0 Views

        แววตาของหลินหยางเต็มเปี่ยมไปด้วยจิตสังหารอันมากล้น

        มือสังหารคนที่น่ากลัวที่สุดในกลุ่มสี่คนนั้น คือนักดาบที่เป็นคนลงมือสังหารโหดผู้อาวุโสหลิ่วชิงในวันนั้น

        ในการต่อสู้ระหว่างยอดฝีมือด้วยกันนั้น แพ้ชนะจะถูกตัดสินในชั่วพริบตา คมดาบของดาบอำมหิตนั้นจี้แทงเข้าใส่บริเวณหน้าอกของหลินหยางแบบสุดแรง แต่ก็ถูกทับทรวงของหลินหยางป้องกันไว้ได้อย่างง่ายดาย ส่วนหมัดเหล็กของหลินหยางข้างหนึ่งนั้น พุ่งผ่านคมดาบเข้าไปชกใส่ใบหน้าของดาบอำมหิตเข้าเต็มๆ

        ตูม!

        ราวกับลูกแตงโมที่ถูกบดขยี้จะแตกกระจายอยู่กลางเวที

        ดาบอำมหิต เป็นสุดยอดนัดดาบขั้นสูง ณ ดินแดนบ้านเกิดของตัวเอง แต่ใครจะคิดล่ะว่าคนที่มีชื่อเสียงสุดอำมหิตอย่างมัน จะมาสิ้นท่าให้กับหลินหยางจนกลายเป็นเพียงศพไร้เศียรในหมัดเดียว

        หยาดเลือดสาดกระจายไปทั่วผืนฟ้า เศษสมองเหลกแหลวที่ปนอยู่กับเศษกะโหลกกระจัดกระจายอยู่เต็มพื้น

        หมัดข้างขวาของหลินหยาง ได้กลายเป็นหนึ่งในอาวุธที่น่าเกรงขามที่สุดในโลกไปแล้ว

        ตึงง

        ซากศพไร้หัวของดาบอำมหิตล้มลงไปนอนอยู่บนพื้นตามแรงโน้มถ่วง ทุกคนต่างก็ตกใจจนไม่มีคนกล้าหายใจเสียงดังเลยแม้แต่คนเดียว

        “ตัวที่สอง….”

        หลินหยางก้มลงเก็บดาบอิงเสวี่ยที่จมอยู่ในกองเลือด สะบัดมือทีนึง ก็โยนดาบไปตกอยู่หน้าชั้นวางป้ายชื่อศพขนาดใหญ่

        ขอสวดส่งบูชาเหล่าวิญญาณของมิตรสหายด้วยดาบของอริศัตรู

        ยังเหลืออีกสองตัว

        ทลายภูผาและมารราคะจ้องมาที่หลินหยางด้วยแววตาที่แตกต่างกัน คนหนึ่งโมโห อีกคนขลาดกลัว พวกเขาเริ่มขยับตัวพร้อมกันอีกครั้ง

        “แกบังอาจฆ่าพี่ใหญ่ อย่าอยู่เลย ตาย!”

        ทลายภูผาเร่งพลังไปที่กำมือขนาดมหึมาของมันพร้อมกับพุ่งเข้าใส่หลินหยาง

        “ชิบหาย ทำไมไอเด็กนี่มันถึงโรคจิตขนาดนี้เนี่ย”

        ส่วนมารราคะที่เริ่มขยับตัวแล้วนั้น กลับดีดตัวขึ้นฟ้าเพื่อหนีไปยังทิศทางตรงข้ามของหลินหยาง เธอไม่อยากจะต่อกรกลับมัจจุราชอันน่าสยดสยองอย่างหลินหยางอีกแล้ว

        ถึงแม้ทั้งสองจะขยับตัวไม่เหมือนกัน แต่ยมทูตแห่งความตายนั้นยุติธรรมกับทุกคนเสมอ

        มือขวาของหลินหยางนั้นต่อยสวนเข้าใส่หมัดของทลายภูผาตรงๆ

        ถุงมือสีดำคู่นั้นทรงพลังมากสุดแสน พอหมัดของทั้งสองเข้าปะทะกัน หมัดของทลายภูผาก็ค่อยๆแหลกเละจนลามไปถึงท่อนแขน จากนั้นก็ไหล่ จนสุดท้าย ร่างกายเกือบครึ่งก็แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียวของหลินหยาง

        หลังจากที่คลื่นอัดกระแทกที่เกิดจากพลังหมัดของหลินหยางสงบลง ซากศพของทลายภูผาที่บัดนี้เหลือเพียงครึ่งร่างก็ล้มตึง

        หมัดซ้ายของหลินหยางกำลังเล็งจ่อไปทางมารราคะที่กำลังหนีไป

        ส่วนบนของถุงมือพลันมีลูกดอกสี่แฉกสีดำพุ่งออกมาจากนั้นก็หมุนควงสว่างพุ่งตามมารราคะไป

        มารราคะผู้มีเรือนร่างอันยั่วยวนพึ่งกระโดดหนีไปได้เพียงสิบกว่าเมตรเท่านั้น อยู่ๆตรงกลางอกของเธอก็ถูกประกายแสงสีดำทมิฬพุ่งผ่านจนทะลุเป็นรูโบ๋อยู่กลางอากาศ

        อั๊ก!!

        เธอส่งเสียงกรีดร้องที่โหยหวญที่สุดในชีวิตออกมาดังลั่น จากนั้น ก็ล่วงลงมานอนตายอยู่บนเวทีโดยที่หัวกระแทกกระแทกพื้นจนมีสภาพอเนจอนาถ

        มารราคะในชุดแดง ยั่วยวนสุดแสนทรงสเน่ห์ แต่กลับไม่สามารถล่อลวงหลินหยางได้เลยแม้แต่นิดเดียว

        ตั้งแต่ตอนนที่หลินหยางเริ่มลงมือจนกระทั้งสี่มือสังหารถูกฆ่าตายจนหมดนั้น เวลาพึ่งผ่านไปสั้นๆไม่ถึงห้านาทีเท่านั้น

        เหล่าผู้ชมทั่วทั้งสนามต่างก็รู้สึกราวกับว่าทุกส่วนในร่างกายถูกจิตสังหารอันน่าสะพรึงชำระล้างจนหมดสิ้น คนที่ใจแข็งหน่อยก็ยืนตาค้างพร้อมกับตัวสั่นอย่างหวาดผวา ส่วนพวกที่ขวัญอ่อนนั้นต่างก็กำลังอ้วกแตกก็พัลวัน หรือบางคนถึงขั้นสลบไปเลยก็มี

        การฆ่าล้างของหลินหยางนั้นโหดเหี้ยมอำมหิตราวกับเทพอสูรกำลังล้างโลก ป่าเถื่อนจนผู้คนรู้สึกสั่นกลัวไปถึงดวงวิญญาณ

        “ตัวที่สาม ตัวที่สี่”

        หลินหยางเดินผ่านศพทั้งสองไปพร้อมกับนำเอาดาบยักษ์และกงจักรสลายวิญญาณเหล่านั้นไปวางกองไว้ด้านหน้าชั้นวางป้ายชื่ออีกครั้ง

        ตอนนี้ สี่ผู้คุมกฎสุดเข็งแกร่งที่เป็นสมุนของซ่างกวันเฟยนั้นล้วนถูกฆ่าตายอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบด้วยน้ำมือของหลินหยางจนหมดสิ้น เหล่าอาวุธที่พวกมันเคยใช้สังหารผู้บริสุทธินั้นได้กลายมาเป็นเครื่องเซ่นไหว้ที่ดีที่สุดให้กับเหล่าดวงวิญญาณที่ล่วงลับไปแล้ว

        แต่เรื่อองมันยังไม่จบแค่นี้

        หลินหยางพลันเอ่ยขึ้นมาว่า “ยังเหลืออีกสองตัวก็ครบแล้ว”

        ยังมีอีกสองเหรอ ?

        เหล่าผู้คนที่กำลังยืนดูอยู่นั้นหันเหสายตาไปมองเฉินเย่เซิงและซ่างกวันเฟยที่ยืนอยู่บนเวที

        ผู้อาวุโสหลินท่านนี้ฆ่าไม่เลี้ยงแน่!

        คนร้ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุการณ์ในเทือกเขาเมฆมรกตเมื่อวันนั้น พวกมันทุกคนต้องตายทั้งหมดในวันนี้

        หลินหยางเริ่มเดินไปทางกลุ่มคนของตระกูลเฉิน

        “ซวยแล้ว….หลินยี่……”

        เฉินเย่เซิงยืนอยู่หน้าเก้าอี้ตัวเอง ถึงแม้ว่าสีหน้าของเขาจะยังคงนิ่งสงบอยู่ แต่ตอนนี้เขากำลังยืนตัวสั่นพลางกุมมือตัวเองเอาไว้อย่างเคร่งเครียด

        และที่น่าสมเพชก็คือ ศัตรูร้ายกาจยืนอยู่ตรงหน้าแล้ว แต่คนของตระกูลเฉินทั้งหมดในตอนนี้กลับกำลังยืนหน้าซีดแอบอยู่ด้านหลังของเขา ในเวลาวิกฤตแบบนี้ ไม่มีใครยอมออกมารับหน้าแทนประมูลตระกูลของตนเองเลยซักคนเดียว

        ส่วนซ่างกวันเฟยกำลังตื่นตระหนกถึงขีดสุด

        เข้าเริ่มถอยกลับไปเร่อยๆ จนถอยลงมาอยู่ภายใต้การคุ้มกันของเหล่าองค์รักษ์ที่เหลืออยู่ เหล่าองค์รักษ์เลยจำต้องฝืนออกไปคุ้มกันตัวเขาเอาไว้ทันที เหมือนกับว่าเขากำลังหาที่พึ่งพิงสุดท้ายอยู่

        แต่ตอนนี้มีคนออกมาห้ามไม่ให้หลินหยางได้ฆ่าคนอีกต่อไป

        “ทหาร มาจับไอฆาตกรชั่วนี่ไปซะ”

        หวิงหมิงชงอดทนไม่ไหวแล้ว

        หัวหน้าองค์รักษ์ของเชื้อพระวงศ์ ซูหมิงชุนที่อยู่ข้างเขาเองก็ทนไม่ไหวแล้ว

        มันลงมือฆ่าคนอย่างอำมหิตต่อหน้าประชาชนนับแสน แถมยังลงมืต่อหน้าฝ่ายผู้ดูแลภายใน และเหล่าองค์รักษ์ของเชื้อพระวงศ์โดยไม่เกรงกลัว แถมยังลงมือฆ่าคนไปถึงสี่คนด้วยตัวคนเดียว

        มารดามันเถอะ หมอนี่ไม่เห็นหัวเราเลยซักนิดเดียว

        ถึงแม้ว่าการต่อสู้กันเมื่อซักครู่นั้น เป็นพวกดาบอำมหิตทั้งสี่คนเข้าไปหาที่ตายกันเอง แต่ตอนนี้จะยอมให้หลินหยางเป็นฝ่ายเปิดฉากลงมือฆ่าเฉินเซ่เซิงและซ่างกวันเฟยไม่ได้เด็ดขาด

        เฮเฮ

        ทหารในชุดเกราะสีทองหลายสิบคนเข้ามายืนขวางหน้าหลินหยางไว้ราวกับเป็นกำแพงที่ตั้งขึ้นเพื่อตัดขาดตระกูลเฉินและหลินหยางออกจากกัน

        ซูหมิงชุนนั้นดูราวกับเทพเจ้าองค์หนึ่ง ทื่ยืนอยู่หน้าหน้ากลุ่มคนของตนอย่างองอาจและสง่งงาม พอเขายื่นมือออก ก็พลันมีทวนสีเงินสว่างปรากฎขึ้น ทวนสุดทรงพลังเล่มนี้ชี้จ่อไปทางหลินหยางอย่างดุร้ายราวกับอสรพิษที่กำลังแลบลิ้นข่มขูศัตรู

        “หลินยี่ จำรีบยอมแพ้ในตอนที่ยังมีโอกาสเถอะ ไม่อย่างนั้นจะถือว่าเจ้าเป็นศัตรูกับราชสำนักแห่งอาณาจักรชูอวิ๋นเรา โทษ ตาย!”

        ซูหมิงชุนนั้นเป็นหนึ่งในสี่หัวหน้าองค์รักษ์ของเชื้อพระวงศ์ มีความสามารถระดับเซียนเทียนขั้นสูง ความแข็งแกร่งของเขานั้นมากกว่าคนเมื่อครู่ทุกคน

        (เกราะโซ่คว้าเมฆทองถัก) ที่เขาสวมใส่อยู่บนตัวนั้นก็เป็นยุทธภัณฑ์ระดับวิญญาณขั้นกลาง ส่วนทวนที่เปล่งประกายสีเงินนั่นมีนามว่า

        (ทวนดุจมังกร) ที่เปล่งประกายสีเงินออกมาเล่มนี้คือรางวัลได้รับพระราชทานมาจากจักรพรรดิหลังจากที่สามารถสร้างผลงานให้บ้านเมืองได้ โดยเป็นอาวุธวิญญาณขั้นสูงที่จักรพรรดิหลินเฮ่ายวนเป็นผู้มอบให้ด้วยตัวเอง ความสามารถในการต่อสู้ของเขานั้นนับได้ว่าเป็นหนึ่งในสิบยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดของอาณาจักรชูอวิ๋นเลยก็ว่าได้

        ถ้าเขาจะขวางใครล่ะก็ อีกฝ่ายก็ยากที่จะบุกฝ่าไปได้

        ถ้าเขาจะจับใครล่ะก็ ต่อให้อีกฝ่ายจะบินได้ก็ยากที่จะรอดพ้นเงื้อมมือของเขา

        ซึ่งยอดฝีมือที่แข็งแกร่งดุจเทพสงครามคนนั้นได้มาหยุดยืนอยู่ข้างหน้าหลินหยางแล้ว

        หลินหยางมองดูค่ายกลที่ตั้งอยู่หน้าเขา มองดูใบหน้าอันน่าเกรงขามของซูหมิงชุนและใบหน้าเคร่งเครียดของหวังหมิงชงแล้ว ก็ยิ้มอย่างเย็นชา

        “เรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว แกยังจะช่วยพวกมันอยู่อีกเหรอ ?”

        หวังหมิงชงตอบกลับด้วยท่าทางเหมือนตัวเองเป็นฝ่ายถูกต้องว่า

        “บ้านเมืองมีขื่อมีแป ต่อให้เฉินเย่เซิงจะเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการสังหารหมู่นั่นก็เถอะ แต่แกก็ไม่มีสิทธิมาเปิดฉากสังหารโหดในที่แห่งนี้!”

        เฉินเย่เซิงพอเห็นสถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไปอีกครั้ง ก็รีบเข้าไปใส่ไฟกับหวังหมิงชงทันที

        “ท่านหวัง ท่านดูเจ้าหลินยี่สิ มันต่างหากที่เป็นฆาตกรกระหายเลือด ดูมันไล่ฆ่าคนอย่างบ้าคลั่งขนาดนั้น คนอย่างมันไม่มีความเป็ฯมนุษย์เหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว จะปล่อยให้มันมีชีวิตรอดต่อไปไม่ได้เด็ดขาดเลยนะ!”

        หวังหมิงชงพยักหน้าเห็นด้วย “ท่านแม่ทัพซู เจ้าคนโฉดผู้นี้กล่าววาจาไร้สาระ ท่านจงไปจับมันมาซะ ถ้ามันขัดขืน ฆ่าได้ทันที!”

        ฆ่าได้ทันที!!

        หลินหยางระเบิดเสียงหัวเราะตอบรับทันที “ฮ่าฮ่าฮ่า ฆ่าได้ทันทีงั้นรึ!หกสิบแปดชีวิตของตระกูลเวินเราถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยม แกบอกว่าไม่มีหลักฐานเอาผิด!เฉินเย่เซิงใช้วิธีสกปรกเล่นไม่ซื่อแบบนั้น แกบอกว่าแข่งขันอย่างเป็นธรรม!แต่วันนี้ข้าแค่ฆ่าหมาไปสี่ตัวเพื่อล้างแค้นให้ตระกูลเวินของเรา แกกลับจะฆ่าทิ้งทันเลยงั้นรึ ?”

        เขามองไปทางหวังหมิงชงด้วยแววตาเหยียดหยามที่สามารถมองทะลุไปถึงจิตใจอันชั่วช้าโสมมของมัน

        “ข้าราชการเบาปัญญาที่ไม่แบ่งแยกถูกผิดอย่างแก ไม่เหมาะกับตำแหน่งที่แกนั่งอยู่ซักนิด วันนี้ข้าบอกไว้เลยว่าเฉินเย่เซิงกับซ่างกวันเฟยไม่ทางรอดชีวิตไปได้แน่ ถ้าแกยังพูดมากอยู่อีกล่ะก็ ข้าจะขยี้แกไปด้วยซะเลย!”

        ไอ้หยา!!

        ผู้คนตกตะลึงกันทั้งสนาม

        ส่วนหวังหมิงชงนั้นโมโหจนจมูกเบี้ยวแล้ว

        เขาตบโต๊ะด้านไปทีนึงจนแตกหัก ใบหน้าอันเกรี้ยวกราดนั่นไม่เหลือเค้าของความใจเย็นก่อนหน้าเหลืออยู่เลย

        “เจ้ายังจะรออะไรอยู่อีก ซูหมิงชุน!ไปจับหลินหยางมาให้ข้าซะ ข้าจะตัดลิ้นของมัน!”

        ขอรับ!!

        ซูหมิงชุนคำรามอย่างเกรี้ยวกราดว่า

        “หัดเจียมตัวซะบ้าง หลินยี่!ข้าให้โอกาสแกครั้งสุดท้าย ยอมแพ้แต่โดยดีซะ ไม่อย่างนั้นวันนี้จะเป็นวันตายของแก!”

        หลินหยางที่เผชิญหน้ากับพลังอันมหาศาลของซูหมิงชุนอยู่นั้น กลับยังยืนให้ลมพัดเส้นผมยาวของเขาให้ปลิวสไวโดยไม่มีท่าทีหวาดกลัวเลยแม้แต่เสี้ยวเดียว

        “ทำร้ายคนโดยแบ่งผิดชอบชั่วดี พวกแกก็ไม่ต่างอะไรกับหมาข้างถนนหรอก!ถ้าแกคิดจะเป็นหมารับใช้ให้ไอหวังหมิงชงนั่นจริงๆล่ะก็ งั้นก็เข้ามาได้เลย!”

        หนอยแน่แก!!

        ซูหมิงชุนผู้ยิ่งใหญ่คับฟ้า ไหนเลยจะเคยถูกคนด่าขนาดนี้มาก่อน เขาจึงเริ่มออกท่าทันที

        ทวนแทงออกดุจมังกร อานุภาพยากต่อกร

        ซูหมิงชุนที่เป็นยอดฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นสูงนั้น พลังฟ้าดินของเขามีปริมาณมหาศาลดุจน้ำในทะเล ทวนดุจมังกรที่ความยาวขนาดสองฟุตนั่น พอถูกกระตุ้นด้วยพลังฟ้าดินแล้ว บริเวณด้ามจับที่มีเกล็ดมังกรประดับเอาไว้ก็พลันเกิดการเคลื่อนไหวราวกับมีชีวิต ราวกับมีภาพลวงตาของมังกรตัวยาวโผล่ออกมา เขี้ยวเล็บของมันตวัดฟันไปทั่ว พุ่งเข้าใส่หลินหยางตรงๆ

        มาได้จังหวะพอดี!

        การต่อสู้ในวันนี้เปรียบเสมือนบททดสอบหลังการฝึกฝนอย่างหนักหนาสาหัสมานานนับครึ่งปี

        เริ่มจากโอวหยางเฟิง ตามด้วยกลุ่มมือสังหารสี่คมของดาบอำมหิตนั้น ทำให้เลือดลมในกายเขากำลังร้อนระอุ พลุ่งพล่านอย่างบ้าคลั่ง และตอนนี้ หนึ่งในยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดของอาณาจักรชูอวิ๋นอย่างชูหมิงชุนผู้นี้ จะเป็นศัตรูคนสุดท้ายที่แข็งแกร่งที่สุดที่เขาต้องปะทะในวันนี้แล้ว

        จะไม่มีใครหน้าไหนสามารถหยุดการล้างแค้นของเขาได้เด็ดขาด

        ไม่ว่าจะหัวหน้าผู้ดูแลภายใน หรือหัวหน้าองค์รักษ์ หรือแม้แต่ยอดฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นสูงก็ตาม….

        ใครหน้าไหนที่คิดจะขัดขวางเขาล่ะก็ เตรียมโดนอัดปลิวได้เลย!

        สองมือของหลินหยางที่สวมถุงมือสีดำเอาไว้นั้น ถูกพลังฟ้าดินธาตุไฟในตัวเขากระตุ้นจนเกิดเป็นเปลวไฟสีแดงลุกโชนขึ้น จนเห็นหลินหยางในตอนนี้ดูคล้ายกับเทพอัคคีที่จุติลงมาสู่ภพมนุษย์อีกครั้ง ดูองอาจและน่าเกรงขามเหลือคณา

        “เข้ามา!”

        หลินหยางตะโกนท้าทายอย่างเกรี้ยวกราด เปลวเพลิงบนหมัดทั้งสองข้างพลันลุกโชนขึ้นกว่าสองเมตรคล้ายกับพยัคฆ์แสนดุร้ายสองตนกำลังคำรามอย่างกราดเกรี้ยว มันอ้าปากกว้างพลันกัดเข้าใส่ทวนยาวดุจมังกรของซูหมิงชุน

        ตูมม!

        รังสีฆ่าฟันอันเข้มข้นจนแปรเปลี่ยนไปเป็นมังกร เปลวเพลิงอันร้อนแรงที่ดูคล้ายคลึงกับพยัคฆ์ พุ่งเข้าไปปะทะกันบนเวทีอย่างดุเดือด จนระเบิดเป็นพลังอันมหาศาลออกมาอย่างน่าเกรงขาม

        วินาทีที่ทวนกับหมดพุ่งเข้าไปปะทะกัน หัวมังกรปะทะกับเขี้ยวพยัคฆ์ ก็เกิดระเบิดขึ้นจนเกิดเป็นคลื่นอัดอากาศขนาดใหญ่ ยกพื้นที่ทำจากศิลาถึงกับทนรับพลังทำลายล้างนั้นไม่ไหวจนพังพินาศลงมาทั้งแถบ เกิดควันฟุ้งขึ้นเต็มฟ้าราวกับดอกเห็ดแพร่กระจายไปทั่วทุกทิศ

        “แย่แล้ว!”

        ตู้หมิงที่ยืนมองเหตูการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วอยู่นั้นพลันดีดตัวลุกขึ้นยืน

        เขารีบพุ่งขึ้นมายืนอยู่หน้าหวังหมิงชง จากนั้นก็เร่งพลังฟ้าดินอันน่าเกรงขามออกมาจนกลายเป็นดั่งกำแพงสายหนึ่งเพื่อป้องกันคลื่นทำลายล้างที่เกิดจากการปะทะกันระหว่างหลินหยางและซูหมิงชุน พร้อมกับตะโกนเสียงดังออกมาว่า “เหล่าทหารพิทักษ์เมือง!รีบพาผู้คนแยกย้ายออกไป!!”

        รับทราบ!!

        เหล่าทหารแห่งกองกำลังพิทักษ์เมืองใช้ร่างกายของตัวเองเข้าไปบดบังคลื่นกระแทกที่สาดซัดเข้ามาเพื่อไม่ให้มันไปทำร้ายประชาชนที่ยืนอยู่รอบๆ ส่วนยอดฝีมือของตระกูลเวินและตระกูลเฉินเองต่างก็คอยคุ้มกันให้เหล่าคนของตัวเองถอยออกมา

        หลังจากที่ฝุ่นควันค่อยๆสลายหายไปแล้ว ผู้คนถึงได้รับรู้กันว่า การปะทะกันเพียงหนึ่งครั้งระหว่างยอดฝีมือระดับเซียนเทียนนั้นจะน่าหวาดหวั่นได้มากถึงเพียงนี้

        บนเวทีสูงอันกว้างใหญ่นี้ ถึงกับเกิดเป็นหลุมลึกที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางยาวถึงห้าสิบเมตร ยกพื้นศิลาที่มีขนาดใหญ่นั่นได้แตกสลายกลายเป็นเพียงเศษหินกระจายอยู่บนพื้น เหล่าทหารแห่งกองกำลังพิทักษ์เมืองที่สวมเกราะครบทั้งตัวนั้น กว่าครึ่งถึงกับทรุดลงบนพื้นพร้อมกับกระอักเลือดออกมาเต็มปาก

        ซึ่งผลทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้น เกิดจากการปะทะกันเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น!

        เหล่าประชาชนตอนนี้เริ่มสลายตัวออกจากสถานที่แห่งนี้กันแล้ว

        อยากดูน่ะมันก็อยากดูอยู่หรอก แต่ชีวิตตัวเองมันสำคัญกว่ากันเยอะ คนที่จะดูการต่อสู้อันเหนือมนุษย์แบบนี้ต่อได้คงต้องเป็นคนที่ใจกล้าและพร้อมจะเสี่ยงชีวิตอยู่แล้วเท่านั้น

         ตอนนี้ทั่วทั้งสนามกำลังตกอยู่ในความสับสนอลหม่านจนไม่สามารถควบคุมได้อีกแล้ว แต่ยังดีที่มีเหล่าทหารพิทักษ์เมืองกว่าพันคนคอยปกป้องและช่วยกันอพยพคนออกจากพื้นที่แห่งนี้ แต่ความวุ่นวายต่างๆที่เกิดขึ้นโดยรอบนั้น ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับทั้งสองคนที่ตอนนี้รังสีฆ่าฟันกำลังพรุ่งพล่านถึงขีดสุด


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ราชันเทพอัคคี” : https://bit.ly/2EbnblS

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/562

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)