0 Views

        พริบตานั้นเอง ก็ราวกับว่าบนเวทีมีจิตสังหารอันเข้มข้นจนสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่ากระจายไปทั่ว เงาร่างสีดำทมิฬทั้งสี่สายตอนนี้ได้ตั้งค่ายกลสังหารล้อมกรอบหลินหยางเอาไว้แล้ว

        “ระวังด้วยนะ !หลินยี่ !!”

        เวินชิงชิงตะโกนเตือนจากในกลุ่มพวกของตน

        เธอเดาออกแล้วว่าไอสี่คนนั้นคือใคร

        พวกมันคือยมทูตอันน่าหวาดกลัวทั้ง4คนที่เป็นคนลงมือสังหารเหล่านักรบของตระกูลเวินในเทือกเขาเมฆมรกตทั้งหกสิบกว่าชีวิตและผู้อาวุโสระดับเซียนเทียนอีกสองท่านจนดับสิ้นในชั่วพริบตา

        ทั้งสี่คนนี้มีระดับพลังอย่างต่ำที่สุดก็อยู่ที่ระดับเซียนเทียนขั้นกลางแล้ว ถึงแม้ว่าหลินหยางจะแข็งแกร่งขึ้นแล้วก็เถอะ แต่พอเงาร่างทั้งสี่สายนี้ปรากฏตัวออกมาแล้ว เธอก็ยังอดที่จะเป็นห่วงหลินหยางจนเหงื่อออกไม่ได้

        “ชิชิชิ…ไม่คิดเลยนะว่าไอมดปลวกที่หนีไปได้ในวันนั้น มันยังจะกล้ากลับมาให้พวกเราฆ่าถึงที่อีกแบบนี้ ไม่รู้จักเจียมตัวเอาซะเลยนะ !”

        ในกลุ่มของเงาร่างสีดำทั้งสี่สายนี้ มีเสียงพูดที่แหลมสูงราวกับเสียงร้องของนกฮูกดังขึ้นมา หลังจากนั้นก็มีชายคนหนึ่งค่อยๆปลดผ้าคลุมของเขาลงมา ปรากฏให้เห็นร่างกายอันผอมบางอย่างกับไม้เสียบผีนั่น

        “คิคิ” ข้างๆกันนั้นก็มีเสียงของหญิงสาวเกเรคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า “ไอ้หยา พี่ชายตัวน้อยคนนี้ดูสง่าสมเป็นชายชาตรีจังเลย เห็นแล้วก็รู้สึกเสียวซ่านไปหมด …. หนุ่มน้อย ข้าว่าเจ้าทำใจให้สบาย แล้วเดี๋ยวพี่สาวจะพาไปทำเรื่องสนุกๆ เอามั้ย ?”

        สตรีนางนี้ค่อยๆถอดผ้าคลุมลงมา เสื้อผ้าอาภรณ์ที่เธอสวมใส่อยู่นั้นดูวาบหวิวสุดแสน ร่างกายอันแสนยั่วยวนเผ็ดร้อนนั้นทำเอาเหล่าผู้ชมเพศชายทั้งสนามจ้องเธอตาไม่กระพริบ แต่เกรงว่าคงไม่มีชายใดที่สามารถทนต่อจิตสังหารที่แอบซ่อนเอาไว้หลังเรือนร่างอันน่าดึงดูดนี้ได้

        ยังมีอีกสองคนที่ยังคงนิ่งเงียบไม่เคลื่อนไหว หลินหยางกวาดสายตามองไปที่เหล่ามือสังหารทั้งสี่คนที่เป็นลูกสมุนของซ่างกวันเฟย แววตาเขาเริ่มลุกโชนไปด้วยเปลวไฟแห่งความอาฆาต

        พวกมันนี่แหละ !

        พวกมันนี่แหละที่ฆ่าเหล่านักรบของตระกูลเวินจนตายเรียบ ฆ่าผู้อาวุโสหลิ่วชิง ฆ่าผู้อาวุโสถังหง !

        ในที่สุด วันที่จะได้ชำระหนี้แค้นที่พวกมันสร้างไว้ก็มาถึงแล้ว !

        “อย่างที่ข้าบอกไป มือสังหารในเหตุการณ์นั้น พวกมันยังคงมีชีวิตอยู่โดยไม่ทุกข์ร้อนอะไร พวกมัน4คนนั่นแหละมือสังหาร”

        ที่หลินหยางพูดออกมาแบบนี้ จุดประสงค์ก็คือเพื่อที่จะให้เหล่าประชาชนชาวอวิ๋นเฉิงทั้งหมดได้รับรู้เรื่องราว ถึงแม้จะเป็นคนที่ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์ในวันนั้นเลยก็ตาม แต่ตอนนี้ ไม่ว่าใครก็พอจะสามารถเดาได้แล้วว่าเรื่องราวมันเป็นมายังไง

        ทั้งสี่คนที่กำลังล้อมหลินหยางอยู่นั้น หนึ่งในนั้นที่เป็นชายหนุ่มซูบผอมก็ได้ส่งเสียงหัวเราะแสบแก้วหูออกมา

        “มือสังหาร ? ชิชิชิชิ ไอหนอนแมลง ในเมื่อแกเฉลยออกมาแบบนี้แล้ว งั้นข้าก็คงต้องฆ่าเจ้าทิ้งแล้วล่ะ ! ”

        ชายหนุ่มผอมแห้งผู้นี้มีฉายาว่า (มิงค์โลหิต) มันเป็นคนที่อำมหิตและกระหายเลือดมากที่สุดในบรรดาสมุนทั้งสี่ข้องซ่างกวันเฟย มันเป็นคนที่ฆ่านักรบของตระกูลเวินในเขาเมฆมรกตวันนั้นไปมากที่สุดด้วย

        พอมันพูดเสร็จ ก็พุ่งเข้าใส่หลินหยางราวลำแสงพิฆาตอันอำมหิตสายหนึ่ง ความเร็วของมันสูงมากจนไม่น่าเชื่อ

        มีดสั้นอันแหลมคมที่อยู่ในกำมือของมันนั้น ไม่ต่างอะไรกับลำแสงสายหนึ่ง เป็นมีดเล่มนี้เองที่ปาดคอปลิดชีวิตของนักรบตระกูลเวินในเหตุการณ์เมื่อวันนั้นไปมากถึงสามสิบสี่ชีวิต

        ในขณะเดียวกัน สตรีร่านราคะในชุดแดงคนนั้นก็กำลังแย้มยิ้มอย่างยั่วยวน พอเธอสะบัดมือออกไปข้างหนึ่ง ก็มีลำแสงสีแดงพุ่งออกไปทางหลินหยาง

        เธอคือหนึ่งในสี่ผู้คุมกฎ (มารราคะ) ถึงเธอจะมีเสน่ห์น่าดึงดูดเพียงใด แต่อาวุธลับที่มีชื่อว่า (กงจักรสลายวิญญาณ) นั้น นับเป็นหนึ่งในอาวุธระยะไกลที่น่ากลัวที่สุดในใต้หล้าจริงๆ

        ในวันที่เกิดเหตุการณ์นั้น มีวิญญาณของนักรบของตระกูลเวินกว่าสิบแปดชีวิตที่ถูกกงจักรสลายวิญญาณวงนี้ส่งลงสู่ยมโลกไป

        ทั้งสองต่างก็มีความสามารถระดับเซียนเทียนขั้นกลาง อาวุธในมือก็เป็นระดับวิญญาณขั้นกลาง พอพวกเขาปล่อยจิตสังหารออกมา ก็ราวกับเทพอสูรอาชูร่าจุติลงมาอีกครั้ง มีดสั้นอันทรงพลัง อาวุธลับสุดสะพรึง ทั้งสองอย่างนี้พุ่งเข้ามาประชิดตัวหลินหยางอย่างรวดเร็วในเสี้ยวพริบตา

        ฆ่ามันซะ !

        เฉินเย่เซิงแย้มยิ้มอย่างเย็นชา

        ฆ่ามันซะ !

        ซ่างกวันเฟยขบเคี้ยวเขี้ยวฟันอย่างเกรี้ยวกราด

        ฆ่ามันซะ !!

        เหล่าคนของตระกูลเฉินและตระกูลโอวหยางและเหล่าข้าราชการของฝ่ายผู้ดูแลภายในนั้นต่างก็ไม่อยากเห็นหน้าของหลินหยางแล้ว

        แต่ว่า พวกเขาก็ต้องผิดหวัง

        ในจังหวะเส้นยาแดงผ่าแปดนั้น หลินหยางก็เริ่มเคลื่อนไหว

        เขายกมือขึ้นด้วยความเร็วที่ไม่ได้สูงอะไรมาก แต่กลับสามารถหยุดการโจมตีของศัตรูได้อย่างเหมาะเจาะ

        กงจักรสีโลหิตอันแหลมคมวงนั่น กลับถูกหลินหยางหยุดเอาไว้ได้ง่ายๆโดยใช้เพียงสองนิ้ว ราวกลับว่าเขาแค่กำลังเด็ดดอกไม้อยู่ก็เท่านั้น เหมือนกับว่ากงจักรนั่นแต่เดิมก็วางอยู่บนนิ้วของเขาอยู่นานแล้ว เขาแทบไม่ได้ออกแรงเลยด้วยซ้ำ

        ในขณะเดียวกัน มิงค์โลหิตที่มีความเร็วสูงจนน่าหวาดหวั่นนั่นก็ได้เข้ามาประชิดถึงตัวของหลินหยางแล้ว มีดสั้นอันน่ากลัวเล่มนั้นก็ได้จ่ออยู่ที่คอหอยของหลินหยางแล้ว แต่อยู่ๆเขาก็เห็นเพียงประกายแสงสีแดงวูบหนึ่งเท่านั้น อาวุธลับแบบเดียวกับที่ตัวเขาคุ้นเคยนั้นก็ได้ปาดเข้าใส่ลำคอของเขาก่อนหนึ่งจังหวะ

        ฉัวะ

        ราวกับโลกทั้งใบของหยุดนิ่งไป

        นักฆ่ากระหายเลือดมิงค์โลหิตผู้นั้นได้กลายเป็นรูปสลักที่ตั้งอยู่นิ่งๆข้างตัวหลินหยาง เลือดสดๆพวยพุ่งสู้ฟ้าเป็นดั่งประกาศิตแห่งความตายของเขา

        หลินหยางจัดการปลิดชีวิตของยอดฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นกลางคนนึงได้ในชั่วพริบตา

        นี่คือความความน่ากลัวของวิชาร้อยชีพจรผนึกเทพ เป็นวิชาที่ช่วยทำให้หลินหยางที่อยู่ในระดับเซียนเทียนขั้นกลางนั้น สามารถใช้พลังในระดับเซียนเทียนขั้นสูงได้อย่างน่ามหัศจรรย์

        ทำให้จุดชี่ไห่มีขนาดใหญ่โต มีเส้นชี่ห่ายมากกว่าปกติสี่เส้น เมื่อรวมกับพลังฟ้าดินธาตุไฟด้วยแล้ว ทำให้หลินหยางสามารถต่อกรกับคนที่อยู่ในระดับเดียวกันได้ง่ายดายอย่างกับพญาราชสีห์ที่กำลังล่าสุนัข

        การล้างแค้นของเขาพึ่งเริ่มต้นเท่านั้น

        “อะ….อะ…..”

        มิงค์โลหิตตอนนี้ตาเหลือก สองมือก็พยายามอุดบาดแผลที่ลำคอเอาไว้อย่างเอาเป็นเอาตาย เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตัวเองยังไม่ทันเห็นการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายก็ถูกมันจัดการแล้ว

        พลังฟ้าดินสีแดงเพลิงเปล่งประกายลุกไหม้ไปทั่วร่างของหลินหยาง คอยปัดเป่าไม่ให้มีเลือดกระเด็นมาโดนเสื้อสีขาวสะอาดของเขาได้แม้แต่หยดเดียว

        หลินหยางไม่แม้แต่จะหันไปมองซากศพของมิงค์โลหิตที่นอนตายโหงอยู่ข้างๆ เขาทำเพียงแค่ใช้กงจักรสลายวิญญาณตัดข้อมือที่กำลังกำมีดของมันออกมา จากนั้นก็โยนมือข้างนั้นพร้อมกับมีดสั้นไปตรงด้านหน้าของชั้นวางป้ายชื่อคนตายที่เวินติ่งเทียนเรียกออกมาก่อนหน้านี้

        จากนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยือกออกมาต่อหน้าวิญญาณผู้กล้าของตระกูลทั้งหกสิบแปดชีวิตว่า “ตัวที่หนึ่ง…”

        จากนั้นเขาก็หันขวับมามองสตรีที่ถูกเรียกว่ามารราคะจนเธอตัวสั่นหงึก

        “เอาคืนไป !!”

        หลินหยางสะบัดมือข้างหนึ่งออกไป กงจักรสีเลือดที่พึ่งตัดคอหอยของมิงค์โลหิตไปก็พุ่งทะยานออกไปพร้อมกับเลือดสดๆเข้าใส่สตรีชุดแดงอย่างอสูรราคะ ความเร็วของมันตอนที่หลินหยางเป็นคนซัดออกมานั้น มากกว่าของอีกฝ่ายไม่ต่ำกว่าหนึ่งเท่าตัว ความเร็วนั่นทำเอาเธอตกใจจนหน้าเสียไปเลย

        ในตอนนั้นเอง ก็มีดาบยักษ์เล่มหนึ่งฟาดฟันลงมาจากบนฟ้า สกัดกงจักรสลายวิญญาณเอาไว้ได้จนมันปลิวกระเด็นออกไป ผู้คุมกฎอีกสองคนเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว

        เจ้าของดาบยักษ์นั้นมีฉายาว่า (ทลายภูผา) ดาบยักษ์ของมันมีน้ำหนักมากถึงสามพันชั่ง พละกำลังของมันนั้น แม้แต่ทหารนับหมื่นก็ไม่สามารถหยุดเอาไว้ได้ ในวันนั้น เป็นมันเองที่ไล่บดขยี้กองทัพของเหล่านักรบของตระกูลเวินจนแตกกระเจิง

        ทลายภูผาออกมายืนขวางอยู่หน้าของมารราคะ สีหน้าของมันที่ปกติจะเรียบเฉยไร้ความรู้สึกนั้น บัดนี้กลับดูเคร่งเครียดจนยากจะปกปิด

        ความแข็งแกร่งของหลินหยางนั้นทำเอาเขารู้สึกหวาดกลัว

        ส่วนชายวันกลางคนที่น่ากลัวที่สุด ดาบอำมหิต ที่เป็นหัวหน้ากลุ่มนั้น ค่อยๆชักดาบยาวสีดำที่เปล่งประกายเย็นเยียบออกมาดุจหิมะ

        มันคืออาวุธระดับวิญญาณขั้นสูงอันมีนามว่า (อิงเสวี่ย) ผู้อาวุโสถังหงและหลิ่วชิงในวันนั้นก็สิ้นใจใต้คมดาบเล่มนี้เช่นกัน ฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นกลาง รวมกับอาวุธรัดับนี้แล้ว ยากที่จะหาผู้ใดมาต่อกรเข้าได้

        “ฆ่ามันซะ”

        คมดาบของดาบยาวสีดำทมิฬเล่มนี้ชี้มาทางหลินหยาง จิตสังหารแผ่กระจายไปทั่วทั้งบริเวณ

        ความตายของมิงค์โลหิตทำให้พวกเขาทั้งสามรับรู้ได้ถึงความแข็งแกร่งของหลินหยาง พวกมันจึงไม่ลังเลที่จะลงมือฆ่าหลินหยางด้วยการใช้กระบวนท่าสังหารออกมาพร้อมกันทั้งสามคนในคราวเดียว

        “ปลิดชีวิตสลายวิญญาณ !”

        มารราคะตะโกนออกไปอย่างดุดัน กงจักรสลายวิญญาณทั้งห้าวงก็พุ่งออกไปเป็นเส้นแสงปลิดชีวิตห้าสาย ดุจนิ้วมือสีเลือดทั้งห้านิ้วของยมทูตที่ยื่นออกไปเพื่อจบชีวิตของหลินหยาง

        ดาบยักษ์ของทลายภูผานั้นฟาดฟันลงมาพร้อมกับกงจักรสลายวิญญาณทั้งห้าสาย ดุจภูเขาไท่ซานทั้งลูกกำลังถล่มลงมา

        “หนึ่งดาบทลายภูผา !”

        กล้ามเนื้ออันทรงพลังของมันถึงกับสั่นกระเพื่อม เมื่อรวมกับพลังฟ้าดินอันมหาศาลของระดับเซียนเทียนขั้นกลางแล้ว พละกำลังที่มันใช้ฟาดลงมาก็มีมากจนเกือบถึงหลักหมื่นชั่งแล้ว

        ผู้คนราวกับจะเห็นภูเขาลูกหนึ่งกำลังถล่มลงมา ดาบสีดำที่ยาวกว่าห้าเมตรนั่น ยังไม่ทันจะฟาดลงมาถึงพื้น ก็สามารถทำให้พื้นอิฐสีดำบนเวทีแหลกละเอียดเป็นฝุ่นผงได้แล้ว

        แต่ที่น่ากลัวที่สุดก็คือดาบยาวของดาบอำมหิต

        “คมดาบอิงเสวี่ย !!”

        คมดาบอันยาวเหยียดของมันนั้นดูคล้ายกับอสรพิษที่กำลังแอบซ่อนอยู่ในคลื่นแห่งจิตสังหารอันมหาศาล เดี่ยวโผล่เดี๋ยวหายดูเลือนลาง แต่กลับอันตรายถึงชีวิต

        ไม่มีใครเห็นคมดาบของดาบอำมหิตได้ชัดเจนเลยซักคน แต่ทุกคนต่างก็รู้สึกราวกลับว่าที่ลำคอถูกดาบอิงเสวี่ยจ่ออยู่ตลอดเวลา ถูกจิตสังหารอันสยดสยองนั่นสะกดเอาไว้จนไม่สามารถขยับตัวได้

        นี่คือพลังที่แท้จริงของยอดฝีมือระดับเซียนเทียนทั้งสามคน ชื่อเสียงของพวกเขาในอาณาจักรอันแข็งแกร่งที่ซ่างกวันเฟยอาศัยอยู่นั้นก็นับว่าไม่ได้อ่อนแอ แต่ตัวพวกเขาเองก็ไม่อยากจะเชื่อว่า จะมีวันที่พวกเขาต้องลงมือพร้อมกันสามคนเพื่อจัดการหนุ่มน้อยเพียงคนเดียวที่พึ่งจะมีอายุเพียงสิบกว่าขวบเท่านั้น

        แต่ถ้าพวกเขาลงมือพร้อมกันแบบนี้แล้ว หลินหยางไม่มีทางรอดแน่ !

        กระบวนท่าสังหารสามท่าที่สอดประสานกันอย่างพร้อมเพรียง แม้แต่เวินติ่งเทียนที่ยืนดูอยู่ข้างๆยังมีสีหน้าหนักใจขึ้นมา

        ตัวเขาที่เป็นยอดฝีมือระดับสูงสุดของเซียนเทียนขั้นกลางนั้น อย่างมากก็ทำได้แค่เสมอกับดาบอำมหิตนั่น แต่ถ้าตกอยู่ในวงล้อมแบบนั้น ก็คงต้องจบชีวิตลงอย่างแน่นอน

        หลินยี่มัน… คงไม่ได้ฝืนตัวเองเกินไปหรอกนะ ?

        สองสาวอย่างเวินชิงชิงและสวี่เหยาต่างก็ตกใจจนปิดปากกรีดร้อง กลัวว่าจะเกิดเรื่องผิดพลาดกับหลินหยาง

        ส่วนพวกของเฉินเย่เซิงนั้นกำลังกำมือตัวเองอย่างแน่นหนา ภายในใจท่องอยู่แค่ประโยคเดียวว่า —— คราวนี้ต้องฆ่าหลินยี่ให้ได้นะ !!

        ผู้คนทั่วทั้งสนามต่างก็ตาโตพร้อมกับยืดคอขึ้นให้สูงที่สุดเพื่อชมการประลองนี้ พวกเขาไม่เคยเห็นการต่อสู้ที่ดุเดือดรุนแรงขนาดนี้มาก่อน

        หลินหยางที่เผชิญหน้ากับยอดฝีมือสามคนที่กำลังเข้ามาหาพร้อมกับจิตสังหารอันคุกกรุ่น

        สีหน้าเขายังคงนิ่งเฉยไร้อารมณ์ สองมือพลันสวมใส่ถุงมือเอาไว้

        ถุงมือสีดำทมิฬสองข้างนั้น ดึงดูดสายตาของผู้คนทั้งหมดเอาไว้ราวกับหลุมดำ

        ประกายแสงสีแดงเจิดจ้าไปทั่วฟ้า ราวกับเปลวเพลิงแห่งความพิโรธ ข่มขวัญผู้คนทั้งหมดจนแทบจะเสียสติ

        ฆ่า !

        จิตสังหารของหลินหยางนั้นทะลักออกมาอยู่นานแล้ว เห็นเพียงแค่กำหมัดทั้งสองข้างที่กำลังร่ายรำดุจราชสีห์ที่หิวกระหายกำลังแผลงฤทธิ์ พลันพุ่งฝึบเข้าไปอยู่ในกลางวงท่าสังหารทั้งสามท่าของศัตรู

        โดยหลินหยางเริ่มจากหมุนตัวคล้ายลูกข่างอยู่กลางอากาศ ในช่วงเวลาเพียงพริบตาเดียว กงจักรทั้งห้าสายพุ่งเฉียดเสื้อผ้าของเขาไปพอดิบพอดี ไม่ขาดไม่เกินแม้แต่มิลเดียว

        หลังจากกลับลงมายืนบนพื้นแล้ว ขวานยักษ์ของทลายภูผาก็ฟาดเข้าใส่กลางหน้าของหลินหยาง เขาพลันย่อตัวลง สองหมัดก็ง้างเอาไว้ดุจผ่านกู่ที่กำลังเงื้อมขวานเตรียมแยกฟ้า จากนั้นเขาก็ต่อยขึ้นฟ้าโดยไร้ซึ่งความหวาดหวั่นใดๆทั้งสิ้น

        ตึ้งงง !

        ผู้คนราวกับได้ยินเสียงระฆังที่ถูกตีจนดังสนั่น เสียงของอัสนีบาตรดังสะท้านภพ ผู้คนนับแสนต้องยกมือขึ้นอุดหูเอาไว้

        ดาบยักษ์ขนาดมหึมาดุจภูเขาไท่ซานนั้นก็ถูกหลินหยางชกใส่จนกระเด็นขึ้นไปบนฟ้าในหมัดเดียว  ทลายภูผา ชายฉกรรจ์ที่ดูแข็งแกร่งดั่งปราการเหล็กคนนั้น สองมือกำลังฉีกขาด จากนั้นก็ถูกหลินหยางใช้หมัดคู่ชกใส่จนกระเด็นกลับหัวไปไกลนับสิบเมตรด้วยสีหน้าเหวอๆเหมือนจะไม่อยากจะเชื่อในความจริงที่เกิดขึ้น

        “ไปตายซะ !”

        ในจังหวะที่หลินหยางพึ่งออกท่าไปนั้น ดาบอำมหิตก็แทงดาบอิงเสวี่ยของมันเข้าใส่หลินหยาง

        คมดาบที่เต็มไปด้วยเล่ห์กลราวกับงูจงอางที่เห็นช่องโหว่ จากนั้นก็ใช้คมเขี้ยวอสรพิษอันน่ากลัวของมันพุ่งเข้าใส่หน้าอกของหลินหยาง ทั้งจังหวะที่แทงและองศาที่แทงออกไป ไม่เหลือโอกาสรอดให้หลินหยางเลยแม้แต่นิดเดียว

        “รอแกอยู่นานแล้ว !”

        หลินหยางถอนหายใจเย็นชาออกมา เขามองออกนานแล้วว่ามันจะมาไม้นี้

        แหวนพระสุเมรุในมือของเขาพลันเปล่งแสง จากนั้นก็มีทับทรวงสีดำโผล่ออกมาตรงบริเวณหน้าอกของหลินหยาง มันป้องกันคมดาบสังหารของดาบอำมหิตเอาไว้ได้แบบเส้นยาแดงผ่าแปด

        เป็นไปไม่ได้ !

        ดาบอำมหิตถึงตาเหลือก

        ยอดดาบอย่างดาบอิงเสวี่ยไม่สามารถแทงทะลุทับทรวงของหลินหยางได้เลยแม้แต่น้อย เขาถึงกับรู้สึกว่าเพลงดาบสร้างชื่อของเขา (คมดาบอิงเสวี่ย) ถูกเครื่องป้องกันประหลาดๆนั่นทำให้ดูไร้ค่าไปเลย แค่จะทำให้หลินหยางถอยหลังไปซักครึ่งก้าวยังทำไม่ได้เลย

        “คนที่กำลังจะตายน่ะ มันแกต่างหากล่ะ !”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “ราชันเทพอัคคี” : https://bit.ly/2EbnblS