0 Views

      ขบวนอสูรที่น่ากลัวเร่กันออกมาไม่นานสักเท่าไร ตู้เซ่าฝู่ที่อยู่บนยอดเขามองดูฝูงอสูรมีปีกที่บินว่อนอยู่กลางเวหา แรงกระพือปีกของมันทำให้เกิดลมแรง ทำให้เกิดลมกระแทกหน้าจนเจ็บและชาไปหมด และหัวใจของเขาก็เต้นแรงขึ้น

      วิหคยักษ์ที่บินอยู่ดูคล้ายกับกลุ่มก้อนเมฆยักษ์ ต้นไม้ใหญ่ถูกพังหักเป็นแถบๆ ความป่าเถื่อนของมันช่างน่ากลัวเหลือเกิน

      สตรีงามชุดเรียบที่เอาแต่นั่งขัดสมาธิอยู่ตรงนั้นมาโดยตลอด มองไปยังขบวนอสูรพร้อมกับพูดเบาๆ “ตรงนั้นเหมือนว่าจะไม่ธรรมดาจริงๆ”

      หลังจากขบวนอสูรผ่านไป ตู้เซ่าฝู่เริ่มปิ้งกระต่ายเปลวเพลิงอีกตัว กลิ่นเนื้อหอมคุกรุ่นยั่วน้ำลายมาก และคราวนี้เขาเป็นฝ่ายหักขากระต่ายข้างหนึ่งยื่นให้แม่นางคนงามเอง

      และสตรีงามคนนี้ก็ไม่ได้ปฏิเสธ นางใช้ผ้าเช็ดหน้าห่อขากระต่ายเริ่มลิ้มรสชาติความอร่อย ท่าทางไม่เหมือนการกินทั่วไป แต่เป็นการรำลึกสัมผัสรสชาติในความทรงจำ

      ตู้เซ่าฝู่ไม่เหมือนกัน เขาใช้ฟันกัดมือดึงฉีกกระชากเนื้อรีบกลืนอย่างเอร็ดอร่อย และเขาก็ยังไม่อิ่มดี จึงนำงูพลังธาตุน้ำแข็งที่เหลืออีกตัวออกมาปิ้งกินเลย

      “ข้าไม่กินเนื้องูหรอกนะ ดูแล้วแปลกพิลึก”

      เมื่อเนื้องูถูกปิ้งสุกจนมีกลิ่นหอมฟุ้ง ตู้เซ่าฝู่ยื่นให้สตรีงามคนนั้น ทว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่นางเบือนหน้าหนี แม้แต่มองยังไม่มอง

      ตู้เซ่าฝู่ไม่ได้สนใจ กินเองต่อไปอย่างตะกละตะกลาม เมื่อกินและเช็ดปากเรียบร้อยแล้ว เขาก็เริ่มทำการพัฒนาหมัดคลื่นซัดสะท้านให้สมบูรณ์ต่อ

  จากการวิเคราะห์ขั้นตอนทั้งหมดเพื่อพยายามหาทางพัฒนาวิชาท่านี้ ตู้เซ่าฝู่พบว่าการพัฒนาหมัดคลื่นซัดสะท้านให้สมบูรณ์ยากกว่าหมัดระบำคลื่นอยู่มาก มีจุดบกพร่องที่เขาเองรับรู้ได้ชัดเจน ทว่าหาวิธีแก้ไขให้ดีขึ้นได้ยาก ขณะนี้ตู้เซ่าฝู่กำลังติดอยู่ในสภาพคอขวด

      ในเวลานั้น เสียงขลุ่ยแห่งธรรมชาติอันไพเราะจับจิตก็ค่อยๆ ดังขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อทำนองไหลเข้าหู ก็ทำให้ผู้ฟังหลงใหล ได้รับการชำระล้างดวงวิญญาณ

  เมื่อสักครู่ที่กำลังประสบปัญหาติดขัดตกอยู่ในสภาพคอขวด เสียงขลุ่ยแห่งทำนองธรรมชาติทำให้ตู้เซ่าฝู่สมองโล่งเข้าใจและคิดหาวิธีได้ในทันใด การทำสมาธิฝึกวิชาพร้อมกับเสียงขลุ่ย ราวกับทำนองเพลงช่วยเสริมให้ทุกอย่างเป็นไปได้ราบรื่นยิ่งขึ้น

      “เสียงขลุ่ยช่างไพเราะเหลือเกิน มีคนที่ฝีเท้าไปขึ้นเขาไปถึงก่อนแล้วหรือ”

      ในหมู่เขาที่อยู่ห่างไกล บนยอดเขาลูกหนึ่ง มีผู้เฒ่าทรงผมนกกระเรียนคนหนึ่งมองไปที่แนวเขาด้านหน้า สีหน้าเคร่งเครียดเล็กน้อย

      “นายท่านเฮ่อ จะเป็นพวกผู้มีอิทธิพลพวกนั้นไหม” บุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งเอ่ยถาม

      “ไม่รู้ แต่พวกเราต้องรีบไปให้ไว ห้ามให้คนอื่นไปถึงได้ก่อน ขบวนอสูรออกมาสองรอบแล้ว การแย่งชิงเป็นใหญ่ครั้งนี้ต้องทำให้เกิดเหตุการณ์ร้ายขึ้นแน่ ดังนั้นจึงกำลังพยายามกลบเรื่อง เพราะไม่อยากให้ตนประสบเรื่องที่ไม่คาดคิดภายหลัง” ผู้เฒ่าทรงผมนกกระเรียนกล่าว

        บนยอดเขา ตู้เซ่าฝู่กำลังตั้งฝ่ามือรวบรวมพลัง พลังปราณในร่างกายไหลผ่านเส้นลมปราณและจุดชีพจรที่กำหนด กระบวนการนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเพียงแค่ลมหายใจหนึ่งเฮือก สุดท้ายลมปราณทั้งหมดก็มารวมอยู่ที่กลางฝ่ามือ ทันใดนั้น ตู้เซ่าฝู่ก็มีรัศมีพลังที่ดูร้ายกาจน่าเกรงขามแผ่ออกมา มีพลังคลื่นพุ่งทะยานออกมาไม่หยุด โดยมีตัวเขาเป็นศูนย์กลาง พลังแห่งฟ้าดินไหลเวียนแผ่ออกมาหุ้มรอบกายของตู้เซ่าฝู่ สุดท้ายรอบๆ ก็มีคลื่นแรงดันราวกับไอน้ำพ่นที่เกิดจากน้ำเดือด ในร่างมีอักษรยันต์พุ่งออกมา พลังคุกรุ่นดูน่ากลัว ราวกับถูกบีบอัดไว้รอการระเบิดออกมา

  “เอาล่ะ เปิดจุดลมปราณขั้นชีพจรพลิ้วไหว”

      สตรีคนงามคนนั้นที่อยู่ไม่ไกล สายตาจับจ้องมาที่ยันต์เปล่งแสงและคลื่นพลังบนตัวของตู้เซ่าฝู่ นัยน์ตาเผยความตกใจในคลื่นพลัง พลังครั้งนี้รุนแรงกว่าคราวก่อนเยอะเลย

  “หมัดคลื่นซัดสะท้าน!”

  ตู้เซ่าฝู่หายใจออกอย่างแรง จากนั้นก็ปล่อยหมัดออกไปพร้อมกับพลังลมปราณที่พลุ่งพล่าน บนยอดเขาเกิดเสียงดังราวกับฟ้าผ่าโครมลงมา พลังคลื่นของท่าหมัดคลื่นซัดสะท้านถูกส่งออกไปข้างหน้า พลังโถมไปอย่างแรงไม่หยุดจนพุ่งชนก้อนหินยักษ์ที่อยู่ห่างออกไปประมาณร้อยเมตร

  “ตึงโครม!”

      ก้อนหินยักษ์เกิดรอยร้าวเป็นทาง จากนั้นก็แตกกระจายเป็นหลายสิบก่อนและไหลกลิ้งลงทางลาดชันบนเขาไป

      เสียงระเบิดนี้ทำให้เกิดเสียงดังสะท้อนในเทือกเขาหลายต่อหลายครั้ง ดังไปทั่วป่าทั่วเขา

  “ในที่สุดก็สำเร็จแล้ว”

      เมื่อตู้เซ่าฝู่เห็นพลังโจมตีที่ตนปล่อยออกมา ก็มีสีหน้าพอใจ ในที่สุดหมัดคลื่นซัดสะท้านก็พัฒนาได้สมบูรณ์แล้ว พลังรุนแรงกว่าที่ตนจินตนาการไว้ไม่น้อย และเมื่อคิดจากที่ผ่านมา ตู้เซ่าฝู่ยังรู้สึกได้ว่าหมัดคลื่นซัดสะท้านยังสามารถทำให้แข็งแกร่งกว่านี้ได้ เพียงแต่ตอนนี้ถึงขีดจำกัดที่ตนสามารถทำได้แล้ว หากพัฒนายิ่งขึ้นไปกว่านี้ คงได้แค่คิดแต่ทำให้สำเร็จไม่ไหว

  “จ๊อกๆ”

      แสงสีบนห้วงนภาขณนี้ เป็นแสงสีเหลืองของยามโพล้เพล้ ท้องของตู้เซ่าฝู่เริ่มร้องจ๊อกๆ อีกครั้ง เขาพบว่าช่วงนี้เขาทานเยอะมาก และที่แปลกคือ ช่วงนี้เขาไม่ได้ฝึกกระบวนวิชาลับของแท่นศิลานั้นต่อ ทว่าไม่รู้ว่าเหตุใดเขาจึงรู้สึกว่าร่างกายเปี่ยมไปด้วยพลังปราณ และเริ่มรู้สึกถึงพลังที่เอ่อล้นใกล้จะระเบิดออกมา

  “ข้าลงเขาไปหาของกินล่ะนะ”

      เมื่อตู้เซ่าฝู่หันหน้าไปบอกสตรีคนสวยชุดเรียบที่นั่งขัดสมาธิอยู่เสร็จแล้ว ก็ปีนลงจากยอดเขาไป เพราะมีประสบการณ์มาจากครั้งก่อน คราวนี้จึงปีนได้ไวขึ้น เมื่อลงจากยอดเขามาแล้ว ก็พบซากอสูรตัวเล็กๆ จำนวนหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลเขามาก เขาจึงรีบแบกขึ้นหลังเตรียมจะปีนกลับขึ้นเขาไป เพื่อจะได้หลีกเลี่ยงอสูรและปีศาจที่ยังมีชีวิตที่อยู่ล่างเขา

      ตู้เซ่าฝู่ไม่ได้พบอสูรก็จริง แต่ดันพบกับคน มีเงาของคนสิบกว่าคนปรากฏอยู่ด้านหน้าของตู้เซ่าฝู่ มีทั้งคนชราและหนุ่มสาว ทั้งชายและหญิง ผู้นำของกลุ่มนี้คือผู้เฒ่าชุดดำ ในมือถือไม้เท้าหัวงู ลำท่อนไม้เท้ามีลักษณะคดโค้ง รูปร่างเหมือนกับงูเหลือมพันล้อมรอบข้างบน

  “เจ้าหนู เจ้าเป็นใครมาจากไหน?”

      บุรุษวัยกลางคนคนหนึ่งมองตู้เซ่าฝู่ด้วยแววตาแปลกๆ เขาไม่ได้รู้สึกถึงระดับพลังลมปราณใดๆ ของตู้เซ่าฝู่ แต่กลับสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังลมปราณได้

  “ในนี้มีอสูรร้ายกาจอยู่ พวกท่านรีบกลับไปเถิด” ตู้เซ่าฝู่แหงนหน้ามองคนเหล่านั้น ทุกคนดูแล้วเก่งฉกาจมาก รู้สึกได้ว่าพลังลมปราณของพวกเขาแข็งแกร่งกว่าท่านลุงใหญ่และท่านลุงรองเสียอีก พวกเขาน่าจะไม่ใช่บุคคลธรรมดากัน แม้กระทั่งเหล่าวัยรุ่นหญิงชายพวกนี้ก็ดูแกร่งกล้ากว่าญาติผู้พี่และผู้น้องทั้งหลายของเขาเยอะเลย

  เจ้ายังไม่ได้บอกข้า เจ้าเป็นใครมาจากไหน เจ้าไม่กลัวอสูรปีศาจบ้างเลยหรือ?”

      ชายวัยกลางคนคนนั้นสงสัย มองดูรอบๆ นอกจากเจ้าเด็กหนุ่มคนนี้ก็ไม่มีคนอื่นแล้ว ขบวนอสูรถึงสองครั้ง ทว่าเด็กหนุ่มคนนี้ยังอยู่แถวนี้เพียงลำพัง ดูแล้วค่อนข้างผิดปกติ

  “ข้าจะเป็นใครก็ไม่เกี่ยวอะไรกับท่าน”

      ตู้เซ่าฝู่เริ่มรู้สึกไม่พอใจเท่าไร ช่วงนี้เจอเรื่องให้น้อยอกน้อยใจมาเยอะอยู่แล้ว ยังเจอกลุ่มคนไร้มารยาทใส่อีก เขาจึงอารมณ์เสียใส่อย่างไม่เกรงใจ หากพบเจอในสถานการณ์ปกติทั่วไป เวลาเผชิญหน้ากับบุคคลแกร่งกล้า ตู้เซ่าฝู่จะไม่แสดงท่าทีไร้มารยาทใส่เช่นนี้ ทว่าตอนนี้ไม่เหมือนกัน ตู้เซ่าฝู่รู้ว่าสตรีงามที่แต่งกายชุดราบเรียบที่อยู่บนยอดเขาก็คือสุดยอดฝีมือ และลึกๆ ตู้เซ่าฝู่รู้สึกได้ว่า นางแข็งแกร่งยิ่งกว่าคนเหล่านี้ ดังนั้นจึงไม่รู้สึกเกรงกลัว อย่างน้อยสตรีนางนั้นก็ยังอยากทานเนื้อย่างอีก และยังต้องใช้ตนเป็นตัวประกันรอตาเฒ่าตัวปัญหาฝูอี้ไป๋มาหาอีก ไม่น่าจะไม่ปล่อยให้ตนตายได้หรอก

  “เจ้าหนุ่มหยาบคายนี่กล้าดีมาจากไหนกัน เจ้าน่าจะรู้ว่าพวกข้าเป็นใคร ไม่รู้จักเคารพนบนอบพวกเรา ระวังจะประสบภัยร้ายล่ะ”

      สีหน้าของบุรุษวัยกลางคนคนนั้นดูเคร่งเครียด เขาเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดังน่าเกรงขามเมื่ออยู่ข้างนอก ปกติใครพบเจอก็จะแสดงความเคารพกัน นึกไม่ถึงจะพบเจอเจ้าเด็กหนุ่มที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้าแสดงท่าทีและพูดจาไร้มารยาทใส่

      “ฮ่าๆๆ สำนักอสรพิษสวรรค์ช่างน่าเกรงขามจริงๆ วิ่งแจ้นมาถึงเทือกเขาอสุรกายเพื่อเบ่งอำนาจขู่คน น่านับถือจริงๆ เลย”

        มีเสียงหัวเราะชอบใจดังขึ้นมา ตู้เซ่าฝู่ได้ยินก็หันไป ท่ามกลางป่าลึก มีคนจำนวนสิบกว่าคนมาอีกกลุ่ม ดูพลังแข็งแกร่งมาก และในนั้นก็มีวัยรุ่นจำนวนหนึ่งอยู่ในกลุ่มด้วย ผู้ที่หัวเราะเป็นชายหัวโล้นดูแปลกพิลึก ศีรษะเรียบเกลี้ยงของเขามีรอยสักสีฟ้าอมเขียวที่ดูพิสดารอยู่ ราวกับเป็นยันต์ที่มีพลังบางอย่าง รัศมีพลังปราณของเขาดูเหนือชั้นมาก


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “ยุทธจักรเทพยุทธ์” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/2819

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)