0 Views

        “ฝีมือพอใช้ได้นี่ เพียงแต่เจ้าบรรลุฌานเบิกนภาเพียงขั้นสัมผัสพลังลี้ลับ ทว่าข้าบรรลุถึงขั้นถึงฟากฝั่งแล้ว เจ้ายังไม่มีความสามารถพอที่จะมาสู้สูสีกับข้าได้”

       ความรวดเร็วของจูเสวี่ย ทำให้ลวี่คุนเองก็ตกตะลึงมาก ทว่าสีหน้าตกใจของเขาแสดงออกมาเพียงครู่เดียว เขาเร่งฝีเท้าเคลื่อนไหวไปทางด้านข้าง พร้อมกับปล่อยพลังหมัดที่มีพลังปราณห่อหุ้มอยู่ไปปะทะกับพลังดัชนีที่โจมตีมา จอมยุทธทั้งสองโจมตีปะทะกัน พลังปราณของสองฝ่ายค่อยๆ จางลงพร้อมกัน อย่างไรก็ตามพอดูออกได้ว่า การโจมตีของลวี่คุนทำได้เหนือกว่า

  “พวกเจ้าเองก็ต่อสู้กันได้แล้ว”

       บุรุษร่างยักษ์ในมือถือดาบยักษ์อยู่ข้างหนึ่ง ขณะนั้นเองเขาก็เริ่มขยับ เห็นเป็นเงาคนพุ่งกระโจนออกไปหาเป้าหมาย เขาง้างดาบฟันไปทางวัยรุ่นชายคนนั้น ดาบยักษ์มีพลังปราณแผ่ออกมา ทำให้บริเวณนั้นเกินพลังคลื่นไหวอยู่รอบในอากาศ นึกไม่ถึงเลยว่าเขาเองก็เป็นผู้ฝึกฌานขั้นเบิกนภาเช่นกัน

       “เจ้าสารเลว พวกเจ้าเป็นแค่นักล่าอสูรกระจอกงอกง่อยยังบังอาจมาล่วงเกินกับพวกเราสำนักยันต์ปราณ ต้องมีสักวันที่ข้าจะทำให้พวกเจ้าเสียใจ” หนุ่มน้อยด่าทออย่างรุนแรง แต่ว่าก็ไม่กล้าประมาท ดาบยาวในมือของเขาถูกเปลี่ยนเป็นลำแสงยะเยือก เขารีบยกดาบขึ้นไปรับการฟาดโจมตีของบุรุษร่างยักษ์คนนั้น

       ทั้งสองคนก็เริ่มประมือต่อสู้กันอย่างดุเดือด ระดับขั้นการฝึกฌานของเด็กหนุ่มกับบุรุษร่างยักษ์เท่ากัน หากมองตามกำลังและความสามารถ เปรียบเทียบด้านวิทยายุทธวิชากระบี่ของขั้นเบิกนภาและกำลังกาย หนุ่มน้อยคนนั้นก็ไม่ได้น้อยหน้าไปกว่าบุรุษร่างยักษ์คนนั้นเลย

       ยิ่งไปกว่านั้นเด็กหนุ่มคนนี้อายุเพียงสิบหกสิบเจ็ดเท่านั้น แต่บุรุษร่างยักษ์อายุราวๆ สามสิบใกล้สี่สิบแล้ว พลังและความสามารถของทั้งสองคนสามารถแยกแยะได้อย่างชัดเจน คิดว่าหากได้รับการฝึกฝนต่อไปอีกไม่นาน ชายหนุ่มคนนี้ก็น่าจะสามารถต่อกรบุรุษร่างยักษ์ได้แน่

       ห่างจากตรงนั้นไม่ไกล การประมือระหว่างจูเสวี่ยและลวี่คุนก็ยากที่จะแยกแพ้ชนะ แม้ลวี่คุนจะดูเหนือกว่า ทว่าดูแล้วคงไม่สามารถเอาชนะจูเสวี่ยได้อย่างง่ายในเวลาอันสั้นนี้

  “ลุยเข้าไปพร้อมกัน จัดการเจ้าหนุ่มคนนั้นก่อน”

       ต่อสู้ไปสักพักบุรุษร่างยักษ์ก็เริ่มรู้สึกหวั่นๆ พบว่าตนเริ่มเสียเปรียบขึ้นเรื่อยๆ จึงเริ่มเกรงกลัวสถานะของชายหนุ่มคนนั้นแล้วลึกๆ ในใจ เขาเริ่มร้อนใจ ดังนั้นก็เลยตะโกนเรียกพรรคพวกประมาณสิบคนที่อยู่ใกล้ๆ

  “ลงมือด้วยกัน”

  ชายร่างยักษ์รอบๆ สิบกว่าคนเมื่อได้ยิน ต่างก็คว้าอาวุธที่ตนถนัดแล้วก็พุ่งตามเข้าไป พละกำลังความสามารถของแต่ละคนสู้บุรุษร่างยักษ์ไม่ได้ ไม่มีใครบรรลุถึงขั้นเบิกนภา แต่ที่สำคัญคือคนจำนวนมาก จึงทำให้ชายหนุ่มคนนั้นรับมือได้อย่างไม่สะดวก

        วัยรุ่นหลายคนที่น่าจะติดตามลวี่คุนมา ล้วนจ้องมองไปที่ลวี่คุนกับจูเสวี่ย เด็กๆ พวกนั้นแทบไม่ได้สนใจอะไรพวกบุรุษร่างยักษ์สักเท่าไร สายตาที่เหลือบมองพวกกลุ่มนักล่าอสูรแสดงเพียงความรู้สึกดูถูกและรังเกียจ ราวกับว่าไม่เห็นพวกเขาอยู่ในสายตา ไม่ยอมรับพวกเขาเป็นพรรคพวกอย่างแท้จริง ขณะนี้ยอมร่วมมือเพียงแค่หลอกใช้ประโยชน์เท่านั้น

  “ฉึกๆๆ”

       ชายหนุ่มคนนั้นแม้ถูกรุมโจมตี ทว่ายังพอหาโอกาสใช้ดาบของเขาโต้กลับโจมตีจนได้รับบาดเจ็บสาหัส และสังหารกลุ่มชายร่างยักษ์ไปได้หลายคน ผู้ที่ยังไม่บรรลุขั้นเบิกนภา ต่อกรกับผู้ฝึกฌานขั้นเบิกนภาได้ยากมากจริงๆ

  “ฉึก!”

       แต่ในขณะเดียวกัน บุรุษร่างยักษ์ที่เป็นหัวโจกในที่สุดก็หาโอกาสได้ เขาใช้ดาบยักษ์ที่ห่อหุ้มด้วยพลังแสงฟาดฟันไปยังเด็กหนุ่มคนนั้น

       “วิชาดาบดูดวิญญาณ”

       เด็กหนุ่มคนนั้นสีหน้าเปลี่ยน รีบแกว่งดาบยาวมในมือร่ายพลัง เกิดเป็นเงาดาบจำนวนมากพุ่งออกไปทางดาบพลังแสงนั้น สุดท้ายก็สามารถรับวิชาดาบอันแกร่งกล้านี้ไว้ได้

  “ปึง!”

       เพียงแต่บุรุษร่างยักษ์คนนั้นผ่านสมรภูมิรบมาเยอะ มีประสบการณ์การต่อสู้ที่มากกว่าเด็กหนุ่มคนนั้น เขาถือโอกาสใช้พลังหมัดเหวี่ยงใส่บริเวณหน้าอกของหนุ่มน้อยคนนั้น เมื่อหมัดนั้นกระแทกโดนร่างกายของเขา ทำให้เด็กหนุ่มคนนั้นโซเซถ้าหลังไปเป็นสิบก้าว ดาบในมือของเขาร่วงหล่นบนพื้น เขาบาดเจ็บภายในจนสำลักเลือดออกมา

  “เจ้าหนู อย่าคิดว่าชื่อของสำนักยันต์ปราณจะใช้อวดเบ่งที่เทือกเขาอสุรกายได้ อย่าคิดว่าพวกข้าจะกลัวพวกเจ้า ต่อให้พวกเจ้าตายไป แล้วใครจะรู้ว่าการตายของพวกเจ้าเกี่ยวอะไรกับข้า”

       บุรุษวัยกลางคนคนนั้นยิ้มด้วยมุมปากท่าทางดูชั่วร้าย พลังอาฆาตของเขาคุกรุ่นออกมา เพื่อการดำรงชีวิตรอดและเป็นใหญ่ในเทือกเขาอสุรกาย พวกเขาไม่สนใจว่าจะต้องฆ่าคนไปกี่คน ผลประโยชน์คือสิ่งที่สำคัญที่สุด ของที่ติดตัวศิษย์ของสำนักยันต์ปราณต้องทำให้พวกเขาพึงพอใจมากได้แน่ พวกเขาจึงไม่คิดจะหยุดเลย ต่างวิ่งกระทืบพื้นรุนแรงเสียงดัง ง้างดาบฟาดฟันใส่หนุ่มน้อยคนนั้นไม่หยุด

       เด็กหนุ่มคนนั้นกำลังโซเซอยู่ บวกกับกำลังบาดเจ็บอย่างหนัก จึงไม่สามารถรับการโจมตีของบุรุษร่างยักษ์คนนั้นได้ เมื่อดาบยักษ์นั้นฟาดใส่ รูม่านตาของเขาก็หดเล็กลงจากอาการตกใจ เลยทำได้แต่มองดูตาปริบๆ

       “หมาหมู่ คนเยอะรุมรังแกคนน้อย แบบนี้ไม่ค่อยมีศีลธรรมเท่าไรนะ”

       ขณะที่เด็กหนุ่มคนนั้นกำลังรู้สึกสิ้นหวัง จู่ๆ ก็มีเสียงพลังปราณลอยมาจากข้างๆ เขา เขาตาพร่ามัว มองเห็นเป็นแค่เงาแว๊บๆ เคลื่อนตัวอย่างพลิ้วไหวมาปรากฏอยู่ข้างกายเขา

  “ปึง!”

       เกิดเสียงกระแทกทุ้มต่ำดังขึ้นมา บริเวณรอบๆ สั่นไหวอย่างรุนแรง จากนั้นทุกคนก็เห็นบุรุษกำยำร่างยักษ์คนนั้นกระเด็นไปด้านหลัง เมื่อพอทรงตัวได้ สีหน้าก็ซีดเผือดขึ้นมา นัยน์ตาแลดูตกตะลึง เขารีบหันหน้าควันไปมองทันที

       ขณะนี้สายตาของแต่ละคนจับจ้องไปที่บุคคลปริศนาที่จู่ๆ ปรากฏกายขึ้นมา เมื่อเห็นบุคคลคนนั้นทุกคนต่างสีหน้าดูประหลาดใจกันยกใหญ่

       บุคคลปริศนาที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นมาคือวัยรุ่นชายคนหนึ่ง ลำตัวของเขาถูกปกคลุมด้วยกองใบไม้ที่ซ้อนกันหนาๆ ซึ่งใบไม้ถูกเรียงติดกันได้โดยใช้ก้านเถาวัลย์ ดูแล้วเหมือนคนป่า ทว่าแววตาของเขาดูคมคายและสดใส ใบหน้าหล่อเหลา บุคลิกดูผู้ดีไม่เหมาะกับคนป่าสักเท่าไร

       บุคคลปริศนาที่ปรากฏตัวคือตู้เซ่าฝู่! เขาปีนขึ้นมาจากหลุมลึกลับกลางเขา หลังจากตู้เซ่าฝู่ปีนขึ้นมาได้ก็เพิ่งพบว่าตนเองอยู่ตีนหน้าผา และพบว่าเสื้อผ้าที่เคยสวมถูกเผาเป็นจุณหมดแล้ว

  ตู้เซ่าฝู่ไม่ได้เตรียมเสื้อผ้าติดตัวมาสำหรับการเดินทางครั้งนี้ เขาจึงไม่มีหนทางอื่นแล้ว ทำได้เพียงนำด้านเถาวัลย์กับใบไม้มาพันตัวเป็นชุดไปก่อน เพิ่งปีนขึ้นจากหน้าผาไม่นาน ก็พบกลุ่มคนกำลังต่อสู้กันอยู่ และสังเกตเห็นว่าคนเยอะรังแกคนน้อย พอดีที่ตอนนี้เขาก็บรรลุถึงขั้นเบิกนภาแล้ว จึงอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปช่วยสักหน่อย

  “นั่นมันชายคนนั้น…”

       กลุ่มวัยรุ่นที่ติดตามลวี่คุนมาพวกนั้นเมื่อเห็นหน้าบุคคลที่ปรากฏตัว ก็นึกออกได้ทันใดว่าคือตู้เซ่าฝู่ เด็กหนุ่มคนนั้นใช้เพียงกระบวนท่าเดียวก็อัดจนศิษย์น้องของพวกเขากระเด็นลอยไปได้ นึกไม่ถึงว่าจะพบกับเขาอีกที่นี่

  “เป็นเจ้านี่เอง……”

       พวกเด็กวัยรุ่นที่ก่อนหน้าหนีเอาชีวิตรอดกันเมื่อเห็นตู้เซ่าฝู่ปรากฏตัวมา ก็ตะลึงประหลาดใจกันอย่างมาก เหตุการณ์ตอนนั้นพวกเขาก็อยู่ไม่ไกลจึงเคยเห็นฝีมือตู้เซ่าฝู่มาก่อนแล้ว

       “เจ้าหนุ่มน้อยคนป่าโผล่มาจากไหนหรือเนี่ย ข้าเตือนว่าเรื่องของกลุ่มนักล่าอสูรเสือดาวขาวของข้ายุ่งให้มันน้อยๆ หน่อยจะดีกว่า”

       เมื่อบุรุษกำยำร่างยักษ์ถูกอัดกระเด็น สีหน้าก็เปี่ยมไปด้วยความตกใจ จากนั้นเมื่อเห็นว่าเป็นเพราะเจ้าหนุ่มน้อยคนป่าคนหนึ่ง ก็เริ่มรวบรวมลมปราณ ส่งพลังปราณไหลเวียนทั่วร่างกาย มีพลังปราณจำนวนมากไหลเอ่อไปรวมกันที่ลำแขนทั้งสองข้าง เขากำด้ามจับดาบยักษ์ไว้แน่น กางขาเหยียบตั้งหลักไว้อย่างมั่นคง จากนั้นก็พุ่งเข้าหาเป้าหมายอย่างรวดเร็ว แรงกดดันกาศที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวโดยฉับพลัน ทำให้ใบไม้ที่อยู่โดยรอบปลิวว่อน และทันใดนั้นเขาก็ง้างดาบฟันไปทางตู้เซ่าฝู่

  “วิชาดาบแรงโน้มถ่วง!”

       วิชาดาบท่านี้คือท่าไม้ตายของบุรุษยักษ์หัวโจกคนนั้นแล้ว อสูรขั้นเบิกนภาเคยถูกวิทยายุทธกระบวนท่านี้ฟาดฟันจนตายคาดาบเพียงดาบเดียวมาแล้ว พลังปราณกดอัดอยู่ที่คมดาบรุนแรงและคมกริบราวกับสามารถฟันให้ทุกอย่างให้แตกสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยได้

       ตู้เซ่าฝู่หยีตาเล็กน้อย แต่ยังคงยืนตั้งรับการโจมตีอย่างรุนแรงของบุรุษยักษ์คนนั้นด้วยสีหน้าที่ยังสงบนิ่ง ขณะที่คมดาบกำลังฟันมาหา เขาขยับตัวอย่างพลิ้วไหวเพียงเล็กน้อยไปทางด้านข้าง วิชาดาบนั้นก็ฟันเฉียดหูไป

  “ฟึ่บๆ!”

       เมื่อคมดาบฟาดฟันถูกต้นไม้ใหญ่ที่ลำต้นตั้งตรงหนาขนาดราวๆ โอ่งใส่น้ำ ลำต้นต้นไม้ทั้งต้นก็หักออกครึ่งตามรอยที่ถูกฟัน ผืนดินในรัศมีโดยรอบถูกพลังปราณอันร้อนแรงกระแทกจนสะเทือนเกิดเป็นรอยร้าวที่พื้นเป็นบริเวณกว้าง และรอยแยกก็แตกออกขึ้นเรื่อยๆ

       ตู้เซ่าฝู่กำหมัดแน่นขณะที่เบนตัวหลบการโจมตีโดยใช้เวลาเพียงชั่วพริบตาเดียว ปลายเท้ากวาดที่พื้นดินเป็นวงเบาๆ เพื่อการทรงตัวและวนหลบไปอยู่ด้านหลังของบุรุษร่างยักษ์คนนั้น การเคลื่อนไหวของเขาพลิ้วไหวราวกับวิญญาณที่ไร้น้ำหนัก เขารวบรวมพลังปราณไว้ที่หมัดเป็นพลังพิเศษที่ทำให้เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวถึงสามครั้ง พลังนี้ราวกับว่าสามารถสร้างระเบิดในอากาศที่อยู่โดยรอบได้ สุดท้ายเขาก็เหวี่ยงหมัดนี้ไปที่กลางหลังจากบุรุษร่างยักษ์คนนั้น

  “ปึง!”

  เสียงกระแทกอย่างรุนแรงดังขึ้น สีหน้าเคร่งขรึมและเย็นชาของบุรุษร่างยักษ์กลายเป็นสีหน้าที่ตกตะลึงและสะเทือนใจ จากนั้นไม่นานเขาก็พ่นโลหิตออกทางปากจำนวนมาก โลหิตทั้งหลายนี้เกิดจากการที่อวัยวะภายในถูกทำลายจนเละ

  “ฌานของเจ้าก็แค่ขั้นเบิกนภาถึงแค่ระดับขั้นสร้างรากฐานนี่ เป็นไปได้อย่างไร เป็นไปได้อย่างไรกัน…”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ยุทธจักรเทพยุทธ์” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/2819

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)