0 Views

       “ฟิ่วๆ ๆ !”

       ในขณะนั้น อักษรยันต์ที่รวบรวมเป็นร่างเงาเหยี่ยวยักษ์ปีกทองที่อยู่ด้านหลังของตู้เซ่าฝู่กลายเป็นอักษรยันต์ที่ไหลเวียนเข้าไปข้างในร่างของเขา ปรากฏการณ์นี้เป็นเหมือนดั่งการหลอมรวมกับร่างกาย ไม่มีร่องรอยใดๆ ให้สังเกต ทว่ามันทำให้ร่างของตู้เซ่าฝู่เกิดเสียงสะท้อนกึกก้องดังกังวาน ทำตัวเกิดรัศมีแสงสีทองอร่ามสาดออกมาจากทั่วร่าง สุดท้ายแสงสีทองก็หายวับไป

  “ฟู่!”

       เมื่อทุกอย่างสงบลง ตู้เซ่าฝู่ก็พ่นปราณโสมมในร่างกายออกมา จากนั้นตาสองข้างก็เปิดออก ดวงตาของเขาสดใสเป็นประกายแสงสีทองจางๆ ดูแล้วสง่าน่าเกรงขาม

       “ขั้นเบิกนภา ในที่สุดก็บรรลุขั้นเบิกนภาแล้ว”

       ตู้เซ่าฝู่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของภายในร่างกาย ขนาดตัวเขาเองก็ยังรู้สึกตะลึง ก่อนหน้านั้นไม่นานเขาเป็นบุคคลที่ไม่มีวิชาฌานใดๆ แต่เพียงระยะเวลาอันสั้น เขากลับบรรลุถึงขั้นเบิกนภาได้

       ในที่สุดก็บรรลุขั้นเบิกนภาแล้ว ตู้เซ่าฝู่ถือว่าเป็นผู้ฝึกฌานที่แท้จริงคนหนึ่งแล้ว การได้เป็นผู้ฝึกฌานขั้นเบิกนภา ทำให้อยู่ในเมืองสือเฉิงอยากทำอะไรก็ทำได้ไม่ต้องเกรงกลัวใคร

  “วิชาลมปราณของอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองช่างแข็งแกร่งจริงๆ”

       ตู้เซ่าฝู่ประหลาดใจอย่างมากที่สามารถบรรลุขั้นเบิกนภาได้อย่างอัศจรรย์ ในใจของตู้เซ่าฝู่รู้ดีว่า สิ่งที่เข้าได้มาคือวิชาฌานของเหยี่ยวยักษ์ปีกทอง และวิชาลมปราณของเหยี่ยวยักษ์ปีกทองไม่ได้มีเพียงเท่านี้ ยังมีการฝึกร่างกายที่ทำให้แข็งแกร่งได้ยิ่งกว่านี้ ยังมีสิ่งที่น่าพิศวงอีกมากมาย

  ตู้เซ่าฝู่สัมผัสถึงสิ่งที่เปลี่ยนแปลงในร่างกายของเขา ทั้งร่างของเขาราวกับเพิ่งผ่านการชำระล้างครั้งใหญ่ เหมือนได้เปลี่ยนถ่ายเลือดและกระดูกในร่าง วิชาฝึกฌานของเหยี่ยวยักษ์ปีกทองช่างร้ายแรงเหลือเกิน

       หลังจากนั้น ตู้เซ่าฝู่ก็ตื่นจากความตกใจและดีใจ เขามัวแต่จมดิ่งกับเรื่องที่ตนบรรลุฌานขั้นเบิกนภาได้สำเร็จ และยังฝึกวิชาฝึกฌานของเหยี่ยวยักษ์ปีกทองได้อีก ทุกอย่างที่เกิดขึ้นช่างน่าเหลือเชื่อ เป็นเรื่องที่อัศจรรย์เหลือเกิน

        ตู้เซ่าฝู่ยกมือมาประคองบริเวณหน้าอก เขารู้สึกได้ว่ากระดูกหน้าอกที่ถูกทำให้หักเชื่อมกับท่อนกระดูกอีกท่อนไว้แล้ว กระดูกอีกท่อนมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหยี่ยวยักษ์ปีกทอง วิชาการฝึกฌานของเหยี่ยวยักษ์ปีกทองในตัวเขาก็มาจากกระดูกหักที่เชื่อมเข้ามาท่อนนี้

       กระดูกหักนั้นกำเนิดลมปราณออกมาได้อย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น หลังจากที่เขาเปิดจุดชีพจรเสินเชวี่ยบรรลุขั้นเบิกนภาแล้ว ลมปราณก็หยุดไหลออกมา กระดูกหักกับกระดูกของเขาขณะนี้หลอมรวมกันเป็นหนึ่งโดยไร้ข้อต่อใดๆ ราวกับว่าเป็นหนึ่งในร่างกายของเขา ทุกอย่างช่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก

  “ที่นี่คือที่ไหน เหตุใดข้ามาอยู่ที่นี่?”

       ตู้เซ่าฝู่เพิ่งตระหนักได้ว่าตนอยู่ในหลุมในหุบเขา เขาไม่รู้ว่าตนเองเข้ามาในนั้นได้อย่างไร ทั้งตัวเปลือยเปล่า เขาจำได้ว่าตนอยู่ในไฟระเบิดที่วิหคยักษ์ปีกประกายทองกับวิหคยักษ์เปลวเพลิงม่วงระเบิดตัวเอง เหตุใดเขาจึงมีอยู่ตรงนี้ได้ล่ะ

  ชุดม่วงที่เคยปกปิดร่างของเขาก็ถูกเผาจนเหลือแค่เศษซาก ตู้เซ่าฝู่เหมือนว่าจะจำได้คลับคล้ายคลับคลา ตนเองถูกเพลิงไฟสีม่วงเผาทั่วร่าง เสื้อผ้าบนตัวเขาจึงถูกเผาไหม้เป็นตอตะโก

       ณ ที่ไม่ไกลจากตัวเขาสักเท่าไร ตู้เซ่าฝู่พบว่า ขวดหยกที่บรรจุโลหิตสกัดของอสูรหมาป่าเป้าสือและกล่องฝ้ายที่ใส่ยาสร้างรากฐานปราณสองกล่องยังคงอยู่ เพียงแต่ขวดหยกและกล่องฝ้ายนั้นเหลือเพียงแค่เศษ คาดว่าน่าจะถูกอุณหภูมิสูงจากกองเพลิงเผาจนมอดเหลือเพียงเท่านี้

       ในใจของตู้เซ่าฝู่รู้สึกคับแค้นและเสียดาย โลหิตสกัดของอสูรหมาป่าเป้าสือและยาสร้างรากฐานปราณมีมูลค่าสูงมาก ตอนแรกเขาคิดจะนำมาใช้ในการชำระล้างเพื่อสร้างรากฐานปราณจะได้บรรลุขั้นเบิกนภา

  แต่พอมาคิดว่าขณะนี้เขาบรรลุขั้นเบิกนภาแล้ว ในร่างเกิดความเปลี่ยนแปลงไม่น้อย การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายมาจากเหยี่ยวยักษ์ปีกทอง หากเปรียบกับอสูรหมาป่าเป้าสือ ถือว่าห่างชั้นราวกับฟ้ากับดิน อสูรหมาป่าเป้าสือนำมาเปรียบด้วยไม่ได้เลย พอคิดเช่นนี้ได้ตู้เซ่าฝู่จึงปล่อยวางได้

  “อ๊ะ!”

  ตู้เซ่าฝู่แสดงสีหน้าประหลาดใจ ตอนแรกเขาคิดว่าทุกอย่างจะถูกเผาเป็นจุณหมดแล้ว ทว่ากลับพบของสองสิ่ง มันคือเจดีย์เล็กและกระดูกอสูรชิ้นหนึ่ง มันมาจากตอนที่เขาไปหอเก็บคัมภีร์วรยุทธเพื่อหาคัมภีร์จื่อชี่เฉาหยังบังเอิญไปพบเข้าและนำติดตัวออกมา ขวดหยกและกล่องฝ้ายถูกเผาเหลือเพียงซาก ทว่าเจดีย์เล็กและกระดูกอสูรกลับไม่มีร่องรอยเสียหายใดๆ เลย ตู้เซ่าฝู่จึงรู้สึกแปลกประหลาดใจมาก และรับรู้ได้ว่าเจดีย์เล็กและกระดูกอสูรเป็นของที่ไม่ธรรมดาจริงๆ

       ณ รุ่งอรุณ อากาศในขุนเขาพงไพรมีหมอกบางๆ ปกคลุมแทรกแซงบนห้วงนภา

       ในป่ามีต้นไม้ใหญ่ที่สูงตระหง่านขึ้นอยู่ทั่ว ใบไม้ที่ขึ้นดกบดบังแสงตะวันที่ลอดผ่าน แสงที่สาดสู่เบื้องล่างเป็นแสงอ่อนๆ ถูกกรองโดนใบไม้บนต้นที่ซ้อนกัน

       สาวน้อยคนหนึ่งและหนุ่มน้อยคนหนึ่งกำลังวิ่งอยู่ท่ามกลางป่าเขาเพียงลำพัง สีหน้าท่าทางของพวกเขาราวกับว่ากำลังจนตรอกตกอยู่ในที่นั่งลำบาก

       “พวกเราต้องรีบตามหานายท่านเฮ่อและคนอื่นๆ ให้พบให้ไวที่สุด มิเช่นนี้แย่แน่” สาวน้อยคนนั้นเอ่ยเบาๆ ใต้ฝ่าเท้ามีพลังปราณแผ่อยู่ พวกเขารีบร้อนกำลังวิ่งฝ่าดงไพร ราวกับว่ากำลังวิ่งหนีจากอะไรบางอย่าง

       “สำนักอสรพิษสวรรค์ช่างร้ายกาจ ข้าไม่มีทางยกโทษให้พวกเขาแน่” วัยรุ่นหนุ่มอายุราวๆ สิบหกสิบเจ็ด ในมือถือดาบ กำลังรีบวิ่งพุ่งไปด้านหน้า พร้อมกับกล่าวสบถด่าทอไปด้วย ทว่าความเร็วยังช้ากว่าวัยรุ่นสาวคนนั้นอย่างชัดเจน ความเก่งกาจของเขาน่าจะเทียบกับนางไม่ติดเลย

  “จูเสวี่ย เจ้าหนีไม่พ้นแล้ว ส่งสมบัติออกมา แล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้า”

       ทันใดนั้นเอง ก็มีเงาของคนจำนวนมากเข้ามาใกล้ ผู้นำกลุ่มที่ปรากฏตัวคนแรกคือวัยรุ่นชายอายุประมาณยี่สิบ หน้าตายิ้มแย้ม หุ่นผอมเพรียวดูแข็งแรงและหน้าตาดูหล่อเหลา เป็นลักษณะของบุรุษที่น่าจะได้รับความนิยมจากสาวๆ เป็นอย่างดี ทว่าดวงตาเรียวยาวหนังตาสองชั้นของเขา กำลังเผยความเจ้าเล่ห์ออกมา ทำให้ดูแล้วรู้สึกว่าเป็นคนปลิ้นปล้อนร้ายกาจ

  “ซู่ๆ!”

       จากนั้นก็มีวัยรุ่นหลายคนปรากฏตัวขึ้นบริเวณต้นไม้สูงใหญ่ตรงนั้น และทันใดนั้นก็มีเงาคนราวๆ สิบคน กระโจนเข้าไปล้อมรอบสาวน้อยและหนุ่มน้อยสองคนนั้น

  สาวน้อยคนนั้นสีหน้าเปลี่ยน ชะงักเท้าหยุดวิ่งต่อ ทั้งสองคนเอาหลังชนกัน เพื่อเป็นการป้องกันระวังศัตรูที่อาจเข้ามาได้รอบด้าน

  “ลวี่คุนเจ้าบังอาจโจมตีพวกข้า สำนักยันต์ปราณของข้าไม่มีทางปล่อยเจ้าไปแน่” สาวน้อยคนนั้นหุ่นผอมบาง สวมชุดกระโปรงยาว มีพลังปราณไหลเวียนรอบตัวของนาง ดวงตาของนางสดใส ทว่าแววตาเริ่มเคร่งครียดแล้ว

  “จูเสวี่ยเจ้าคิดว่าสำนักอสรพิษสวรรค์ของข้าจะกลัวสำนักยันต์ปราณของเจ้าหรือ คำพูดนี้เอาไปใช้ขู่คนอื่นอาจจะพอได้ แต่เอามาขู่ข้าไม่ได้หรอก” ชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่าลวี่คุนยิ้มให้สาวน้อยผอมบางคนนั้น จากนั้นก็แสยะยิ้มส่งสีหน้าชั่วร้ายให้กับนาง และกล่าวว่า “ถามเจ้าอีกครั้ง จะส่งสมบัติมาให้ข้าหรือไม่?”

  จูเสวี่ยมองไปรอบๆ สีหน้าเครียดขึ้น จากนั้นปล่อยพลังปราณไหลทะลักออกมาจากร่าง พร้อมกับเอ่ยว่า “อยากได้สมบัติหรือ ข้าคิดว่ากำลังของเจ้ายังไม่พอใช้สำหรับแย่งชิงไปหรอก”

  “อย่างนั้นข้าคงต้องลงมือแล้วล่ะ”

   ลวี่คุนยิ้มอย่างเย็นชา จากนั้นพูดกับบุรุษวัยกลางคนร่างยักษ์อายุราวๆ สามสิบที่อยู่ข้างหลังว่า “หัวหน้ากลุ่มสาม เจ้าเดาไว้ไม่ผิด พวกเขาหนีมาตรงนี้จริงด้วย ตอนนี้ปล่อยให้ข้าจัดการยัยผู้หญิงคนนี้เอง เจ้าหนุ่มคนนั้นยกให้เจ้า รีบสู้ให้จบไวๆ ทำตามที่พวกเราคุณกันไว้ สมบัติเป็นของสำนักอสรพิษสวรรค์ ส่วนสิ่งของอย่างอื่นบนตัวพวกเขา เป็นของเจ้าทั้งหมด”

       “คุณชายลวี่วางใจเถิด เขตเทือกเขาอสุรกายนี้พวกเรานักล่าอสูรคุ้นเคยกว่าใครๆ บอกแล้วว่าพวกเขาหนีไม่พ้นหรอก สาวน้อยให้ท่านจัดการ เดี๋ยวเจ้าหนุ่มข้าจัดการเอง จัดการพวกมันสองคนได้แล้ว ค่อยไปจัดการคนอื่นต่อ” บุรุษตัวยักษ์รูปร่างกำยำกล่าว ที่แขนของชายคนนี้มีรอยสักเป็นหัวของเสือดาว ดูจากลมปราณที่ไหลเวียน ท่าทางไม่กระจอกเลยสักนิดเดียว

  “งั้นก็ลงมือกันเลย”

       ลวี่คุนพยักหน้า ขณะที่พูด ก็จ้องจูเสวี่ยที่ยืนอยู่ไม่ไกล เขาส่งสีหน้าเย็นชาและเล่ห์เหลี่ยมไปให้ จากนั้นก็เริ่มปล่อยพลังปราณออกมา ใช้พลังปราณมืดแห่งความหนาวเหน็บโจมตีใส่จูเสวี่ย

  “ศิษย์น้องกัวเจ้าระวังตัวให้ดีนะ”

       เมื่อถูกพลังปราณมืดแห่งความหนาวเหน็บโจมตี จูเสวี่ยรู้สึกว่าผิวทั้งตัวของนางตึงไปหมด และในใจเจ็บแปล๊บเหมือนโดนไฟดูดร่าง นางพยายามหลบหนีถอยไปข้างหลังอย่างรวดเร็ว

  “ฉึกๆ”

  พลังปราณมืดแห่งความหนาวเหน็บพุ่งไปโอบล้อมรอบคอของจูเสวี่ย จูเสวี่ยหนีรอดได้อย่างหวุดหวิด นางใช้มือบางๆ ของนางรวบรวมพลังดัชนีขึ้นมาอย่างรวด และใช้พลังนี้เล็งโจมตีที่หน้าอกของลวี่คุน!


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ยุทธจักรเทพยุทธ์” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/2819

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)