0 Views

       เมื่อลองจัดการกับความรู้สึกนึกคิด ตู้เซ่าฝู่ค้นพบความจริงที่น่าตกใจมากเรื่องหนึ่ง เขาพบว่านอกจากเขาไม่ได้ตายแล้ว ยังได้วิธีการฝึกฌานของตระกูลสายพันธุ์เหยี่ยวยักษ์สีทองมาด้วย

       เหยี่ยวยักษ์ปีกทองเป็นหนึ่งในสายพันธุ์อสูรชั้นยอดที่เคยได้ยินกันแค่ในตำนาน ในตำนานเล่าว่าเหยี่ยวยักษ์ปีกทองทุกตัวต่างมีความร้ายกาจและน่ากลัวมาก ยอดฝีมือหลายคนต่างยังรู้สึกหวาดกลัวกับพลังและความฉกาจของพวกมัน

  “น่าเสียดายที่มนุษย์ไม่สามารถฝึกฌานวิชาฝึกฌานของอสูร”

       ตู้เซ่าฝู่รู้สึกเสียดายในใจ หลังจากบรรลุวิชาการฝึกฌานของเหยี่ยวยักษ์ปีกทองได้แล้ว ตู้เซ่าฝู่รับรู้ได้ว่าวิชาการฝึกฌานของเหยี่ยวยักษ์ปีกทองแข็งแกร่งที่สุด และมีความคล้ายคลึงกันกับการฝึกวรยุทธของมนุษย์ ทว่ามีแต่ต้องข้ามไปทั้งๆ ที่เรียนรู้มันมาได้ วิชาการฝึกฌานและทักษะพรสวรรค์ของอสูร ไม่ใช่เรื่องที่วิชาวรยุทธของมนุษย์จะเอามาใช้กัน

       เพราะมนุษย์ไม่ได้มีวิชาวรยุทธอย่างที่พวกอสูรฝึกฌานกัน เพราะทั้งสองทั้งต่างพันธุ์ ต่างสายโลหิต และมีโครงสร้างร่างกายที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง แล้วอย่างนั้นจะมาฝึกวิชาของอสูรและปีศาจได้อย่างไรล่ะ คงทำได้แค่เข้าใจทักษะของการฝึกฌานของอสูร แน่นอน ต่อให้เป็นจอมยุทธที่มีพรสวรรค์ร้ายกาจมากเพียงใดมาบรรลุทักษะของการฝึกฌานของอสูร ผลที่ได้ก็ยากที่จะมาเปรียบเทียบกับความสามารถสายพันธุ์ของอสูรได้

  “ไม่ได้การล่ะ ปราณจะระเบิดแล้ว…”

       ทันใดนั้น ตู้เซ่าฝู่ก็มีสีหน้าที่เปลี่ยนไป ในกายหยาบของเขามีพลังปราณพรั่งพรูออกมามากจนจะรับไว้ไม่ได้แล้ว ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ภายในร่างจึงปล่อยพลังปราณออกมาได้มากมายไม่รู้จักจบจักสิ้นเช่นนี้ ลมปราณไหลเวียนผ่านจุดชีพจร เส้นลมปราณในร่างทุกที่ มันออกมามากจนไม่รู้จะไหลไปจบลงตรงไหน และปริมาณยังค่อยๆ เพิ่มขึ้นอีกด้วย ร่างกายของเขาต้องพยายามประคองพลังไว้ข้างในแต่มันล้นมากจนแทบจะระเบิดแล้ว

       ตู้เซ่าฝู่มีสีหน้าเคร่งเครียดยิ่งขึ้น เขารู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของภายในร่างกาย พลังปราณอันน่ากลัวที่ไหลเอ่อออกมาไม่หยุด มีต้นกำเนิดมจากกระดูกหักตรงกลางอกของเขา เขารู้สึกถึงก้อนเพลิงสีทองกำลังแผดเผาอยู่กลางอก คลับคล้ายว่าในอีกไม่ช้ามันจะทำให้เส้นลมปราณและอวัยวะภายในทั้งหลายรับไว้ไม่ไหวจนระเบิดออก

  “เจ้ามนุษย์หนุ่มหน้าโง่ รีบใช้วรยุทธดึงพลังปราณจากกระดูกหายากของเหยี่ยวยักษ์ปีกทองมาเป็นพลังปราณ์ของตัวเองซะสิ มัวแต่รอช้าเดี๋ยวเจ้าก็ตายก่อน”

       ในขณะนั้น เสียงแหลมๆ เสียงหนึ่งก็ดึงกึกก้องขึ้นมาในหูของตู้เซ่าฝู่ เขาไม่รู้ว่าเป็นเสียงของใคร ทว่าตู้เซ่าฝู่รู้สึกว่าเสียงนี้เป็นเสียงที่เขาเคยได้ยินมาก่อน ให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างแปลกๆ

  “เปลี่ยนพลังปราณอย่างไร ข้าไม่เคยฝึกวิชาลมปราณเลย”

       ในช่วงเวลาวิกฤต ตู้เซ่าฝู่ไม่มีเวลามานั่งสนใจว่าเป็นเสียงของใคร ที่สำคัญคือเขาไม่เคยฝึกวิชาลมปราณใดๆ มาก่อนเลย ขณะนี้ไร้หนทางช่วยเหลือตัวเองสุดๆ หากรู้แต่แรก ตอนนั้นที่ไปหอเก็บคัมภีร์วรยุทธแล้วหาคัมภีร์จื่อชี่เฉาหยังไม่พบ ก็น่าจะฝึกวิชาเสวียนหยังเฮ่าชี่ที่เป็นวิชาขั้นต่ำกว่าไปก่อน อย่างน้อยตอนนี้ก็คงไม่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ทำอะไรไม่ถูกเลยเช่นนี้

       “เจ้าไม่เคยฝึกฌานเหตุใดจึงมีพลังลมปราณอยู่ในร่าง อย่างนั้นก็จบเห่แล้วล่ะ แค่วิชาฝึกฌานสักวิชาเจ้าก็ไม่รู้เลยหรือ”

       เสียงแหลมของผู้หญิงยังลอยอยู่ในหูของตู้เซ่าฝู่อยู่ เสียงฟังดูแล้วสงสัยและกังวล สถานการณ์เช่นนี้คิดว่าไม่น่าเคยเกิดกับใครมาก่อน

  “อ๊าก…”

       กระดูกหักยังคงเปล่งแสงสีทองอร่าม อักษรยันต์ไหลว่อนออกมาไม่หยุด พร้อมกับกระแสลมปราณที่เอ่อล้นออกมา ทำให้ร่างกายของตู้เซ่าฝู่ยิ่งใกล้ถึงขีดจำกัดที่จะทนไม่ไหวขึ้นเรื่อยๆ ร่างของเขาเริ่มพองตัวเหมือนลูกโป่งที่กำลังจะระเบิด พองโตจนน่ากลัวเหมือนใกล้จะแตกแล้ว ความเจ็บปวดที่เพิ่มพูนนี้ทำให้ตู้เซ่าฝู่เริ่มร้องโหยหวนออกมาด้วยความเจ็บปวด

  “วิชาฝึกลมปราณ วิชาฝึกฌาน ฝึกฌาน วิชาฌานของเหยี่ยวยักษ์ปีกทองเป็นอย่างไรล่ะ…ไหนลองดูซิ…”

       ระหว่างที่กำลังเจ็บปวดชักดิ้นชักงอ จู่ๆ ตู้เซ่าฝู่ตาก็เป็นประกาย ลมปราณใกล้ดันจนร่างจะระเบิดอยู่แล้ว ขณะนี้เขารู้แค่วิชาฝึกฌานของเหยี่ยวยักษ์ปีกทอง ทว่าจะให้มาอยู่เฉยๆ รอตายก็คงไม่ได้ แม้ว่ามนุษย์ไม่สามารถฝึกวิชาฝึกฌานของอสูรได้ โดยเฉพาะวิชาฝึกฌานของเหยี่ยวยักษ์ปีกทองที่เป็นอสูรระดับสุดยอดอีก แต่อย่างน้อยเขาก็คงต้องลองดู

  ตู้เซ่าฝู่พยายามฝืนอดทนต่อความเจ็บปวดรวดร้าวและทรมานจากร่างกายของเขาที่ใกล้จะระเบิด เขารวบรวมพลังฝ่ามือ ลองทำตามวิชาฝึกฌานสำหรับควบคุมลมปราณที่ได้มาจากเหยี่ยวยักษ์ปีกทอง

  ชีพจร สายโลหิตและสภาพร่างกายของอสูรและมนุษย์ไม่เหมือนกัน ปกติมนุษย์ไม่มีทางฝึกวิชาลมปราณของอสูรได้ ทว่าเมื่อตู้เซ่าฝู่ของใช้วิชาฝึกฌานของเหยี่ยวยักษ์ปีกทอง กลับได้ผลขึ้นมาทันตาเห็น

       เมื่อใช้วิชาฝึกฌานของเหยี่ยวยักษ์ปีกทองไปแล้ว เขากับพลังที่อยู่ช่วงกระดูกหักกลางอกเริ่มหลอมรวมกัน ตู้เซ่าฝู่รู้สึกเหมือนเชื่อมต่อกับบางอย่างที่มองไม่เห็น เขารู้สึกว่าตัวเองตอนนี้เป็นเสมือนเหยี่ยวยักษ์ปีกทองตัวหนึ่ง และการใช้วิชานี้สำหรับเขาแล้วก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร กระทั่งรู้สึกเหมือนว่าชีพจรและสายเลือดของเขาหลอมรวมกับมันไปแล้ว ราวกับว่าวิชาวรยุทธนี้ถูกสร้างขึ้นมาบนโลกเพื่อเขาเลยโดยเฉพาะ การผสานรวมกันระหว่างเขากับสิ่งนั้นทำได้ดีเช่นนี้ ทำให้เขาเองก็ยังรู้สึกประหลาดใจและไม่อยากจะเชื่อ

       ทว่าทุกอย่างก็เกิดขึ้นจริง หลังจากที่ตู้เซ่าฝู่ใช้วิชาฝึกฌานลมปราณของเหยี่ยวยักษ์ปีกทองไปแล้ว พลังปราณที่ไหลพรั่งพรูออกมาจากกลางอกก็เริ่มถูกเปลี่ยนกลายเป็นลมปราณของตู้เซ่าฝู่

       ระดับของผู้ฝึกฌานแบ่งเป็นขั้นสดับเวหา ขั้นเบิกนภา ขั้นสดับเวหามีทั้งหมดเก้าขั้น บรรลุทั้งเก้าขั้นแล้วจึงสามารถเข้าสู่ระดับเบิกนภาได้

       แม้ว่าในตัวของตู้เซ่าฝู่จะมีพลังปราณอยู่ในร่างแต่เดิมอยู่แล้ว แต่เขาไม่เคยฝึกฌานวิชาลมปราณใดๆ และเขาไม่ได้ถูกจัดอยู่ในขั้นใดสักขั้นของผู้ฝึกฌาน ทว่าเขาก็มีกระบวนท่าวิทยายุทธและลมปราณในการตั้งรับและโจมตีคู่ต่อสู้

  “สดับเวหาขั้นที่หนึ่ง สดับเวหาขั้นที่สอง สดับเวหาขั้นที่สาม…”

  ในขณะนั้น หลังจากที่ตู้เซ่าฝู่ฝึกฌานวิชาลมปราณของอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองไปแล้ว ลมปราณในร่างและลมปราณที่ไหลล้นออกมาจากกระดูกหักกลางอกก็เริ่มปรับอยู่ในระดับและตำแหน่งที่เหมาะสม วิชาฌานวิชานี้ทำให้ลมปราณไหลสู่จุดชีพจรเสินเชวี่ยที่อยู่บริเวณท้อง จากนั้นก็ไหลกระจายผ่านจุดชีพจรและเส้นลมปราณอื่นๆ ทั่วร่าง ระดับขั้นฌานของเขาก็พุ่งสูงขึ้นดั่งดวงเพลิงกลางกองฝืนที่พุ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากคนที่ฌานไม่ได้อยู่ในขั้นใดๆ ก็ค่อยๆ บรรลุแต่ละขั้นๆ โดยไม่มีข้อจำกัดหรืออะไรมากีดขวาง และผ่านไปได้ด้วยระดับความเร็วที่สุดยอด

       ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร ร่างกายที่พองโตจนเกือบระเบิดนั้นก็ซูบลงและถูกฟื้นฟูจนตู้เซ่าฝู่ใกล้กลับอยู่ในสถานะปกติ แสงประกายทองที่ห้อมล้อมร่างเป็นวง เกิดเป็นแสงสีท้าจ้าอร่ามแผ่ออกไปจากหลุมที่อยู่ในเขา พลังที่ร้ายกาจแข็งแกร่งพ่นออกมาอย่างต่อเนื่อง

       จากนั้นไม่นาน แสงสีทองอร่ามที่ห่อหุ้มร่างของตู้เซ่าฝู่เริ่มมีอักษรยันต์เปล่งแสงไหลออกมาจำนวนมาก อักษรยันต์นี้มีพลังของอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองรวมอยู่ด้วย ทำให้อสูรทั้งหลายที่เห็นยังต้องเกรงกลัว

        สุดท้ายอักษรยันต์ก็รวมตัวแล้วเรียงเป็นเงาคล้ายๆ ลักษณะของเหยี่ยวยักษ์ปีกทอง พลังของเขาดูน่าเกรงขามจนถึงขีดสุด ร่างนั้นเหมือนหลอมเข้าไปอยู่ในชีวิตของเขาแล้ว ต่อไปอยากสยายปีกเหินบนฟ้าก็ทำได้ เป็นยอดฝีมือที่องอาจยืนสง่าได้ในยุทธภพ แข็งแกร่งดุดันไม่มีผู้ใครกล้ามาแหย็ม

       ระหว่างนี้ หลังจากที่ตู้เซ่าฝู่ใช้วิชาฝึกฌานของเหยี่ยวยักษ์ปีกทองได้สำเร็จ เขาก็เริ่มทำสมาธิเข้าสู่สถานะพิเศษ

       ในสถานะพิเศษนั้น ตู้เซ่าฝู่รู้สึกเหมือนว่าเขาคือเหยี่ยวยักษ์ปีกทองที่อยู่ในคราบคน มีเลือดสีทองอ่อนไหลเวียนอยู่ทั่วกายเขา อวัยวะภายในทั้งหมด กระดูกกล้ามเนื้อและเนื้อหนังมังสาของร่างกายได้รับการพัฒนา ทุกส่วนกำลังลอกคราบ และเปลี่ยนเป็นสภาพที่ดีขึ้น ราวกับว่าเขาได้ชำระล้างทุกอย่างทุกส่วนในร่าง ร่างกายเปลี่ยนเป็นรูปแบบที่แข็งแกร่งที่สุดและใกล้เคียงกับของเหยี่ยวยักษ์ปีกทอง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าสุดท้ายจะพัฒนาจนแกร่งมากแค่ไหน

        ในสภาวะพิเศษ ตู้เซ่าฝู่ยังคงอยู่ในสมาธิ นิ่งราวกับแข็งไป มีเพียงแสงทองห่อหุ้มรอบกายเขาที่ขยับ พลังของเขาพลุ่งพล่านขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นก็เกิดเงาเหยี่ยวยักษ์ปีกทองเคลื่อนไหวไปมา ราวกับว่ามันอยากสยายปีกบิน ทว่าก็ยังคงติดตามร่างของเขาไม่ไปไหน จากนั้นเงาก็กลายเป็นอักษรยันต์ และล่องลอยเรียงตัวใหม่อีกครั้ง


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ยุทธจักรเทพยุทธ์” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/2819

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)