0 Views

        หวังหมิงชงขมวดคิ้วจนเป็นปม

        ตั้งแต่ที่เขาเริ่มเข้าร่วมสังกัดกับองค์ชายเก้ามานั้น เขารู้สึกว่าองค์ชายท่านนี้ดูจะดูแลเอาใจใส่ตระกูลเฉิน และเฉินเย่เซิงมากเป็นพิเศษ

        พอเฉินเย่เซิงตายไป เขาก็ได้เห็นสีหน้าอันเกรี้ยวกราดของเจ้าชายผู้ที่ปกติมักจะทำหน้านิ่งสงบดูฉลาดล้ำลึกอยู่เสมอคนนั้น

        เขาไม่รู้หรอกว่าความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าชายกับเฉินเย่เซิงนั้นเกี่ยวข้องกันยังไง แต่เขากล้าฟันธงเลยว่า ทั้งองค์ชายเก้าและตัวเขาเองนั้น ไม่มีทางปล่อยตระกูลเวินไปง่ายๆแน่!

        และยิ่งไม่มีทางปล่อยให้ไอหลินยี่มีชีวิตรอดต่อไปเช่นกัน!!

        น้ำเสียงขององค์ชายเก้าเย็นชาดุจน้ำแข็ง “ท่านหวัง ไม่รู้ว่าชายหนุ่มที่ชื่อหลินยี่คนนั้น ฆ่าคนในที่สาธารณะแบบนี้ อีกทั้งยังทำร้ายหัวหน้าองค์รักษ์ของอาณาจักรเราจนบาดเจ็บสาหัสอีก มันสมควรโดนโทษอย่างไร ?”

         หวังหมิงชงเข้าใจความนัยของคำพูดประโยคนี้ จึงยิ้มอย่างชั่วร้ายออกมา “ท่านองค์ชาย ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ การฆ่าคนในที่สาธารณะนั้นล้วนต้องถูกโทษประหาร!ยิ่งไปกว่านั้นมันยังแสดงตัวเป็นศัตรูกับทหารของราชสำนักอย่างชัดเจน คิดแข็งข้อกับอาณาจักรชูอวิ๋นเรา มันต้องถูกโทษด้วยการกรีดแทงด้วยมีดพันเล่ม!!”

        “แล้วพวกตระกูลเวินล่ะ ?”

        “หึ!ไอเวินติ่งเทียนนั่น เห็นได้ชัดเลยว่ามันเป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลัง ถือว่ามีความผิดเช่นกัน!โปรดองค์ชายวางใจเถอะ วันพรุ่งนี้ข้าจะรายงานองค์จักรพรรดิ ให้ออกคำสั่งให้ทำลายตระกูลเวินในทีเดียวซะ สังหารพวกรดับหัวของตระกูลเวิน และเนรเทศคนที่เหลือของตระกูลมันออกไปให้หมด!!”

        หวังหมิงชงเชื่อมั่นในคำพูดของตัวเองมาก

        เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ ตระกูลเวินและหลินยี่ไม่มีทางแก้ตัวได้เด็ดขาด ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถหยุดไม่ให้เขาลงโทษไอพวกฆาตกรพวกนี้ไม่ได้!!

        “ดี!!”

        องค์ชายลำดับที่เก้าพลันพยักหน้าหงึกๆเห็นด้วยทันที เหมือนกับว่าไม่มีใจจะพูดอะไรมากไปกว่านี้อีกแล้ว

        “ถ้างั้นข้าขอฝากให้ท่านหวังจัดการเรื่องทั้งหมดด้วยแล้วกัน ข้าจะรอข่าวดีจากท่านนะ”

        “องค์ชายโปรดวางใจ ถ้างั้นข้าขอลาก่อน…”

        และในขณะที่หวังหมิงชงกำลังจะออกไปจากพระตำหนักนั่นเอง ภายในนั้นก็มีเสียงขององค์ชายเก้าดังขึ้นเหมือนกับว่ากำลังกัดฟันพูดอยู่

        “ท่านหวัง หลินยี่ผู้นั้น ต้องจับเป็นเท่านั้น โทษกรีดแทงพันครั้งนั่น หลินหยางจะเป็นคนลงมือเอง!”

        หวังหมิงชงอึ้งไปรู่หนึ่ง แล้วจึงพยักหน้ารับ

        “เข้าใจแล้วองค์ชาย ข้าขอตัว!”

        พอหวังหมิงชงเดินจากไปแล้ว ภายในพระตำหนักก็อุณหภูมิลดต่ำลงจนคล้ายกับห้องน้ำแข็ง จิตสังหารขององค์ชายเก้านั้นรุนแรงจนน่าตกใจ

        และในตอนนั้นเอง ก็มีเงาร่างสายหนึ่งเดินออกมาจากส่วนหลังของพระราชตำหนัก แล้วมายืนอยู่ตรงมุมมืด สายตาที่เฉี่ยวคมดุจพญานกอินทรีย์นั่นกำลังจ้องมองไปเฉินเฉาเกอเงียบๆ

        “เจ้าอารมณ์เสียรึ หลินหยาง ?”

        เฉินเฉาเกอสูดหายใจเข้าไปเฮือกใหญ่ ตอบกลับโดยไม่เปลี่ยนน้ำเสียงว่า

        “นิดหน่อยย่ะ เจ้าหวังหมิงชงนี่ทำให้ข้าผิดหวังเหลือเกิน …”

        คนในเงามืดนั่นก็กล่าวขึ้นมาด้วยรอยยิ้มเย็นเยือกว่า “แต่เดิมมันก็แค่หมาตัวหนึ่งอยู่แล้ว เจ้าจะไปคาดหวังกับมันทำไมล่ะ ?”

        “เป็นอย่างที่ท่านสอนจริงๆ”

        เฉินเฉาเกอปฏิบัติต่อชายผู้นี้ด้วยความเคารพนอบน้อมเป็นอย่างมาก

        จากนั้นก็ได้ยินเสียงนั่นดังขึ้นมาอีกว่า “ถ้าข้าเป็นเจ้า ข้าจะไม่ไปสนใจไอสวะไร้ค่าที่กลายเป็นศพไปแล้วอย่างเฉินเยเซิงอีก แต่เดิมเราแค่อยากจะใช้ความสามารถของตระกูลเฉินค่อยๆเข้าไปยึดตลาดงานช่างมาทั้งหมดซะ จากนั้นก็ควบคุมการผลิตอาวุธของฝ่ายทหาร แต่ดูเหมือนว่าแผนนี้ท่าจะล่มไปแล้วแน่นอน แถมไม่รู้จะรายงานทางราชอาณาจักรโล่ยื่อไปยังไงดีด้วย….”

        พอใจเย็นลงมาได้แล้ว ใบหน้าของเฉินเฉาเกอก็รอยยิ้มอันเย็นชาที่ชวนให้ใจเต้นแรงนั่นออกมาให้เห็นอีกครั้ง

        เขากล่าวว่า “แต่ข้ากลับไม่ได้คิดอย่างนั้นนะ ท่านอย่าลืมสิว่า คนที่ฆ่าซ่างกวันเฟยไปน่ะมันคือไอหลินยี่นั่น!”

        “เจ้าจะบอกว่า….”

        “ฮ่าฮ่า ใช่แล้ว” เฉินเฉาเกอมองไปที่ไกลด้วยสายตาอันโหดเหี้ยมอำมหิต ราวกับว่าเขามองเห็นภาพที่การฆ่าล้างครั้งใหญ่ได้เข้ามาถล่มในอาณาจักรชูอวิ๋นแห่งนี้แล้ว

        “การตายของซ่างงกวันเฟยจะเป็นข้ออ้างที่ดีที่สุดให้กับตระกูลซ่างกวัน อีกไม่นาน อาณาจักรชูอวิ๋นแห่งนี้… ก็จะตกเป็นของข้ากับท่านสองคนแล้ว ท่านอา!!”

        ………

        ในขณะเดียวกันนั้นเอง ภายในห้องลับห้องหนึ่งของตึกที่ตั้งอยู่ตรงมุมทิศตะวันออกเฉียงใต้ของกำแพงเมืองอวิ๋นเฉิงนี้ ตู้หมิงกำลังบ่นพึมพำอะไรซักอย่างออกมาไม่หยุด

        ตรงหน้าของตู้หมิง มีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังนั่งอยู่

        ชายผู้นี้มีโครงหน้าดุจหยก ใบหน้าดูสมมาตร เส้นผมสีดำสนิทที่มัดขึ้นสูง และมีผมทัดอยู่ข้างหูทั้งสองฝั่ง ช่างเป็นรูปโฉมที่งดงามดุจภาพวาดอะไรอย่างนี้

        ดูท่าทางชายผู้นี้จะมีอายุน้อยกว่าตู้หมิงอยู่บ้าง แต่ตู้หมิงคนนั้นกลับมีท่าทางเคารพยำเกรงมากเมื่ออยู่ต่อหน้าชายผู้นี้ ขนาดน้ำเสียงเวลาพูดยังต้องคุมเอาไว้ไม่ให้พูดดังเกินเลย

        มองหาทั่วทั้งอาณาจักรชูอวิ๋นแห่งนี้แล้ว คนที่สามารถทำให้ตู้หมิงมีท่าทียำเกรงได้ขนาดนี้ นอกจากท่านจักรพรรดิคนปัจจุบันแล้ว กึคงจะมีอีกแค่คนเดียวเท่านั้น——

        เทพสงครามที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัยแห่งอาณาจักรชูอวิ๋น แม่ทัพหลี่จิ้ง!!

        แม่ทัพหลี่จิ้งผู้นี้คือหนึ่งในสามยอดฝีมือระดับ(อวิ้นหลิง)ของอาณาจักรชูอวิ๋นแห่งนี้ และยังเปรียบเสมือนผู้พิทักษ์ของประชาชนอาณาจักรชูอวิ๋นอีกด้วย อาณาจักรชูอวิ๋นภายใต้การคุ้มครองของเขานั้น ไม่ได้เกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่มานานกว่าห้าสิบปีแล้ว

        “ท่านแม่ทัพหลี่ ท่านคงไม่รู้ว่าเจ้าหลินยี่นั่นมันแข็งแกร่งมากแค่ไหน ฝ่ามืออัคคีขนาดใหญ่นั่น ซัดใส่ซุหมิงชุนจนมันต้องยอมถอย หลังจากนั้นตอนมันฆ่าเฉินเย่เซิงนี่ ดูจะไม่สนใจไอโง่เง่าหวังหมิงชงนั่นเลยด้วย เสียดายที่ท่านไม่ได้เห็นท่าทางของหวังหมิงชง มันโมโหจนจมูกบี้ไปเลย ฮ่าฮ่าฮ่า!”

        ตู้หมิงยิ่งเล่ายิ่งตื่นเต้น แต่พอแววตาอันนิ่งเฉยของหลี่จิ้งพลันเปล่งประกายขึ้น ก็รู้ตัวทันทีว่าตัวเองเผลอใส่อารมณ์มากไป จึงรีบเก็บอาการ เปลี่ยนสีหน้ากลับมานิ่งสงบเหมือนเดิมอีกครั้ง

        หลี่จิ้งมองดูลูกน้องของตนที่มีนิสัยซื่อตรงแบบนี้แล้ว ก็ส่ายหน้ายิ้มเจื่อนๆออกมา จากนั้นก็ถามกลับไปว่า “หลังจบจากเรื่องนั้นแล้ว ตระกูลเวินได้เคลื่อนไหวอะไรอีกมั้ย ?”

        “ไม่เลย พวกนั้นกลับไปที่คฤหาสน์ทันที จากนั้นก็ปิดประตูแน่น ดูเหมือนจะไม่กลัวว่าหวังหมิงชงจะมาแก้แค้นเลย”

        “โอ๋ ? อย่างนี้ค่อยน่าสนใจหน่อย”

        หลี่จิ้งค่อยๆยิ้มตรงมุมปาก แววตาเขาส่องประกายอันล้ำลึกออกมา แต่ไม่รู้เลยว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่

        ทำให้ตู้หมิงที่อยู่ยตรงหน้าเขาอดทนต่อไปไม่ได้แล้วจึงกล่าออกไปว่า

        “ท่านแม่ทัพหลี่ แล้วฝ่ายทหารอย่างพวกเราจะทำยังไงกันดี ? ถ้าดูจากสถานการณ์ในวันนี้แล้ว เกรงว่าพรุ่งนี้ ไอพวกหวังหมิงชงมันจะต้องมาหาเรื่องตระกูลเวินตั้งเช้าแน่เลย เราควรไปช่วยพูดให้กับตระกูลเวินหน่อยมั้ย ยังไงพวกนั้นก็ช่วยพวกเราฝ่ายทหารมา….”

        “ไม่จำเป็น” หลี่จิ้งโบกมือปฏิเสธ ท่าทีอันเย็นชาแบบนี้ทำเอาตู้หมิงงุนงงไม่เข้าใจความคิดเขาเลยซักนิดเดียว

        หลี่จิ้งพูดต่อว่า “นี่เป็นเรื่องของฝ่ายผู้ดูแลภายใน ปล่อยให้พวกนั้นไปจัดการกันเอง กองกำลังพิทักษ์เมืองของเจ้าแค่คุ้มครองความปลอดภัยให้ชาวเมืองไปก็พอแล้ว”

        “แต่ว่าท่านแม่ทัพหลี่ หวังหมิงชงมัเสียท่าไปแล้วแบบนี้ ครั้งหน้ามันจะต้องใช้งานพวกระดับหัวหน้าคนอื่นๆอีกแน่ แล้วถ้าท่านผู้นั้นลงมือล่ะก็ ตระกูลเวินไม่มีทางต้านทานได้แน่!หรือว่าเราจะยืนมองตระกูลเวินล่มสลายไปทั้งๆแบบนี้เหรอ ?”

        “จำเอาไว้” หลี่จิ้งหมิงมองไปทางตู้หมิง จากนั้นก็พูดออกมาทีละคำอย่างชัดเจนว่า “คำสั่งของข้าคือ ดูแลปกป้องความปลอดภัยของชาวเมืองไปซะ ไม่ต้องไปยุ่งเรื่องของพวกตระกูลเวินด้วย!ต้องให้ข้าพูดซ้ำรอบที่สามมั้ย ?”

        ตู้หมิงถึงกับนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งหลังจากที่ได้สัมผัสถึงความเด็ดขาดในน้ำเสียงของเขา

        เขาไม่อาจทำความเข้าใจได้เลยว่า แม่ทัพหลี่ที่ปกติเป็นคนยุติธรรมมาโดยตลอดนั้น ตอนนี้เป็นอะไรไปแล้ว แต่ในเมื่อเป็นทหารแล้ว สิ่งเขาทำได้มีแค่การเชื่อฟังคำสั่งของเบื้องบนเท่านั้น

        “รับทราบ ข้าเข้าใจแล้ว ข้าขอลา”

        หลังจากแสดงความเคารพตามแบบทหารไปแล้ว ตู้หมิงก็เดินออกจากห้องทันที

        ส่วนหลี่จิ้งนั้นก็ค่อยๆปิดตาลงช้าๆ เอนกายพิงไปที่พนักพิงของเก้าอี้

        ในมือของเขามีแหวนวงหนึ่งที่มู้ว่าโผล่มาจากไหนอยู่ด้วย รูปร่างหน้าตาของมันดูยังไงก็เป็นแหวนที่เป็นยุทธภัณฑ์ระดับวิถีราชันย์ที่ตระกูลเวินมอบให้กรรมการในการแข่งขันของเทศกาลขุมทรัพย์สมบัติวิญญาณที่พึ่งล่มไป แหวนพระสุเมรุ

        นิ้วของหลี่จิ้งนั้นค่อยๆลูบไปที่บนตัวแหวนอย่างเบามือ ภายในหัวเหมือนจะเริ่มจิตนการถึงเรื่องราวที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตไปแล้ว จากนั้นก็พึมพำออกมาว่า

        “หลินยี่ ถ้าครั้งนี้ ท่านผู้นั้นที่อยู่นาชสำนักเป็นคนลงมือล่ะก็…. เจ้าจะนำเรื่องน่าตกใจอะไรมาให้พวกได้เห็นกันอีกนะ ? ”

        …….

        เมฆหมอกอันมืดคลึ้มเริ่มลอยเข้ามาแล้ว

        เช้าวันต่อมา หวังหมิงชงที่อยู่ในห้องโถงอันใหญ่โตที่ถูกประดับด้วยเครื่องตกแต่งจนมีสีทองอร่ามนั้น กำลังยืนตะเบ็งเสียงรายงานเรื่องของตระกูลเวินและหลินหยางอยู่ โดยบอกว่าพวกนั้นไม่เห็นกฎหมายอยู่ในสายตา เป็นพวกชั่วร้ายที่สามารถฆ่าคได้อย่างโหดเหี้ยมอำมหิต

        พวกมันไม่เพียงแต่ก่อความวุ่นวายครั้งใหญ่ในงานเทศกาลเท่านั้น แต่มันยังลงมือฆ่าคนต่อหน้าสาธารณชนไปถึงหกคน บาดเจ็บอีกจำนวนมาก หนึ่งในนั้นมีบุคคลผู้มีชื่อเสียงอย่างประมุขตระกูลเฉิน เฉินเย่เซิง และคุณชายจากราชอาณาจักรโล่ยื่อ ซ่างกวันเฟย ก็ถูกฆ่าตายด้วยฝีมือของพวกมัน

        ในขณะที่หวังหมิงชงกำลังตะเบ็งเสียงรายงานอยู่นั้น ทั่วทั้งบริเวณก็เงียบสงบลง พวกข้าราชการต่างก็กำลังฟังวีรกรรมอันโหดเหี้ยมของชายหนุ่มนามหลินยี่นี่อย่างตั้งใจ พอหวังหมิงชงเล่าจนจบหมดแล้ว จากนั้นก็ยกมือทำท่าคารวะให้กับองค์จักรพรรดิที่นั่งอยู่บนบัลลังค์ราชาพร้อมกับกล่าวว่า

        “องค์จักรพรรดิขอรับ จากที่ข้าน้อยเห็น เจ้าหลินยี่นั่นอายุยังน้อยๆ แต่กลับมีใจคอที่โหดเหี้ยมอำมหิตผิดมนุษย์ แถมมันยังทำอะไรไม่ให้เกียรติราชสำนักเลยซักนิด มันบังอาจกล้าลงมือฆ่าคนต่อหน้าเหล่าองค์รักษ์ของราชวงศ์แบบนั้น ไม่แน่ว่าอาจจะมีวันที่มันคิดแข็งข้อกับอาณาจักรชูอวิ๋นเราก็เป็นได้!ไอฆาตกรต่ำช้าเลวทรามแบบนี้ ถ้าปล่อยให้มันเติมโตขึนไปเรื่อยล่ะก็ มันจะกลายเป็นภัยคุกคามครั้งใหญ่ของอาณาจักรเราแน่ เพื่อไม่ให้มันกลายมาเป็นภัยพิบัติ!!โปรดองค์จักรพรรดิตรวจสอบอย่างละเอียดด้วย!!”

        พอกล่าวจบ บรรยากาศในท้องพระโรงก็หนักอึ้งขึ้นทัมานที เสียงกระซิบพูดคุยดังขึ้นไม่หยุด

        ซึ่งประโยคที่หวังหมิงชงพูดออกมานั้น หากเป็นคนนอกมาได้ยินเข้าล่ะก็จะต้องคิดว่าหลินยี่เป็นคนที่ทำเรื่อชั่วช้าได้โดยไม่กระพริบตาแน่ ซึ่งนั่นก็ตรงกับจุดประสงค์ของหวังหมิงชงพอดี

        มีเหล่าข้าราชการหลายคนที่ได้ยินมาว่าเมื่อวานเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น แก็ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเหตุการณ์นั่นเป็นยังไง แต่พอได้ยินหวังหมิงชงพูดแบบนี้เข้าไปแล้ว ก็พากันประหลาดใจว่าตระกูลเวินเมืองอวิ๋นเฉิงไปมีผู้อาวุโสวัยหนุ่มสุดแข็งแกร่งขนาดนี้มาเป็นพวกได้ยังไง ขนาดระดับหัวหน้าอย่างซูหมิงชุนยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหลินยี่เลย

        ในพริบนั้นพวกเขาต่างก็เกิดข้อถกเถียงขึ้นมากมาย น้ำเสียงต่างๆก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง

        “เอาล่ะ ข้าเข้าใจแล้ว”

        พอองค์จักรพรรดิหลินเฮ่ายวนเอ่ยปากพูด ทั่วทั้งท้องพระโรงก็พากันเงียบเสียงลงในทันที

        จากนั้นก็หันสายตาไปมองหาวัยรุ่นชายสองคนที่ยืนอยู่แถวหน้าสุดในท้องพระโรง เหล่าข้าราชการต่างก็รู้กันดีว่า นั่นก็คือองค์ชายที่มีสิทธิเข้ามาในท้องพระโรงเพื่อแสดงความคิดเห็นด้านการปกครอง ซึ่งมีแค่สองคนเท่านั้นจากทั้งหมด

        ฝั่งซ้ายคือชายหนุ่มที่รูปร่างสูงใหญ่บึกบึนดุจอาชาไนย แม้แต่เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ยังมิอาจบดบังความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อนั้นได้ พลังฟ้าดินอ่อนๆในร่างกายที่ถูกปล่อยออกมานั้นทำให้บรรยากาศถูกกดดันไปด้วย ชายผู้นี้คือโอรสลำดับที่สองของหลินเฮ่ายวน หลินเวย

        หลินเวยนั้นนอกจากจะมีฐานะเป็นเจ้าชายแล้ว เขายังเป็นหนึ่งในสี่มังกรน้อยคนที่แข็งแกร่งที่สุดอีกด้วย ซึ่งการที่มีบุตรชายเป็นยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาจอมยุทธอายุน้อยแบบนี้ นับเป็นเรื่องดีและเป็นหน้าเป็นตาสำหรับหลินเฮ่ายวนเป็นอย่างมาก ก่อนหน้านี้ผู้คนต่างก็คิดกันว่าตำแหน่งผู้สืบทอดของหลินเฮ่ายวนจะต้องตกเป็นของเจ้าชายลำดับที่สองคนนี้อย่างแน่นอน

        จนกระทั่งองค์ชายอีกคนทางด้านขวาปรากฏตัวขึ้น

        การกลับมาของหลินหยาง เจ้าชายลำดับที่เก้าที่เคยหายตัวไปก่อนหน้านี้ ทำให้ผู้คนได้รับรู้กันว่า บนโลกนี้มีอัจฉริยะผู้มากความสามารถอยู่จริงๆ

        เจ้าชายหลินหยางพึ่งกลับเข้ามาในราชสำนักได้แค่ครึ่งปีเศษเท่านั้น แต่กลับแสดงให้เห็นถึงความสามารถในด้านวรยุทธอันมหัศจรรย์จนน่าตกใจออกมา โดยเขาสามารถพัฒนาระดับฝีมือจากชุ่ยถี่ขั้นท้ายกลายไปเป็นยอดฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นกลางได้อย่างรวดเร็ว ความเร็วในการพัฒนาตัวเองระดับนี้ทำเอาองค์จักรพรรดิหลินเฮ่ายวนถึงกับเอ่ยปากชมไม่ขาดสาย

        และที่น่าชื่นชมยิ่งกว่าคือการที่องค์ชายหลินหยางผู้นี้ได้แสดงให้เห็นถึงสติปัญญาอันสูงส่งและทักษะด้านการปกครองอันยอดเยี่ยมเกินวัยของเขา

        ในช่วงเวลาครึ่งปีที่ผ่านมานี้ เขานอกจากจะฝึกฝนวรยุทธอย่างขยันขันแข็งแล้ว ในขณะเดียวกันก็ยังศึกษาเรียนรู้กับฝ่ายผู้ดูแลกิจการภายใน และฝ่ายการปกครอง ซึ่งก็ได้รับคำชมจากระดับหัวหน้าของทั้งสองฝ่ายด้วย พวกเขาต่างก็บอกว่าองค์ชายหลินหยางนั้นมีทั้งความทรหดอดทนและความขยันหมั่นเพียรเป็นอย่างมาก เป็นอัจฉริยะที่หาตัวจับได้ยากมากในรอบร้อยปี

        ในเวลาสั้นๆแค่ครึ่งปีก็สามารถครองใจของเหล่าผู้คนในราชสำนักได้เกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่หรือเหล่าข้าทาสบริวาณต่างก็หลงไหลชื่นชมในตัวของเขาเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะมีความสามารถที่ยอดเยี่ยมแล้ว ยังมีรูปร่างหน้าตาหล่อเหลาคมคายอย่างไร้ที่ติอีกด้วย

        จนในที่สุดเมื่อหนึ่งเดือนก่อน องค์ชายเก้าที่มีชื่อเสียงโด่งดังในราชสำนักจนถึงขีดสุดผู้นั้นก็สามารถเข้าไปอยู่ในท้องพระโรงได้อย่างเป็นทางการ สามารถช่วยออกความคิดเห็นด้านการบริหารบ้านเมืองไปพร้อมกับเหล่าขุนนางนับร้อยคนได้ และก็เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่าหลินเฮ่ายวนนั้นยกหลินหยางขึ้นมามีตำแหน่งเทียบเท่ากับกับหลินเหวยเพื่อแข่งขันกันอย่างเป็นทางการ

        และในตอนนี้ หลินเฮ่ายวนที่มองไปทางทั้งสองคนก็เอ่ยปากถามขึ้นมาอย่างช้าๆว่า

        “พวกเจ้า คิดเห็นอย่างไรบ้างกับเรื่องนี้ ?”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ราชันเทพอัคคี” : https://bit.ly/2EbnblS

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/562

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)