0 Views

       รอบกายสตรีงามชุดเรียบคนนั้นมีแสงจ้าพลุ่งพล่านออกมาห่อหุ้มร่างของนางอยู่ นางตั้งใจอยากรีบเข้าไปช่วยตู้เซ่าฝู่

       ทุกอย่างที่เกิดขึ้นผ่านไปอย่างรวดเร็วมาก พลังทำลายล้างที่เกิดทำให้ยอดเขาบริเวณในเทือกเขาอสุรกายรอบๆ บริเวณนั้นเอนเอียงและหักพังลงมา พลังนี้กลืนกินสิ่งรอบๆ จนสูญสลาย ผืนปฐพียังคงเกิดรอยแยกขึ้นเรื่อยๆ และแตกลึกลงไปราวกับจะยุบลงไปถึงอเวจี

  เหยี่ยวยักษ์ปีกทองและปีศาจหงส์เพลิงม่วงต่างเลือกที่จะระเบิดตัวเอง พวกมันเลือกที่จะใช้ลมปราณเฮือกสุดท้ายในการสังหารอีกฝ่ายให้ตายไปร่วมกัน ด้วยสายเลือดและความฉลาดของอสูรยักษ์ของสองตัวนั้น พวกมันต่างไม่อยากทิ้งร่างของตนให้ผู้อื่นมาย่ำยีใช้ประโยชน์ จึงเลือกที่จะระเบิดตัวเอง ดีกว่าให้ผู้อื่นนำสิ่งล้ำค่าในตัวของมันไปใช้สกัดหรือหลอมเป็นสมบัติต่างๆ นานา เช่นนั้นไม่ใช่เพียงแต่ทำให้ตนเองต้องอับอาย แต่เป็นการผิดต่อสายโลหิตของสายสกุลของมันด้วย ดังนั้นอสูรระดับสูง เมื่อพวกมันตระหนักได้ว่าตนเองกำลังจะดับสูบ มักจะเลือกที่จะระเบิดตัวเอง เพี่อที่จะไม่ให้ผู้ใดมาคิดมิดีมิร้ายกับร่างของมัน

       สตรีงามชุดเรียบเหาะลอยมาเหยียบบนผืนดินที่ถล่มเป็นซาก พยายามมองหาตู้เซ่าฝู่แต่ก็ไม่เห็นแม้แต่เงา ชัดเจนว่า พลังทำลายล้างอันรุนแรงแสนสาหัสเมื่อสักครู่ วงรัศมีอยู่ใกล้ตู้เซ่าฝู่มาก จนคิดว่าเขาไม่น่าสามารถต้านทานใดๆ ได้เลย เกรงว่าเขาคงระเบิดเป็นซากผุยผงพร้อมกับเหยี่ยวยักษ์ปีกทองและปีศาจหงส์เพลิงม่วงไปแล้ว

  “สุดท้ายเป็นข้าเองที่ทำให้เจ้ามีจุดจบเช่นนี้ ข้าเองคงไม่มีหน้าไปพบเขาแล้ว ช่างเถิด ที่แห่งนี้คงไม่ใช่ที่ที่เหมาะกับข้า”

  สตรีงามชุดเรียบยื่นนิ่งสายตาเหม่อลอยมองดูพื้นที่ที่ว่างเปล่าไปทั้งแถบ นัยน์ตาของนางดูเศร้าหมอง ผ่านไปสักครู่ ชุดราบเรียบของนางก็เริ่มพลิ้วเบาๆ จากนั้นร่างก็เหินลอยบนเวหา จากนั้นก็หายวับไปในทันใด

       ณ ที่ห่างไกล บนยอดของต้นไม้ที่สูงตระหง่านฟ้าต้นหนึ่ง หญิงชราและสาวน้อยชุดนักสู้ที่ท่าทางดั่งพรายสาวมองลงมาดูเศษซากพื้นที่บริเวณนั้น กล่าวด้วยความเสียดาย “นึกไม่ถึงว่าเจ้าเหยี่ยวยักษ์ปีกทองกับเจ้าปีศาจหงส์เพลิงม่วงต่างร้ายกาจเพียงนี้ สุดท้ายเลือกที่จะระเบิดตัวเองพลีชีพไปด้วยกัน ทำให้ทุกอย่างพังทลายสูญสิ้น หากได้โลหิตสกัดและกระดูกหายากของเหยี่ยวยักษ์ปีกทองกับปีศาจหงส์เพลิงม่วงมาพร้อมกัน คงทำให้เจ้ามีความสามารถเหนือชั้นและโดดเด่นกว่าใครๆ ในยุทธจักร น่าเสียดายที่ต้องพลาดโอกาสที่ดีเช่นนี้ไป”

        เด็กสาวชุดนักสู้ท่าทางเหมือนพรายคนนั้นไม่ได้กล่าวอะไรตอบกลับไป ดวงตาสองข้างเริ่มชุ่มด้วยหยาดน้ำตา จากนั้นสักครู่ นางเอ่ยถามหญิงชราที่อยู่ข้างกายนางว่า “ท่านอาจารย์ เด็กวัยรุ่นคนนั้นเขาตายแล้วหรือ?”

       “แหงสิ ตายอย่างแน่นอน เหยี่ยวยักษ์ปีกทองกับปีศาจหงส์เพลิงม่วงระเบิดตัวเองพลังทำลายล้างรุนแรงน่าสะพรึงกลัวเช่นนั้น อาจารย์ของเขาก็ช่วยเขาไว้ไม่ทัน” หญิงชราคนนั้นกล่าว เมื่อทราบว่าเหยี่ยวยักษ์ปีกทองกับปีศาจหงส์เพลิงม่วงจะระเบิดตัวเอง แม้กระทั่งตัวนางเองยังต้องรีบหนี ทว่าหญิงงามชุดเรียบนางนั้นยังกล้าพุ่งเข้าไป นี่ก็พิสูจน์ได้แล้วว่าจอมยุทธหญิงคนนั้นแข็งแกร่งกว่านาง ยิ่งไปกว่านั้นนางรู้สึกได้ก่อนหน้าแล้วว่าสตรีนางนั้นกำลังบาดเจ็บอยู่ มิเช่นนั้นล่ะก็ ตอนที่ประมือกันนางคงย่ำแย่ และไม่สามารถต่อกรได้เลย

       “เขาช่วยชีวิตข้า มิเช่นนั้นเขาก็คงไม่ต้องตาย และข้าก็คงเอาชีวิตไม่รอด” หญิงสาวนางนั้นเอ่ยเบาๆ นางรู้ว่า หากเด็กหนุ่มคนนั้นไม่ช่วยนาง คนที่ตอนนี้ไม่รอดต้องเป็นนางแน่นอน

  “พวกเราควรไปได้แล้ว”

       หญิงชรานางนั้นไม่ได้พูดอะไรต่อ หันไปมองบริเวณรกร้างจากพลังระเบิดอีกครั้ง จากนั้นก็พาเด็กสาวที่เป็นศิษย์ของนางเหาะไปบนฟ้า

       ณ เมืองสือเฉิง ยามตะวันใกล้อัสดงทางทิศประจิม เกิดเป็นแสงสีแสดราวกับนภาโชกด้วยโลหิต

       ณ บ้านสกุลตู้ ตู้เจิ้นอู่เดินวนไปวนมาด้วยท่าทางร้อนใจ สีหน้าเคร่งเครียด จนสุดท้ายเขาก็หยุดเดิน มองหน้าตู้จื้อสยงพลันกล่าวว่า “นี่ก็หลายวันมาแล้ว เหตุใดจึงยังไม่ได้ข่าวคราวใดๆ ของเซ่าฝู่เลย ไม่มีเบาะแสใดๆ เกี่ยวกับเขาเลยหรือ?”

       ตู้จื้อสยงสีหน้าซีดดูอ่อนแรง ราวกับว่าไม่ได้พักผ่อนมาหลายวัน เขาตอบตู้จื้อสยงกลับไปว่า “พยายามสืบเสาะอย่างเต็มที่แล้ว ยังคงไม่ได้รับข่าวคราวใดๆ บ้านสกุลอื่นช่วงนี้ก็ไม่ได้ติดต่ออะไรกับบุคคลภายนอกเมือง ยิ่งไปกว่านั้นช่วงนี้ที่เขาอสุรกายเกิดขบวนอสูรออกมาอาละวาดถึงสองครั้ง กลุ่มนักล่าอสูรหลายกลุ่มประสบภัยร้ายที่ไม่คาดคิด คนที่เหลือรอดได้ก็ทยอยหนีเข้ามาในเมืองกันอยู่ ช่วงเวลานี้ไม่มีผู้ใดกล้าย่างกรายเข้าไปในบริเวณเทือกเขาอสุรกายหรอก”

       “เรื่องของเทือกเขาอสุรกายช่วงนี้ก็ปล่อยไปก่อน ที่สำคัญในขณะนี้คือการหาเซ่าฝู่ให้พบ”

       ตู้เจิ้นอู่ขมวดคิ้ว จากนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย กล่าวว่า “เรื่องขบวนอสูรในแนวเขาอสุรกายที่เกิดขึ้นถือเป็นเรื่องไม่ปกติ อาจเพราะมีการแย่งชิงสมบัติกัน ท่านก็ระวังเรื่องนี้ไว้สักหน่อยด้วย อย่างน้อยพวกเราก็ไม่ควรปล่อยให้บ้านสกุลอื่นฉวยโอกาสจากมันไปได้ ”

  “ข้าเข้าใจ ส่งคนไปตรวจสอบและเฝ้าระวังไว้แล้ว” ตู้จื้อสยงพยักหน้า จากนั้นเอ่ยว่า “เมื่อคืนขบวนอสูรออกมาเพ่นพ่านใกล้เมืองสือเฉิง แต่ดีที่ท่านนั้นคำรามส่งเสียงสนั่นออกมาขู่ไล่ขบวนอสูรที่จะมาเข้าใกล้ ดังนั้นขบวนอสูรจึงไม่บุกเข้ามาอาละวาดทำลายเมืองสือเฉิง มิเช่นนั้นขณะนี้คงเกิดภัยร้ายอันรุนแรงเป็นอย่างแน่”

       “ท่านนั้นในตำนานช่วยปกปักรักษาเมืองสือเฉิงมานานแล้ว หากไม่มีบารมีความน่าเกรงขามของท่านนั้นช่วยคุ้มครอง พวกบ้านสกุลนั้นคงเริ่มเคลื่อนไหวอะไรนานแล้ว หากท่านนั้นของเมืองพวกเราไม่อยู่แล้ว ทั้งเมืองสือเฉิงคงไม่สงบ บ้านสกุลเยี่ยคงประสบปัญหาก่อนเป็นกลุ่มแรก”

       ตู้เจิ้นอู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย จากนั้นเอ่ยเสียงเบาว่า “ได้ยินว่านางหนูของบ้านสกุลเยี่ยคนนั้นช่วงนี้มาสนิทกับลูกหลานของหลายบ้านสกุล ร่วมถึงเด็กๆ ของบ้านสกูลตู้ของพวกเราด้วย เป้าหมายที่แท้จริง น่าจะคือการหาพรรคพวก หากในเมืองเกิดภัยร้ายขึ้น บ้านสกุลเยี่ยก็ต้องการสหายมาเป็นพันธมิตร”

  “พี่ใหญ่ เช่นนั้นพวกเราควรทำอย่างไรดี?” ตู้จื้อสยงกล่าว

  “จับตาเฝ้าดูเหตุการณ์ว่าจะเป็นอย่างไรค่อยว่ากัน”

  ตู้เจิ้นอู่มองตู้จื้อสยง จู่ๆ ก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนา เอ่ยถามว่า “เรื่องของเซ่าฝู่ แจ้งไปทางน้องสามแล้วหรือยัง?”

       ตู้จื้อสยงส่ายหน้า พร้อมกล่าวว่า “หลายวันมานี้ไม่เห็นน้องสามเลย คาดว่าคงหนีไปเตร็ดเตร่หาอะไรทำแก้เครียดที่ไหนแล้ว”

       “ไม่รู้ว่าเมื่อปีนั้นที่ตระกูลหลักเกิดเหตุการณ์อันใดขึ้น จึงทำให้น้องสามที่เคยสง่าและองอาจกลายเป็นสภาพเช่นนี้ ข้าที่เป็นพี่ใหญ่ช่างไม่ได้เรื่องเลยเสียจริง ไม่สามารถช่วยอะไรเขาได้เลย ตอนนี้แม้กระทั่งบุตรชายของเขาข้าก็ยังดูแลให้ดีไม่ได้” ตู้เจิ้นอู่พูดไปพร้อมกับมีน้ำตาจางๆ คลอเบ้า

       “พี่ใหญ่ ท่านอย่าโทษตัวเองเลย ข้าจะพยายามหาเซ่าฝู่สุดความสามารถ” ตู้จื้อสยงเองก็รู้สึกผิด  เขาได้พยายามหาสุดกำลังแล้ว ทว่าก็ไม่พบร่องรอยใดๆ ผลลัพธ์ของการหาต่อจากนี้ เขาเองก็รู้สึกกังวลใจอย่างมาก

       ความหวาดกลัวกำลังแผ่คลุมไปทั้งเมืองสือเฉิง ขบวนอสูรที่ใกล้เข้ามา อีกนิดเดียวก็จะถึงเมืองสือเฉิงแล้ว ทำให้คนในเมืองต่างเป็นห่วงร้อนใจกันอย่างมาก

       กลุ่มนักล่าอสูรที่เดิมเคยไล่ล่าอสูรในหุบเขาอสุรกายเป็นกิจวัตร ขณะนี้ต่างรีบร้อนหนีเข้ามาหลบภัยในเมืองสือเฉิงกันอย่างฉุกละหุก ต่างไม่กล้าเข้าใกล้เทือกเขาอสุรกายแม้แต่นิดเดียว ว่ากันว่าขบวนอสูรสองครั้งที่ผ่านมา กลุ่มนักล่าอสูรและนักบุกเบิกเสียชีพเพราะมันไปแล้วไม่รู้ตั้งเท่าไร

  “ในเทือกเขาอสุรกายเกิดขบวนอสูร หรือว่ามีมหาสมบัติใดๆ เกิดขึ้นในนั้นหรือ?”

  “เมื่อคืนเห็นแสงเพลิงจ้าในเทือกเขาอสุรกายมาแต่ไกลๆ ราวกับมีก้อนตะวันฉายแสง หรือว่าจะเกิดสมบัติล้ำค่าแห่งฟ้าดินแล้วจริงๆ”

  “ต่อให้เป็นมหาสมบัติที่ล้ำค่าจริง ต้องไปนำมากลับมาได้พร้อมกับชีวิตถึงคุ้ม”

  “……”

       ในตรอกเล็กๆ ตามถนนหนทางในเมืองสือเฉิง ผู้คนถกเถียงซุบซิบกันไปทั่ว ช่วงนี้ต่างคุยเกี่ยวกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงในเขาอสุรกาย คนส่วนใหญ่คาดการณ์กันว่ามีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเทือกเขา และคาดว่ามีสมบัติล้ำค่าปรากฏขึ้นบนโลกนี้แล้ว ข่าวสารนี้ทำให้ผู้ที่ทราบต่างตาเป็นประกาย มีบางคนตื่นเต้นอยากลองเข้าไปดูสักตั้ง หากได้ครอบครองสมบัตินั้นมา คงร่ำรวยเป็นกอบเป็นกำอย่างแน่นอน

  “เจ็บ เจ็บจังเลย”

       เมื่อตู้เซ่าฝู่ฟื้นได้สติ เขาก็รู้สึกถึงเพลิงมอดไหม้อยู่กลางอก และแสบเจ็บปวดตรงหัวใจอย่างรุนแรง ความเจ็บปวดโดยตรงจากหัวใจนี้ ปวดจนถึงขั้วหัวใจ ทรมานมากจนไม่รู้จะบรรยายอย่างไร

       ตู้เซ่าฝู่รับรู้ได้เองลึกๆ ว่า ขณะนี้ที่บริเวณหัวใจของเขา มีกระดูกหักกลางอกและมีบางส่วนถูกต่อสมานเข้าด้วยกัน เป็นสองสิ่งที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ราวกับวารีและอัคคีที่เป็นธาตุตรงข้ามกันมิอาจผสานรวมกันได้

        เกิดความเจ็บปวดรุนแรงอยู่ทั่วร่าง กระดูกหักถูกบังคับให้ต่อประสานราวกับมีก้อนเพลิงดั่งตะวันที่เป็นประกายสีทองอร่าม มีหยาดโลหิตสีทองพิเศษไหลออกมา โลหิตสีทองนี้ไหลซึมออกมาจากกระดูกหัก จากนั้นไหลเวียนไปที่หัวใจ เส้นเลือด เส้นลมปราณ เนื้อหนัง กล้ามเนื้อทุกๆ ส่วนของร่างกาย หลอมรวมประสานกับกระดูกทุกส่วนในร่าง


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ยุทธจักรเทพยุทธ์” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/2819

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)