0 Views

       บุรุษร่างยักษ์รู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายฌานอยู่ในระดับขั้นเบิกนภาแค่ขั้นสร้างรากฐานเท่านั้น ทั้งยังเพิ่งบรรลุขั้นเบิกนภาได้เพียงไม่นาน ทว่าเขาบรรลุถึงฌานเบิกนภาขั้นสัมผัสพลังลี้ลับนานแล้ว แต่พลังของหมัดที่เด็กหนุ่มคนนั้นโจมตีมา รุนแรงมาพอที่จะทำลายอวัยวะทุกอย่างของเขาได้ บุรุษร่างยักษ์ยังไม่ทันได้พูดสั่งเสียอะไร ร่างบึกบึนกำยำของเขาก็อ่อนแรงอ่อนเปลี้ยกลายเป็นอัมพาตไปเสียแล้ว

  “หัวหน้ากลุ่มสามตายแล้ว รีบหนีเร็ว!”

       บุรุษนักล่าอสูรที่อยู่รอบๆ เมื่อได้เห็นฉากนี้ที่หัวหน้ากลุ่มสามที่เป็นผู้ฝึกฌานถึงขั้นเบิกนภาถูกสังหารได้ในพริบตา แต่ละคนต่างมองหน้าส่งสายตาหวาดกลัวให้แก่กัน ทุกคนต่างก็เป็นคนเก่าแก่ที่อยู่ในเขาอสุรกายมานานแล้ว สิ่งที่พวกเขาคิดได้ในเวลาแรกคือการรีบหนีเอาชีวิต ขนาดหัวหน้ากลุ่มสามยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ พวกเขาก็ยิ่งรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ที่ตนเองจะสู้ไหว การหนีเอาชีวิตรอดสำคัญกว่าสิ่งใด

  “วิชางูพิษอัมพาต!”

       ในอีกฝั่งหนึ่งด้านข้าง เมื่อลวี่คุนเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ ทำให้เขามีน้ำโหโกรธแค้นเป็นฟืนเป็นไฟ เขาขมวดคิ้ว รวบรวมพลังที่ฝ่ามือ จากนั้นพลังปราณด้านมืดอันเย็นยะเยือกไหลเวียนไปด้านหน้าของเขาพร้อมกับอักษรยันต์จำนวนมากตระการตาไหลว่อนออกมากันอย่างพร้อมเพรียง สุดท้ายพลังปราณและอักษรยันต์ก็รวมกันเป็นร่างเงาของงูยักษ์สีดำที่ลำตัวหนาเท่ากับแขนของเด็กทารก เจ้าร่างเงานี้ราวกับสิ่งมีชีวิตจริง มันแยกเขี้ยวพุ่งตรงไปจะกัดจูเสวี่ย อากาศที่พลังแล่นผ่านราวกับถูกเขี้ยวของร่างเงางูฉีกขาดและกลืนลงท้องไปได้

  “ยันต์เวทแปลงกาย ฆ่ามัน!”

  แต่เดิมจูเสวี่ยเหนื่อยล้าสภาพอ่อนแรงมากแล้ว แต่ทันใดนั้นเอง ก็เกิดแสงประกายจากนัยน์ตาของนาง เมื่อนางเริ่มรวบรวมพลังฝ่ามือวิชาพิสดารของนางไปแล้ว รอบกายของนางก็เริ่มเกิดคลื่นแปลกประหลาดพลุ่งพล่านออกมา บนร่างของนางมีพลังปราณที่เป็นอักษรยันต์ที่ดูแล้วน่าแปลกพิศวง สุดท้ายพลังนั้นก็รวบรวมจนกำเนิดเป็นเหยี่ยวเขาที่ลักษณะดูเหมือนตัวจริงอย่างมากตัวหนึ่ง

  “แกว่ก!”

  เหยี่ยวเขาที่กำเนิดขึ้นมาร้องแผดเสียงคู่ศัตรู มันสยายปีกขนาดกว้างหลายเมตรของมันกระพือสร้างพายุเล็กๆ พัดสาดใส่ร่างเงางูดำตัวนั้น กรงเล็บอันแหลมคมของเหยี่ยวจิกลงไปที่ร่างเงางูดำที่หนากว่าเจ็ดนิ้ว จากนั้นก็ฉีกร่างออกเป็นชิ้นๆ ทว่าร่างเงาเหยี่ยวเขาตัวนั้นก็ดำรงอยู่ได้ไม่นาน สุดท้ายร่างของมันก็กลายเป็นอักษรยันต์และแตกสลายเป็นชิ้นอยู่กลางอากาศ

  “นักเวทยันต์ นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะเป็นนักเวทยันต์ด้วย”

  ลวี่คุนตะลึงมองหน้าจูเสวี่ย ดูจากสีหน้าตกใจของเขา ก็สามารถพิสูจน์ได้ว่านักเวทยันต์คือผู้ที่มีพลังวรยุทธแก่กล้าไม่ธรรมดา เขาหันหน้าไปมองตู้เซ่าฝู่ที่ร่างปกปิดด้วยใบไม้ใบหญ้า จากนั้นก็หันไปมองที่จูเสวี่ย สุดท้ายก็เอ่ยกับพวกวัยรุ่นที่ยังคงยืนอยู่ทั้งหลายว่า “พวกเราไปเถิด”

  “ฟึ่บๆ”

       เมื่อวัยรุ่นเหล่านั้นได้ยินที่ลวี่คุนพูด แววตาก็เปลี่ยนไป พวกเขารีบตามลวี่คุนไปอย่างรวดเร็ว

       “ขอบคุณที่ท่านช่วยชีวิตข้า ข้ามีนามว่ากัวหมิง เป็นศิษย์แห่งสำนักยันต์ปราณ ท่านช่วยชีวิตของข้า ข้าติดข้าบุญคุณอันใหญ่หลวงจากท่าน” หนุ่มน้อยที่ตู้เซ่าฝู่ช่วยชีวิตไว้เก็บดาบยาวของเขาที่ตกอยู่ที่พื้น มองตู้เซ่าฝู่ด้วยสีหน้าที่ซาบซึ้งใจอย่างแท้จริงพร้อมกับกล่าวขอบคุณ

  “ที่แท้เจ้าคือคนของสำนักยันต์ปราณ”

        ตู้เซ่าฝู่เคยได้ยินเรื่องสำนักยันต์ปราณมาบ้าง ได้ยินว่ามีพลังอำนาจและอิทธิพลน่าเกรงขามเช่นเดียวกับสำนักอสรพิษสวรรค์และสำนักกระเงี้ยวนิล ศิษย์ทุกคนของสำนักล้วนเป็นยอดฝีมือที่แข็งแกร่ง จึงไม่แปลกที่เด็กวัยรุ่นเหล่านี้อายุแค่พอๆ กับเขา ทว่าบรรลุฌานขั้นเบิกนภากันแล้ว บุรุษร่างยักษ์เมื่อสักครู่มีฌานถึงขั้นเบิกนภาในระดับขั้นสัมผัสพลังลี้ลับ กัวหมิงที่มีฌานเพียงขั้นเบิกนภาในระดับขั้นสร้างรากฐานกลับสามารถรับมือได้อย่างสูสี

       ตู้เซ่าฝู่แหงนหน้าไปมองกัวหมิง และอยู่ดีๆ เขาก็นึกอะไรบางอย่างออก เอ่ยว่า “เจ้าพอมีชุดเหลือบ้างหรือไม่ ขอข้าสักชุดได้หรือไม่”

  กัวหมิงได้ยินก็รู้สึกงงงวย จากนั้นพอมองสภาพของตู้เซ่าฝู่ ก็เข้าใจได้ทันใด จึงรีบตอบ “มี ข้าพกมาเยอะเลย”

  “ฉึบๆ !”

       จูเสวี่ยที่อยู่ห่างจากสองคนนั้นไม่ไกลยังคงยืนอยู่ที่เดิมและมองลวี่คุนจากไป หลังจากมั่นใจว่าลวี่คุนออกไปจากที่นี่แล้ว จู่ๆ สีหน้าก็ซีดเผือด มีเลือดไหลออกมาจากทางปาก

  “ศิษย์พี่ ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”

  กัวหมิงตกใจรีบวิ่งเข้าไปหาจูเสวี่ยทันที สีหน้าตื่นตระหนกและเป็นห่วง

   “ข้าไม่เป็นไร เพียงแต่ใช้พลังมากเกินไป พวกเราต้องรีบไปจากที่นี่ มิเช่นนั้นหากพวกเขาพาคนมาเพิ่มขึ้นพวกเราจะลำบาก” จูเสวี่ยบอกกับกัวหมิง จากนั้นยิ้มเล็กน้อยให้กับตู้เซ่าฝู่ ถือเป็นการแสดงความรู้สึกขอบคุณที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือพวกเขา

  “ช้าก่อน”

       ตู้เซ่าฝู่ไม่เกรงใจเลยแม้แต่น้อย เขาไปนั่งยองๆ ค้นตัวบุรุษร่างยักษ์ที่ถูกเขาฆ่าตายเมื่อสักครู่นี้ นำสิ่งของที่มีค่าทั้งหมดมาเกลี้ยง แม้กระทั่งนักล่าอสูรจำนวนหนึ่งที่ถูกกัวหมิงฆ่าตายก่อนหน้านี้ก็ค้นชิงของไปเช่นกัน กัวหมิงและจูเสวี่ยมองหน้างงด้วยความรู้สึกมึนงง

       หลังจากนั้นสักครู่ ณ บริเวณหนึ่งในหุบเขา ตู้เซ่าฝู่เปลี่ยนเป็นชุดสีม่วงครามใหม่เอี่ยมอ่องที่ได้มาจากกัวหมิง คุณภาพของผ้าที่ใช้ทำชุดชุดนี้ดีกว่าชุดเดิมของเขามาก ทำให้เขายิ่งดูองอาจและสง่ามากขึ้น

       ตู้เซ่าฝู่ทราบจากการพูดคุยกับกัวหมิงและจูเสวี่ยว่าเหตุการณ์การระเบิดตัวเองของเหยี่ยวยักษ์ปีกทองและปีศาจหงส์เพลิงผ่านมาราวๆ เกือบหนึ่งเดือนแล้ว การฟื้นตัวและการฝึกวิชาฌานของเหยี่ยวยักษ์ปีกทองคิดไม่ถึงว่าจะผ่านมาได้นานถึงเพียงนี้

       นอกจากนั้นตู้เซ่าฝู่ยังทราบเรื่องราวสภาพการณ์ต่างๆ จากการเล่าของกัวหมิงและจูเสวี่ยว่า ยอดฝีมือของสำนักอสรพิษสวรรค์ สำนักกระเงี้ยวนิลและสำนักยันต์ปราณที่เมื่อครานั้นเข้ามาตามหามหาสมบัติอันล้ำค่าจากซากศพของอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองและปีศาจหงส์เพลิงม่วง หายไปอย่างไร้ร่องรอยยังไม่กลับออกไป พวกเขาที่อยู่ไกลๆ ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น หลังจากรอข่าวคราวมานาน ตอนนี้ทำได้แค่สืบเสาะหาข้อมูลอย่างระมัดระวัง

  ภายหลังที่พวกเขามารู้ พบแค่ว่าพื้นที่บริเวณนั้นถูกระเบิดกลายเป็นแค่ซากหินเศษทราย ไม่พบร่างของเหยี่ยวยักษ์ปีกทองกับปีศาจหงส์เพลิงม่วงเลย ยอดฝีมือที่เป็นท่านอาจารย์และศิษย์พี่ของพวกเขาตั้งมากมายก็หายไป ทว่าระหว่างที่ตามหาคนกลับพบขนนกที่ร่วงมาจากปีศาจหงส์เพลิงม่วง สิ่งที่พวกเขาพบถือว่าเป็นสมบัติที่ไม่ธรรมดาเลย นี่เป็นสาเหตุให้มีผู้คนจำนวนมากถือโอกาสจะเข้ามาแย่งชิง

       ศิษย์ของสามสำนักเปิดสงครามใหญ่กัน ทำให้มีคนบาดเจ็บล้มตายจำนวนไม่น้อย และก็มีหลายคนที่พลัดแตกกลุ่มหาพรรคพวกตัวเองไม่พบกัน

       นักล่าอสูรและนักสำรวจล่าสมบัติที่เข้ามาในแนวเขาอสุรกายภายหลังมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จูเสวี่ยและกัวหมิงพบว่าลวี่คุนศิษย์แห่งสำนักอสรพิษสวรรค์และกลุ่มนักล่าอสูรเสือดาวขาวร่วมมือกัน เพราะคิดจะรวมหัวแย่งชิงขนนกของปีศาจหงส์เพลิงม่วงไปจากพวกเขา พวกเขาสองคนกำลังหนีตาย และตู้เซ่าฝู่เข้ามาพบพอดี

       เมื่อตู้เซ่าฝู่ได้ยินที่สองคนนั้นพูด ก็เริ่มเข้าใจสถานการณ์โดยรวมคร่าวๆ ทว่าเขาไม่คิดจะบอกความจริงกับจูเสวี่ยและกัวหมิงเรื่องที่ว่าบรรดายอดฝีมือของสำนักพวกเขาถูกราชาอสูรสามตัวฉีกกระชากร่างเป็นชิ้นๆ นานไปแล้ว และเจ้าสำนักทรงผมนกกระเรียนคนนั้นน่าจะถูกราชาอสูรพวกนั้นล่าสังหารจนเสียชีวิตอย่างโหดร้ายทารุณไปนานแล้ว

       ไม่ใช่ว่าตู้เซ่าฝู่อยากปกปิดข่าวคราวพวกนี้กับจูเสวี่ยและกัวหมิง เพียงแต่ว่าเรื่องนี้เกี่ยวเนื่องไปถึงเหยี่ยวยักษ์ปีกทองและปีศาจหงส์เพลิงม่วง เขาต้องเก็บเรื่องนี้ไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ตนต้องพบเจอภยันตรายใดๆ เพราะเรื่องนี้เป็นเหตุ ดังนั้นปิดไปเป็นความลับจะดีกว่า

  ตู้เซ่าฝู่เองไม่ใช่คนโง่ หากมีคนพบว่าเขาสามารถบรรลุวิชาฝึกฌานของอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองได้ น่าจะเกิดปัญหามากมายตามมา อาจทำให้ผู้คนคิดจะจับเขาไปทดลองเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง แล้วชีวิตของเขาก็จะไม่ปลอดภัย

       “ข้าน้อยยังไม่ทราบชื่อแซ่ของท่านเลย ท่านมาจากสำนักใด คราวนี้ที่มาช่วยเหลือข้าน้อยขอขอบคุณท่านจากใจจริง” จูเสวี่ยมองตู้เซ่าฝู่ด้วยแววตาที่เป็นประกาย ใบหน้าของเธอยิ้มแย้มพร้อมกับดวงตา จูเสวี่ยที่สวมชุดสีมรกตอ่อน ใบหน้าเรียวยาว ดูแล้ววิจิตรงดงามยิ่งนัก

  ตู้เซ่าฝู่ยิ้มพร้อมกับกล่าวกับจูเสวี่ยว่า “ข้ามีนามว่าตู้เซ่าฝู่ ไม่ได้สังกัดสำนักหรือพรรคใดๆ”

  “ไม่ได้สังกัดสำนักหรือพรรคใดๆ”

       สีหน้าของจูเสวี่ยและกัวหมิงดูแล้วเหมือนว่าจะไม่เชื่อ เพราะตอนนั้นก่อนหน้าก็เห็นว่าเขามาพร้อมกับสตรียอดฝีมือคนหนึ่ง แม้กระทั่งเจ้าสำนักถงเสอของสำนักอสรพิษสวรรค์ยังเกรงกลัว พวกเขาคิดว่าตู้เซ่าฝู่มีความลับบางอย่างจำเป็นที่ต้องปิดบังไว้ จูเสวี่ยจึงไม่ได้ถามอะไรเพิ่มเติม นางยิ้มหวาน พร้อมเอ่ยถามไปว่า “ไม่ทราบว่าท่านมีแผนการอันใดหรือ?”

  ตู้เซ่าฝู่กล่าว “ข้าตั้งใจจะออกไปจากเทือกเขาอสุรกายและไปที่เมืองสือเฉิง”

       จูเสวี่ยขมวดคิ้ว กล่าวว่า “ตำแหน่งที่พวกเราอยู่ในขณะนี้หากจะเดินทางไปเมืองสือเฉิง ด้วยความเร็วของพวกเรา แม้กระทั่งเดินทางตรงไปอย่างไม่หยุดพัก ครึ่งเดือนก็ยังไม่แน่ว่าจะถึงได้ ข้ากับกัวหมิงเองก็ต้องออกไปจากเทือกเขาอสุรกายให้ได้ก่อน จากนั้นค่อยคิดหาวิธีฝึกยอดฝีมือในสำนักเพื่อตามหาศิษย์น้องทั้งหลายในสำนักที่พลัดหลงหายไป ขณะนี้ในเทือกเขาอสุรกายอันตรายมาก พวกเรามาร่วมทางไปด้วยกันดีหรือไม่?”

  “เอ่อ…”

  ตู้เซ่าฝู่ครุ่นคิดสักครู่ เขาคิดว่าจูเสวี่ยและกัวหมิงต่างก็เป็นผู้ฝึกฌานขั้นเบิกนภา ความสามารถเก่งฉกาจอยู่ หากมีสองคนเพิ่มขึ้นก็คงปลอดภัยขึ้นจริงๆ แม้ว่าสองคนนี้กำลังประสบปัญหาถูกรังควานอยู่ แต่เขาเองก็ยื่นมือเข้าไปช่วยแล้ว สุดท้ายจึงพยักหน้า กล่าวว่า “ก็ดี งั้นไปก็ด้วยกันเถิด”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ยุทธจักรเทพยุทธ์” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/2819

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)