินชิงชิงพร้อมกับแย้มยิ้มขึ้นแล้วกล่าวว่า

        “พวกเจ้าสามารถเรียกมันว่า (เกราะวิญญาณเหล็กทมิฬ)”

        ชุดเกราะวิญญาณเหล็กทมิฬ ชื่อที่ดูธรรมดามากๆชื่อหนึ่ง

        แต่ความจริงแล้ว ในความทรงจำของจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วนั้น เกราะวิญญาณเหล็กทมิฬถือเป็นอาวุธวิญญาณที่ธรรมดามากๆชิ้นหนึ่งจริงๆ

        แต่ถ้าในอาณาจักรชูอวิ๋นแล้วมันกลับไม่ใช่อย่างนั้น

        เมื่อวันก่อน ตอนที่หลินหยางเอาของชิ้นนี้ออกมาโชว์ครั้งแรก เหล่าผู้สูงวัยแห่งตระกูลเวินต่างก็ตื่นเต้นจนเกือบจะร้องไห้ไปแล้ว

        ในฐานะนักการช่างแล้ว เกิดมาชาติหนึ่งได้มีโอกาสเห็นการรวมตัวกันของอาวุธวิญญาณแบบนี้ นับว่าสามารถนอนายตาหลับได้แล้ว

        หลิหยางมองดูสีหน้าที่เต็มไปด้วยความอิจฉาของเหล่าชายหญิงพวกนี้แล้ว ก็สะโบกมือไปทีนึง จากนั้นแหวนพระสุเมรุในมือก็เปล่งแสงขึ้น พริบตานั้นเอง บนสนามประลองแห่งนี้ก็มีชุดเกราะแบบเดียวทุกประการอันใหม่เอี่ยมปรากฏขึ้นมาทั้งหมดยี่สิบห้าชุด

        พวกเวินชิงชิงอึ้งจนคิดอะไรแทบจะไม่ออกแล้ว

        ของที่ทรงพลังจนบ้าบอแบบนั้น ตกลงหลินหยางมันมีทั้งหมดกี่ชิ้นกันแน่เนี่ย ??

        เจ้าหนูนี่หายตัวไปครึ่งปี หรือว่ามันจะไปได้คัมภีร์ลับอะไรมาด้วย ไม่อย่างนั้นมันจะทำได้ขนาดนี้เลยเหรอ….

        หลินหยางพอจะเดาสีหน้าตกใจของเหล่าคนตรงหน้าได้อยู่ก่อนแล้ว

        เขาหันไปสบตากับเวินติ่งเทียน คืนก่อน เขาได้บอกแผนการที่เขาวางเอาไว้หลังจากนี้ให้เวินติ่งเทียนได้รับรู้แล้ว หลังจากเทศกาลขุมทรัพย์สมบัติวิญญาณไปแล้ว ความเชื่อมั่นที่มีต่อกันระหว่างหลินหยางกับเวินติ่งเทียนก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก

        นับจากวันนี้ไป เขาจะพาเวินติ่งเทียน จะพาตระกูลเวิน ก้าวเดินไปบนเส้นทางอันรุ่งโรจน์บนผืนทวีปชี่หวู่แห่งนี้


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ราชันเทพอัคคี” : https://bit.ly/2EbnblS

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/562

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)