0 Views

        อาจเพราะคนส่วนใหญ่ไปชุมนุมรอชมการประลองที่หน้าประตูจวนบ้านสกุลตู้กันหมดแล้ว ระหว่างทางที่ตู้เซ่าฝู่เดินจากมา จึงไม่พบใคร เขาจึงตรงกลับไปที่เรือนพักของตนเอง

  ที่จริงแล้วปกติเวลาตู้เซ่าฝู่พบกับคนของบ้านสกุลตู้ แม้กระทั่งบ่าวและองครักษ์ ก็ไม่เคยมีใครสนใจการมีตัวตนของคุณชายน้อยบ้านสกุลตู้คนนี้มาก่อน หลายปีมานี้บ้านสกุลตู้ทุกคน มองตู้เซ่าฝู่เหมือนเป็นอากาศธาตุที่มักจะเมินเฉยมองผ่านไปโดยไม่สนใจ

  แม้การมีตัวตนของเขาจะถูกเพิกเฉย ทว่าสถานที่ที่ตู้เซ่าฝู่อาศัยก็ไม่เลวเลย เป็นจวนที่มีพื้นที่กว้างขวาง ในบ้านสกุลตู้มีเรือนที่มีขนาดใหญ่เช่นนี้มีอยู่ไม่มาก มีเพียงผู้อาวุโสที่มีตำแหน่งฐานะสูงส่งในบ้านสกุลตู้ไม่กี่ท่านที่ได้อยู่เรือนกว้างใหญ่ไพศาลเช่นนี้

  ตู้เซ่าฝู่ได้อาศัยอยู่ในเรือนโอ่อ่าเช่นนี้ ที่จริงเป็นเพราะบารมีของบิดา หากไม่ใช่เพราะบิดาของเขาคือน้องชายคนที่สามของเจ้าบ้านประจำบ้านสกุลตู้ หลายปีมานี้เขาก็คงไม่ได้อยู่ที่ดีๆ เช่นนี้ เขาที่ถูกใครๆ ขนานนามว่าเป็นคุณชายน้อยจอมทึ่ม เป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีโอกาสอยู่ที่นี่

      เมื่อตู้เซ่าฝู่มาถึงเรือน ก็พบชายติดสุรางอมแงมกำลังงัวเงียสะลึมสะลือ ในมือกำขวดน้ำเต้าสุราไว้ในอ้อมอกอย่างแน่น นั่งอยู่บนเก้าอี้โยก

      “ท่านพ่อ ดื่มสุราเมาอีกแล้ว”

       ตู้เซ่าฝู่เดินเข้าไป มองดูชายเมาสุราคนนั้นที่เส้นผมยุ่งเหยิงปิดหน้าปิดตา นัยน์ตาที่เป็นประกายของเขาแสดงแววตาเป็นห่วงออกมา

      สิบหกปีมานี้ ในความทรงจำของตู้เซ่าฝู่ที่มีต่อตู้ถิงเซวียนส่วนมาก คือเป็นบิดาที่มักจะกอดขวดเหล้าจ้องมองท้องฟ้า เมางอมแงมจนผล็อยหลับไป

  “เซ่าฝู่ เจ้ากลับมาแล้วหรือ หิวหรือไม่ ไปหาอะไรกินในครัวสักหน่อยเถิด”

      ตู้ถิงเซวียนที่กำลังงัวเงียได้สติขึ้นมา ยกมือขึ้นมาขยี้ทั้งสองตาอย่างสะลึมสะลือ และยกตัวขึ้นมานั่งบนเก้าอี้โยกให้ดี ขณะที่เขาพูดนั้นมีกลิ่นสุราหึ่งฟุ้งออกมาจากปาก เขามีรูปร่างสูงใหญ่กว่าตู้เซ่าฝู่นิดหน่อย ทว่าก็ร่างผอมบางเช่นกัน หากไม่เมาสุราจนมอมแมมหัวกระเซิงแบบนี้ ต้องดูสง่าผ่าเผยดูดีแน่นอน

      “ท่านพ่อ ข้าไม่หิว ให้ข้าประคองท่านกลับห้องไปพักผ่อนเถิด”

      ตู้เซ่าฝู่เดินเข้าไปหาคิดจะช่วยประคองบิดา ทว่าตู้ถิงเซวียนลุกขึ้นมาและปัดมือทิ้ง เขย่าขวดเหล้าในมือ ยิ้มพร้อมกับกล่าวว่า “ไม่ต้อง สุราหมดแล้ว ข้าออกไปซื้อสุรามาเพิ่มหน่อย”

      เมื่อพูดจบ ตู้ถิงเซวียนแบกร่างกายของตัวเองเดินโซซัดโซเซไปทางประตูของเรือน ทิ้งให้ตู้เซ่าฝู่ยืนเงียบอยู่ในเรือนคนเดียว

      ตั้งแต่จำความได้ ตู้เซ่าฝู่จำได้ว่าขวดเหล้าเป็นสิ่งที่บิดาไม่เคยปล่อยให้อยู่ห่างกาย ส่วนมารดา สำหรับตู้เซ่าฝู่แล้ว คือบุคคลแปลกหน้าที่ไม่มีความทรงจำใดๆ อยู่เลย

      ตู้เซ่าฝู่ยืนนิ่งสักครู่ ก็หาน้ำดื่มในห้องโถงมาดื่ม จากนั้นก็ตรงกลับไปที่ห้องของตัวเอง

      เมื่อถึงห้อง ตู้เซ่าฝู่นั่งลงบนเก้าอี้โยก ยกฝ่ามือตั้งท่ารวบรวมพลัง มีปราณพุ่งออกมาจากรอบกายเขาและจากกลางฝ่ามือ ขณะเดียวกันก็มีอักษรยันต์ลอยออกมาด้วย เขาบ่นพึมพำกับตัวเองว่า “กระบวนวิชาลึกลับนี้รุนแรงใช่ย่อย ดีนะที่ข้าปล่อยพลังออกไปแค่นิดเดียว”

        ตู้เซ่าฝู่เผยสีหน้าพอใจออกมา กระบวนวิชาที่ใช้บนเวทีประลองเมื่อสักครู่นี้ คือกระบวนวิชาที่บรรลุมาจากแท่นศิลาโบราณนั้น เพียงแต่เขาใช้พลังออกไปแค่นิดเดียว กระบวนวิชาลับนี้ยิ่งใช้ก็ยิ่งแข็งแกร่งจนน่าประหลาดใจ

        มีเพียงตู้เซ่าฝู่ที่รู้ดีที่สุด วิชาลับจากแท่นศิลาไม่เพียงแต่ช่วยฟื้นฟูชีพจรลมปราณของเขา ยังช่วยกระตุ้นพลังลมปราณในการฝึกฌานของเขา ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นนี่คือกระบวนวิชาแรกกลับมีพลังเอ่อล้นดุจจักรที่ไร้ที่สิ้นสุด พลิกแพลงไปมาได้หลากหลายมาก และที่สำคัญพลังรุนแรงมาก

  เพียงแต่ขณะนี้ตู้เซ่าฝู่กำลังประสบกับเรื่องน่ากระอักกระอ่วนใจ แม้ภายในร่างกายมีลมปราณไหลเวียน แต่กลับไม่บรรลุระดับขั้นฌานใดๆ

      กระบวนวิชานั้นแม้ฟื้นฟูชีพจรลมปราณได้ ก็ทำได้แค่บำเพ็ญฌานเรียกพลังลมปราณ

      ทว่ากระบวนวิชานั้นไม่ใช่วิทยายุทธ เขาจึงไม่สามารถบรรลุระดับขั้นฌานใดๆ

      นั่นหมายความว่าขณะนี้ตู้เซ่าฝู่มีลมปราณไหลเวียนในร่างกาย แต่เมื่อพูดตามหลักเกณฑ์ เขายังไม่ใช่แม้กระทั่งผู้ฝึกฌานขั้นสดับเวหาเลย

      ระดับขั้นของผู้ฝึกฌานบนโลกนี้แบ่งเป็น ผู้ฝึกฌานขั้นสดับเวหากับผู้ฝึกฌานขั้นเบิกนภา ผู้ที่เข้าถึงระดับขั้นสดับเวหาได้ถึงจะนับว่าเป็นผู้ฝึกฌานอย่างแท้จริง แต่คนส่วนใหญ่ทั้งชีวิตหยุดอยู่ได้แค่ขั้นสดับเวหาไม่สามารถเข้าถึงขั้นเบิกนภาได้ แน่นอนว่าต่อให้ตั้งใจฝึกฌาน ขั้นเบิกนภาก็มิใช่ว่าใครก็บรรลุได้

      แม้ไม่สามารถฝึกฌานมาได้โดยตลอด ทว่าตู้เซ่าฝู่ก็เกิดอยู่ในตระกูลที่มีชื่อทางด้านการฝึกฌาน หลายปีมานี้เขาก็ไม่ได้ใช้เวลาอย่างไร้ประโยชน์ ตู้เซ่าฝู่เข้าใจสภาพของตัวเองในขณะนี้ดี ผู้ฝึกฌานขั้นสดับเวหาแบ่งเป็นเก้าขั้น ระดับพลังปราณที่ไหลเวียนในตัวของเขา บวกกับพลังปราณพิศวงจากกระบวนวิชาลึกลับนั้น ต่อให้ต้องประมือกับผู้ฝึกฌานขั้นสดับเวหาขั้นแปดขั้นเก้าก็ไม่มีปัญหา

  “ในเมื่อชีพจรลมปราณฟื้นฟู สามารถฝึกฌานได้แล้ว พรุ่งนี้ข้าควรไปหอเก็บคัมภีร์วรยุทธหาวรยุทธดีๆ มาฝึกได้แล้ว”

      ตู้เซ่าฝู่คิดในใจ หลังจากบรรลุกระบวนท่าวิชาลับนั้นไปแล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะไปหากระบวนวิชาต่อไปที่ไหน ยิ่งกว่านั้นคือเขาไม่รู้แล้วว่าควรฝึกอย่างไรต่อ ดังนั้นขณะนี้จึงทำได้แต่ฝึกวรยุทธที่พอฝึกได้ไปก่อน เพื่อพัฒนาระดับขั้นฌานของตัวเองให้สูงขึ้น

      ไม่มีระดับขั้นฌาน กระบวนวิชาลับก็มีพลังร้ายกาจถึงขนาดนั้น หากระดับขั้นสูงขึ้น กระบวนวิชาลับนั่นจะมีพลังทำลายรุนแรงยิ่งขึ้น ตู้เซ่าฝู่ตั้งตารอคอยให้ถึงวันนั้นมาก

      “ต้องบรรลุกระบวนวิชาลับนั่นต่อให้ได้”

      หลังจากตัดสินใจได้แล้ว และเนื่องด้วยแต่ละวันเขาก็ไม่มีธุระอะไรต้องทำ ตู้เซ่าฝู่ตั้งฝ่ามือรวบรวมพลัง หลับตาทั้งสองข้าง เข้าสู่สภาวะตั้งสมาธิ

      แม้ในระยะเวลาสิบปีเขาสามารถบรรลุกระบวนวิชาแรกจากแท่นศิลาโบราณได้แล้ว แต่ตู้เซ่าฝู่รู้ดีแก่ใจว่า การบรรลุวิชาลับวิชานั้นเป็นแค่ความสำเร็จเพียงเล็กน้อย ยังไม่ได้บรรลุถึงระดับขั้นที่สมบูรณ์แบบ

  สิบปีก่อน หลังจากที่ตู้เซ่าฝู่ตรวจร่างกายพบว่าชีพจรลมปราณใช้การไม่ได้ ไม่สามารถเข้าสู่เส้นทางฝึกฌานและสร้างผลสำเร็จทางด้านนี้ได้ ตู้เซ่าฝู่ที่ทำใจรับไม่ได้ ก็พุ่งออกบ้านสกุลตู้ในระหว่างที่ฝนฟ้ากำลังโถมกระหน่ำ เขาวิ่งไปยังแท่นศิลาเพื่ออยากระบายความคับแค้นใจ

      ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าฟ้าจะผ่าไปที่แท่นศิลา แท่นศิลาไม่เป็นอะไร สายฟ้าที่ผ่าลงมาที่แท่นศิลากลับไหลไปในร่างกายของตู้เซ่าฝู่แทน

      หลังจากนั้นสามวัน ตู้เซ่าฝู่ถึงฟื้น หมดสติไปถึงสามวัน ที่จริงแล้วเขาเข้าสู่สถานะพิเศษ สายฟ้าที่ผ่าลงมา ทำให้ยันต์ลึกลับที่จารึกบนแท่นหินศิลาโบราณไหลเวียนเข้าสู่ในสมองของเขา

      ยันต์ลึกลับนั้นตอนแรกตู้เซ่าฝู่ก็ไม่รู้ว่าคืออะไร แต่เมื่อเข้าสู่สถานะพิเศษ ตู้เซ่าฝู่ก็รู้สึกว่าตัวเองเหมือนบรรลุบางสิ่งบางอย่าง ภายหลังเพิ่งจะมาพบว่ามันเป็นกระบวนวิชาที่ร้ายกาจมากวิชาหนึ่ง วิชาลับนั่น เหมือนเป็นวิชาที่คิดค้นมาเพื่อผู้ชีพจรลมปราณมีปัญหาเลย

      พลังลมปราณแบ่งเป็นเก้าขั้น หนึ่งคือต่ำที่สุด เก้าคือสูงที่สุด ระดับพลังลมปราณยิ่งสูง ยิ่งฝึกวรยุทธที่แกร่งกล้าได้มากยิ่งขึ้น นี่คือสิ่งที่โลกกำหนดเป็นกฎตายตัวมาแล้วหลายปี ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสัจธรรมนี้ได้

        ตู้เซ่าฝู่ตรวจชีพจรลมปราณแล้วว่าใช้การไม่ได้ เป็นบุคคลที่ลมปราณไม่ได้อยู่ในขั้นไหนสักขั้น หรือพูดได้ว่าเขาไม่สามารถฝึกฌานได้ อย่างมากก็ฝึกได้แค่ท่าขี้หมูขี้หมาเพื่อออกกำลังกายให้สุขภาพดีแค่นั้น

        วิชาลึกลับ ทำให้ตู้เซ่าฝู่เริ่มมีความหวัง การบรรลุกระบวนวิชานั้นช่วยให้ฟื้นชีพจรลมปราณได้ และทำให้ผู้ชีพจรลมปราณอุดตันสามารถฝึกฌานได้

        ตู้เซ่าฝู่ไปที่แท่นศิลาอีกครั้ง รอยแตกบนแท่นศิลา ในสายตาของตู้เซ่าฝู่ไม่ใช่แค่รอยแตกธรรมดา แต่ทุกๆ อักษรยันต์ลับมีพลังที่เชื่อมโยงกับร่างกายของมนุษย์

        รอบแตกขีดข่วนมากมายนั้น เป็นดั่งความซับซ้อนภายในของร่างกายมนุษย์ แสดงถึงสัจธรรมอันลึกซึ้ง ความอัศจรรย์ที่ไร้ที่เปรียบ ภายหลังบรรลุถึงความหมายได้ ทำให้ฝึกกระบวนวิชาลึกลับนั่นได้สำเร็จ

      เมื่อตู้เซ่าฝู่จมดิ่งอยู่ในสภาวะสมาธิ เขาจะเป็นเฉกเช่นมัจฉาที่แหวกว่ายสู่มหาสมุทรที่ไร้ที่สิ้นสุด และหาทางออกไม่เจอ

      เวลาผ่านมานานถึงสิบปี ในที่สุดตู้เซ่าฝู่ก็บรรลุวิชาลึกลับนั่นได้ ทั้งยังตระหนักได้ว่า กระบวนวิชาลึกลับนี้ไม่ได้มีเพียงเท่านี้ ยังจะต้องมีวิชาที่สอง วิชาที่สามถึงจะถูก เพียงแต่แท่นศิลาโบราณหน้าบ้านสกุลตู้ เป็นเพียงกระบวนวิชาแรก

  ตู้เซ่าฝู่ที่อยู่ในห้องเพียงลำพัง เมื่อตั้งสมาธิแล้ว ก็เริ่มเข้าสู่สภาวะถอดจิต…

      เริ่มอรุณของวันใหม่ บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัด มีลำแสงเส้นบางๆ หลายสายจากทางทิศบูรพาลอดออกมาทักทายพื้นดิน ท้องนภาค่อยๆ แต้มด้วยสีคราม แสงอรุณแสงแรกขจัดความมืดยามราตรี ดวงตะวันค่อยๆ ลอยเหนือภูผา เหินผ่านมหาสมุทร และในที่สุดทิวากรก็ลอยตระหง่านมอบแสงให้กับเมืองสือเฉิงทั้งเมือง

        ตู้เซ่าฝู่เองก็ตื่นแล้ว เมื่อเปิดตาทั้งสองข้าง สิ่งที่เขาเห็นคือความมืดสนิท เขารู้สึกตัวเบาหวิว ราวกับผ่านการชำระล้าง ร่างกายผ่อนคลายรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก

  “ครืนๆ!”

      ดูเหมือนว่านี่จะเป็นกิจวัตรที่คุ้นเคยของตู้เซ่าฝู่ เขายื่นมือผลักออกไปข้างหน้า เสียงแผ่นศิลากระทบกันจนเกิดเสียงครืนๆ จากนั้นฝาปิดศิลาก็เปิดออก ตู้เซ่าฝู่ลุกขึ้นยืน ขณะนั้นพบว่าเขายืนอยู่ในโลงศิลาโลงหนึ่ง…


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ยุทธจักรเทพยุทธ์” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/2819

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)